วันที่ 21 กันยายน 2026

“เสรีพิศุทธ์”ยันมีอำนาจแต่งตั้งที่ปรึกษา เมิน “สิระ” ฟ้องหมิ่น

People Unity News : “เสรีพิศุทธ์” ยันมีอำนาจแต่งตั้งที่ปรึกษา เมิน “สิระ” ฟ้องหมิ่น ยันเสนอปลดออกจากประธานกมธ.ป.ป.ช.ไม่ได้ เป็นไปตามโควตา จ่อขอมติที่ประชุมใช้พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ “ประยุทธ์-ประวิตร”

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เวลา 08.45 น. ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการลงนามในเอกสารแต่งตั้งที่ปรึกษาของประธานกมธ. ล่วงหน้า อีกทั้งในหนังสือดังกล่าวยังอ้างมติของคณะกมธ. ว่า คนส่วนใหญ่ทำงานมาน้อยก็จะไม่เข้าใจขั้นตอนการทำงานของตนที่ต้องการความรวดเร็วและที่ทำไปก็เพื่อที่ปรึกษาได้เข้ามานั่งทำงานได้ทันทีในวันนี้ ไม่ต้องเสียเวลาไปอีกสัปดาห์หนึ่ง คำสั่งแต่งตั้งข้าราชการก็ทำล่วงหน้าแบบนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นอำนาจแต่งตั้งของตน ไม่จำเป็นต้องขอมติจากที่ประชุม แต่ตนให้เกียรติคณะกมธ. รวมทั้งให้กมธ.ของแต่ละพรรคการเมืองส่งตัวแทนของตนมา จึงได้เห็นชื่อของนายวัฒนา เมืองสุข เพราะพรรคเพื่อไทยเสนอ เช่นเดียวกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็เป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ฟ้องหมิ่นประมาท เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าได้ตำแหน่ง ส.ส. เพราะซื้อเสียง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชี้แจงว่า ไม่มีปัญหาอะไร ที่แสดงความคิดเห็นไปนั้นเป็นการกระทำที่สุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม จึงไม่ผิดกฎหมาย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้รับหนังสือจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ นร 0404/11582 ลงวันที่ 18 พ.ย.เพื่อขอแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นต่อคณะกมธ.ในวันที่ 20 พ.ย.ออกไป โดยพล.อ.ประยุทธ์ ระบุในหนังสือว่า เนื่องจากมีภารกิจ จึงไม่สามารถชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ จึงขอแถลงข้อเท็จจริงและความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนยังได้หนังสือจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ นร 403 (กร.1) / 11573 ลงวันที่ 18 พ.ย. เพื่อขอแถลงข้อเท็จจริงและความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากติดราชการไม่สามารถมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการด้วยตนเองได้ โดยมอบหมายให้นายประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯเป็นผู้นำส่งเอกสารคำแถลงข้อเท็จจริง และความเห็นต่อคณะกรรมาธิการฯ ประกอบการชี้แจงให้ข้อมูลในวันที่ 20 พ.ย.ต่อไป

“เมื่อพล.อ.ประยุทธ์มีหนังสือมาเช่นนี้ก็พร้อมจะรับไว้ และจะแจ้งต่อที่ประชุมคณะกมธ.ต่อไป ส่วนจะใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2554 อีกครั้งหรือไม่นั้น ยังเป็นประเด็นที่ไม่อาจพูดล่วงหน้าได้ เพราะต้องขอมติจากที่ประชุมก่อน เพื่อให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอน” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ต้องเชิญพล.อ.ประยุทธ์ เพราะนายกฯเป็นผู้นำกล่าวคำถวายสัตย์เพียงคนเดียว จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่อาจสอบถามรัฐมนตรีคนอื่นได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับการพยายามของฝ่ายรัฐบาลในการจะปลดตนเองออกจากการเป็นประธานคณะกมธ.นั้น อยากจะขออธิบายว่าคณะกมธ. 35 คณะตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร และตำแหน่งประธานคณะกมธ.เป็นเรื่องที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านได้หารือกันมาแล้ว โดยจัดสรรให้ตามสัดส่วนของส.ส.แต่ละพรรค ซึ่งประธานคณะกมธ.ชุดนี้เป็นสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย เป็นเหมือนสมบัติของพรรคเราใครก็เอาไปไม่ได้ ต่อให้ 14 คนในกมธ.เสนอปลดก็ไม่สามารถทำได้ เพราะมันเป็นโควตาของพรรค การเสนอจะให้ปลดแบบนี้เหมือนเป็นการปล้นกัน

“ทักษิณ” โพสต์ขอกลับไทย ก่อนวันเกิดเดือน ก.ค.

