วันที่ 7 สิงหาคม 2026

“อนุทิน”โพสต์แจ้ง! กก.วัตถุอันตรายยกเลิกการแบนสารไกลโฟเซต

People Unity News : “อนุทิน”โพสต์แจ้ง! กก.วัตถุอันตรายยกเลิกการแบนสารไกลโฟเซต อีก 2 ชนิดเลื่อนแบน 6 เดือน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เวลาประมาณ 14.40น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า

“”ด่วน!!!
กรรมการวัตถุอันตราย
ยกเลิกการแบน
สารไกลโฟเซต”

ทั้งนี้เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุตสาหกรรม เป็นฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชน คือ มติแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยให้มีผลวันที่ 1 ธันวาคม 2562 หลังจากมติคณะกรรมการอันตรายออกไป ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งเกษตรกร ผู้นำเข้าอาหารสัตว์ต่าง ๆ ออกมาเคลื่อนไหว ต้องการให้เลื่อนการแบน 3 สารเคมีออกไปก่อน

ทั้งนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้พิจารณาข้อเสนอของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว จึงมีมติดังนี้

1. ให้ออกประกาศกำหนดวัตถุอันตราย พาราควอต และคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้กำหนดระยะเวลาใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 สำหรับวัตถุอันตรายไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

2. มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจัดทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมสำหรับวัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส รวมถึงมาตรการในการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และให้นำเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาภายในระยะเวลา 4 เดือน

“เศรษฐา ทวีสิน” แถลง จะนำความสามัคคีกลับคืนสู่คนในชาติ นำพาประเทศไทยไปข้างหน้า สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลาน

People Unity News : 23 สิงหาคม 2566 เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 23 ส.ค.2566 ที่พรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน เข้าพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองเข้าร่วมพิธีฯ โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อัญเชิญพระบรมราชโองการมาถึงและได้อ่านพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรี

จากนั้น นายเศรษฐา ได้ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ ก่อนแถลงความว่า

เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้กระผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นศุภสิริมงคล แก่ชีวิตและขวัญกำลังใจอันสูงสุด แก่กระผมและครอบครัว อย่างหาที่สุดมิได้

กระผมมีความปลื้มปิติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และขอเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ทั้งจักมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความวัฒนาสถาพรของประเทศชาติ สนองพระราชปณิธานตามพระปฐมบรมราชโองการ และตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทุกประการ

ในวาระที่ผมได้เข้ามาดำรงตำแหน่งในวันนี้ ผมขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ทำหน้าที่ที่ผ่านมา ขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทย ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานทุกภาคส่วน ขอขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลที่สนับสนุน ตลอดจนภาคประชาสังคม เอกชน สำหรับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้ผมได้มีโอกาสในการบริหารราชการแผ่นดิน

พี่น้องประชาชนคนไทยที่เคารพ ผมขอยืนยันว่าผมจะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ผมมั่นใจว่า 4 ปีต่อจากนี้ จะเป็น 4 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

ประเทศไทยวันนี้อยู่ท่ามกลางจุดเปลี่ยนสำคัญ เรามีวิกฤตและปัญหาที่ต้องการทางออกอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ รายได้ รายจ่าย ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ความมั่นคง สังคม การต่างประเทศ สิ่งแวดล้อม กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การทุจริตประพฤติมิชอบ และอื่นๆอีกมากมายที่ล้วนก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม ความยากลำบาก

ผมมีความประสงค์ที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ได้เตรียมไว้เพื่อแก้ไขวิกฤต บรรเทาปัญหา สร้างการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาค ไปจนถึงในภาคของครัวเรือน ขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า บริหารงบประมาณภาครัฐอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ สร้างความร่วมมือเชิงบวกกับภาคเอกชน ภาคการต่างประเทศ ทำให้ทั้งภาคประชาชนและราชการเติบโตไปพร้อมๆกัน

ผมมีความตั้งใจที่จะประสานประชาชนคนไทยทุกภาคส่วน สร้างสังคมที่เคารพอัตลักษณ์ เคารพความแตกต่างทางความคิด และเคารพกฎกติกาในกรอบระเบียบและกฎหมาย สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงและตรงไปตรงมา

ในฐานะของตัวแทนรัฐบาล ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ร่วมกันเป็นพลังที่จะคอยผลักดัน ร่วมแรงร่วมใจกับรัฐบาลเพื่อนำพาประเทศไทยของเราไปข้างหน้า

พี่น้องประชาชนที่เคารพ ผมขอให้คำมั่นว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย จะทำงานอย่างหนักเพื่อบำบัดความทุกข์ สร้างความสุข นำพาความเจริญให้กับประชาชนคนไทยและคนทุกกลุ่ม อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งความหวังของคนรุ่นใหม่ เป็นดินแดนแห่งความสุขของคนทุกวัย เป็นประเทศที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีในเวทีนานาชาติอีกครั้งหนึ่ง

ผม นายเศรษฐา ทวีสิน จะขอทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย เป็นรัฐบาลที่จะทุ่มเท ทำงานหนัก รับฟังเสียงของประชาชน นำความสามัคคีกลับคืนสู่คนในชาติ นำพาประเทศไทยไปข้างหน้า และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของพวกเราทุกคน นับจากวันนี้เป็นต้นไป

