วันที่ 8 มิถุนายน 2026

กอช. ขานรับคำเตือนแบงก์ชาติ! ชูแนวทางออมสร้างภูมิคุ้มกัน ปิดรอยรั่วพฤติกรรม “ส้มตำยังผ่อน”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 พฤษภาคม 2569 กอช. ขานรับคำเตือนแบงก์ชาติ! เร่งแก้โจทย์คนไทย “เป็นหนี้เร็ว – ชำระหนี้นาน – แก่ไปหนี้ไม่จบ” ชูแนวทางออมสร้างภูมิคุ้มกัน ปิดรอยรั่วพฤติกรรม “ส้มตำยังผ่อน” ด้วยสมการออมก่อนใช้

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ยกระดับมาตรการสร้างวินัยการเงิน หลังแบงก์ชาติเตือน 50% ของคนไทย เริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย และเกษียณไปแล้วก็ยังเป็นหนี้อยู่ กอช. เร่งใช้กลไกการออมยืดหยุ่นและเงินสมทบจากรัฐ เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระยะยาวตามแนวทาง “รายได้ – เงินออม = รายจ่าย” หวังดึงเยาวชนและแรงงานนอกระบบออกจากวงจรหนี้

กอช. เผยสถานการณ์หนี้ที่น่ากังวลของคนไทย ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าตั้งแต่ปี 2556 รายจ่ายเฉลี่ยของคนไทยสูงกว่ารายได้มาโดยตลอด ส่งผลให้คนไทยติดกับดักหนี้ 3 มิติสำคัญ คือ

  1. หนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย 50% ของคนอายุต่ำกว่า 30 ปีเป็นหนี้แล้ว และ 1 ใน 5 ของคนอายุ 29 ปีเป็นหนี้เสีย (NPL)
  2. หนี้ไม่สร้างรายได้ สัดส่วนหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้อุปโภคบริโภคที่แก้ยาก
  3. หนี้จนตัวตาย คนไทยอายุ 60-79 ปี ยังแบกภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 3-4 แสนบาท ซึ่งหนี้เหล่านี้กำลังตกทอดสู่ลูกหลาน

กอช. แนะแนวทางการแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยมองว่ารากเหง้าของปัญหาคือ “การขาดวินัย และขาดตัวช่วยการออมที่เหมาะสม” ดังนี้

  1. ตัดวงจรหนี้เสียในกลุ่มเยาวชน เพื่อแก้ปัญหาที่คนอายุ 29 ปี เริ่มเป็นหนี้เสีย กอช. เชิญชวนให้นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงาน ใช้หลักการ “รายได้ – เงินออม = รายจ่าย” โดยออมกับ กอช. ขั้นต่ำเพียง 50 บาท ก่อนนำเงินไปใช้จ่าย เพื่อสร้างนิสัย “หยุดคิดก่อนจ่าย” และป้องกันพฤติกรรมการใช้จ่ายตามกระแสแพลตฟอร์ม หรือการผ่อนชำระสินค้าอุปโภคบริโภคเกินตัว
  2. แก้โจทย์ “แก่ไปหนี้ไม่จบ” ด้วยบำนาญตลอดชีพ จากข้อมูลพบว่า คนวัยเกษียณยังมีหนี้หลักแสน กอช. นำเสนอทางออกด้วยระบบเงินสมทบจากรัฐบาลสูงสุด 100% ตามช่วงอายุ ไม่เกินปีละ 1,800 บาท เพื่อให้เงินออมงอกเงยชนะหนี้สิน เงินส่วนนี้จะเป็น “เงินบำนาญ” ที่ช่วยเพิ่มรายได้หลังอายุ 60 ปี ซึ่งจะเข้าไปช่วยบรรเทาภาระใช้จ่าย ทำให้สมาชิกไม่ต้องกู้ยืมเพิ่มในวัยชรา และไม่ทิ้งภาระหนี้ไว้ให้ลูกหลาน
  3. สร้างตัวช่วยในสภาวะรายจ่ายสูง ตามที่ ธปท. เน้นย้ำเรื่องรายจ่ายที่สูงขึ้นจากค่าน้ำมันและค่าอาหาร กอช. จึงใช้นโยบาย “ออมยืดหยุ่น” ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง สมาชิกสามารถลดจำนวนเงินออมลงได้ตามความพร้อม แต่ไม่ควรงด เพื่อรักษาวินัยการเงินและรับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าในยุคที่แม้แต่ส้มตำยังผ่อนได้ วินัยการเงิน คือเกราะกำบังเดียวที่เรามี กอช. จึงขอเป็นเครื่องมือที่ทำให้สมการการออมเกิดขึ้นได้จริง แม้จะเริ่มเพียงหลักสิบ แต่ถ้าทำทันทีและต่อเนื่อง จะสามารถเปลี่ยนจากชีวิตที่ “รุงรังด้วยหนี้” เป็นชีวิตที่ “มั่งคั่งด้วยบำนาญ” ได้ในที่สุด

