วันที่ 3 พฤศจิกายน 2026

เลขา สมช.เผยความรุนแรงภาคใต้ลดลง-เตรียมเสนอซ่อมกล้อง CCTV ทั่ว 3 จว.ชายแดนใต้

People unity news online : เมื่อวานนี้ (2 สิงหาคม 2560) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (เดิม) ชั้น 2 อาคารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ครั้งที่ 2/2560 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล พลเอก ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในส่วนกลาง และในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลทั้ง 13 คน ในฐานะกรรมการ คปต. เข้าร่วมประชุมด้วย

รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต่อที่ประชุม คปต. ว่า การใช้เครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงานของทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อมุ่งป้องกัน และขจัดเงื่อนไขภัยคุกคามความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นต้องเร่งจัดระบบให้มีกรอบการจัดหา และการบำรุงรักษาให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเหล่าทัพและ กอ.รมน. เร่งจัดทำและปรับปรุงแผนงานที่เกี่ยวข้องให้สมบูรณ์ ทันสมัย เพื่อนำเสนอ คปต. พิจารณาต่อไป

ขณะที่การใช้กล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความก้าวหน้าไปเป็นลำดับ โดยมอบหมายให้ กอ.รมน. และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยงานรับผิดชอบจัดทำรายละเอียดของแผนการซ่อมบำรุงกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ และพิจารณาจัดทำแผน/ โครงการที่สำคัญเร่งด่วน โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนฯ เพื่อนำเสนอ คปต. พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป

ส่วนแผนการเสริมสร้างกองกำลังประจำถิ่นและกำลังประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2560 – 2564 ซึ่ง กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ดำเนินการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อร่วมปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองอย่างมีประสิทธิภาพ นั้น รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ สมช. ไปพิจารณาทบทวนแผนงานโครงการที่หน่วยดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์สอดคล้องกับแผนดังกล่าว รวมทั้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบริเริ่มจัดทำแผนงานโครงการใหม่ๆภายใต้แผนงานฯดังกล่าว ทั้งนี้ งานเสริมสร้างกองกำลังประจำถิ่นและกำลังประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ รวมถึงการจัดกำลังทหารพรานเป็นกำลังรับผิดชอบหลักในพื้นที่เสริมสร้างความมั่นคงและพื้นที่เศรษฐกิจให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด ตลอดจนให้จัดกำลังตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และดูแลพื้นที่ภายในให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พลเอก ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ประชุม คปต. ได้รับทราบเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในรอบ 9 เดือน ที่ผ่านมา สรุปว่า เหตุการณ์รุนแรงลดลงมาโดยลำดับ เมื่อเทียบกับห้วงเดียวกันในปีที่แล้ว รวมทั้ง ได้มีวาระติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการตามมติ คปต. หรือข้อสั่งการประธาน คปต. ได้แก่ การพัฒนาระบบประสานงานด้านการข่าว มาตรการเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยพื้นที่โครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และการใช้ประโยชน์จากระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เร่งรัดซ่อมบำรุงกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ชำรุดให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกรอบแผนซ่อมบำรุงกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เสนอ โดยแผนซ่อมบำรุงกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ดังกล่าวเป็นแผนซ่อมบำรุงที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อเฝ้าระวังป้องการก่อเหตุร้ายเชิงรุกก่อนที่จะมีการก่อเหตุขึ้น

อีกทั้ง ที่ประชุม คปต.ได้เห็นชอบร่างแผนการเสริมสร้างกองกำลังประจำถิ่นและกำลังประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2560 – 2564 ตามที่ กอ.รมน. เสนอ ซึ่งเป็นกรอบแผนดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจความมั่นคงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักระดับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในมาตรการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น รวมทั้งได้เห็นชอบการขออนุมัติกรอบอัตรากำลังพนักงานมหาวิทยาลัยในพื้นที่เพิ่มเติมของสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และเห็นชอบโครงการสานฝันกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนในพื้นที่มีโอกาสศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างยั่งยืน

People unity news online : post 3 สิงหาคม 2560 เวลา 22.30 น.