People Unity News : 9 พฤษภาคม 2566 “ทักษิณ” โพสต์ทวิตเตอร์ ตัดสินใจกลับไทยขอเลี้ยงหลาน ภายใน ก.ค.66 ก่อนวันเกิด ยันจะกลับเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ระบุ “ผมขออนุญาตอีกครั้ง ผมตัดสินใจแล้วว่าจะกลับบ้านไปเลี้ยงหลานภายในเดือนกรกฎาคมนี้ก่อนวันเกิดผมครับ ขออนุญาตนะครับ เกือบ 17 ปีแล้วที่ต้องพลัดพรากจากครอบครัว ผมก็แก่แล้วครับ”

จากนั้นเวลา 10.25 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวอีกครั้ง ระบุว่า “ไม่ต้องกังวลว่าผมจะเป็นภาระพรรคเพื่อไทย ผมจะเข้าสู่กระบวนการกฎหมายและวันที่ผมกล่าวยังเป็นช่วงรัฐบาลรักษาการของ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ ทั้งหมดคือการตัดสินใจของผมเอง ด้วยความรักผูกพันกับครอบครัว แผ่นดินเกิดและเจ้านายของเรา”

ทั้งนี้ นายทักษิณ เกิดวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2492 โดย พ.ศ.2566 นี้ นายทักษิณ จะมีอายุครบ 74 ปี อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2566 นายทักษิณ โพสต์ระบุว่า “เช้าวันนี้ ผมดีใจมากที่ได้หลานคนที่ 7 เป็นชาย ชื่อ ธาษิณ จากน้องอิ๊งค์ แพทองธาร หลานทั้ง 7 คน คลอด ในขณะที่ผมต้องอยู่ต่างประเทศ ผมคงต้องขออนุญาตกลับไปเลี้ยงหลาน เพราะผมอายุจะ 74 ปี กรกฎานี้แล้ว พบกันเร็วๆ นี้ ครับ ขออนุญาตนะครับ”

Advertisement

ป.ป.ช.ครบรอบ 23 ปี “ไม่ทำ ไม่ทน ไม่เฉย รวมไทยต้านโกง”

People Unity News : 11 พฤศจิกายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดงานวันสถาปนาสำนักงาน ป.ป.ช.ครบรอบ 23 ปี ภายใต้แนวคิด “23 ปี ป.ป.ช. สร้างสังคมไทย ไม่ทนทุจริต” โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ และพิธีสักการะบูชาพระภูมิเจ้าที่ เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมถึงกิจกรรมมอบรางวัล “เพชรน้ำเอก” สำหรับบุคคลภายใน รางวัลหน่วยงานในสังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. ส่วนกลาง สำนักงาน ป.ป.ช.ภาค และสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด ที่มีผลงานดีเด่น

ทั้งนี้ ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช.มุ่งมั่นสร้างสังคมที่ไม่ทนทุจริต ได้ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรมจริยธรรม โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มุ่งมั่นสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตอย่างต่อเนื่อง จากความพยายามสร้างสังคมที่ไม่ทน ต่อการทุจริตดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่สำคัญหลายประการ ได้แก่

1.มีการเฝ้าระวังและส่งเสียง (Watch and Voice) เมื่อพบเห็นความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรณีเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ (น้องแบม) และกรณีเงินทอนวัด เป็นต้น

2.ประชาชนทั่วประเทศช่วยกันเปิดโปงกรณีการทุจริตในพื้นที่จังหวัดของตน เช่น กรณีอาหารกลางวันเด็กนักเรียน

3.การมีคำพิพากษาของศาลเกี่ยวกับกรณีการใช้รถหลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งกรณีดังกล่าว จะเสริมพลังให้การปรับฐานคิดเกี่ยวกับการรู้จักแยกแยะประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ส่วนตนที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังผลักดันอยู่ประสบผลสำเร็จ

