วันที่ 16 มีนาคม 2026

“ธนาธร”อภิปรายงบฯปี63นอกสภาฯ ลุยต่อช่วย”ไพรัฏฐโชติก์”หาเสียงนครปฐม

People Unity : “ธนาธร”ลุยต่อลงพื้นที่ช่วย “ไพรัฏฐโชติก์” เลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครปฐม เขต 5 ขอพี่น้องสามพรานเป็นแรงบันดาลใจให้เขตเลือกตั้งซ่อมอื่นทั่วประเทศ พร้อมอธิปรายงบฯปี 2563 นอกสภาฯ

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 ที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่ช่วย นายไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร ผู้สมัคร ส.ส.นครปฐม เขต 5 ของพรรคอนาคตใหม่ หาเสียงสำหรับการเลือกตั้งซ่อมที่จะมาถึงในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ โดยในช่วงเช้านายธนาธร ลงพื้นที่ในตลาดสมภพพลาซ่า เดิแจกใบปลิวพร้อมแนะนำผู้สมัครให้กับพ่อค้าแม่ขายตามแผงเรียงกันไปทั้งตลาด บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น​ พ่อค้าแม่ขายในตลาดต่างให้กำลังใจและหยิบโทรศัพท์​มือถือขึ้นมามาเซลฟี่กับนายธนาธรอย่างเป็นกันเอง

นายธนาธร กล่าวว่า หากพรรคในฝ่ายประชาธิปไตยชนะในเขตเลือกตั้งซ่อมทั้งหมด อาจจะทำให้เปลี่ยสมการ เปลี่ยนสมดุล​ทางการเมืองได้ เขต 5 จ.นครปฐม จึงเปรียบเหมือนเป็นโดมิโน​ตัวแรก ถ้าที่นี่แสดงให้เห็นได้ ถ้าประชาชนไม่ให้การสนับสนุน​รัฐบาล​ชุดนี้ ก็อาจจะเกิดโดมิโน ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง​รัฐบาล​ โดยไม่ใช้ความรุนแรงผ่านกลไลรัฐสภา​ ตนอยากให้พี่น้องชาวสามพราน เป็นกำลังใจ และเป็นแรงบันดาลใจ​ ให้กับเขตเลือกตั้งซ่อมอื่นทั่วประเทศ

ทั้งนี้นายธนาธร ยังได้กล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ​รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ว่า เราเห็นช่องว่างในสิ่งที่รัฐบาลพูดและรัฐบาลทำ งบประมาณ​ฉบับ​นี้ไม่สามารถแก้ปัญหา​ความเหลื่อมล้ำได้ งบประมาณฉบับ​นี้ไม่สามารถแก้ปัญหา รัฐราชการรวมศูนย์​อยู่ที่กรุงเทพฯได้ งบประมาณฉบับนี้ไม่มีการลงทุนที่เพียงพอ สำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นถ้าประชาชนติดตามการอภิปรายของ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ นอกจากจะวิจารณ์​การใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสมและไม่มีประสิทธิภาพ​แล้ว เรายังเสนอทางออก และให้ข้อคิดเห็นไปอีกด้วย ว่าถ้าเป็นอนาคตใหม่จะจัดสรรงบประมาณอย่างไร เพราะพรรคอนาคตใหม่ต้องการจะสร้างการเมืองที่สร้างสรรค์​

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายธนาธร ลงพื้นที่ตลาดสมภพเรียบร้อยแล้ว ได้ขึ้นรถแห่ เพื่อใช้เครื่องกระจายเสียง จากตลาดสมภพไปยังซอยโรมัน โดยระหว่างที่นายธนาธร ขึ้นรถแห่เพื่อหาเสียงช่วยนายไพรัฏฐโชติก์ ประชาชนสองข้างทางได้โบกไม้โบกมือให้การต้อนรับด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดสองข้างทาง

ทั้งนี้พรรคอนาคตใหม่ จะมีการปราศรัย​ใหญ่ก่อนการเลือกตั้งซ่อมเขต 5 สามพราน จ.นครปฐม​ในวันพรุ่งนี้ (20 ต.ค.)​ ที่ตลาดธันยา ตั้งแต่เวลา17.00 น. เป็นต้นไป