“บิ๊กตูี”ปดกลางสภาฯ แฉบางคนเรียกรับเงินบริษัทก่อสร้างรถไฟฟ้า

People Unity : “บิ๊กตูี”ปดกลางสภาฯ แฉบางคนเรียกรับเงินบริษัทก่อสร้างรถไฟฟ้า ลั่นหากพบหลักฐานดำเนินคดีทั้งหมด ไม่บังคับใครให้รับร่างงบฯปี63

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏรในการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ในประเด็นการทุจริตในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลาย 10 ปี ไม่สามารถดำเนินการได้ หรือดำเนินการแล้วมีปัญหา เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ในช่วงระยะทาง 1 กม. ซึ่งเป็นเรื่องการจัดทำแผนงานและงบประมาณ

แต่เมื่อตนเข้ามาก็พยายามเร่งรัดดำเนินการ กระทั่งแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ พร้อมกับเร่งรัดพัฒนารถไฟฟ้าอีกหลายสาย เพราะเป็นความต้องการของประชาชน สมัยที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยใช้งบประมาณของภาครัฐที่ตั้งไว้อยู่แล้ว และได้ตั้งคณะกรรมการทำงานแบบรัฐร่วมเอกชน ฉะนั้น หากแบ่งการลงทุนเป็น 3 ส่วน รัฐจะลงทุน 1 ส่วน เอกชน 2 ส่วน เพื่อลดความเสี่ยงของฝ่ายรัฐ ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาด้วยความถูกต้องเหมาะสม และรับฟังทุกฝ่าย รัฐบาลไม่สามารถชี้สั่งได้ ตนไม่เคยทำแบบนั้น

“ส่วนเรื่องอ้างว่ามีการทุจริตต่างๆ ผมก็ได้ข่าวเหมือนกันว่ามีบางคนไปเรียกรับบริษัทเขา เดี๋ยวผมจะหาข่าวแล้วกันว่าใคร และถ้าใครพบเรื่องพวกนี้ ถ้ามีหลักฐานไปหามาเลยว่าใครเรียกเงิน ถ้าตรวจสอบพบจะดำเนินการทั้งสิ้น ขอให้เข้าใจกันตามนี้ ขอให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น เมื่อเช้าที่หายไปเพราะไปงานจิตอาสา จากนั้นก็ไปถวายพระพร เห็นว่ามีคนถามหา นั่งรถก็ฟังท่าน เปิดทีวีฟังท่านมาตลอด เมื่อคืนกลับไปถึงตีหนึ่งครึ่ง ตีสองเข้านอนยังได้ยินเสียงของท่านอยู่เลย ดังนั้นจึงคิดถึงท่านเลยต้องมา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวและว่า

สำหรับเรื่องงบประมาณจะรับหรือไม่รับก็เรื่องของท่าน ตนไปบังคับไม่ได้ แต่สำคัญคือประเทศต้องเดินหน้า ส่วนเรื่องกู้เงินนั้น ส่วนเรื่องที่บอกว่ารัฐบาลกู้เงินจำนวนมาก อยากให้ไปดู เพราะหลักฐานมีอยู่ในช่วงรัฐบาลไหนไม่รู้ ระยะเวลาเท่านี้หากนับ 3- 5 ปี ของตนถ้ารวมยอดแล้วตนกู้น้อยกว่า และเท่าที่จำได้หากย้อนไปในระยะเวลา 10 ปี มีรัฐบาลเดียวซึ่งตนไม่อยากเอ่ยนาม ที่ทำงบประมาณแบบสมดุลได้ เพราะ IMF ไม่ทำโครงการแบบขาดดุล เป็นช่วงการกู้ IMF เป็นรัฐบาลไหนไม่รู้ไปหามา อย่าไปพูดแบบไม่มีหลักฐานไม่มีอะไร

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าส่วนเรื่องเงินคงคลังที่ถามกันว่าทำไมไม่เอามาใช้ ท่านไม่เข้าใจระบบงบประมาณอะไรเลยจะพูดแบบนี้ไม่ได้ กระทรวงการคลังต้องมีเงินสำรองจ่ายเก็บไว้ก้อนหนึ่ง จากนั้น เวลาที่จะใช้คณะกรรมการก็จะต้องอนุมัติ และจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณเรื่อยๆ ตอนนี้ในระยะเวลา 1 ปี จะมีการเก็บรายได้ส่งคลังถึงปีละ 2 ครั้ง ดังนั้น ในช่วงที่ภาษียังเข้ามาไม่ถึงแต่โครงการยังเดินหน้า ก็จะใช้เงินคงคลังใช้จ่ายไปก่อนจึงค่อยชดเชย