Advertisement

นายกฯ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารมื้อเย็น และมอบเงินบริจาค 45,000 บาท แก่มูลนิธิเด็ก

People Unity News : 1 ตุลาคม 2566 นครปฐม – นายกฯ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารมื้อเย็น และมอบเงินบริจาค 45,000 บาท เพื่อใช้สำหรับจัดหาสิ่งของที่เป็นประโยชน์กับเด็กๆ ในมูลนิธิเด็ก

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ในวันนี้ (1 ต.ค.66) นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารมื้อเย็นแก่เด็กๆ ที่มูลนิธิเด็ก (โครงการบ้านทานตะวัน) 95/24 หมู่ 6 ซอยกระทุ่มล้ม 18 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม “อาหารเพื่อชีวิตใหม่ บ้านทานตะวัน” ในเมนูยำวุ้นเส้นกับไก่ทอด รวมทั้งเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารมื้อเย็นแก่เด็กๆ ที่มูลนิธิเด็กอนุบาลหมู่บ้านเด็กสานรัก ในเมนูแกงส้มผักรวมกุ้งสดกับปีกไก่ทอด ด้วย

นายชัย กล่าวว่า โอกาสนี้ มูลนิธิเด็กได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของมูลนิธิเด็ก ขอบคุณนายกรัฐมนตรี ผู้ใหญ่ใจดี เป็นเจ้าภาพมื้ออาหารเย็น ว่า น้องๆ และพนักงานของมูลนิธิเด็ก (FOUNDATION FOR CHILDREN) ขอบคุณนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะ ที่ได้มอบเงินบริจาค จำนวน 45,000 บาท เพื่อใช้สำหรับจัดหาสิ่งของที่เป็นประโยชน์กับเด็กๆ ในมูลนิธิ จำนวน 90 คน สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับเด็กๆ และคณาจารย์อย่างมากมาย พร้อมกับติดแฮชแท็ก ขอบคุณโครงการดีๆ #นายกส่งต่อ #ผู้นำต้องทำก่อน ของนายกฯ เศรษฐา ที่เข้ามาสนับสนุนมูลนิธิเด็กในครั้งนี้ และยังรับฟังปัญหาเพื่อนำไปหาทางออกให้พวกเราด้วยนะคะ

“นายกรัฐมนตรีมีความยินดีที่ได้สนับสนุนโครงการดีๆ ของมูลนิธิเด็ก รวมทั้งยินดีที่มีส่วนช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับเด็กๆ และคณาจารย์ในครั้งนี้” นายชัย กล่าว

Advertisement

ศบค.แจงจัดหาซิโนแวคเพิ่มอีก 12 ล้านโดสเพื่อฉีดไขว้กับแอสตร้า หลังพบภูมิต้านทานเพิ่มสูง

People Unity News : ศบค.แจงจัดหาวัคซีนซิโนแวคเพิ่มเติม 12 ล้านโดส เพื่อฉีดไขว้ชนิดกับแอสตร้าเซเนก้า หลังผลการศึกษาพบภูมิต้านทานเพิ่มสูง รวมถึงทดแทนวัคซีนที่จัดส่งไม่ได้ตามแผน

แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ชี้แจงถึงสาเหตุการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวคเพิ่มอีก 12 ล้านโดส ว่า ศบค.พิจารณาจากข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุขได้รายงาน ประกอบกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาและวิจัยในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงข้อมูลศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ที่ระดมฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากรทางการแพทย์แบบไขว้ คือซิโนแวคเข็ม 1 และแอสตร้าเซเนก้าเข็ม 2 โดยห่างกัน 3 สัปดาห์ พบว่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อและลดการเจ็บป่วยหนักและลดอัตราการชีวิตได้ อีกทั้งจะทำให้การระดมฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นไปตามแผนการกระจายวัคซีนที่ครอบคลุม

นอกจากนี้ตามแผนเดิมกำหนดไว้ว่าจะมีวัคซีนจอนห์สัน&จอนห์สัน และแอสตร้าเซเนก้า รวมกันประมาณ 10 ล้านโดส แต่เนื่องจากจอนห์สัน&จอนห์สัน ไม่สามารถจัดส่งให้ได้ในไตรมาส 4 ตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้ต้องปรับแผน เช่นเดียวกับแอสตร้าเซเนก้า ที่กำลังการผลิตและการจัดสรรที่คาดไว้จำนวน 10 ล้านโดส ลดลงเหลือประมาณ 5-6 ล้านโดสต่อเดือน จึงเป็นเหตุผลที่ต้องจัดหาวัคซีนซิโนแวคมาเพิ่มเติม เพื่อเสริมในส่วนที่ขาดหายไป

Advertising

“ประยุทธ์” ตั้งเป้าปี 64-65 จะเร่งดำเนินการ 13 เป้าหมายตามแผนของสภาพัฒน์

People Unity News : รัฐบาลเดินหน้า 13 ด้านตามแผนสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาความยากจน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และมุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาครัฐ

วานนี้ (30 มีนาคม 2564) เวลา 14.15 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือหลักการสำคัญ ในการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่รัฐบาลได้เดินหน้าขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายสำคัญคือ การหารายได้เพิ่ม โดยให้ประชาชนได้เข้าถึงประโยชน์ให้เกิดเศรษฐกิจต่อเนื่องทั้งภาคการเกษตร การค้าการลงทุน รวมทั้งยังได้พิจารณาถึงความเสี่ยงของสถานการณ์ทางการเงินในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามการค้าด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกด้วยว่า ได้ถือโอกาสแนะนำรัฐมนตรีใหม่ 2 ท่าน คือ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายปี 2564 และ 2565 จะเร่งดำเนินการ 13 เป้าหมาย ตามแผนของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แบ่งเป็น 4 ด้านประกอบไปด้วย ด้านที่ 1 เศรษฐกิจ อาทิ เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การบริการดิจิทัล ประตูการค้า การลงทุนและโลจิสติกส์ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พวงมาลัยขวา การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า เกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง ด้านที่ 2 วิถีชีวิตที่ยั่งยืน อาทิ การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ลด PM 2.5 ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การผลิตที่ทำลายสิ่งแวดล้อมจะต้องปรับเปลี่ยนให้วิถีชีวิตมีความปลอดภัยและยั่งยืน ด้านที่ 3 ขยายโอกาสสำหรับทุกกลุ่มคนและทุกพื้นที่ อาทิ SMEs วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจสังคม ให้มีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พัฒนาพื้นที่และเมืองให้มีความทันสมัย น่าอยู่ ความยากจนข้ามรุ่นลดลง และมีความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอและเหมาะสม และด้านที่ 4 ปัจจัยสนับสนุนการพลิกโฉมประเทศ การสร้างทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศจากภาคการศึกษา ผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ เพิ่มความเข้มแข็งให้ภาครัฐด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้การบริการที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำถึงการเร่งแก้ปัญหากำลังคนที่มีทักษะต่ำและภาครัฐที่ล้าสมัย ไปสู่กำลังคนและภาครัฐที่มีสมรรถนะสูง ควบคู่ไปกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปสังคม และปฏิรูปกฎหมาย เพื่อเดินหน้าประเทศต่อไปได้ด้วยดี

Advertising

“อนุทิน” แถลง โรดแมพ 4 ด้าน เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ชายแดน ภัยธรรมชาติ และสังคม

7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงหลังรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี จะทำงานหนัก ไม่มีทดลองงาน เร่งแก้ปัญหา 4 ด้าน ทั้งปากท้อง ชายแดนไทย-กัมพูชา ภัยธรรมชาติ และภัยสังคม ยันเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยุบสภาฯ ใน 4 เดือน

  1. ปัญหาเศรษฐกิจ จะเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมทั้งแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และเสริมสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ ประชาชน และตลอดจนชุมชนท้องถิ่น
  2. จะเร่งแก้ปัญหากรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชน แต่จะยึดหลักการไทยไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว คนไทยต้องไม่เสียประโยชน์ และดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข โดยรัฐบาลจะเร่งชดเชยให้พี่น้องผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกหลังคาเรือน ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาอาจล่าช้าไปบ้าง
  3. เรื่องภัยธรรมชาติ จะต่อยอดทำระบบเตือนภัย โดย ปภ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่หยุดในการหาระบบเตือนภัย และระบบเยียวยาฟื้นฟู โดยจะเร่งชดเชยผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงทีและเป็นธรรม ซึ่งตนเองทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ควบ รมว.มหาดไทย ยืนยันว่าจะแก้ปัญหาทันที และไม่มีอุปสรรคใด ๆ
  4. จะแก้ปัญหาภัยสังคม โดยจะเร่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน การพนันออนไลน์ โดยสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน และมิตรประเทศ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าตนเองมาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาด้วยบุญคุณของใคร ยกเว้นบุญคุณของพี่น้องประชาชนชาวไทย ผ่าน สส.

Advertisement

“จุลพันธ์” ชง ครม. 17 ก.ย. โอนเงินสวัสดิการ 1 หมื่นบาท 14.5 ล้านคน เป็นกลุ่มแรก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 11 กันยายน 2567 “จุลพันธ์” รมช.คลัง เผยชง ครม. 17 ก.ย.นี้ พิจารณาโอนเงินสวัสดิการ 1 หมื่นบาท 14.5 ล้านคน เป็นกลุ่มแรก

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (12 ก.ย.) กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ เฟสแรก ในการโอนเงินสวัสดิการคนละ 10,000 บาท จำนวน 14.5 ล้านคน ในเดือนกันยายนนี้ เป็นกลุ่มแรก

จากนั้น เฟส 2 กำหนดให้เดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยนำรายชื่อกลุ่มผู้ลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ ขณะนี้มีจำนวน 32 ล้านคน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 15 กันยายน 67 มาผลักดันโครงการ พร้อมกับกลุ่มที่ 3 ผู้ไม่มีมือถือ จะเริ่มนัดให้ลงทะเบียนผ่านแบงค์รัฐ หรือหน่วยงานต่างๆ บริการลงทะเบียนให้กับประชาชน ระหว่าง 16 ก.ย.-15 ต.ค.67