มท.1 ให้นโยบายผ่อนคลายระยะที่ 4 “ต้องช่วยกันทำเพื่อชาติ เศรษฐกิจต้องเดิน คนต้องมีรายได้”

People Unity News : มท.1 มอบนโยบายแนวทางปฏิบัติมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 4 เน้นย้ำ “ต้องช่วยกันทำเพื่อชาติ เศรษฐกิจต้องเดิน คนต้องมีรายได้”

16 มิ.ย.2563 เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมราชสีห์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) เพื่อซักซ้อมแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมี นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ผู้แทนกรมควบคุมโรค ร่วมประชุม และเป็นการประชุมผ่านระบบ Video Conference ไปยังศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยในจังหวัด นายอำเภอ และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ร่วมประชุม

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวว่า วันนี้เป็นการหารือซักซ้อมแนวทางการปฏิบัติตามข้อกำหนดผ่อนคลายการบังคับใช้บางมาตรการในการป้องกันโรคโควิด-19 ระยะที่ 4 ซึ่งในขณะนี้ สถานการณ์การควบคุมแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของประเทศไทย ไม่มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นเวลา 22 วันแล้ว ด้วยความร่วมมือกันของทุกฝ่ายทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค รวมทั้งประชาชนคนไทยทุกคน ทำให้เราสามารถควบคุมได้สำเร็จในช่วงที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ ได้เกิดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในด้านเศรษฐกิจสูงมาก หลายคนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ยังไม่มีรายได้ ซึ่งระยะต่อจากนี้ถือเป็นช่วงที่สำคัญที่ต้องเตรียมการเพื่อช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน คือ การท่องเที่ยว และเพื่อให้การเตรียมการรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคตต่อไปเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดเตรียมการและเร่งสร้างการรับรู้ความเข้าใจและรณรงค์ให้ประชาชนดำเนินชีวิตด้านเศรษฐกิจและรักษาสุขอนามัยเป็นพื้นฐานสำคัญใน 3 เรื่อง คือ 1) ต้องรักษาสุขอนามัยสูงสุด “อย่าการ์ดตก” สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ รักษาระยะห่างทางสังคม ให้เป็นมาตรการพื้นฐานอย่างเข้มแข็ง 2) การกักกันโรค (Quarantine) ต้องเข้มแข็ง และ 3) รณรงค์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ทุกครั้งที่ใช้บริการ ให้เป็นชีวิตปกติแนวใหม่ เพื่อประโยชน์ในการตามสืบสวนโรคได้อย่างรวดเร็วทุกคนต้องช่วยกันทำเพื่อชาติ “เศรษฐกิจต้องเดิน คนต้องมีรายได้”

นายนิพนธ์ บุญญามณี กล่าวว่า ในขณะนี้เริ่มมีการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและชายหาดซึ่งพบว่าบางพื้นที่ยังมีการคัดกรองไม่เข้มงวด จึงขอให้ในแต่ละพื้นที่ได้พิจารณาการจัดตั้งจุดคัดกรองเพิ่มเติม โดยเฉพาะชายหาดที่มีประชาชนนิยมไปพักผ่อนจำนวนมาก และขอให้ทุกจังหวัดส่งเสริมให้ประชาชนได้ทำเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมให้ประชาชนทำการเกษตรที่สามารถจะเพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ในครัวเรือนอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้

จากนั้น ผู้แทน ศบค. ผู้แทนกระทรวง DES ผู้แทนกรมควบคุมโรค และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ได้นำเสนอแนวทางปฏิบัติและมาตรการการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรอบแนวคิดการผ่อนคลายการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร แนวทางปฏิบัติการผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรมตามมาตรการผ่อนคลายที่กำหนด มาตรการควบคุมการเดินทางเข้าราชอาณาจักรทั้งทางบก/น้ำ/อากาศ การเตรียมความพร้อมเปิดสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น และผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ภูเก็ต และเพชรบุรี ได้รายงานการดำเนินการจัดระเบียบสถานที่ท่องเที่ยวชายหาดและการสร้างการรับรู้กับประชาชน และผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วและจังหวัดตาก รายงานการดำเนินงานพื้นที่ชายแดนและการจัดการศึกษา