ส่วนกรณีบ่อนที่สีลม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อย่าแค่ถ่ายรูปอย่างเดียวให้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเลย และตนจะตรวจสอบเอง แจ้งเดี๋ยวนั้นจะไปทันที แต่ก็ขอบคุณที่แนะนะ และขอให้คนเชื่อมั่นเป็นหัวหน้ารัฐบาล

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช  6-8 เม.ย.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 4 เมษายน 2567 นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช  6-8 เม.ย.นี้ ดูการก่อสร้างท่าเทียบเรือสำราญ แก้ปัญหาขยะ ยางพารา และการท่องเที่ยวสายมู

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการ ที่ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 6 – 8 เมษายน 2567 เพื่อติดตามงานสำคัญตามนโยบายรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมคณะด้วย อาทิ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสมคิด เชื้อคง และนายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

โดยในวันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 20.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 2 (บน.2) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศนานาชาติสมุย ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยจะเดินทางถึงท่าอากาศนานาชาติสมุย ในเวลาประมาณ 21.25 น.

ส่วนวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน  เวลาประมาณ 10.30 น. นายกรัฐมนตรีจะติดตามโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) ณ แหลมนิคม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยกระดับการท่องเที่ยวเรือสำราญในประเทศไทย ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะไปที่เตาเผาขยะสมุย ตรวจติดตามแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะ จากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะไปเยี่ยมชมแปลงทุเรียนสาธิต ณ สวนทุเรียนนายชัยณรงค์ ทองสุข ซึ่งเป็นการรวมตัวของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในตำบลหน้าเมือง เพื่อเข้ากระบวนการพัฒนาตามระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เสร็จแล้วนายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังสำนักงานเทศบาลนครเกาะสมุย เพื่อพบปะประชาชน และเยี่ยมชมนิทรรศการสินค้า OTOP พร้อมประชุมบูรณาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในประเด็นสำคัญ เช่น น้ำประปา การบริหารจัดการขยะ การส่งเสริมการท่องเที่ยว การพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติสมุย เป็นต้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า วันจันทร์ที่ 8 เมษายน  เวลาประมาณ 09.30 น. นายกรัฐมนตรี จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ไปยังท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช  อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช  เวลา 10.30 น. นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อสักการะพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนครศรีธรรมราช ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ ก่อนเดินทางต่อไปสักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ณ ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อความเป็นสิริมงคล

จากนั้นในช่วงบ่าย ณ สหกรณ์กองทุนสวนยางฉลอง น้ำขาวพัฒนา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช  นายกรัฐมนตรีจะหารือประเด็นยางพาราและผลผลิตทางเกษตร ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญในการดูแลเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตรให้มีราคาที่สูงขึ้น เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปที่วัดเจดีย์ (ไอ้ไข่)  เพื่อสักการะไอ้ไข่  และหารือประเด็นส่งเสริมการท่องเที่ยวสายมู ตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อน Soft Power ด้วยการนำศักยภาพและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละพื้นที่มาพัฒนาต่อยอด สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยนายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 17.10 น.

“การเดินทางลงพื้นที่ เป็นการติดตามการดำเนินงานต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งในมิติการติดตามการแก้ไขปัญหา อุปสรรค ข้อติดขัดต่าง ๆ ให้การดำเนินงานเดินหน้าต่อไปได้ตามแผนและเป้าหมายที่กำหนดไว้ เช่น เรื่องยางพารา การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร การลดต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภคให้เพียงพอสำหรับประชาชน เช่น น้ำประปา การบริหารจัดการขยะ การส่งเสริมการท่องเที่ยว การพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติสมุย และการขยายถนนรอบเกาะสมุย เป็นต้น รวมถึงการนำเอกลักษณ์และศักยภาพของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช  มาพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนเพิ่มขึ้น และให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวสายมู ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง Soft Power ที่สำคัญตามนโยบายรัฐบาล” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

Advertisement

รัฐบาลบูรณาการทุกภาคส่วน ขีดเส้นถอดบทเรียนแก้ปัญหามหาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ ใน 3 เดือน

4 ธันวาคม 2568 รัฐบาลบูรณาการทุกภาคส่วน เร่งถอดบทเรียนแก้ปัญหามหาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ สงขลา ตั้ง 5 คณะอนุกรรมการฯ ถอดบทเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ก่อนเสนอ ครม. พร้อมเดินหน้าปรับปรุงการเฝ้าระวังเตือนภัยล่วงหน้า ป้องกันและบรรเทาเหตุอุทกภัยของประเทศให้มีประสิทธิภาพ