4.การร่วมกันตรวจสอบและติดตามมาตรการป้องกันการทุจริตในกรณีต่างๆ เช่น การรับแป๊ะเจี๊ยะ การทุจริตเกี่ยวกับนมโรงเรียน เป็นต้น ส่งเสริมมาตรการเสริม ได้แก่ การคุ้มครองพยาน การกันบุคคลไว้เป็นพยาน การจ่ายเงินสินบนเป็นรางวัลให้ผู้ชี้ช่อง แจ้งเบาะแส ให้ข้อมูล ให้ข้อเท็จจริงจนมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สิน จากการกระทำผิดตกเป็นของแผ่นดิน รวมถึงการประเมินระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) การสร้างเครือข่ายในการป้องกันการทุจริตกับภาคีต่างๆ เป็นต้น

โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.และบุคลากรทุกระดับพร้อมเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนทุจริต ภายใต้ค่านิยม “ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้” เพื่อขจัดการทุจริตให้หมดไปจากสังคมไทย หากพบเห็นการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ แจ้งมาที่หมายเลข 1205 หรือร้องเรียนผ่านเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ช. www.nacc.go.th หรือสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด

Advertisement

นายกฯให้คำมั่นปราบผู้มีอิทธิพลเด็ดขาด

People Unity News : 12 กันยายน 2566 ที่รัฐสภา – นายกฯ ระบุคดี “กำนันนก” เป็นสิ่งยอมรับไม่ได้ จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก ให้คำมั่นปราบผู้มีอิทธิพลเด็ดขาด การบริหารจัดการส่วนไหนมีปัญหาต้องจัดการทันที ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าพบวานนี้ (11 ก.ย.) ว่า เน้นย้ำเรื่องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรายงานว่า ในวันนี้ (12 ก.ย.) กองพิสูจน์หลักฐานจะมีผลพิสูจน์ต่าง ๆ ออกมา คาดว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะมีการแถลงข่าว ก่อนเที่ยงวันนี้ว่าผลสรุปออกมาเป็นอย่างไร

“ในฐานะที่ผมกำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษก่อนหน้านี้ว่ากลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟียเป็นเรื่องที่ประชาชนมีความกังวลอย่างมาก และเหตุการณ์กำนันนกถือว่าเหนือความคาดหมายและเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ต้องเป็นสิ่งที่ไม่ยอมรับต่อไป ผมให้คำมั่นจะจัดการอย่างเต็มที่ ทำทุกอย่างไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอีก และให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย การบริหารตั้งแต่ส่วนบนลงล่าง ส่วนไหนมีปัญหาก็ต้องบริหารจัดการ หากพบเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบจะจัดการทันที” นายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

“บิ๊กตู่”ปิดห้องคุย กอ.รมน. ปรับแผนแก้ไฟใต้ ยังไม่เลิกเคอร์ฟิวหลังยิงถล่มชรบ.ยะลา

People Unity News :  “บิ๊กตู่”ยันยังไม่เลิกเคอร์ฟิวหลังยิงถล่มชรบ.ยะลา เผยผลสืบสวนคืบหน้าไปมากแล้ว แต่ต้องให้เวลา จนท. ย้ำใช้หลักสันติวิธี ปิดห้องคุย กอ.รมน. ปรับแผนแก้ไฟใต้ ยันคุยสันติสุขต่อเนื่อง

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ครั้งที่ 2/2562 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและผู้นำเหล่าทัพ เข้าร่วมการประชุม โดยไม่เปิดให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการประชุมแต่อย่างใด

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีการประกาศเคอร์ฟิวการห้ามออกจากเคหสถานในเวลาค่ำคืน ภายหลังเกิดเหตุกลุ่มคนร้ายยิงถล่มชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า เบื้องต้นยังไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลา แต่จะกำหนดเวลาให้สั้นที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน สอบสวนทางคดี และเพื่อเป็นการจำกัดพื้นที่ของคนร้ายในช่วงที่มีการไล่ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ โดยยืนยันว่าไม่อยากให้มีผลกระทบต่ออย่างอื่น แต่เป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งหากเราปิดพื้นที่ไม่ได้ ก็จะมีปัญหา ส่วนนี้ขอให้เข้าใจกันด้วย