ทั้งนี้ กอช. พร้อมส่งเสริมการออมเพื่อสร้างบำนาญ ผ่านแอปพลิเคชัน กอช. และหน่วยรับสมัครทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชน “ปรับตัวให้เบาที่สุด” และก้าวข้ามวิกฤตหนี้ครัวเรือนไปได้อย่างยั่งยืน

“คุณออม รัฐช่วยออม คุณได้บำนาญ”

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม มาเป็นครอบครัวเงินออมได้ที่ : Line @nsf.th

ฝากติดตามข่าวสารและกิจกรรมของกองทุนการออมแห่งชาติได้ที่ :

  • Facebook: กองทุนการออมแห่งชาติ-กอช.
  • เว็บไซต์: www.nsf.or.th • แอปพลิเคชัน กอช.
  • สายด่วนเงินออม 02-0499000 ได้ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น.

Advertisement

รัฐบาลหนุนบริจาคเพื่อการแพทย์–สาธารณสุข–การศึกษา เพิ่ม 9 มูลนิธิ หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

26 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลหนุนบริจาคเพื่อการแพทย์–สาธารณสุข–การศึกษา เพิ่ม 9 มูลนิธิ หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ผ่าน e-Donation

วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าส่งเสริมให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาการแพทย์ การสาธารณสุข และการศึกษา ผ่านมาตรการภาษี โดยคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อเพิ่มเติมหน่วยรับบริจาครายใหม่ 9 แห่ง ที่ผู้บริจาคสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไปหักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า

รองโฆษกฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากมาตรการภาษีเดิมที่สนับสนุนการบริจาคให้แก่องค์กรและมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุข 27 แห่ง โดยครั้งนี้เพิ่มเติมหน่วยรับบริจาคอีก 9 แห่ง เพื่อให้การสนับสนุนครอบคลุมมากขึ้น ทั้งด้านการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน การสาธารณสุข และการศึกษา ได้แก่ มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา และมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค แต่เมื่อรวมกับรายการลดหย่อนลักษณะเดียวกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์ การศึกษา หรือกีฬา โดยมาตรการนี้ใช้สำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองว่าการพัฒนาระบบสุขภาพและการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมแรงของทุกภาคส่วน มาตรการภาษีนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริจาคผ่านระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปสู่ประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และโอกาสทางการศึกษาได้มากขึ้น

“มาตรการนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกภาษีเป็นแรงจูงใจให้สังคมร่วมกันลงทุนในสุขภาพและการศึกษาของคนไทย” รองโฆษกฯ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้านโยบายสำคัญ ดัน “อีสปอร์ต” เข้าสถานศึกษาทั่วประเทศ

21 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้านโยบายสำคัญ ดัน “อีสปอร์ต” เข้าสถานศึกษาทั่วประเทศ เปลี่ยนเกมเป็นเครื่องมือฝึกทักษะ สร้างเงิน สร้างอาชีพ พร้อมปั้นเด็กไทยสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกที่มีมูลค่ามหาศาล

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงความคืบหน้านโยบายสำคัญด้านการศึกษาว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการเตรียมเดินหน้ายกระดับการเรียนรู้ของเด็กไทยสู่โลกอนาคต ด้วยการผลักดัน “อีสปอร์ต” (E-Sports) เข้าสู่สถานศึกษาทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเตรียม “ทุนมนุษย์ดิจิทัล” รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และเป็นการเปิดมุมมองใหม่ต่อการศึกษาไทย ที่เชื่อมโยงทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจในอนาคต เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ในระยะแรกจะนำอีสปอร์ตเข้าสู่ ชมรม TO BE NUMBER ONE ในโรงเรียนทั่วประเทศก่อน เพื่อเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนได้ฝึกฝนใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ทักษะด้านเทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และการบริหารจัดการตนเอง พร้อมคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่การแข่งขันทั้งระดับโรงเรียน ระดับชาติ และระดับนานาชาติ จากนั้นจะต่อยอดสู่หลักสูตรการเรียนรู้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต  โดยรัฐบาลไม่ได้มองอีสปอร์ตในมิติของความบันเทิงเท่านั้น แต่มองเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่มีมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ และสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับเยาวชนไทยได้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า รัฐบาลมุ่งหวังจะเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของเด็กไทยจากการเรียนเพื่อจดจำ ไปสู่การเรียนเพื่อคิด วิเคราะห์ และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพ  ซึ่งเชื่อมั่นว่า เด็กไทยทุกคนมีศักยภาพ ขอเพียงเปิดเวที เปิดโอกาส และเปิดเครื่องมือที่เหมาะสม เด็กไทยก็พร้อมแข่งขันได้ในทุกสนามของโลกได้

Advertisement

“ศุภมาส” บุกคลองถม สั่งฟันโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน

20 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” บุกคลองถม สั่งฟันโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน อายัดสินค้าจำนวนมาก ลุยตรวจทั่วประเทศ ดันเป็น “สินค้าควบคุมฉลากเฉพาะ” และคุมเข้ม “สัญญาติดตั้ง”

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พร้อมด้วย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่ สคบ. ผู้แทนจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ผู้แทนจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และสภาองค์กรของผู้บริโภค ลงพื้นที่ตรวจสอบฉลากสินค้าโซลาร์เซลล์ ณ ศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สืบเนื่องจากความห่วงใยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคจากการใช้สินค้าและบริการที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมในหลายครัวเรือน แต่กลับพบปัญหาผู้บริโภคถูกหลอกให้ใช้อุปกรณ์และติดตั้งระบบไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยที่ผ่านมาได้สั่งการให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ และเลขาธิการ สคบ. เข้าร่วมประชุมหารือมาตรการกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

“ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ว่าจ้างผู้ประกอบการติดตั้งระบบการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาโซลาร์เซลล์ แล้วพบว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน อุปกรณ์ชำรุด เสี่ยงไฟไหม้ และค่าไฟไม่ลดลง สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค ดิฉันจึงสั่งการให้ สคบ. รวบรวมข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานเพื่อเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาดำเนินคดีแทนผู้บริโภค ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน สคบ. รับเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาแล้ว 156 เรื่อง ดำเนินการช่วยเหลือผู้บริโภคปิดเรื่องไปแล้ว 84 เรื่อง โดยมีมูลค่าที่ผู้ร้องเรียกค่าเสียหายรวมกว่า 40 ล้านบาท ส่วนที่เหลือกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุดคือ อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน รองลงมาคือ ใช้บริการแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่าปัญหาดังกล่าวกระทบพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง” นางสาวศุภมาส กล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบในวันนี้ ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่เราจะไม่หยุดเรียนเท่านี้  ดิฉันได้สั่งการให้ สคบ. บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปูพรมตรวจสอบอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่พบสินค้าโซลาร์เซลล์ที่ฉลากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่ระบุผู้นำเข้า ไม่มีคำเตือน เจ้าหน้าที่จะทำการยึดอายัดสินค้าตามที่กฎหมายกำหนดทันที และส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจมาตรฐานต่อไป รวมทั้งให้เรียกจะเรียกผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นผู้นำเข้าและผู้ขายมาให้ถ้อยคำ ต่อ สคบ. ภายใน 7 วัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 31 และ 52 กำหนดให้ผู้ขายสินค้าที่ไม่ติดฉลากหรือฉลากไม่ถูกต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ามีโทษหนักกว่า จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท นอกจากนี้ สคบ. จะขยายผลการลงพื้นที่ตรวจสอบในลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ

“ในระยะยาว สคบ. จะยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค โดยผลักดันให้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุมฉลากเป็นการเฉพาะ และยกระดับธุรกิจการติดตั้งระบบการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ให้เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรม รัฐบาลสนับสนุนพลังงานสะอาด แต่ต้องมาพร้อมกับมาตรฐาน ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองผู้บริโภค  สคบ. ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค  ในขณะเดียวกันเราจะไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการ ดิฉันขอฝากถึงผู้ประกอบการทุกราย ขายสินค้าต้องได้มาตรฐาน ติดฉลากให้ถูกต้อง หากเจอของไม่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบ ส่วนพี่น้องประชาชนก่อนซื้อหรือติดตั้งโซลาร์เซลล์ ขอให้ตรวจดูฉลากทุกชิ้น ดูผู้ผลิต ผู้นำเข้า แหล่งที่มา และหากมีเครื่องหมาย มอก. ด้วยจะจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ ที่สำคัญเก็บสัญญาและใบเสร็จไว้ให้ครบ อย่าหลงเชื่อของถูกผิดปกติ หรือโฆษณาออนไลน์ที่ไม่มีเอกสารรับรอง เพราะอาจเสียทั้งเงิน เสียทั้งทรัพย์สิน และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ดิฉันและ สคบ. จะลุยต่อ ตรวจต่อ จนกว่าตลาดโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยจะปลอดภัยและเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนทุกคน” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ประสบปัญหาจากการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด

Advertisement

ครม.เห็นชอบยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน 4 สาขา เพิ่มค่าจ้างตามทักษะ 550–650 บาท/วัน

19 พฤษภาคม 2569 ครม. เห็นชอบยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน 4 สาขา เพิ่มค่าจ้างตามทักษะ 550–650 บาท/วัน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ

วันนี้ (19 พ.ค. 69) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา จากเดิมที่กระทรวงแรงงานเคยกำหนดไว้แล้ว 141 สาขา รายละเอียดเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 29 มกราคม 2569 เพื่อให้แรงงานฝีมือได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมและเป็นธรรม จูงใจให้แรงงานพัฒนาฝีมือให้เป็นที่ยอมรับ เพิ่มหลักประกันรายได้ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ

โดยเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา สำหรับลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในแต่ละสาขาอาชีพและแต่ละระดับ ดังนี้

  1. สาขาช่างเชื่อมฟลักซ์คอร์

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน

  1. สาขาช่างเชื่อมมิก

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน

  1. สาขาช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Off Grid System)

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 560 บาท/วัน

  1. สาขาช่างบำรุงรักษาหุ่นยนต์อุตสาหกรรม

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 630 บาท/วัน

ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับ 90 วัน นับจากวันที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

Advertisement

ชวนคนไทยดูแลคนไร้ที่พึ่ง ผ่านโครงการ “ครอบครัวอุปการะ” รัฐสนับสนุนเงิน 5,000 บาท/คน/เดือน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลชวนคนไทยร่วมดูแลคนไร้ที่พึ่ง ผ่านโครงการ “ครอบครัวอุปการะ” รัฐสนับสนุนเงิน 5,000 บาท/คน/เดือน ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

วันนี้ (17 พฤษภาคม 2569) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายดูแลกลุ่มเปราะบางในสังคม โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ประกาศหลักเกณฑ์การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแบบครอบครัวอุปการะ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นที่พึ่งให้กับผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ด้วยการรับดูแลคนไร้ที่พึ่งภายในครัวเรือน ผ่านโครง “ครอบครัวอุปการะ”  โดยภาครัฐจะสนับสนุนเงินให้ 5,000 บาท/คน/เดือน ทั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งกระจายสิทธิประโยชน์จากภาครัฐให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรม ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า สำหรับผู้เข้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีคุณสมบัติ อาทิ อายุ 20 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง มีความประพฤติเหมาะสม มีที่อยู่อาศัยและความพร้อมในการดูแล รวมถึงไม่มีพฤติกรรมรุนแรง และสามารถทุ่มเทเวลาเอาใจใส่ผู้รับการอุปการะได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของสิทธิประโยชน์ รัฐบาลสนับสนุนค่าตอบแทนจำนวน 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน พร้อมจัดนักสังคมสงเคราะห์ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเป็นประจำทุกเดือน รวมถึงให้คำปรึกษาและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้สนใจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถยื่นคำขอได้ที่ศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ต่างจังหวัดสามารถติดต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานคุ้มครองต่าง ๆ ของรัฐ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน พม. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่เข้มแข็ง และลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

Advertisement

“ยศชนัน” ดึงหลักสูตรดัง “KOSEN” จากญี่ปุ่นสู่มหาวิทยาลัยไทย หวังปั้นกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 พฤษภาคม 2569 อว. ดึงหลักสูตรดัง “KOSEN” จากญี่ปุ่นสู่มหาวิทยาลัยไทย หวังปั้นกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย

วันนี้ (16 พฤษภาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ดร. ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลว่า ล่าสุดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ยกระดับความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ผลักดันการขยายหลักสูตร “KOSEN” เพื่อสร้างกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้านอวกาศ เซมิคอนดักเตอร์ และซินโครตรอน ต่อยอดสู่ New Growth Engine หรือ ของประเทศในระยะยาว