วันนี้ (4 ธ.ค.68) เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ครั้งที่ 1/2568 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจนปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการน้ำต่าง ๆ  เข้าร่วมด้วย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงการนำผลการปฏิบัติงานการแก้ไขปัญหามหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคกลางเมื่อปี 2554 รวมทั้งที่จังหวัดเชียงราย และล่าสุดมหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีการปฏิบัติงานทั้งประสบผลสำเร็จและมีจุดบกพร่องนำมาทบทวนสู่กระบวนการถอดบทเรียน ปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าต้องมีความชัดเจนและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนกำลังเร่งดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว รวมถึงการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นและช่วยเหลือประชาชน

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ  5 คณะ เพื่อเร่งดำเนินการถอดบทเรียนตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

ภายหลังการประชุมฯ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ ภาคเอกชน มูลนิธิต่าง ๆ  ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยได้แถลงว่า ที่ประชุมฯ วันนี้ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ 5 คณะ ประกอบด้วย 1) คณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมรับภัย โดยมีเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการดูเรื่องการพยากรณ์อากาศ การวิเคราะห์การพยากรณ์ต่าง ๆ ว่าจะเกิดอุทกภัยขนาดไหน รวมถึงระบบเตือนภัย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมเป็นกรรมการ ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง 2) คณะอนุกรรมการป้องกันและลดผลกระทบ โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องการอพยพ ศูนย์อพยพ โรงพยาบาล ระบบสาธารณสุขสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ ทั้งหมด รวมถึงระบบการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ โดยกรรมการประกอบด้วย นักวิชาการ จิตอาสา NGO และภาคเอกชน (3) คณะอนุกรรมการการจัดการในภาวะฉุกเฉิน โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ดูในการดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัย การขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กองทัพ ส่วนราชการต่างๆ ในการระดมสรรพกำลังและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ (4) คณะอนุกรรมการการจัดการหลังเกิดภัย โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการเยียวยา การจัดการขยะ การทำความสะอาด การดูแลสุขภาพจิตของประชาชน และ (5) คณะอนุกรรมการประสานงาน โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ดูแลเรื่องเทคโนโลยี การนำ AI แพลตฟอร์มต่างๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ อันนี้เป็นการถอดบทเรียนและการเตรียมความพร้อมในอนาคต

โดยวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 นี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น นายเสรี ศุภราทิตย์ นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ดร. รอยล จิตรดอน จะเดินทางลงไปในพื้นที่จังหวัดสงขลาดูพื้นที่จริง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในปีหน้า ไม่ให้เข้าตัวเมือง และเตรียมการรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ โดยการถอดบทเรียนของคณะกรรมการชุดนี้คาดว่าจะดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

นอกจากนี้ วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อติดตามการดำเนินการเยียวยาฟื้นฟูในพื้นที่ด้วย

Advertisement

ครม.ไฟเขียวส่ง “ชุดไทย-มวยไทย” เป็นมรดกวัฒนธรรมต่อยูเนสโก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 26 มีนาคม 2567 ทำเนียบรัฐบาล – ที่ประชุม ครม.เห็นชอบเสนอ “ชุดไทย-มวยไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก

น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการเสนอรายการ “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” (Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of The Thai National Costume) และ “มวยไทย” (Muay Thai : Thai Traditional Boxing) เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโกตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ พร้อมเห็นชอบให้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นผู้ลงนามในเอกสารนำเสนอรายการชุดไทยและมวยไทย เสนอขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก

“เนื่องจากทั้งชุดไทยและมวยไทยมีคุณค่าและความสำคัญในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมเพื่อต่อยอด รวมทั้งสามารถสะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทยได้อย่างชัดเจน โดยชุดไทยถือเป็นมรดกวัฒนธรรมการแต่งกายของไทยที่แสดงถึงคุณค่าของงานช่างฝีมือ ลวดลายบนผืนผ้า เทคนิคการทอ การออกแบบ และการตัดเย็บเครื่องประดับที่งดงาม” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