นอกจากนี้ ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้แทนสำนักงบประมาณ ได้ชี้แจงแนวทางการจัดทำโครงการภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และกรอบระยะเวลาดำเนินการโดยทุกจังหวัดต้องส่งรายละเอียดโครงการตามแบบฟอร์มที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมายังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2563 เพื่อคณะอนุกรรมการพิจารณารายละเอียดโครงการ และคณะกรรมการพิจารณาผลการกลั่นกรองโครงการของคณะอนุกรรมการ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวว่า ในเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นโอกาสอย่างยิ่งที่ต้องใช้ในการแก้สถานการณ์เศรษฐกิจซึ่งมีผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และผลกระทบด้านอื่นๆ จึงขอฝากให้คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) พิจารณาให้ดีว่าโครงการที่ขอรับการสนับสนุนเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ในเรื่องการบริหารโครงการต้องเกิดความโปร่งใส และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะใช้เงินงบประมาณนี้ทำให้ประชาชนมีหนทางใช้ชีวิตที่ดีขึ้นในการทำมาหากิน ประกอบอาชีพ สร้างสรรค์สิ่งที่ดี สร้างโอกาสที่ดีต่อไป

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวว่า งบประมาณที่ได้รับตามโครงการฯ เป็นงบประมาณที่รัฐบาลได้จัดสรรผ่านช่องทางคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) โดยส่วนราชการในสังกัดทุกกระทรวงมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนทุกระดับ และองค์กรภาคประชาชนและประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน โดยทุกโครงการที่เสนอขอรับงบประมาณต้องเป็นโครงการที่เป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่

Advertising

“เศรษฐา” ยอมรับ ไปพบ “วิษณุ” ที่บ้าน ปรึกษาข้อกฎหมาย เชื่อ 15 วัน รวบรวมข้อมูลเพียงพอ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 27 พฤษภาคม 2567 นายกฯ เผย พบ “วิษณุ” ที่บ้าน ปรึกษาข้อกฎหมาย มั่นใจชี้แจงศาล รธน. ได้ เชื่อ 15 วัน รวบรวมข้อมูลเพียงพอ

วันนี้ (27 พฤษภาคม 2567) เวลา 09.40 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ภายหลังเป็นประธานเปิดงาน EARTH JUMP 2024 : The EDGE of Action และกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน EARTH JUMP 2024 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงยอมรับว่า ได้ไปพบ นายวิษณุ เครืองาม ที่บ้านเมื่อวานนี้ (26 พ.ค.)  แต่ไม่ได้เชิญมาพูดคุย และเรื่องที่คุยขอรู้กันเพียงสองคน ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ขณะนี้รายละเอียดยังไม่เสร็จ แต่มั่นใจว่าชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญได้ และ 15 วันเพียงพอ ส่วนตัวไม่ขอตอบว่าไม่กังวล เพราะกังวลทุกเรื่อง

Advertisment

นายกฯเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมมือต่อสู้โรคไม่ติดต่อ (NCDs)

People Unity News : นายกรัฐมนตรี เชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมมือต่อสู้โรค NCDs ในนิทรรศการ “Together Fight NCDs ร่วมมือต่อสู้โรค NCDs”

เนื่องจากวันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันอัมพาตโลก องค์การอัมพาตโลกได้กำหนดประเด็น (Theme) การรณรงค์วันอัมพาตโลกปี 2562 คือ Don’t Be The One กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดคำขวัญในการรณรงค์ว่า “อย่าให้ อัมพฤกษ์ อัมพาต…เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ” พร้อมกันนี้ได้จัดกิจกรรมรณรงค์วันอ้วนโลก และวันเบาหวานโลก ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม–เดือนพฤศจิกายน เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อ