เมื่อถามว่ามีรายงานว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มคนหน้าขาว ภายหลังก่อเหตุเสร็จสิ้น จะกลับไปนอนอยู่บ้าน ส่วนนี้จะมีการติดตามจับกุมอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การสืบสวน สอบสวนวันนี้มีความคืบหน้า แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ ต้องใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่จะไปจับใครก็ได้ ต้องเอาหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุมาติดตาม ซึ่งเราก็มีข้อมูลอยู่แล้ว ทั้งอาวุธปืน กระสุนและปอกกระสุน พร้อมมีข้อมูลอยู่แล้วว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มใดและมีกลุ่มใดเกี่ยวข้องบ้างก็จะต้องมาพิจารณาร่วมกัน คงจะได้รับทราบความคืบหน้าภายในเร็ววันนี้ ขอเวลาอีกหน่อย

เมื่อถามต่อว่า ผู้ก่อเหตุมีการใช้วัตถุระเบิด จะถือเป็นการก่อการร้ายมากกว่าการก่อความไม่สงบได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พวกเขาใช้กลยุทธ์เช่นนี้ เป็นกลยุทธ์การก่อการร้าย คือการสร้างเหตุความรุนแรงเพื่อกดดันต่อรัฐ และการทำงาน แล้วเราจะไปกดดันกันเพื่ออะไร ในเมื่อรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี ด้วยการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนา และสร้างการมีส่วนร่วม เราแก้ปัญหากันอย่างนี้ ไม่ดีกว่าหรือ ส่วนการก่อการร้ายนั้น มีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น การยึดพื้นที่ การใช้ความรุนแรง แต่เหตุการณ์นี้เข้าข่ายแค่ใช้อาวุธสงคราม เพื่อกดดันรัฐ แต่หากเราตีความผิด การแก้ปัญหาก็จะผิดและเหตุการณ์จะรุนแรงขึ้น ท้ายสุดผลกระทบก็จะเกิดกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งวันนี้เราลดระดับผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้มากพอสมควร ประชาชนก็กลับมาให้ความร่วมมือ แม้แต่การบังคับใช้กฎหมายบางตัว ประชาชนก็เห็นด้วย เพราะเขาดูแล้วว่าเกิดประโยชน์กับเขา ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่คนที่มักจะมีปัญหาในเรื่องนี้ คือคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะมองในเรื่องของสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว

“ผมคิดว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหน อยากไปละเมิดสิทธิมนุษยชนใครทั้งสิ้น แต่ไปดูผู้ก่อเหตุว่า สิ่งที่เขาทำ มันละเมิดสิทธิมนุษยนชนประชาชนหรือไม่ ในการทำร้ายประชาชนทั้งผู้บริสุทธิ์ ไทยพุทธ ไทยมุสลิม ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ไทยพุทธอย่างเดียว แต่ครั้งนี้เป็นการทำร้ายทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวให้รัฐบาลเลิกนู้น เลิกนี้ แล้วทำไปเพื่ออะไร ไม่งั้นก็ลองไปอยู่ในพื้นที่เขาดู ว่าจะทำอย่างไร ลองไปอยู่กับเขานานๆ จะได้รู้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่าได้รับรายงานการหารือเกี่ยวกับการพูดคุยถึงสันติสุข จากมาเลเซียบ้างหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้รับรายงานตลอด ก่อนเขาไปตนก็ได้ให้นโยบายไป เมื่อเขากลับมาก็รายงานตน ก็ให้มีการปรับแผนกันไป ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับกลุ่มที่มีบทบาทอย่างแท้จริง โดยจะเน้นในเรื่องของจะทำอย่างไรให้ในพื้นที่ปลอดภัย และมีสันติสุขอย่างยั่งยืน ต้องคุยกัน และปรับวิธีต่อเนื่อง เพราะมีหลายกลุ่ม หลายฝ่าย หลายระดับทั้งผู้นำระดับการเมือง การทหาร ทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ซึ่งคนรุ่นเก่านั้น ค่อนข้างจะพูดคุยในด้านสันติวิธีมากขึ้น แต่คนรุ่นใหม่ก็พยายามสร้างคนกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาแทน เราต้องหาวิธีการว่าจะต้องแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร ดังนั้น จะต้องเจรจากับกลุ่มที่มีบทบาทแท้จริงในการก่อเหตุ แต่ปัญหาคือ เขาจะคุยด้วยหรือไม่ เพราะบางกลุ่มก็ไม่อยากมาเจรจา เพราะคงอยากใช้วิธีเดิมต่อไป พวกนี้คือพวกหัวรุนแรง เราบังคับไม่ได้ ถึงต้องไปพูดคุยที่ต่างประเทศ แต่ไม่ใช่การเจรจา เพราะถ้าเจรจาหมายถึงเรารบกันแล้ว จึงต้องเจรจาหยุดยิง แต่อันนี้ไม่ใช่ เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย และทางมาเลเซีย ก็ตอบสนองด้วยดีตลอดมา แต่ก็ยังมีปัญหาอีกหลายอันที่ต้องแก้ควบคู่กันไป เช่น เรื่องบุคคลสองสัญชาติ การข้ามแดน เนื่องจากคนเหล่านี้ปลอมปนอยู่ในกลุ่มประชาชนทั่วไป เข้ามาหาก็ไม่รู้ เพราะหน้าตาก็เหมือนกัน ทั้งนี้ ตนได้สั่งการบริหารเชิงรุกไป แต่ต้องระวังการใช้อาวุธต่างๆ และการบังคับใช้กฎหมาย ต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากเกินไป

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการใช้กำลังของชรบ. ยังมีความจำเป็นต่อไป ถ้าไม่มีจะทำมาทำไม ซึ่งแต่ก่อนนี้ กำลังตำรวจในพื้นที่ และอาสาสมัครรักษาดินแดง (อส.) มีกำลังไม่เพียงพอ จึงต้องจัดทหารข้างนอกมาช่วย เมื่อเรียบร้อยแล้วก็เอาทหารกลับ ส่วนตำรวจและทหารในพื้นที่ก็ทำงานปกติไป แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่ปกติ ก็จะนำกองกำลังทหารเข้าไปเติม ทุกประเทศก็ทำแบบนี้ และระหว่างนี้เราจะต้องเสริมสร้างกำลังในท้องถิ่นให้มากขึ้น เพราะคนเหล่านี้จะรู้จักพื้นที่และสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี แต่จะต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น เพราะทางยุทธวิธียังไม่เข้มแข็งพอ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการฝึกทบทวนมาโดยตลอด

“ผมถามเขาว่าจุดที่เกิด ทำไมไปตั้งฐานปฏิบัติการตรงนั้น เขาบอกมีความจำเป็น เพราะมีหมู่บ้านอยู่กลุ่มหนึ่ง และเขาต้องการไปดูแลประชาชนในหมู่บ้านดังกล่าว เพราะพื้นที่จำกัด เขาจึงไปตั้งกลางสวนยาง ส่วนด้านนอกทัศนวิสัยก็จำกัด มันจึงเปิดโอกาสให้ผู้ก่อเหตุเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งผมได้เตือนไปแล้วว่า ต้องหาวิธีการใหม่และปรับในเชิงกลยุทธ์ ให้มีชุดลาดตระเวนต่างๆ ให้รัดกุมมากขึ้น รวมถึงการป้องกันชายแดน และการลักลอบเข้าออกประเทศ ส่วนนี้ก็ต้องเพิ่มการกวดขัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

มอบแม่ทัพภาค 4 ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมผู้เสียชีวิตยะลา

ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์มอบให้แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้แทนร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมทั้งคณะรัฐมนตรีด้วย โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสียและสั่งการให้ดูแลทุกคนอย่างดีที่สุด พร้อมย้ำว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานว่า เจ้าหน้าที่พบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สามารถระบุตัวคนร้ายที่ก่อเหตุได้แล้วจำนวนหนึ่ง และพบฐานปฏิบัติการร้าง 1 แห่ง โดยจะใช้แผนกดดันทุกพื้นที่ทั้งผู้ก่อเหตุและผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ เบื้องต้นได้ควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยแล้ว 1 คน ที่ อ.ธารโต จ.ยะลา ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ฝ่ายความมั่นคงบังคับใช้กฎหมายด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานและการดำเนินชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ตามที่มีข่าวลือกันแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนร่วมกันเป็นหูเป็นตา ตรวจสอบ และแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด

“พล.อ.ประวิตร” ทุ่ม 100 ล้านเร่งแก้น้ำเค็มรุกบางปะกง

People Unity News : 1 กันยายน 2565 “พล.อ.ประวิตร” ยันน้ำไม่ท่วมเหมือนปี 54 ย้ำมีคณะกรรมการดูแลใกล้ชิด ไม่แล้ง 3 ปีแล้ว เตรียมทุ่ม 100 ล้านแก้น้ำเค็มรุกบางปะกง ระบุ ขรก.ต้องตอบสนอง ปชช.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำบางปะกง การเพิ่มปริมาณน้ำตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี โดยประชุมและมอบนโยบายให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับฟังการบริหารจัดการน้ำ ภาพรวมและในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ฝั่งขวาแม่น้ำบางปะกง รวมถึงสถานการณ์น้ำต้นทุนเพื่อการผลิตน้ำประปา เพื่อการอุปโภคบริโภคของพื้นที่

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า สัปดาห์หน้ารัฐจะอนุมัติงบ 100 ล้านบาทสร้างประตูน้ำแก้ปัญหาน้ำเค็มลุกลาม ซึ่งขณะนี้จะรอระบบนิเวศอย่างเดียวไม่ได้ เพราะน้ำเค็มรุกไปถึง อ. บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี หากไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำได้ประชาชนก็จะด่ารัฐบาล ตอนนี้ประชาชนกำลังห่วงเรื่องฝน รับรองว่าจะไม่เกิดน้ำท่วมอย่างปี 54 แน่นอน เพราะที่ผ่านมามีคณะกรรมการทั้งระดับจังหวัดและลุ่มน้ำดูแล จนไม่เกิดภัยแล้งมา 3 ปี และร่วมมือกันการกระจายน้ำตลอดเวลาจากฝนตกทางเหนือ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้การประปาต้องมีแหล่งน้ำสำรอง จะรอแต่น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติลุ่มน้ำต่างๆอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเก็บน้ำดิบ มีแหล่งน้ำสำรองตลอดเวลา

“การแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ถ้ามีน้ำสมบูรณ์ทุกฤดูจะทำให้การปลูกพืชต่างๆได้ พัฒนาการทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่จะเกิดขึ้น ขอฝากข้าราชการและประชาชนต้องทำงานร่วมกัน โดยข้าราชการจะต้องเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของประชาชน เพราะเงินเดือนมาจากภาษีของประชาชนจึงต้องจำไว้ว่าจะต้องประสานกับประชาชนเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการทำงาน โดยจะต้องบูรณาการสร้างความรับรู้ให้ประชาชนเข้าร่วมส่วนร่วมในการแก้ปัญหาน้ำด้วย ขณะที่ประชาชนมีเรื่องเดือดร้อนอะไร ต้องบอกข้าราชการ และข้าราชการก็จะต้องสนองความต้องการของประชาชน” พล.อ.ประวิตร กล่าว

Advertisement

ส.ส.กทม. พปชร.ร่วมต่อต้านและยุติความรุนแรงในครอบครัว

People Unity News : ส.ส.กทม. พปชร.ร่วมต่อต้านและยุติความรุนแรงในครอบครัว ขอทุกฝ่ายช่วยเป็นหูเป็นตา สร้างสังคมให้น่าอยู่

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม.เขต 1  และ น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ ร่วมผลักดันด้านความปลอดภัยของสตรี รวมถึงการยุติความรุนแรงในครอบครัว เด็ก เยาวชน และสตรี โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้มีความตระหนักรู้ ในปัจจุบัน

น.ส.พัชรินทร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้หญิงได้รับการยอมรับทั้งในด้านอาชีพ และสิทธิต่างๆ แต่ทั้งนี้ด้วยสรีระของผู้หญิง ที่ทำให้มีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อได้มากกว่า ดังนั้นความปลอดภัยของผู้หญิงจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะต้องร่วมกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแล ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องมีส่วนในการดูแลพื้นที่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไฟฟ้าส่องสว่าง กล้องวงจรปิด รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับใช้เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้เข้าร่วมโครงการ “ปักหมุด จุดเผือก” ภายใต้โครงการเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน รวมถึงภาคประชาชน นำไปปรับปรุงพื้นที่ให้ปลอดจากภัยคุกคามทางเพศ โดยเริ่มต้นจากสะพานเขียว เขตปทุมวัน เป็นพื้นที่นำร่องของโครงการ สร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งพื้นที่จุดเสี่ยงอันตราย โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบรับฟังข้อปัญหาข้อร้องเรียนต่าง ๆ จุดบอดจุดเสี่ยง รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ ในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน

ด้าน น.ส.กานต์กนิษฐ์ กล่าวว่า ขอเชิญชวนและรณรงค์ยุติความรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งสตรีและเด็ก เพราะที่ผ่านมาเราได้มีการศึกษา รับฟังข้อเสนอแนะจากหลายๆ ภาคส่วน ในประเด็นของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงและเด็ก ในฐานะที่เป็นโฆษกกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มเชื้อชาติพันธ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ น้อมรับในทุกข้อเสนอแนะ โดยจะนำประเด็นดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมาธิการฯต่อไป และในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ UN ได้ประกาศให้เป็น “วันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล” รวมทั้งมีมติครม. ประกาศให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงาต่อสตรีและเด็ก โดยจะดำเนินการตลอดเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้สังคมได้มีความตระหนัก และร่วมป้องกันขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรีให้หมดสิ้นไป โดยมีการติดริบบิ้นสีขาวนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้ชายติดเพื่อแสงถึงการ่วมต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อสตรี โดยการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อสตรี แต่ปัจจุบันได้ใช้สัญลักษณ์นี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เพื่อเป็นการร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงในครอบครัวด้วย โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน ไม่เป็นเพียงเฉพาะเหยื่อที่ได้รับความรุนแรงเท่านั้น แต่เมื่อได้รับความรุนแรง ก็จดจำและเรียนรู้ความรุนแรง ทำให้อาจเป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงในอนาคต ดังนั้นจึงอยากให้มาช่วยกันสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ ช่วยกันเป็นหูเป็นตา อย่ามองว่าไม่ใช่เรื่องของเรา และช่วยกันป้องกันปัญหาความรุนแรงโดยเริ่มจากตัวของเราเอง

ทั้งนี้ น.ส.กานต์กนิษฐ์ และ น.ส.พัชรินทร์ ยังได้ร่วมเดินรณรงค์ทั้งในสภาและประชาชน ให้ติดริบบิ้นสีขาวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในครั้งนี้

“ธนกร”ผงาดนั่งโฆษกพปชร.เต็มตัว เน้นสาระ-สร้างสรรค์ลุยโลกโซเชียล

People Unity News : “ธนกร”ผงาด นั่งโฆษกพปชร.เต็มตัว ขอบคุณ”อุตตม-กก.บห.”ไว้วางใจ ลั่นพร้อมทำงานเต็มที่ เน้นสาระ-สร้างสรรค์ เล็งลุยโลกโซเชียล จัดทัพรับการเมืองเข้มข้น

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงนามในหนังสือแต่งตั้งให้นายธนกร วังบุญคงชนะ เป็นโฆษกพรรคพลังประชารัฐ แทนนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ลาออกไปก่อนหน้านั้น

นายธนกร กล่าวว่า ขอขอบคุณนายอุตตม รวมถึงกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ที่ไว้วางใจและให้โอกาสตนเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ตนจะขอทำหน้าที่อย่างดีที่สุดให้สมกับความไว้วางใจ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนก็ทำหน้าที่ชี้แจงและให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพรรค คอยป้องกันส่วนได้ส่วนเสียของพรรคมาโดยตลอด ซึ่งจะเน้นการชี้แจงข้อเท็จจริง เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ไม่เน้นการตอบโต้รายวัน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความเข้มข้นขึ้น ดังนั้น ตนจะปรับยุทธศาสตร์การทำงานของทีมโฆษกพรรคใหม่ โดยเฉพาะการทำงานเป็นทีม เป็นระบบ และการทำงานในเชิงรุกอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งที่ผ่านมาก็ต้องขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกคนด้วย ที่ช่วยนำเสนอข่าวสารต่างๆ ของพรรคด้วยดีตลอดมา และหวังว่าสื่อมวลชนจะช่วยนำเสนอข้อมูลข่าวสารของพรรคต่อไป

กลับบ้านแล้ว! สมัชชาคนจนบุกทำเนียบฯ “เทวัญ”กล่อมอยู่หมัดแถมช่วยหิ้วกระเป๋าขึ้นรถ

People Unity : บทสรุปชื่นมื่น! วันนี้ดีเดย์ส่งสมัชชาคนจนกลับบ้าน “เทวัญ” เดินทางแถลงสรุปผลการแก้ไขปัญหา พร้อมส่งกลุ่มสมัชชาคนจนด้วยตนเอง

วันที่ 23 ต.ค.2562 เวลา 15.00 น. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายธงชัย ลืออดุลย์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางพบปะกลุ่มสมัชชาคนจนที่รวมตัวกันบริเวณถนนลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้รับรายงานว่ากลุ่มสมัชชาคนจนทยอยเก็บของเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ หลังจากได้รับทราบผลสรุปจากทางรัฐบาล ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แถลงสรุปผลการเจรจาแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน โดยมีเนื้อหาระบุ ดังนี้

1. รัฐบาลได้รับทราบปัญหาข้อร้องเรียนและข้อเสนอเชิงนโยบายของสมัชชาคนจน ซึ่งได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในทันที และจะขับเคลื่อนผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องต่อไป

2. รัฐบาลร่วมกับสมัชชาคนจนได้จัดทำบันทึกข้อตกลงซึ่งมีกรอบเวลาร่วมกันในการดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนและข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งจะได้นำผลการจัดทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวนำเรียนที่ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป

3. สำหรับข้อเสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของสมัชชาคนจนตามร่างคำสั่งที่สมัชชาคนจนเสนอไว้ จะได้เร่งดำเนินการนำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

4. สำหรับเรื่องที่สมัชชามีความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง คือ การผ่อนผันให้ทำกินในที่ดินเดิมของสมัชชาคนจนนั้น ในเรื่องนี้ได้มีบันทึกความเข้าใจระหว่างสมัชชาคนจนและรัฐบาล ซึ่งได้เห็นชอบตามความในบันทึกความเข้าใจดังกล่าวแล้ว และจะนำเรียนที่ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป

จากผลการแถลงพบกว่ากลุ่มสมัชชาคนจนมีความพอใจ และยืนยันจะทยอยเก็บของเดินทางกลับภูมิลำเนา ทั้งนี้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้สนับสนุนรถบัสจำนวน 12 คัน เพื่อส่งกลุ่มสมัชชาคนจนกลับภูมิลำเนา

 

“ชวน” เชื่อธรรมาภิบาลแก้ฉ้อฉลธุรกิจการเมืองยั่งยืน

People Unity News : 29 กันยายน 2565 ประธานรัฐสภาขอให้คนในสังคมยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลักดำเนินชีวิต เชื่อธรรมาภิบาลแก้ปัญหาทุจริตฉ้อฉลของธุรกิจการเมืองได้ยั่งยืน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นประธานพิธีมอบรางวัลการคัดสรรตัวอย่างสุจริต : สุจริตโมเดล ปี 2565 พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับผู้เข้ารับรางวัลตัวอย่าง : สุจริตโมเดล ว่า การคัดสรรตัวอย่างสุจริต : สุจริตโมเดล เป็นกิจกรรมที่ต่อยอดกิจกรรมการขับเคลื่อนแนวคิดบ้านเมืองสุจริตจากกิจกรรมประกวดคลิปวีดีโอ “บ้านเมืองสุจริต” ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสังคมของเรายังตระหนักในความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้คนในบ้านเมืองยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต

“ไม่ว่าการตระหนักรู้ จะเกิดขึ้นในกลุ่มใดก็ตาม นับเป็นพลังการขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยให้คนในสังคมยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลักในการดำเนินชีวิตทุกด้าน อันจะเป็นรากฐานที่สร้างความก้าวหน้าของบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง ผมมีความตั้งใจว่าจะส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการเมืองที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดหลักธรรมาภิบาล จะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาการทุจริตฉ้อฉลในรูปแบบธุรกิจการเมืองได้อย่างยั่งยืน” ประธานรัฐสภา กล่าว

นายชวน กล่าวว่า จากการสอบถามผู้ได้รับรางวัลได้ความว่าสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง จึงขอให้นำไปขยายผลสู่สังคมรอบข้างด้วย ซึ่งจะเป็นต้นทางแห่งการเป็นพลเมืองสุจริต อันจะเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนบ้านเมืองให้สุจริตได้อย่างทรงพลัง เพราะความไม่สุจริตคือวิกฤติของบ้านเมือง เราไม่สามารถนิ่งเฉยได้ จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกันทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง บ้านเมืองสุจริต

Advertisement

Verified by ExactMetrics