น.ส.เกณิกา กล่าวว่า ส่วนมวยไทยถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับสืบทอดมาไม่ต่ำกว่า 300 ปี ที่สามารถฝึกฝนและปฏิบัติได้จริงทั้งในแง่ของศิลปะการป้องกันตัวและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง การเสนอชุดไทยและมวยไทยเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโกจะช่วยสร้างความระหนักรับรู้และภาคภูมิใจของคนไทยให้เห็นคุณค่าความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมที่มีร่วมกันในประเทศ กระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนและผู้ประกอบอาชีพนำวัตถุดิบทางวัฒนธรรมของไทยที่มีอยู่แล้วไปต่อยอด เพิ่มมูลค่าให้เกิดการกระจายรายได้สู่ทุกภาคส่วนของสังคม ควบคู่ไปกับอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยเสนอรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติแล้ว 7 รายการ ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 4 รายการ ได้แก่ โขน นวดไทย โนรา และสงกรานต์ในประเทศไทย ส่วนอีก 3 รายการ ได้แก่ ต้มยำกุ้ง ผ้าขาวม้า และเคบายา (kebaya) อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของยูเนสโก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

“อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ย้ำไทย–จีน “พี่น้อง” สู่ “หุ้นส่วนสร้างอนาคต”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 กันยายน 2569 นายกฯ “อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ย้ำไทย–จีน “พี่น้อง” สู่ “หุ้นส่วนสร้างอนาคต” เชื่อมคนรุ่นใหม่–ธุรกิจ–เทคโนโลยี

วันที่ (6 กันยายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมจือปิงติ้ง สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เขตสาทร กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี การสถาปนาชมรม 9 สมาคมจีน โดยมีนายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายสมชาย เวชากร ประธานชมรม 9 สมาคมจีน สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย คณะกรรมการหอการค้าไทย–จีน นายกสมาคมชาวจีนเชื้อสายต่าง ๆ ในประเทศไทย และคณะผู้บริหารชมรมฯ เข้าร่วมงาน

ก่อนเริ่มงาน นายกรัฐมนตรีและผู้เข้าร่วมงานยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้นได้ยืนตรงเคารพเพลงชาติไทยและเพลงชาติจีน พร้อมรับชมการเชิดสิงโต และวีดิทัศน์ภาพรวม 60 ปีของชมรม 9 สมาคมจีน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การครบรอบ 60 ปี สะท้อนความผูกพันที่ยาวนาน โดยตลอด 6 ทศวรรษ ชมรม 9 สมาคมจีนไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประเทศไทย ทั้งการสร้างธุรกิจ สร้างงาน ช่วยเหลือสังคม และเชื่อมโยงประชาชนไทยกับประชาชนจีน ขณะเดียวกัน พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนยังรักษาภาษา วัฒนธรรม และสายสัมพันธ์กับประเทศจีนไว้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นทุนทางสังคมที่สามารถต่อยอดความสัมพันธ์ไทย–จีนไปสู่โอกาสใหม่

โดยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง รวมถึงภาคธุรกิจและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน สิ่งที่เห็นชัดคือ จีนให้ความสำคัญกับประเทศไทย และมองไทยเป็นหุ้นส่วนที่สามารถเดินหน้าไปด้วยกัน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึงสายสัมพันธ์ไทย–จีนว่า “ไทย–จีน ครอบครัวเดียวกัน” และจีนเป็น “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจและพึ่งพาได้ของไทย” และขอให้ประเทศไทยคิดว่าจีนเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ใกล้ชิด สะท้อนทั้งความผูกพันในอดีตและความมุ่งหมายที่จะสร้างอนาคตร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อนาคตของความสัมพันธ์ไทย–จีนคือการเติบโตไปด้วยกันในโลกเศรษฐกิจใหม่ ทั้งการค้า การลงทุน AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ผ่านการลงนาม MOU 15 ฉบับ และเปิดสำนักงาน BOI ที่นครเฉิงตู เพื่อเชื่อมไทยกับจีนตะวันตกในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ AI หุ่นยนต์ ยานยนต์ และพลังงานสะอาด โดยมองว่าสำนักงานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสำนักงาน แต่เป็น “ประตู” เชื่อมโอกาสระหว่างไทยกับจีน และเป็นพื้นที่ให้เครือข่ายชมรม 9 สมาคมจีนเข้ามามีบทบาท