เช้าวันที่ 29 ต.ค.2562 ณ บริเวณหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกิจกรรมและเยี่ยมชมนิทรรศการ “Together Fight NCDs ร่วมมือต่อสู้โรค NCDs” พร้อมเชิญชวนประชาชน หน่วยงานทุกภาคส่วน และภาคีเครือข่าย ร่วมมือกันต่อสู้โรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในงานประกอบด้วยกิจกรรมวัดรอบเอว วัดความดันโลหิต วัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ วัดมวลสารในร่างกาย และกิจกรรมการแสดงสัญลักษณ์ลดน้ำตาลและเกลือโซเดียมลง 30% เพื่อลดการบริโภคอาหารเค็ม หวาน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นิทรรศการ “Together Fight NCDs ร่วมมือต่อสู้โรค NCDs” โรคอ้วน โรคอัมพาต โรคเบาหวาน เพื่อให้ประชาชนทราบความเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคอัมพาต และโรคเบาหวาน สามารถรู้ตัวเลขที่บ่งชี้สุขภาพและทราบระดับความเสี่ยงของตนเอง (รู้ตัวเลข รู้รักษ์สุขภาพ – Know your number Know your risk) ได้แก่ น้ำหนัก ความดันโลหิต รอบเอว และระดับน้ำตาลในเลือด จึงเชิญชวนประชาชนใส่ใจสุขภาพ วัดก่อน รู้ก่อน ลดเสี่ยง เลี่ยงโรคไม่ติดต่อ

ด้านนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การจัดนิทรรศการในครั้งนี้เป็นความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงปัญหาโรคอ้วน อัมพาต โรคเบาหวาน ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น ปัจจุบันพบคนไทยมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน 19 ล้านคน ผู้ป่วยอัมพาตรายใหม่ปีละ 42,000 คน และผู้ป่วยโรคเบาหวาน 5,000,000 คน จำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมือกันต่อสู้กับโรคไม่ติดต่อ และที่สำคัญประชาชนทุกคนต้องเรียนรู้สัญญาณเตือนของการเกิดโรค เช่น ภาวะอ้วน ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และปฏิบัติตนเพื่อให้มีสุขภาพดี ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ลดหวาน มัน เค็ม และตรวจสุขภาพทุกปี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

“อนุทิน” หนุนทำประชามติ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 7 พฤษภาคม 2568 “อนุทิน” เผยจุดยืน “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ย้ำพรรคร่วมต้องเป็นหนึ่ง หนุนทำประชามติ ฟังเสียงประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงประเด็นกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ว่าเมื่อนายกรัฐมนตรี​ผลักดันแล้วในฐานะนโยบายรัฐบาล ถ้าเป็น ครม. แล้วมันเป็นไปตามกฎหมาย ต้องช่วยกันสนับสนุน แต่ว่ามันไม่ได้จบตรงนี้ จะเข้าไปที่สภา ก็ต้องพิจารณาตามขั้นตอน วาระต่างๆ มีการอภิปราย มีการตั้ง กมธ. และไปแปรญัตติ ซึ่งต้องใช้ข้อมูล ความเห็น สรุปว่ายังมีอีกหลายขั้น และที่สำคัญที่สุด คือ ฟังเสียงประชาชน ถ้าดีที่สุดควรทำประชามติ ให้ประชาชนตัดสินใจ ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ช่วยผลักดันเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ฟังแล้วดี ก็ถามประชาชนเลย พรรคภูมิใจไทย สนับสนุนทางนี้ เคยเสนอนายกฯ ไปแล้ว และท่านก็รับฟัง ถ้ามีประชามติ ทุกคนสบายใจ

“แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น จะต้องไม่มียิงลูกโดด พรรคร่วมต้องโหวตกฎหมายนี้ทุกพรรค ถ้าพรรคหนึ่งมีเงื่อนไข พรรคอื่นก็มีเงื่อนไข แบบนั้น ถือว่าไม่เรียบร้อย ก็ยังไม่ต้องเอาเข้าสภา พรรคร่วมรัฐบาลต้องเป็นหนึ่งจึงจะผลักดันได้ นี่คือเรื่องของสปิริตพรรคร่วมรัฐบาล” นายอนุทินกล่าว

Advertisement

“เศรษฐา” ยันยังไม่ปรับ ครม. ปัดนั่งควบกลาโหม บอกสนิทกัน ไม่ต้องเป็นผู้บังคับบัญชาก็ได้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 16 เมษายน 2567 บ้านจันทร์ส่องหล้า  – “เศรษฐา” ยันยังไม่ปรับ ครม. ขออย่าทำให้รัฐมนตรีหวั่นไหว บอก เดินหน้าทำงานดีกว่าวิ่งเต้น ปรับเมื่อไหร่ก็รู้เอง ปัดนั่งควบกลาโหม ชี้ สนิทกัน แต่ไม่ต้องเป็นผู้บังคับบัญชาก็ได้

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ว่ายังไม่มี ตนเองไม่ได้บอกว่ามีการปรับ ไปพูดกันเอง แต่อย่างไรก็ตามมันก็ต้องปรับในวันหนึ่ง และถ้าปรับเดี๋ยวก็ทราบกันเอง อย่าเพิ่งทำให้รัฐมนตรีที่มีชื่อออกมาหวั่นไหว มองว่าเร่งทำงานดีกว่า เพราะทุกวันมีค่า แทนที่จะต้องวิ่งเต้นมาหาท่านนั้นท่านนี้ โดยยืนยันว่าที่เข้าพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คุยปัญหาบ้านเมืองธรรมดา เช่น ข้าวโพด การเผาป่า ความสะอาดของบ้านเมือง และสถานการณ์เมียนมา

เมื่อถามว่าจะต้องเคลียร์กับรัฐมนตรีที่อยู่ในโผหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า “ไม่เคลียร์ ผมไม่ได้เป็นคนเขียน ไม่เคลียร์อยู่แล้ว” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวย้ำว่าอยากให้ทุกท่านตั้งใจทำงานใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนเองพูดมาตลอดในระยะหนึ่งเดือนที่มีข่าวปรับ ครม. ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดคือการทำงาน การทำงานที่ถูกต้องดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล แต่ละกระทรวงก็มีนโยบายเรือธง ทุกท่านทราบอยู่แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลที่อยากจะปรับ ครม. ยังไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรมา เขาทราบอยู่แล้ว เป็นสิทธิของเขา ถ้าอยากจะปรับ ตนเองคงไม่โทรไปถามว่าอยากปรับใครบ้าง เช่น พรรคพลังประชารัฐก็ยังมีเก้าอี้เหลืออยู่หนึ่งเก้าอี้ โดยกระแสข่าวที่ระบุว่าตนเองจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น ไม่ทราบ คงเป็นเพราะตนเองไปเยี่ยมทหาร และมีความสนิทส่วนตัวกับ ผบ.เหล่าทัพ ยกหูคุยกันได้ ถือว่าเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ช่วยดูแลเรื่องชายแดน พื้นที่ทำกินของราษฎรก็ตอบสนองได้ดี ไม่จำเป็นจะต้องมาเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะสถาบันทหารและสถาบันความมั่นคงมีความเป็นมืออาชีพ มีวินัย หากนายกฯ ขอในเรื่องที่เหมาะสมและถูกต้อง ทุกคนก็พร้อมที่จะทำให้อยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาพูดคุยหรือมโนภาพว่าจะต้องเป็นอะไร

“ผมคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดหรืออธิบดีในกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว ทำไมถึงไม่บอกว่าผมจะไปควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บ้าง เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องพูดคุยกันอยู่แล้ว ไม่มีนัยอะไร” นายเศรษฐา กล่าวทิ้งท้าย

Advertisement

นายกฯ พร้อมคู่สมรส เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 16 กันยายน 2567 วัดราชบพิธฯ – “แพทองธาร” นายกฯ พร้อม คู่สมรส เข้าเฝ้าถวายเครื่องสักการะ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ก่อนเข้าปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาลวันแรก นัดประชุมแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำ เตรียมตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เวลา 14.00 น. วันนี้

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายปิฎก สุขสวัสดิ์ คู่สมรส เดินทางมายังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ เพื่อเข้าเฝ้าถวายเครื่องสักการะแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ณ พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช และอาคารสัมฤทธิ์ ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถนนเฟื่องนคร เขตพระนคร กรุงเทพฯ

โดยนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงในเวลา 09.05 น. จากนั้นได้วางพวงมาลัยถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านข้างพระอุโบสถ ก่อนเดินเข้าสู่พระตำหนักอรุณ ถือเป็นการเข้าเฝ้าฯหลังได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ในการนี้สมเด็จพระสังฆราช ได้มอบพระพุทธวรายุวัฒนศาสดา ฉลองพระชนมายุ 8 รอบ 26 มิถุนายน 2566 และหนังสือ ประมวลพระโอวาท พระคติธรรม และพระสัมโมทนียกถา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเป็นหนังสือที่ระลึกการจัดงาน ฉลองพระชนม์มายุ 8 รอบ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2566

จากนั้นนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นการเข้าปฏิบัติงานวันแรกของนางสาวแพทองธาร หลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยในเวลา 14.00 น. วันนี้ (16 ก.ย.) นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) คณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม และจัดตั้งศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

Advertisement

“ประยุทธ์” แจงสภา ซื้อขายที่ดินบิดา-โครงการศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

People Unity News : นายกรัฐมนตรียืนยัน การซื้อขายที่ดินในครอบครอง ดำเนินการตามกฎหมายเสียภาษีถูกต้อง

เมื่อเย็นวานนี้ (24 ก.พ.2563) เวลา 17.20 น. ณ อาคารรัฐสภา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงกรณีการซื้อขายที่ดินของบิดาว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นโฉนดตั้งแต่ปี 2482 และเมื่อปี 2495 ก็เป็นที่ดินของครอบครัว จากนั้นก็เป็นมรดกตกทอดมาถึงบิดาเมื่อปี 2535 และบิดาได้ขายที่ดินจำนวน 50 ไร่ เมื่อปี 2556 ซึ่งขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งที่ดินดังกล่าวไม่ใช่บ่อปลา ตามที่นำไปบิดเบือน ส่วนที่เห็นเป็นบ่อน้ำคือลำรางสาธารณะ “คลองหนามแดง” ส่วนตรงกลางเป็นที่ดอนสำหรับปลูกพืชเกษตรต่างๆ  ทราบว่า บิดาได้ติดป้ายประกาศขายตั้งแต่ปี 2554 – 2555 ซึ่งมีหลายรายสนใจติดต่อ แต่ในสุดท้ายก็ขายให้บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ขณะนั้นตนเองดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ไม่รู้ว่าเป็นบริษัทของใคร ไม่รู้จักใครเป็นพิเศษส่วนตัว เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ ยืนยันว่า ไม่สามารถเอื้อประโยชน์อะไรให้ใครได้ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใด เวลาใด เมื่อปี 2556 ราคาตลาดที่ดินที่ประเมินไว้อยู่ที่ 609 ล้านบาท และ ปี 2562 ราคาก็ขึ้นมาที่ 812 ล้านบาท การซื้อ-ขายก็ดำเนินไปตามขั้นตอน รวมทั้งการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งตนเองได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และได้แจ้งเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 เพียงแต่  ป.ป.ช. ไม่ทราบว่าบริษัทจะซื้อที่ดินและจะนำไปพัฒนาเพื่ออะไร เพราะเป็นสิทธิของบริษัทที่ซื้อไป

สำหรับประเด็นการเปลี่ยนแปลงโครงการศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นั้น มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2539 แต่พบปัญหาติดขัดในข้อกฎหมายที่ทางราชการออกมาภายหลัง คือ กฎหมายควบคุมการก่อสร้าง พ.ศ.2542 และเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน พ.ศ.2546 ซึ่งห้ามก่อสร้างอาคารสูงเกิน 23 เมตร ซึ่งสัญญามีทั้งหมด 3 ฉบับ สัญญาฉบับที่ 2 ให้สร้างตึกได้สร้างโรงแรมได้  แต่เมื่อมีกฎหมายออกมาภายหลังทำให้สร้างไม่ได้ จึงทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาที่ 2 ได้ จึงต้องเดินหน้าสัญญาที่ 3 เพื่อหาทางแก้ไข ซึ่งได้ชี้แจงกับอัยการรวม 10 ข้อแล้ว และอัยการมีมติเห็นชอบไม่มีข้อทักท้วง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการตามการประกาศใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ที่เป็นการดำเนินการเมื่อปี 2556 ซึ่งเป็นเรื่องก่อนที่รัฐบาลที่แล้วจะเข้ามาทำงานเสียอีก ทั้งนี้ รายละเอียด นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะได้ชี้แจงเพิ่มเติมในส่วนของกฎหมายและการปฏิบัติต่อไป