ทั้งนี้ ยอมรับว่าประชาชนกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 3 จะมีบางรายชื่อซ้ำซ้อนกัน ทำให้กลุ่ม 3 จำนวนลดลง รัฐบาลยังมุ่งใช้ประโยชน์จากแอปทางรัฐ เพื่อให้บริการประชาชนในหลายด้าน เพื่อดูแลสวัสดิการให้ครบวงจร

Advertisement

“ธนาธร”ชะตาขาดจากส.ส.! ศาลรธน.ตัดสินเป็นผู้ถือหุ้นสื่อ

People Unity News : “ธนาธร”ชะตาขาดจากส.ส.! ศาลรธน.วินิจฉัยเป็นผู้ถือหุ้นสื่อ ยกเหตุบริษัทวี-ลัค มีเดียยังประกอบกิจการอยู่ และไม่มีหลักฐานการเปลี่ยนแปลงการโอนหุ้นให้กับมารดาที่ชัดเจน

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เวลา14.30 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) จากกรณีถือครองหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด หรือไม่ โดยในห้องพิจารณาคดีฝ่ายกกต.(ผู้ร้อง) มีผู้อำนวยการสำนักและวินิจฉัยเข้าร่วมรับฟังคำวินิจฉัย ขณะที่ฝ่าย (ผู้ถูกร้อง) นายธนาธรเดินทางมาฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเอง โดยมีนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยา ติดตามมาให้กำลังใจด้วย ทั้งนี้ก่อนที่ศาลจะเริ่มอ่านคำวินิจฉัย เจ้าหน้าที่ศาลได้แนะนำผู้ร่วมรับฟังคำวินิจฉัยภายในห้องพิจารณา อยู่ในความสงบไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร อย่าแสดงกิริยาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพราะจะมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้

จากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้มอบให้นายปัญญา อุชชาชน และนายวรวิทย์ กังศิศิเทียม เป็นตุลาการร่วมอ่านคำวินิจฉัย ความว่า คดีนี้ศาลกำหนดประเด็นต้องวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธรสิ้นสุดลงหรือไม่ และสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยพยานหลักฐานเห็นว่า กกต.ได้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.62 และกำหนดให้พรรคการเมืองยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครประจำเขตเลือกตั้งแต่วันที่ 4 -8 ก.พ.62 ซึ่งพรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครในวันที่ 6 ก.พ.62 และมีชื่อนายธนาธร เป็นผู้สมัครในลำดับที่ 1 เมื่อมีการประกาศผลการเลือกตั้ง นายธนาธรถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติเป็นส.ส.เนื่องจาก ถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ ตั้งแต่ 12 ม.ค.58 โดยรับหุ้นจากนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มารดา ) ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกภาพสิ้นสุด เมื่อมีลักษณะต้องห้าม เพื่อไม่ให้ผู้เป็นเจ้าของสื่อ อาศัยความเป็นได้เปรียบ หรือความเป็นเจ้าของกิจการ เผยแพร่ข่าวสารที่เป็นประโยชน์หรือโทษ หรือครอบงำสื่อมวลชนทำให้สื่อไม่สามารภปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง

ข้อโต้แย้งของนายธนาธร ที่ระบุว่า กระบวนการไต่สวนของกกต.ไม่ชอบ ศาลเห็นว่า มาตรา 82 วรรค 4 กำหนดให้กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นว่าสมาชิกสภาพสิ้นสุดลง โดยกกต.มีมติเมื่อวันที่ 14 พ.ค. และวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลง การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนข้อโต้แย้งที่ 2 ซึ่งนายธนาธรระบุว่า บริษัทวี-ลัค มีเดีย ไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ และได้ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.61 แต่เมื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ แล้วเห็นว่า กิจการสื่อสิ่งพิมพ์หมายความรวมถึงวารสารและนิตยสารด้วย และเมื่อเจ้าของกิจการประสงค์จะเลิกกิจการต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบเพื่อภายใน 30 วัน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัทวี-ลัค มีเดียไปจดแจ้งยกเลิกการพิมพ์ก่อนวันที่ 16 ก.พ. 62 ซึ่งเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ส่งรายชื่อผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

นอกจากนี้ บริษัมวี-ลัค มีเดีย ยังจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ แผ่นป้าย กระจายเสียงทางวิทยุ โทรทัศน์ และเคเบิ้ลทีวี งบการเงินที่ยื่นต่อกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ รอบปี 59, 60 และ 61 ก็ระบุว่ามีรายได้จากการโฆษณา ดังนั้นแม้ว่าบริษัทวี-ลัคมีเดียจะอ้างว่าหยุดกิจการ เลิกจ้างพนักงานตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย.61 เป็นต้นมา และแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมแล้ว แต่บริษัทยังสามารถประกอบกิจการอีกเมื่อไรก็ได้ จนกว่าจะจดทะเบียนแจ้งยกเลิกกิจการ บริษัท วี-ลัคมีเดีย จึงถือเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

ข้อโต้แย้งที่ 3 นายธนาธร อ้างว่า ในวันสมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ นายธนาธรไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย แล้วเพราะได้โอนหุ้นให้นางสมพร ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.62 แต่จากการไต่สวนพบว่า แบบสำนารายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่ยื่นต่อกรมธุรกิจการค้าในวันที่ 12 ม.ค.58 และ 21 มี.ค 62 ยังปรากฏชื่อนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวจำนวน 670,000 หุ้น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 62 จึงมีการส่งสำเนาบอจ. 5 ระบุว่านางสมพรเป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าว

ข้อชี้แจงว่า มีโอนหุ้นที่ปรากฏตามตราสารการโอนหุ้น มีลายมือชื่อ น.ส.ลาวัลย์ จันทร์เกษม น.ส.กานต์ฐิตา อ่วมขำ เป็นพยาน และมีการจ่ายค่าตอบแทนในการโอนหุ้นจำนวน 6.7 ล้านบาท เป็นเช็คธนาคารกรุงศรีฯ ลงวันที่ 8 ม.ค.62 สั่งจ่ายนายธนาธร ต่อมามีการโอนหุ้นให้นายทวี จรุงสถิตพงศ์ และโอนกลับคืนให้นางสมพร โดยไม่มีค่าตอบแทน ทำให้ต้องวินิจฉัยในข้อเท็จจริงว่านายธนาธรโอนหุ้นจริงหรือไม่ โดยพบว่าในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย จะมีการส่งรายชื่อตามบอจ. 5 ให้กรมธุรกิจการค้าโดยเร็ว เป็นปกติทุกครั้ง เช่น ในปี 52 จัดส่งบัญชีภายในวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น หรือในการประชุม ปี 58 ก็จัดส่งบัญชีภายในวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นการโอนหุ้นของนางสมพรให้นายธนาธร แต่การโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค.กลับไม่ปรากฏการส่งสำเนาบอจ.5 ทั้งที่เป็นหลักฐานสำคัญในการเข้าสู่การเมืองของนายธนาธร ซึ่งผิดปกติไปจากที่ผ่านมา ทั้งที่มีความสำคัญต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะจะทำให้มีลักษณะต้องห้าม

แม้ฝ่ายของนายธนาธรจะแก้ข้อกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่า ไม่ได้ส่งสำเนาบอจ. 5 ในทันที เพราะมีการเลิกจ้างพนักงาน จึงไม่มีนักบัญชีมาติดตามจัดการหลักฐานทางทะเบียน ดังเช่นตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของน.ส.ลาวัลย์ ที่ระบุว่า สามารถทำได้ถ้ามีคำสั่งให้ทำ เพราะน.ส.ลาวัลย์มีหน้าที่แจ้งแบบสำเนาบอจ. 5 อยู่แล้ว ประกอบกับการยื่นเอกสารดังกล่าว สามารถกระทำได้โดยไม่มีความยุ่งยาก โดยบริษัทวี-ลัค มีเดีย จัดส่งสำเนาบอจ. 5 งบดุล ทางอิลเล็กทรอนิกส์ มาตั้งแต่ปี 59-61

ส่วนประเด็นที่นางสมพรสั่งจ่ายเช็คค่าหุ้นวงเงิน 6,750,000 บาท แต่กลับนำเช็คไปขึ้นเงินตรงกับวันที่กกต. ส่งคำร้องให้ศาลวินิจฉัย ซึ่งเป็นเวลานานถึง 128 วัน ทั้งที่ประมวลกฎหมายแพ่ง กำหนดให้ผู้ทรงเช็คมีหน้าที่นำเช็คไปยื่นต่อธนาคารเพื่อให้ขึ้นเงินภายใน 1 เดือน กรณีเช็คต่างเมืองให้เวลา 3 เดือน โดนคดีนี้เป็นเช็ค ธนาคารกรุงศรีอยุธยา อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ เจ้าของเช็คจึงมีหน้าที่นำไปขึ้นเงินภายในวันที่ 8 ก.พ.62 และเมื่อตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี พบว่า เช็ควงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป บริษัทวี-ลัค มีเดีย จะเรียกเก็บเงินภายใน 42-45 วัน แต่ในการเรียกเก็บเช็ค ฉบับลงวันที่ 8 ม.ค.62 กลับใช้เวลาถึง 128 วัน ส่วนเช็คบางฉบับที่ใช้เวลา 98 วันในการขึ้นเงิน ก็มียอดเงินเพียง 27,000 บาทเท่านั้น ข้ออ้างที่ นางรวิพรรณเบิกความว่าไม่สะดวกจะนำเช็คไปขึ้นเงิน เพราะต้องดูแลบุตรซึ่งเป็นเด็กทารก รวมถึงยังอ้างว่าทนายความนำเช็คต้นฉบับไปใช้ต่อสู้คดี ก็ขัดแย้งกับหนังสือของกกต. ที่ชี้แจงต่อเลขากกต. ว่า นายธนาธรส่งสำเนาเช็คมาชี้แจงเท่านั้นไม่ได้ส่งเช็คต้นฉบับมาแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่านางรวิพรรณสามารถนำเช็คเข้าบัญชีได้ตั้งแต่ 9 ม.ค. 62 ข้อโต้แย้งจึงไม่มีน้ำหนัก เชื่อถือไม่ได้ เพราะเป็นเช็คขีดคร่อม โอนไปยังบุคคลอื่นไม่ได้ สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ เพราะนางรวิพรรณก็ไม่มีชื่อเป็นผู้รับเงินตามเช็ค จึงไม่ต้องรอเวลาถึง 4 เดือนเศษ