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ตลอด 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีนทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้คน วัฒนธรรม และมิตรภาพระหว่างไทยกับจีน และใน 60 ปีข้างหน้า อยากเห็นสะพานแห่งนี้เชื่อมถึงคนรุ่นใหม่ ธุรกิจใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และโอกาสใหม่ ๆ โดยอยากให้ลูกหลานไทยรู้จักจีนไม่เพียงในฐานะแผ่นดินของบรรพบุรุษ แต่เป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งโอกาสของโลก ขณะเดียวกัน อยากเห็นคนจีนรุ่นใหม่มองประเทศไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นประเทศที่สามารถเข้ามาลงทุน สร้างธุรกิจ สร้างนวัตกรรม และสร้างอนาคตร่วมกันได้

“รัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดสิ่งเหล่านี้ และต้องการพลังจากทุกท่านมาร่วมกันประสานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนไทยและจีน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ในโอกาสครบรอบ 60 ปี นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณคนรุ่นก่อนที่ร่วมสร้างสะพานแห่งมิตรภาพไทย–จีน พร้อมฝากคนรุ่นปัจจุบันร่วมกันทำให้สะพานแห่งนี้กว้างขึ้น แข็งแรงขึ้น และเชื่อมโยงไปสู่โอกาสใหม่ เพื่อให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า “จีน–ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เป็นความจริงที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วหลายชั่วอายุคน และจากนี้ควรเพิ่มความหมายว่า เราไม่ได้เป็นเพียงพี่น้องที่มีอดีตร่วมกัน แต่เป็น “หุ้นส่วนที่กำลังสร้างอนาคตร่วมกัน” พร้อมขอให้มิตรภาพไทย–จีนและความผูกพันระหว่างประชาชนของสองประเทศเจริญงอกงาม มั่นคง และนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันตลอดไป

Advertisement

เพื่อไทยติงรัฐบาลจัดสรรงบฯปี63ส่งเสริมพระพุทธศาสนาลงลด

People Unity : “นิยม เวชกามา”ส.ส.สกลนครพรรคเพื่อไทย อภิปรายงบฯปี63 ติงรัฐบาลจัดสรรส่งเสริมพระพุทธศาสนาลงลด

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 ในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า จากการพิจารณาเนื้อหาแห่งร่างแล้วปรากฏว่ ามีงบประมาณที่สนับสนุนลงลดทุกปี ทั้งๆ ที่งบประมาณดังกล่าวเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่คนส่วนใหญ่ของชาตินับถือ จึงถือว่าไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่เสนอให้สภาฯเห็นชอบก่อนหน้านี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิยมเป็นส.ส.ที่อภิปรายที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่นโยบายของรัฐบาลและโอกาสต่างในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

“จุรินทร์”เปิดปชป.รณรงค์”ยุติรุนแรง-เสมอภาค”ทางเพศ LGBT

People Unity News : “จุรินทร์”เป็นประธานเปิดการรณรงค์ยุติความรุนแรง ดันประชาธิปัตย์ ขับเคลื่อน 3 ข้อ ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ LGBT

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 เวลา 15.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการรณรงค์ยุติความรุนแรง โดยกล่าวว่า มีความยินดีที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ ช่วยกันคิดถึงทางออกไปทางแก้ไข และในการเสวนาวันนี้ขอฝากการบ้านให้ทุกฝ่ายและทุกคน คิดทำการบ้านให้ 3 ประเด็นเพื่อช่วยหาคำตอบในเรื่องของการที่จะทำอย่างไรให้เราที่จะส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้เกิดขึ้นได้ในโลกของความเป็นจริงและเป็นรูปธรรม คือ

1.ช่วยหาคำตอบอย่างเป็นรูปธรรมว่าเราจะขจัดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศได้อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร เพราะต้องยอมรับความจริงว่าสังคมเราปัจจุบันยังมีการเลือกปฏิบัติอยู่มากมายหลายรูปแบบทั้งในเรื่องของการจ้างงานซึ่งได้มีการพูดคุยในคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศที่ผมเป็นประธานกรรมการระดับประเทศอยู่ อย่างไรก็ตามตนเพิ่งประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลมาเมื่อไม่กี่วันมานี้เกี่ยวกับงานเชิงนโยบาย และที่อยากได้คำตอบเรื่องนี้เช่นเดียวกัน และพรรคประชาธิปัตย์อยากได้คำตอบเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม คือ จะขจัดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศได้อย่างไรเรื่องการจ้างงาน ค่าตอบแทนที่ยังไม่เท่าเทียมในเรื่องของตำแหน่ง ในเรื่องของความก้าวหน้าในงาน ทั้งในส่วนของภาคราชการ ภาคเอกชนและการเข้าถึงบริการสาธารณะ หรือการหาคำตอบในเรื่องของการถ้าจะอุปสรรคในการเข้ารับบริการสาธารณะด้วยเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ เหล่านี้เป็นประเด็นที่พวกผมอยากได้รับคำตอบที่เป็นรูปธรรมเพื่อพลักดันร่วมกับพวกเราต่อไป