โฆษณา

“ประยุทธ์” ระบุคนไทย 50 ล้านคนจะได้รับการฉีดวัคซีนภายในปลายปีนี้

People Unity News : นายกรัฐมนตรียืนยันเป้าหมายคนไทย 50 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนในปลายปีนี้ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขณะที่หอการค้าไทยหนุนรัฐบาล ตั้ง 4 ทีม ร่วมกระจายฉีดวัคซีนล็อตใหญ่ในเดือน มิ.ย.นี้

วันนี้ (28 เม.ย.64) เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล คณะกรรมการหอการค้าไทยนำโดย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกลินท์ สารสิน ประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อนำเสนอแนวทางการทำงานของหอการค้าไทยในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยจัดทำแผนตั้ง 4 ทีมสนับสนุน โดยมีบริษัทที่ถนัดในธุรกิจนั้นๆมาช่วยกระจายฉีดวัคซีนล็อตใหญ่ที่จะเริ่มเข้ามาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2564

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยการหารือ นายกรัฐมนตรีดีใจที่รัฐบาลและเอกชนจะร่วมมือโดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 พร้อมฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อประเทศไทยเปิดประเทศ นายกรัฐมนตรียังเน้นถึงบทบาทสำคัญของรัฐบาลเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ เอกชน ดูแลกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆให้เกิดความยืดหยุ่นและดำเนินการได้ เช่นเดียวกับการโอนอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีมาเป็นของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราวใน  พ.ร.บ.ทั้ง 31 ฉบับตามประกาศการกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีฯ (ฉบับที่ 3) ไม่ใช่เรื่องใหม่เป็นการบูรณาการกฎหมาย เพื่อแก้ไขสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ แผนการจัดหาวัคซีนเดิมจำนวน 63 ล้านโดส จัดหาเพิ่มเติมจำนวน 37 ล้านโดส เป้าหมาย 100 ล้านโดส ดูแลคนไทยทุกคนทั่วประเทศ รวมทั้งการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 เฉพาะหน้าโดยเฉพาะการนำผู้ป่วยเข้าถึงสถานพยาบาล การเตรียมพร้อมบุคลากร เครื่องมือ เตียงและยา ด้วย

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้กำลังใจในการทำงานของหอการค้าฯมาโดยตลอด คณะกรรมการหอการค้าซึ่งประกอบด้วยผู้แทนธุรกิจเอกชนพร้อมจะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ทั้งการเพิ่มจำนวนวัคซีนโควิด-19 และการกระจายการฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้มากขึ้นและเร็วขึ้น รวมทั้งการสร้างความมั่นใจในการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วย และการเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงิน จึงได้จัดตั้งทีมสนับสนุนการฉีดวัคซีนภาคเอกชน ประกอบด้วย

TEAM A: ทีมสนับสนุนการกระจายและฉีดวัคซีน (Distribution and Logistics) เพื่อสนับสนุนสถานที่เพิ่มเติมจากภาคเอกชน ในการจัดทำหน่วยฉีดวัคซีนเคลื่อนที่ไปยังจุดต่างๆ รวมถึงใช้พื้นที่โรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรม เป็นพื้นที่ฉีดวัคซีน ด้วย

TEAM B: ทีมการสื่อสาร (Communication) สนับสนุนการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนทั่วไป สร้างการรับรู้ให้กับสังคม เชิญชวนประชาชนมารับการฉีดวัคซีนในสถานที่ที่พร้อมและรายงานความคืบหน้าที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงระบบ “หมอพร้อม”

TEAM C: ทีมเทคโนโลยีและระบบ (IT Operation) เพื่อจัดระบบลงทะเบียนให้รวดเร็วและระบบการติดตามตัวอย่างมีประสิทธิภาพ

และ TEAM D: ทีมจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม (Extra Vaccine procurement) ร่วมกับภาครัฐและเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน โดยจะไปสำรวจความต้องการฉีดวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมจะทำงานเคียงคู่ไปกับภาคเอกชน เน้นการทำงานที่มีผลสัมฤทธิ์ โดยจะมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งทีมประสานงาน เพื่อดำเนินกิจกรรมคู่ขนานร่วมกับทีมภาคเอกชนทั้ง 4 ทีม รวมถึงการมอบหมายให้องค์การเภสัชกรรมและ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไปพิจารณาแนวทางการขึ้นทะเบียนสำหรับวัคซีนที่ได้รับการยอมรับจาก WHO นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังให้ความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพของคนไทยทุกคน รวมทั้งแรงงานและชาวต่างประเทศที่ทำงานในประเทศไทยด้วย ไม่เพียงเฉพาะโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เท่านั้น ยังรวมถึงโรคภัยอื่น ๆ รวมทั้งเดินหน้าเศรษฐกิจ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) สำหรับ SMEs มาตรการเยียวยาผู้มีรายได้น้อย โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว และตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อรองรับการเปิดประเทศของไทยหลังวิกฤตโควิด-19 ด้วย

Advertising

ผลสำรวจพบคนตั้งใจจะไปเลือกตั้งเพิ่มสูงขึ้น

People Unity News : 30 เมษายน 2566 ช่วงโค้งสุดท้ายมีผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งมาให้ติดตาม ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจ “คนนครสวรรค์เลือกพรรคไหน” สำรวจวันที่ 11-19 เมษายน 2566 ส่วนซูเปอร์โพลเผยโพลเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ 6 สำรวจวันที่ 25-30 เมษายน ถามถึงความตั้งใจจะไปเลือกตั้งผู้แทนราษฎรครั้งนี้ พบแนวโน้มคนตั้งใจจะไปเลือกตั้งเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 70.8 ช่วงสัปดาห์ก่อน ขึ้นเป็นร้อยละ 73.2 ในการสำรวจล่าสุดสัปดาห์นี้

ซูเปอร์โพลได้เผยโพลเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ 6 สำรวจวันที่ 25 – 30 เมษายน โดยเมื่อถามถึงความตั้งใจจะไปเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ครั้งนี้ พบแนวโน้มคนตั้งใจจะไปเลือกตั้งเพิ่มสูงขึ้นจาก ร้อยละ 70.8 ในช่วงสัปดาห์ก่อน ขึ้นเป็นร้อยละ 73.2 ในการสำรวจล่าสุดสัปดาห์นี้

ที่น่าสนใจคือ 5 อันดับแรกของผู้นำการเมืองที่เชื่อว่าจะมีผลงานแก้วิกฤต ดูแลสุขภาพ สวัสดิการกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 30.2 ระบุ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อันดับสองหรือร้อยละ 27.3 ระบุนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และอันดับสามหรือร้อยละ 27.2 เท่า ๆ กันกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ระบุเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับสี่หรือร้อยละ 24.4 ระบุนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ต้องการเห็นร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 40.6 ระบุพรรคภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ และอื่น ๆ รองลงมาคือร้อยละ 30.2 ระบุ พรรคก้าวไกล เพื่อไทย และอื่น ๆ ร้อยละ 12.3 ระบุ พรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย และอื่น ๆ ร้อยละ 5.1 ระบุ พรรคเพื่อไทย พลังประชารัฐ และอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือ 5 อันดับแรก ถ้าเลือกนายกรัฐมนตรีได้ อยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า อันดับหนึ่งได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 22.0 ทิ้งห่างไม่ถึง 1% จากอันดับสอง ได้แก่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ 21.5 อันดับสามได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 18.8 อันดับสี่ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ร้อยละ 16.1 และอันดับห้า ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 11.1

Advertisement

Verified by ExactMetrics