สำหรับ “KOSEN” นี้ คือโมเดลการศึกษาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ที่มุ่งผลิตบุคลากรสายเทคนิคระดับสูง เน้นการทำงานได้จริง ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยก่อนหน้านี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้หารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ถึงความร่วมมือในการขยายหลักสูตร KOSEN ระยะที่ 2 เข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาอีก 1–2 แห่ง พร้อมผลักดันการรับรองหลักสูตรให้เทียบเท่ามาตรฐานญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเยาวชนไทยในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก

นอกจากนี้ ไทยและญี่ปุ่นยังเดินหน้าขยายความร่วมมือในอีกหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยีอวกาศ การใช้ดาวเทียมและ IoT เพื่อเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลในการยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเตรียมทำบันทึกความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งลงทุนกับ “คน” และ “เทคโนโลยี” ควบคู่กัน โดยใช้การศึกษาและนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล และเตรียมประเทศให้พร้อมแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตบนเวทีโลก

Advertisement

เริ่มวันนี้ 16 พ.ค. กยศ.เปิดระบบ ให้ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมปีการศึกษา 2569 ผ่านระบบ Pre-Approve

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 พฤษภาคม 2569 เริ่มวันนี้ 16 พ.ค. กยศ.เปิดระบบ ให้ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมปีการศึกษา 2569 ผ่านระบบ Pre-Approve

วันนี้ (16 พฤษภาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อพัฒนาคนและพัฒนาชาติ โดยให้ความสำคัญกับการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดระบบ Pre-Approve เพื่อคัดกรองนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ ที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเคยได้รับทุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หรือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์มีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี และศึกษาในสาขาวิชาที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ หรือสาขาวิชาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการดูแลผู้ขาดโอกาสได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาที่ประสงค์จะขอกู้ยืมสามารถเข้าระบบ Pre-Approve ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน 2569 ส่วนระดับอุดมศึกษาสามารถเข้าระบบ Pre-Approve ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 – 13 กรกฎาคม 2569  ทางเว็บไซต์ www.studentloan.or.th หากผ่านคุณสมบัติและ กยศ. อนุมัติให้กู้ยืมแล้ว  ให้ยื่นคำขอกู้ยืมในระบบ DSL ต่อไป สำหรับผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเลื่อนชั้นปีในสถานศึกษาเดิม สามารถยืนยัน แบบเบิกเงินกู้ยืมในระบบ DSL ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

“ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ จะต้องเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ไม่เคยกู้ยืมเงินกองทุนมาก่อน หรือเคยกู้ยืมเงินมาก่อนและเปลี่ยนระดับการศึกษา รวมถึงผู้ที่เคยกู้ยืมเงินมาก่อนและเปลี่ยนสถานศึกษา โดยเตรียมความพร้อมในการเข้าระบบ Pre-Approve  ทั้งนี้ หลังจากที่นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ดำเนินการในระบบ Pre-Approve แล้ว เมื่อผ่านการอนุมัติให้กู้ยืมให้เข้าระบบ DSL เพื่อดำเนินการยื่นแบบคำขอกู้ยืมต่อไป กยศ. ขอให้นักเรียน นักศึกษาที่ประสงค์ขอกู้ยืมเงิน เตรียมความพร้อมและเอกสารให้ครบถ้วนตามกำหนดเวลา โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ https://www.studentloan.or.th/th/news/1767767963” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

รัฐบาลยกระดับคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถ–ลีสซิ่ง เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ 1 มิ.ย. 69 ดูแลดอกเบี้ย ค่าบริการ และสิทธิลูกค้าให้เป็นธรรม

15 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลยกระดับคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถ–ลีสซิ่ง เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ 1 มิ.ย. 69 ดูแลดอกเบี้ย ค่าบริการ และสิทธิลูกค้าให้เป็นธรรม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างครบวงจร

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศ ธปท. ที่ 55/2568 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในส่วนสำคัญตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

รองโฆษกฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายให้การให้บริการเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์–รถจักรยานยนต์มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น ครอบคลุมทั้งสถาบันการเงิน บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน

สาระสำคัญที่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้แก่ การกำหนดหลักเกณฑ์การเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการ เบี้ยปรับ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้สมเหตุสมผล ไม่ซ้ำซ้อน และไม่เอาเปรียบลูกค้า โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจภาระค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจทำสัญญา

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการคำนวณค่าบริการและเบี้ยปรับอย่างเป็นธรรม การคืนค่าบริการตามสัดส่วนกรณีลูกค้ายกเลิกบริการก่อนครบกำหนด การดูแลลูกหนี้ที่มีปัญหาชำระหนี้ และการกำหนดแนวปฏิบัติด้านการโฆษณาและการให้ข้อมูลที่ต้องไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระประชาชน ควบคู่กับการสร้างระบบสินเชื่อที่เป็นธรรมและยั่งยืน มาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองมากขึ้น ลดปัญหาการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไม่ชัดเจน และทำให้ธุรกิจเช่าซื้อ–ลีสซิ่งดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์ต่อเนื่อง

14 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์ต่อเนื่อง เปิดสถิติ 4 เดือนแรก ปี 69 พบ 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท ยอดคดีโกงเริ่มลดลง

วันนี้ (14 พฤษภาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดช่องทางการก่ออาชญากรรมที่สำคัญของขบวนการมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของรัฐบาล ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเผยผลการวิเคราะห์จำนวนคดีที่รับแจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงแผนประทุษกรรมของสแกมเมอร์ ตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 เมษายน 2569 ในวงรอบ 120 วัน พบว่า มีจำนวนคดี 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท ในระยะเวลาดังกล่าว ทีมวิเคราะห์ของศูนย์ ACSC พบว่ารูปแบบการหลอกลวง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

1.การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ จำนวนคดีสูงที่สุด 85,215 คดี คิดเป็น 69.9% ของคดีทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีอยู่ที่ 15,727 บาท โดยมีการผันผวนตามเทศกาล หรือฤดูซื้อของออนไลน์ จุดสูงสุดอยู่ที่เดือน มี.ค.2569 (มีจำนวน 22,908 คดี มูลค่าเสียหายรวม 353.3 ล้านบาท) ก่อนจะมีการปรับลดลงในเดือน เม.ย. (จำนวนคดี 20,823 คดี มูลค่าความเสียหาย 288.3 ล้านบาท) สะท้อนได้ว่ามาจาก seasonal-effect และผลของมาตรการเตือนภัย

2.กลุ่มหลอกลวงเชิงผลประโยชน์/ลงทุน สร้างมูลค่าความเสียหายสูงสุด 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของมูลค่าทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดี 166,449 บาท (ซึ่งสูงกว่ารูปแบบที่ 1 ราว 10 เท่า) แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ ม.ค. ซึ่งมีจำนวน 10,146 คดี และลดลงเหลือ 6,642 คดี ในเดือน เม.ย. เท่ากับลดลงประมาณ 34.5% ในระยะเวลา 4 เดือน สะท้อนผลของการปฏิบัติการของศูนย์ ACSC และการรับเรื่องของ AOC (ตัดข้อมูลติดต่อ) และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดต่อเนื่อง

3.กลุ่มการโจมตีทางเทคนิคเชิงรุก และคดีฉ้อโกงเทคโนโลยีอื่น ๆ เป็นภัยคุกคามที่ต้อง อาศัยทักษะทางเทคนิคของคนร้าย หากนับเชิงปริมาณ ถือว่า น้อยที่สุด มีจำนวนคดี 673 คดี คิดเป็น 0.55% แต่ค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อคดีกลับอยู่ที่ 211,686 บาท ถือว่าสูงที่สุด และเป็นภัยคุกคามขั้นสูง จากข้อมูลพบว่ารูปแบบนี้มีการขยายตัวอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในเดือน มี.ค. มีจำนวน 385 คดี มูลค่าความเสียหาย 87.7 ล้านบาท พบมาจากการ Phishing / Hacking ขนาดใหญ่ และคดี Ransomware ที่มีมูลค่าต่อคดีพุ่งสูง

“รัฐบาลขอเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อกดลิงก์หรือกรอกข้อความใดๆ ที่ส่งมาทางแอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มใดก็ตาม และอย่าหลงเชื่อหน่วยงานหรือใครก็ตามที่มีการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ต่างๆ ขอให้ทำการติดต่อสอบถามไปยังต้นสังกัดที่ถูกแอบอ้างก่อนทุกครั้ง ก่อนทำธุรกรรมใดๆ รวมไปถึงก่อนการลงทุนทุกครั้ง และขอให้ตรวจสอบไปที่ SEC Check first ก่อนทุกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทดังกล่าวมีจริงหรือไม่ และอย่าเพิ่งโอนเงินใดๆ หากยังไม่ได้ตรวจสอบบัญชีปลายทางให้ดี เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง ที่สำคัญ ขอให้มีสติ ไม่เชื่อ และไม่โอนเงิน เด็ดขาด” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

Advertisement

Verified by ExactMetrics