2.เราจะร่วมด้วยช่วยกันในการสร้างหลักคิดที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างไร ทุกเพศมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และเราจะช่วยกันดำเนินการอย่างไรที่จะเปลี่ยนความคิดบรรทัดฐานของสังคม ที่ยังมีความรู้สึกบางประการในทางลบกับเพศสภาพบางเพศสภาพซึ่งผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันเปลี่ยนหลักคิดของสังคมให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง และในประการที่สามที่เป็นหัวใจสำคัญที่ตนคิดว่าเป็นที่มาของการรณรงค์ของเราในช่วงเดือนพฤศจิกายน ของ UN ดังนี้เราจะช่วยกันลดหรือขจัดความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศได้อย่างไร

“เพราะตัวเลขเท่าที่ผมมีอยู่น่าเป็นห่วงมากตัวเลขสถิติของการใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะต่อสตรีมีความน่าเป็นห่วงและผมคิดว่าจะลามไปถึง LGBT ด้วย ซึ่งกำลังเป็นปัญหาเช่นเดียวกันแต่ยังไม่มีการรวบรวมตัวเลขเรื่อง LGBT แต่อย่างน้อยกับสตรีก็เป็นตัวสะท้อนที่น่าห่วงก็คือสถิติของ UN Human Rights ปีที่แล้ว 2018 ที่สำรวจมาทั่วโลกพบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อสตรีไม่ได้ลดลง แปลว่าอย่างน้อยก็เท่าเดิมเท่าเดิมก็แย่แล้วหรือว่าอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำนี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงตัวเลขนอกจากนั้นก็คือว่าถึงร้อยละ 83 ของสตรีเพศที่ถูกทำร้ายมาจากคนใกล้ตัวอันนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงเพราะเราไม่รู้ว่าคนข้างๆ เราจะก่อความรุนแรงกับเราเมื่อไหร่” นายจุรินทร์ กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ประการที่ 3 ตัวเลขถัดมาก็คือว่าคนใกล้ตัวไม่ว่าจะเป็นคนรักคู่สมรส คนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องก็ตาม ได้ก่อเหตุแห่งความรุนแรงจนกระทั่งทำร้ายให้เกิดการเสียชีวิตตัวเลขเฉลี่ยถึง 157 คนต่อวันคือตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งและเราต้องช่วยกันหาทางแก้ปัญหาเหล่านี้ และสำหรับด้านกฎหมายที่ได้มีการดำเนินการกันมาอย่างต่อเนื่องนั้นทางพรรคประชาธิปัตย์โดยตนจะได้นำเข้าที่ประชุมพรรคเพื่อหารือและดำเนินการต่อไป

“อนุทิน” แนะ พรรคร่วมแต่ละพรรคสนับสนุนนโยบายซึ่งกันและกันให้เกิดประโยชน์แก่ ปชช. มั่นใจรัฐบาลอยู่ครบวาระ หากเข้าใจและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 9 กันยายน 2567 กระทรวงมหาดไทย – “อนุทิน” นำ รมต.ใหม่เข้ากระทรวงมหาดไทย วันแรก เผยเตรียมแบ่งงาน มท. หลังแถลงนโยบายเสร็จสิ้น มั่นใจไม่มีปัญหา แม้ รมต.ช่วย 2 คนเป็นผู้หญิง ชี้ถือเป็นจุดแข็ง ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ยันหนุนนโยบายพรรคร่วมรัฐบาลเต็มที่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงมหาดไทย เมื่อเวลา 7.45 น. และพบปะข้าราชการกระทรวงในวันทำงานวันแรก