สำหรับประเด็นที่นางสมพรโอนหุ้นให้แก่นายทวี หลานชาย แล้วต่อมาได้โอนกลับคืนนางสมพรนั้น ศาลเห็นว่า การโอนหุ้นให้และการโอนหุ้นคืน โดยไม่มีค่าตอบแทนตามที่อ้างความสัมพันธ์เครือญาติ ย้อนแย้งกับการโอนหุ้นให้กับนายธนาธรซึ่งบุตร แม้นางสมพรจะอ้างว่าต้องการให้นายทวีเข้ามาช่วยฟื้นฟูกิจการ แต่การโอนหุ้นโดยไม่มีค่าตอบแทนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะเอกสารต่างๆบริษัทวี-ลัคมีเดีย สามารถจัดการได้เองในภายหลัง อีกทั้งกาโอนหุ้นคืนภายในเวลา 2 เดือนเศษ โดยอ้างว่าศึกษาแล้วต้องใช้เงินลงทุนอีกหลายล้านบาท ข้อเท็จจริงส่วนนี้ขัดกับปกติวิสัยของนักลงทุนทั่วไป ที่ต้องศึกษาแผนและทดลองปฏิบัติตามแผนเสียก่อน และเมื่อเทียบกับสถานะทางเศรษฐกิจของนางสมพรแล้ว การอ้างว่ากิจการวี-ลัค มีเดีย มีหนี้สิน 10 ล้านบาท ก็ต่างจากการงบดุลที่นำส่ง โดยแจ้งว่ามีลูกหนี้เพียง 2 ล้านบาทเศษ จำนวนเงินดังกล่าวไม่ตรงกัน หนี้สินจำนวนไม่มาก การทวงถามและวิเคราะห์โครงสร้าง สามารถให้ทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการแทนได้ โดยไม่จำเป็นต้องโอนหุ้นให้หลานก็ได้ เพราะการเป็นผู้ผู้ถือหุ้นไม่มีอำนาจบริหาร ติดตามหนี้สิน หรือบริหารเงินสด การที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าโอนหุ้นกันในวันที่ 8 ม.ค.62 โดยมีพยานบุคคลกลุ่มเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากเอกสารหลักฐานต่างๆแล้ว เห็นว่าล้วนเป็นการกล่าวอ้างเพียงให้เจือสมกับหลักฐานที่ปรากฏตาม บอจ. 5 ที่โอนหุ้นกลับคืนจากนายทวี

ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องการการเดินทางกลับจากการปราศรัยในจ.บุรีรัมย์ มายังบ้านพักในกรุงเทพฯ ในวันที่ 8 ม.ค.62 เพื่อโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ให้กับนางสมพรนั้น แม้จะฟังได้ว่าเดินทางกลับมาจริง แต่ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่านายธนาธรอยู่ในกทม.เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ามีการโอนหุ้นในวันดังกล่าวจริง เพราะการโอนหุ้นต้องพิจารณาจากหลักฐานทั้งปวง แม้ผู้ถูกร้องจะมีพยานหลักฐานมาแสดง แต่การโอนหุ้นจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อต้องจดแจ้งต่อนายทะเบียน กรณีจึงมีข้อพิรุธหลายจุด หลายประการ สอดรับแน่นหนาจากพฤติการณ์แวดล้อมมากกว่าพยานของผู้ถูกร้อง และมีน้ำหนักหักล้างพยานของผู้ถูกร้อง “ฟังได้ว่านายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งประกอบกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ ในวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้สมาชิกภาพของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. 62 ซึ่งเป็นวันที่ศาลได้สั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ถือว่าวันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย หรือวันนี้ (20 พ.ย.) เป็นวันที่ตำแหน่ง ส.ส.ว่างลง ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเลื่อนรายชื่อ ส.ส.ในลำดับถัดไปแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายใน 7 วัน

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเช่นนี้ส่งผลมีความผิดความเป็นส.ส.จะสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98(7) ต้องพ้นจากการเป็น ส.ส.ทันที และส่งผลให้มีการดำเนินคดีอาญาในมาตรา 151 นี้ โดยได้กำหนดโทษไว้ว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่า ตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อ เพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี โดย กกต.ต้องเสนอเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งต่อไป

“เด็กส้มหวาน” แห่รับ “ธนาธร”ฟังคำพิพากษาเนืองแน่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ อาคาร A ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ก่อนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย นายธนาธรได้เดินทางมาฟังคำวินิจฉัยในคดีที่ กกต.เป็นผู้ร้องในกรณีหุ้นวี-ลัค มีเดีย ซึ่งนายธนาธรพร้อมทีมทนายความได้เดินทางมาถึงในเวลาประมาณ 13.30น. ก่อนเดินขึ้นห้องพิจารณาเพื่อฟังคำพิพากษา โดยบรรยากาศที่ลานห้องโถงกลางอาคาร A ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ได้มีผู้สนับสนุนและประชาชนจำนวนมากมาร่วมให้กำลังใจนายธนาธรตั้งแต่เวลาประมาณ 12.00น. พร้อมสื่อมวลชนจากทุกสำนักที่เดินทางมาทำข่าวนายธนาธรในวันนี้ โดยเมื่อนายธนาธรเดินทางมาถึง ประชาชนและผู้สนับสนุนต่างพร้อมใจกันตะโกน “ธนาธรสู้ๆ” ให้กำลังใจพร้อมมอบดอกไม้เป็นกำลังใจให้นายธนาธร ก่อนที่นายธนาธรจะกล่าวขอบคุณสั้นๆต่อผู้สนับสนุน

นายธนาธรระบุว่าตนรู้สึกตื้นตันและขอบคุณในทุกกำลังใจที่ทุกคนให้ตนในวันนี้ และอย่างที่ตนบอก ไม่ว่าจะเกิดแะไรขึ้น พรรคอนาคตใหม่จะเดินไปข้างหน้าต่อ เพราะพรรคอนาคตใหม่คือผู้คนและการเดินทางยาวไกล การเดินทางของเราจะยังไม่จบแค่ในวันนี้ ขอให้พวกเราร่วมกันเดินหน้าต่อไป

“ธนาธร”อารมณ์ยังค้างอัดงบฯปี63ที่เวทีมช. ชู”3Dโมเดล”ประเทศไทยไปต่อได้

People Unity : “ธนาธร”ขึ้นเวทีเสวนา “ปฏิสังขรณ์ประเทศไทย” คณะนิติ มช.จัด อัดงบฯปี 63 ไม่ตอบสนองประชาชน-เลี้ยงระบบราชการเทอะทะ ชี้เหตุที่มาอำนาจไร้ประชาชนในสมการ ชู”3Dโมเดล”ประเทศไทยไปต่อได้

วันที่ 22 ตุลาคม 2562 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร่วมวงเสวนา “ปฏิสังขรณ์ประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้นที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยประสบการณ์หาเสียงเจอแต่คนบ่นปัญหาปากท้อง สวนทางงบประมาณปี 63 ไม่ตอบโจทย์ ชี้เหตุรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชนย่อมไม่แคร์ประชาชน ย้ำต้องแก้รัฐธรรมนูญพร้อมลดอำนาจกองทัพ กระจายอำนาจ นำประชาธิปไตยกลับมา

นายธนาธรระบุว่าในรอบ 7 วันที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ตนหดหู่มาก ตนได้รับมอบหมายจากพรรคให้ทำหน้าที่ในเรื่องการช่วยผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดนครปฐม กับการคุมทีมอภิปราย พ.ร.บ.รายจ่ายงบประมาณประจำปี 2563 ตอนช่วงเช้าเวลาตนได้ออกไปเคาะประตูเจอกับผู้คน สิ่งที่ได้ฟังจากชาวบ้านมันเจ็บปวดมาก ทุกคนต่างมาระบายให้ตนได้ฟังถึงปัญหาเศรษฐกิจ หลายคนสิ้นหวัง บางคนไม่มีงานทำ ค้าขายในตลาดยอดลดลง คนทำงานโรงงานไม่มีโอที และเมื่อตนได้กลับจากหาเสียงมาเจอกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตนก็ยิ่งหดหู่เข้าไปใหญ่

นี่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นประเทศ ตนไปเดินเคาะประตูเสร็จตอนเย็นกลับมาทำการบ้านเรื่องงบประมาณ ว่างบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทจะทำให้ชีวิตของคนที่ตนไปเจอมาดีขึ้นได้อย่างไร ข้อสรุปที่เรามีก็คือใช้งบประมาณแบบนี้ทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่ดีขึ้นไม่ได้เลย มันเจ็บปวดและเราเจ็บใจ เรามีงบประมาณเพียงพอ แต่งบประมาณไม่ตอบสนองชีวิตและความต้องการของชีวิตประชาชน เราเห็นเลยว่าเรามีเงินพอที่จะเลี้ยงดูผู้ป่วย ที่จะทำให้การศึกษาของเด็กและเยาวชนดีกว่านี้ ทำให้ปัญหาท้องถิ่น การจัดการน้ำ ที่ดิน ฝุ่น PM2.5 ปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนฯลฯ ดีกว่านี้ แต่เราไม่เห็นการจัดการงบประมาณเหล่านี้

“นี่เป็นเรื่องการเมืองและเรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของอำนาจ หลังการเลือกตั้งองค์กรที่ชื่อ คสช.หายไปแล้วก็จริง แต่ระบอบ คสช.ยังอยู่กับเราในรูปแบบรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มาของอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำ คือกลุ่มทุน ระบบราชการ รถถัง ปืน กองทัพ กฎหมาย ตุลาการ แสดงออกผ่าน ส.ว.250 คน ไม่ได้มาจากประชาชน ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณของเขาจึงไม่ต้องเอาไปจัดสรรเพื่อประชาชน นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงกล้าถวายสัตย์เช่นนั้น เพราะเขาไม่แคร์ประชาชน นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงกล้าตั้งรัฐมนตรีที่มีข้อครหาเรื่องยาเสพติด เพราะเขาไม่ต้องแคร์ประชาชน ประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการของเขา” นายธนาธรกล่าว

นายธนาธรกล่าวต่อว่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา การใช้งบประมาณเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบราชการที่ใหญ่เทอะทะ เต็มไปด้วยงบดำเนินการ ค่าสัมมนา ค่าเบี้ยเลี้ยง เบี้ยประชุม ค่าที่พัก ฯลฯ จากการทำการบ้านเรื่องงบประมาณที่ผ่านมา เราเห็นงบแบบนี้เยอะไปหมด ถูกเอาไปหล่อเลี้ยงกองทัพ ไปเอื้อกลุ่มทุน นี่คือสิ่งที่เราเห้นแล้วเรารู้สึกเจ็บปวด ชีวิตของประชาชนมันยากเย็นและต้องต่อสู้ดิ้นรน แต่เราไม่มีอำนาจที่จะไปช่วยเหลือเขาได้เลย ทั้งๆที่เรารู้ว่าประเทศไทยมีทรัพยากรเพียงพอที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้นได้มากกว่านี้

ทั้งๆที่งบประมาณประเทศ 3.2 ล้านล้านบาท มีหน้าที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศที่ผ่านมา และพาประเทศก้าวไปข้างหน้า แต่ด้วยงบประมาณแบนี้ตนว่าล้มเหลวทั้งสองด้าน แต่พวกเขาไม่แคร์ เพราะพวกเขาไม่ได้มาจากประชาชน นี่คือกลไกที่วางเอาไว้หมดแล้ว นี่คือความเจ็บปวด เมื่อเราเห็นความเป็นจริงกับงบประมาณปี 63

ช่องว่างระหว่างความเป็นจริงกับงบประมาณปี 63 คือความอ่อนแอของประชาธิปไตย ดังนั้นเวลาเราพูดถึงประชาชนมันมีความหมาย ความแข็งแกร่งของประชาชนและประชาธิปไตยต้องดูว่าความต้องการของประชาชนมันได้รับการตอบสนองหรือไม่ เราจะปฏิสังขรณ์และพาประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างไร แน่นอนที่สุดรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องได้รับการแก้ไข แต่จะพาไปข้างหน้ามากกว่านี้ต้องจัดการสิ่งที่ตนเรียกว่า “3D” คือ Demilitarization – ลดบทบาทกองทัพทางการเมือง, Decentralization – ลดอำนาจระบบราชการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง, และ Democratization – พาประเทศไทยกลับสู่การเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง

ถ้าไม่จัดการ 3D นี้ประเทศไทยไปต่อไม่ได้ จะทำสามอย่างนี้ได้ต้องเริ่มต้นที่รัฐธรรมนูญ และต่อให้ทำ 3D นี้สำเร็จ นี่ก็จะยังไม่ใช่จุดจบของการเดินทาง ถ้าแก้รัฐธรรมนูญได้แต่ลดบทบาทกองทัพไม่ได้ก็กลับไปเท่าเดิม อย่างคนที่ต่อสู้ในพฤษภาคมปี 2535 มา ลืมทำในสิ่งหนึ่งไปคือการปฏิรูปกองทัพ สุดท้ายก็เกิดรัฐประหารปี 2549 ถ้าไม่ลดบทบาทของกองทัพการรัฐประหารก็จะกลับมา

“ดังนั้นผมฝากไว้ ประเทศเราไม่มีทางไปต่อข้างหน้าได้เลย ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เขายังเอาระบอบ คสช.ไว้อยู่ และอย่าฝากความหวังไว้กับคน แต่จงลุกชึ้นมาทำและเปลี่ยนแปลงด้วยมือของเราเอง” นายธนาธรกล่าว

เยอะไปแล้วเลือกปฏิบัติ! “ปารีณา” โวย”ชวน”ปิดไมค์

People Unity News :เยอะไปแล้วเลือกปฏิบัติ! “ปารีณา” โวย”ชวน”ปิดไมค์ ไม่ให้หารือขอตั้งกรรมการสอบจริยธรรม “เสรีพิศุทธ์”

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ แถลงถึงกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้หารือ ในที่ประชุมซึ่งตนเองจะขอให้ ตั้งกรรมการสอบจริยธรรมพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีพฤติกรรมดูหมิ่นเหยียดหยามในที่ประชุมกรรมาธิการ ซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะตั้งกรรมการสอบจริยธรรม แต่กลับไม่ให้หารือในที่ประชุม ทั้งที ส.ส.คนอื่นก็สามารถหารือเรื่องทั่วไปได้ตามปกติ จึงรู้สึกน้อยใจที่ถูกเลือกปฏิบัติ เพราะนายชวนตัดไมค์มาหลายครั้งแล้ว พร้อมระบุว่า “ท่านช่วนเยอะไปแล้ว”

ส่วนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัว นางสาวปารีณา ยืนยันว่า เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับประธานสภาผู้แทนราษฎรโดยตรงที่มีอำนาจตั้งกรรมการสอบจริยธรรม แต่ก็พร้อมยอมรับคำวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร และขออย่าเลือกปฏิบัติ หากตนเองไม่สามารถหารือเรื่องทั่วไปได้ คนอื่นก็ต้องไม่สามารถหารือเรื่องทั่วไปได้เช่นกัน

Verified by ExactMetrics