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นายอนุทิน กล่าวให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า ในอีก 2 วัน (11 ก.ย.) จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กระทรวงมหาดไทยจะแบ่งหน้าที่ให้กับรัฐมนตรีแต่ล่ะคนในการปฏิบัติหน้าที่ มอบหมายรัฐมนตรีกลั่นกรองงานและประสานงานร่วมกัน โดยจะมอบหมายให้นายทรงศักดิ์ ดูงานในพื้นที่ภาคอีสานตอนเหนือ ส่วน นางสาวธีรรัตน์ จะได้ดูพื้นที่กรุงเทพฯ และทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพฯ เพราะเป็น สส.กรุงเทพฯ อยู่แล้ว ส่วน นางสาวซาบีดา จะให้สานงานต่อจากนายชาดา ไทยเศรษฐ์ หรือไม่นั้น ต้องรอฟังจากนายกรัฐมนตรีก่อน

เมื่อถามว่าความเป็นผู้หญิงจะกระทบต่อนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพลหรือไม่ นาย อนุทิน กล่าวว่า รัฐมนตรีเป็นผู้มีอิทธิพลมากกว่าและ ถือเป็นจุดแข็งของกระทรวงมหาดไทยด้วยซ้ำ รัฐมนตรีในยุคนี้เป็นผู้ที่ผ่านสงครามด้านการเมืองมาแล้วทั้งนั้น มีความเข้าใจ ทุ่มเท ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนและชาติบ้านเมือง และทุกคนมีการศึกษา และประสบการณ์เพียบพร้อม เชื่อว่าจะเป็นการทำงานที่คล่องตัวและมีพลัง ดีใจที่มีรัฐมนตรีช่วย 2 ท่านเป็นสุภาพสตรี เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดไม่บ่อยนักในกระทรวงมหาดไทย เชื่อว่าข้าราชการทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือในการทำงาน

เมื่อถามว่า นโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทยจะเดินหน้าต่อหรือไม่ นายอนุทิน กล่าาว่า ได้ขอให้นายกฯ พิจารณาแล้ว โดยขอให้พิจารณาตรากฎหมายร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง โดยได้หารือร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งการใช้กัญชาต้องอยู่ในการควบคุมและมุ่งเน้นใช้งานทางการแพทย์

ในส่วนนโยบาย Entertainment Complex นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องมีการแก้ไข ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเห็นด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ชักจูงนักท่องเที่ยวเข้ามา และสร้างงาน สร้างรายได้ให้คนไทยอย่างมหาศาล โดยพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์สูงสุดจากนโยบายนี้ ซึ่งตอนนี้ยังติดปัญหาเรื่องโซนนิ่ง พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้คัดค้าน พร้อมให้จัดโซนอยู่ในพื้นที่ขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ เกิดรายได้แก่คนในพื้นที่โดยรวม

นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคสนับสนุนนโยบายซึ่งกันและกันให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ทุกอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่ผิดศีลธรรม เกิดประโยชน์ชัดเจนต่อส่วนรวม พร้อมมั่นใจว่ารัฐบาลจะอยู่จนครบวาระหากเข้าใจ และสนับสนุนซึ่งกันและกัน

Advertisement

“ทักษิณ” ถึงไทย ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์

People Unity News : 22 สิงหาคม 2566 ดอนเมือง-“ทักษิณ” อดีตนายกฯ ถึงไทยแล้ว ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมทักทายนักการเมืองและมวลชนที่มารอรับ

บรรยากาศที่อาคารผู้โดยสารอากาศยานส่วนบุคคล MJET ภายหลังจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินเข้ามาปรากฏตัว หลังเดินทางถึงประเทศไทยเวลา 09.00 น. ตามเวลา พร้อมกับ บุตรชายและบุตรสาว นายพานทองแท้ ชินวัตร นางสาวพินทองธา ชินวัตร คุณากรวงศ์ นางสาว แพทองธาร ชินวัตร รวมถึงหลานๆ

โดยนายทักษิณ ได้โค้งคำนับพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี พร้อมเปิดกรวย ถวายสักการะ จากนั้นเดินไปทักทายแกนนำพรรคเพื่อไทย นักการเมืองสมัยพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน รวมถึงนักการเมืองคนอื่นที่มารอต้อนรับ ก่อนที่จะเดินกลับมายืนบริเวณหน้าประตูเพื่อให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพ รวมเวลาประมาณ 5 นาที

ขณะที่บรรดาคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจ ต่างส่งเสียงโห่ร้อง ปรบมือด้วยความดีใจ “บางส่วนตะโกนเรารัก “ทักษิณ” “ทักษิณสู้ๆ” บางคนถึงกับปาดน้ำตาด้วยดีใจ และบอกว่าแม้ไม่ได้เห็นแต่ก็ดีใจที่นายทักษิณ ได้กลับประเทศไทย

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics