วันที่ 3 พฤศจิกายน 2026

1 ม.ค. 70 รถไฟฟ้าแรกเข้า 17 บาท สูงสุด 45 บาทต่อขา เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ

10 ตุลาคม 2569 “พิพัฒน์” กางแผนลดค่าครองชีพคนกรุง 1 ม.ค. 70 รถไฟฟ้าแรกเข้า 17 บาท สูงสุด 45 บาทต่อขา เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ ดันรถเมล์ EV 2,320 คัน เชื่อมตั๋วเดียว น้ำ – ล้อ – ราง

วันนี้ (10 ตุลาคม 2569) เวลา 09.05 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ว่า รัฐบาลเตรียมการเดินหน้าระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งเป้าเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อทำให้การเดินทางเชื่อมต่อกันง่ายขึ้นและลดภาระค่าเดินทางของประชาชน

โดยหัวใจสำคัญของระบบใหม่ คือค่าแรกเข้า 17 บาท และค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อ 1 ขาการเดินทาง แม้ผู้โดยสารจะต้องเปลี่ยนรถไฟฟ้าหลายสาย ก็ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำ โดยจะให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่บริหารระบบส่วนกลาง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ระบบตั๋วร่วมยังเตรียมรองรับการจ่ายผ่าน EMV หรือบัตรชำระเงินที่ใช้กันในระดับสากล นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้บัตรที่รองรับระบบดังกล่าวแตะเข้าใช้บริการรถไฟฟ้าได้ทันที ขณะเดียวกันธนาคารกรุงไทยจะเข้ามาดูแลระบบหลังบ้านและการคำนวณค่าโดยสารระหว่างผู้ให้บริการแต่ละรายด้วย

โดยจุดที่ต้องเร่งดำเนินการขณะนี้คือสายสีเขียว ซึ่งปัจจุบันใช้บัตร Rabbit กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างหารือว่าจะเชื่อมเข้าสู่ระบบ EMV ให้ทันวันที่ 1 มกราคม 2570 ได้อย่างไร เพราะสายสีเขียวถือเป็นแกนหลักที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสำคัญอื่น ทั้งสีม่วง สีน้ำเงิน และเส้นทางที่จะเปิดเพิ่มเติมในอนาคต

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ค่าเดินทางเป็นหนึ่งในรายจ่ายก้อนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ หลายคนต้องเสียวันละ 60 บาท 80 บาท หรือมากกว่า 100 บาท การกำหนดเพดานสูงสุด 45 บาทต่อขา จึงถูกวางเป็นเครื่องมือช่วยลดรายจ่ายโดยตรง ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น

กระทรวงคมนาคมยังคาดว่า เมื่อค่าโดยสารถูกลงและการเปลี่ยนสายสะดวกขึ้น จะจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ช่วยลดรถยนต์บนท้องถนน ลดความแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามไปด้วย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังมีอีกการเปลี่ยนแปลงในส่วนของรถเมล์ ขสมก. โดยในปี 2570 จะรับรถเมล์ EV จำนวน 1,520 คันในช่วงเดือน มีนาคม – พฤษภาคมและรับอีก 800 คันช่วงปลายเดือนธันวาคม รวมทั้งปี 2,320 คัน พร้อมตั้งเป้าให้รถ ขสมก. เปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดภายในสิ้นปี 2570

ทั้งนี้ รถเมล์ EV ชุดใหม่จะติดเครื่องปรับอากาศทั้งหมด มีพื้นที่สำหรับผู้ใช้วีลแชร์และทางลาดให้สามารถขึ้นรถได้สะดวก ขณะที่ผู้สูงอายุได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 50% นักเรียนและนักศึกษาลด 50% ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีไม่เสียค่าโดยสาร

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเตรียมปรับเส้นทางรถเมล์ใหม่ เพื่อให้สอดรับกับเมืองและชุมชนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่หลายเส้นทางวิ่งตามโครงข่ายเก่า จะปรับให้รถเมล์ทำหน้าที่เป็น Feeder รับผู้โดยสารจากชุมชนและถนนสายหลักเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า พร้อมกำหนดความถี่ว่าแต่ละเส้นทางควรมีรถเข้ามาในช่วงเวลากี่นาที

เป้าหมายของกระทรวงคมนาคม ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถเมล์และรถไฟฟ้า แต่ต้องการเชื่อมการเดินทางแบบ น้ำ – ล้อ – ราง เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน โดย Smart Pier ตั้งเป้าพัฒนาให้แล้วเสร็จ 16 จาก 29 ท่าเรือภายในไตรมาส 4 ปี 2570 และท่าใดพร้อมก่อนก็สามารถเชื่อมเข้าระบบตั๋วร่วมได้ทันที

นอกจากนี้ เรือคลองแสนแสบจะถูกนำเข้าสู่ระบบเช่นกัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางจากเรือต่อรถเมล์หรือต่อรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ลดความยุ่งยากจากการต้องใช้บัตรหรือระบบจ่ายเงินหลายแบบ และทำให้ภาพการเดินทางไร้รอยต่อเริ่มจับต้องได้มากขึ้นในปี 2570

ในด้านความปลอดภัย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีแผนทยอยแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟกับถนนในกรุงเทพฯ ชั้นใน ตั้งเป้าพยายามดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 ปี และสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

สำหรับการขนส่งสินค้า กระทรวงคมนาคมวางระบบรางเป็นแกนหลักในอนาคต ส่วนรถบรรทุกจะทำหน้าที่ Feeder ระยะไม่เกิน 150 กิโลเมตร จากโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่สถานีรถไฟ เพื่อเชื่อมเส้นทางเหนือ อีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และลดจำนวนรถบรรทุกบนถนนสายหลัก

“ภาพใหญ่ของการพัฒนาระบบคมนาคม ไม่ได้มองเฉพาะการสร้างรถไฟฟ้าหรือซื้อรถใหม่ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถเดินทางจากบ้าน เข้ารถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า หรือเรือได้สะดวกในระบบเดียวกัน พร้อมลดทั้งค่าใช้จ่าย เวลาเดินทาง และมลพิษจากภาคขนส่งในระยะยาว” นายพิพัฒน์ กล่าว

Advertisement

กรมการปกครองออกคำสั่งสั่งสำนักทะเบียนทั่วประเทศ ยกเว้น–ลดค่าธรรมเนียมทะเบียนและบัตรประชาชน 15 วัน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 ตุลาคม 2569 รัฐบาลเผยกรมการปกครองออกคำสั่งสั่งสำนักทะเบียนทั่วประเทศ ยกเว้น–ลดค่าธรรมเนียมทะเบียนและบัตรประชาชน 15 วัน ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย

วันนี้ (5 ตุลาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกส่งผลน้ำท่วมสูงและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ต่างจังหวัด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ทุกหน่วยงานเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ด้าน จนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย และพี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีหนังสือแจ้งจังหวัดทั่วประเทศ  เรื่อง มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบสาธารณภัย โดยกำชับจังหวัดทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร แจ้งสำนักทะเบียนอำเภอ และสำนักทะเบียนท้องถิ่นในพื้นที่ ดำเนินการ ยกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐและแก้ไขปัญหาด้านเอกสารสำคัญได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ทั้งนี้ การยกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมให้ดำเนินการเป็นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่มีประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหากมีเหตุจำเป็นสามารถขยายระยะเวลาได้อีก 15 วัน รวมไม่เกิน 30 วัน โดยให้จังหวัดและกรุงเทพมหานครประชาสัมพันธ์มาตรการดังกล่าวให้หน่วยงานและประชาชนในพื้นที่รับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ

“รัฐบาลเคียงข้างพี่น้องประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่  เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่วิกฤตอย่างต่อเนื่อง พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ และถุงยังชีพเข้าพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ปรับรูปแบบการเยียวยาผ่านระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 เพื่อให้ประชาชนได้รับการเยียวยาที่สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น“ นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

ประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 2569 รองรับน้ำท่วม–วาตภัย–แผ่นดินไหว วงเงินสูงสุดครัวเรือนละ 100,000 บาท

1 ตุลาคม 2569 นายกฯ เดินหน้าโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 2569 รองรับน้ำท่วม–วาตภัย–แผ่นดินไหว วงเงินสูงสุดครัวเรือนละ 100,000 บาท

วันนี้ (1 ตุลาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน Kick off ” โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน” ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล ผ่านระบบ Zoom โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดศูนย์บัญชาการทั่วประเทศและการดำเนินงานในพื้นที่ที่มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการแก้ไขปัญหาและดูแลประชาชน โดยรัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบจากภัยพิบัติที่มีต่อชีวิตและที่อยู่อาศัย จึงให้ความสำคัญทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ด้วยการจัดทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายของที่อยู่อาศัยทุกหลังคาเรือน เป็นการเพิ่มกลไกการช่วยเหลือผ่านการที่ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน

โครงการดังกล่าวเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน โดยปรับแนวทางจากการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดภัย ไปสู่การสร้างหลักประกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่ชัดเจนตามเงื่อนไขและเป็นธรรม ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจประกันภัย และภาคเอกชน ในการรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติ

รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูความเสียหายได้อย่างทันท่วงที พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และยกระดับจากการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดภัย ไปสู่การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและลดความกังวลเมื่อเกิดภัย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องศึกษาเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อสามารถชี้แจงแก่ประชาชนเกี่ยวกับขอบเขตความคุ้มครองและเงินที่สามารถนำไปใช้ซ่อมแซมความเสียหายจากภัยพิบัติ

ทั้งนี้ รายละเอียดสำคัญปรากฏอยู่ในคู่มือที่จัดทำขึ้น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องศึกษาอย่างละเอียดและเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งมุ่งให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองจากภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

สำหรับความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือน โดยไม่คำนึงถึงจำนวนสมาชิกภายในบ้าน และให้นับเป็น 1 ครัวเรือน การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจะพิจารณาตามความเสียหายที่ได้รับการประเมิน โดยมีเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันประเมิน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ อุทกภัย กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท และวงเงินเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 90,000 บาทต่อหลังคาเรือน ขณะที่ วาตภัย กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท โดยเมื่อรวมกับวงเงินส่วนที่เหลือแล้วไม่เกิน 100,000 บาท ส่วน แผ่นดินไหว กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท โดยมีวงเงินความคุ้มครองรวมไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นไปตามเงื่อนไขและการประเมินความเสียหายตามกรมธรรม์

ในกรณีที่เกิดน้ำท่วมล้อมพื้นที่เป็นระยะเวลาเกิน 7 วัน จนประชาชนไม่สามารถดำรงชีพได้ จะเข้าข่ายได้รับค่าชดเชย 10,000 บาท จากเดิมที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนดไว้ไม่เกิน 9,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 1,000 บาท ตามกลไกการจัดซื้อประกันภัยเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ ครอบคลุมความเสียหายต่อชีวิต อวัยวะ และการบาดเจ็บ รวมถึงกรณีเสียชีวิตจากผลกระทบของภัยพิบัติ ภายใต้วงเงินความคุ้มครอง 2 ล้านบาทต่อคน จึงจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบสิทธิและแนวทางการขอรับความคุ้มครองเมื่อประสบเหตุอุทกภัยหรือภัยพิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

สำหรับเงื่อนไขสำคัญ เหตุภัยพิบัติต้องเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการประกาศและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยต้องดำเนินการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองตามเงื่อนไขของประกันภัยที่รัฐบาลจัดทำให้ ทั้งนี้ โครงการดำเนินการเป็นรายปี ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนตุลาคม 2570 โดยค่าใช้จ่ายในการประกันภัยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับความรุนแรงและสถานการณ์ภัยพิบัติ

รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะร่วมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสียหาย พร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับทราบสิทธิและแนวทางการขอรับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเร่งดำเนินโครงการเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน พร้อมเร่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิ เงื่อนไขความคุ้มครอง และแนวทางการรับเงินช่วยเหลือให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อเพิ่มหลักประกันในการรับมือกับภัยพิบัติ บรรเทาภาระความเสียหาย และลดความกังวลของประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ

Advertisement

 

นายกฯ ตั้งวอร์รูม ปภ. ติดตามน้ำท่วมทุกเช้า สั่งทุกหน่วยบูรณาการข้อมูล เร่งช่วยเหลือประชาชนเต็มกำลัง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 กันยายน 2569 นายกฯ ตั้งวอร์รูม ปภ. ติดตามน้ำท่วมทุกเช้า สั่งทุกหน่วยบูรณาการข้อมูล เร่งช่วยเหลือประชาชนเต็มกำลัง

วันนี้ (30 กันยายน 2569) เวลา 09.30 น. ณ ห้องบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อาคาร 3 ชั้น 5 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงข้อมูลจากทั่วประเทศเป็นประจำทุกเช้า เพื่อรับทราบสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการของแต่ละจังหวัด และสามารถสั่งการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานและบูรณาการทุกหน่วยงาน พร้อมจัดตั้งวอร์รูม ณ ปภ. และประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน เวลา 08.00 น. โดย ปภ. รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานและพื้นที่ต่าง ๆ เสนอต่อที่ประชุม เพื่อรับข้อสั่งการและเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในจังหวัดพื้นที่ประสบภัยจะเร่งประชาสัมพันธ์และแจ้งข้อมูลสถานการณ์ให้ประชาชนทราบ พร้อมขอบคุณประชาชนที่มีความเข้าใจและอดทนต่อสถานการณ์ โดยการลงพื้นที่ทำให้ได้รับทราบความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนโดยตรง ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ไฟฟ้า และการช่วยเหลือด้านต่างๆ ซึ่งจากช่วงแรกที่บางพื้นที่ประสบปัญหาความช่วยเหลือไม่เพียงพอ ขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย และสามารถเข้าไปดูแลประชาชนได้เพียงพอมากขึ้น

สำหรับการบริหารจัดการน้ำ บางพื้นที่ยังไม่สามารถระบายน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากพื้นที่โดยรอบยังมีระดับน้ำสูง จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสานและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการและระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยไม่เพิ่มผลกระทบต่อพื้นที่อื่น

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ในสถานการณ์พิเศษ ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเต็มที่ เพื่อแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงาน โดยจะเร่งระดมทุกภาคส่วนช่วยเหลือประชาชนและเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

Advertisement

นายกฯ เตรียมงบกลาง 4,000 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมทั่วประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 กันยายน 2569 นายกฯ เตรียมงบกลาง 4,000 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมทั่วประเทศ มีผู้แทน ครม. กำกับรายภาค–เร่งสูบน้ำ ฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมเดินหน้าโครงการคลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย

วันที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วมว่า รัฐบาลเตรียมใช้งบกลางที่เหลืออยู่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งได้กันสำรองไว้สำหรับการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน คาดว่าจะเพียงพอสำหรับการเยียวยา รวมถึงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร โดยการให้ความช่วยเหลือจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อมูลความเสียหายที่พื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขึ้นมา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการบริหารสถานการณ์อุทกภัยและภัยธรรมชาติ รัฐบาลได้กำหนดผู้รับผิดชอบกำกับติดตามสถานการณ์ในแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลพื้นที่ภาคกลาง รองนายกรัฐมนตรียศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ดูแลภาคเหนือ รองนายกรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ดูแลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุชาติ ชมกลิ่น ดูแลภาคตะวันออก พร้อมทั้งมีการแต่งตั้งเพิ่มเติมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นผู้แทนคณะรัฐมนตรีกำกับดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะทำหน้าที่กำกับดูแล ประสานงาน และดำเนินการแก้ไขปัญหาในนามนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีความชัดเจน สามารถประสานและสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย กรอบวงเงินโครงการกว่า 160,000 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการ 8 ปี ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมทั้งสามารถใช้พื้นที่บางส่วนเป็นแหล่งกักเก็บน้ำหรือแก้มลิงตามธรรมชาติ เพื่อบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนและเพิ่มน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้จะมีการประชุมเพื่อหารือการปรับหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพื่อเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการจัดทำพื้นที่แก้มลิงสำหรับกักเก็บและผันน้ำ รวมถึงสามารถนำน้ำที่กักเก็บไว้ไปใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้ โดยจะมุ่งให้การลงทุนด้านการบริหารจัดการน้ำสามารถสร้างประโยชน์ได้ทั้งในช่วงฤดูน้ำหลากและฤดูแล้ง ในส่วนของแหล่งงบประมาณ จะมีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง รวมถึงพิจารณาการใช้เงินกู้ตามกรอบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณภาคเอกชน อาสาสมัคร และหน่วยกู้ภัยที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย พร้อมระบุว่า รัฐบาลได้ระดมการจัดหาอาหารแห้ง ถุงยังชีพ และอาหารปรุงสุก ทั้งการสั่งซื้อ การจัดตั้งโรงครัว และการจัดรถประกอบอาหารลงพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง ได้เร่งกระจายอาหารและสิ่งของจำเป็นเข้าไปให้ประชาชนแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้เชิญว่าที่ปลัดกรุงเทพมหานครและอธิบดีกรมชลประทานมาร่วมวางแผน เพื่อเร่งสูบน้ำและผันน้ำออกจากพื้นที่ให้มากที่สุด ส่วนการเปิดพื้นผิวถนนจะดำเนินการเร็วที่สุด

Advertisement

นายกฯ เรียกประชุมด่วนแก้น้ำท่วม กทม. สั่งระดมทุกหน่วยเร่งระบายน้ำ–เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กันยายน 2569 นายกฯ เรียกประชุมด่วนแก้น้ำท่วม กทม. สั่งระดมทุกหน่วยเร่งระบายน้ำ–เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ ย้ำ “จุดเดือดร้อนหนักต้องช่วยก่อน” พร้อมสั่งเตรียมงบเยียวยาเบื้องต้น

วันนี้ (28 กันยายน 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมติดตามมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการกำลังและทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เร็วที่สุด

การประชุมครั้งนี้มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์) เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการการทำงานแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเป็นเอกภาพ โดยให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์หลัก (Single Command) ในพื้นที่ เพื่อให้การสั่งการและการบริหารจัดการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมย้ำภารกิจเร่งด่วนที่สุด คือ “เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด” และให้จัดลำดับความสำคัญเข้าช่วยเหลือพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหนัก รวมถึงพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นเป็นลำดับแรก

นายกรัฐมนตรีระบุว่า สถานการณ์ครั้งนี้มีปริมาณน้ำจำนวนมากและอยู่ในระดับรุนแรง จึงต้องใช้กำลังและเครื่องมือจากทุกหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมสั่งการให้เร่งระดมเครื่องผลักดันน้ำ เครื่องสูบน้ำ และอุปกรณ์ที่จำเป็น เข้าไปเสริมในพื้นที่และจุดระบายน้ำสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยเร็ว

สำหรับการดูแลประชาชน นายกรัฐมนตรีกำชับเป็นพิเศษให้กรุงเทพมหานคร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะผู้ที่ยังขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น รวมถึงกลุ่มเปราะบางและประชาชนในพื้นที่ที่ความช่วยเหลือยังเข้าไปไม่ถึง

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จากการลงพื้นที่พบประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วยตนเอง เห็นถึงความยากลำบากและความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย จึงขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเร่งทำงานอย่างเต็มกำลัง ไม่ปล่อยให้มีพื้นที่ใดหรือประชาชนกลุ่มใดตกหล่นจากการช่วยเหลือ โดยนอกจากภารกิจเร่งระบายน้ำแล้ว การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในระหว่างที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลายต้องดำเนินการควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงหลักเกณฑ์และแนวทางการเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมและเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

“นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้น้ำลดเร็วที่สุด และทำอย่างไรให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนโดยเร็ว ทั้งยังสั่งการให้มีการเตรียมงบประมาณเบื้องต้น เพื่อเตรียมการสำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกัน ขอให้ทุกหน่วยงานต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดูแลอาหาร น้ำดื่ม และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเต็มที่ เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ การช่วยเหลือที่รวดเร็วและเข้าถึงประชาชนคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

Advertisement

พม. จัดงานวันผู้สูงอายุสากล 2569 จับมือทุกภาคส่วน ออกแบบสังคมเพื่อชีวิตที่ยืนยาวของคนทุกช่วงวัย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กันยายน 2569 พม. จัดงานวันผู้สูงอายุสากล 2569 โชว์ศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม พร้อมจับมือทุกภาคส่วน ออกแบบสังคมเพื่อชีวิตที่ยืนยาวของคนทุกช่วงวัย

วันที่ 24 กันยายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.)  มอบหมาย  ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันผู้สูงอายุสากล ประจำปี 2569” (International Day of Older Persons 2026) ภายใต้แนวคิดสากล “ยุคแห่งอายุยืนยาว: การทบทวนและปรับเปลี่ยนระบบเพื่อชีวิตที่ยืนยาวขึ้น” (The Age of Longevity : Rethinking Systems for Longer Lives) เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วนในการรองรับประชากรโลกที่มีอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ โดยมี นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. , นายภูร์ผา ไทยแท้ โฆษกกระทรวง พม. (ฝ่ายการเมือง) , นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย , ศ.พญ. จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ ฮีโร่นวัตกรรม นำภูมิปัญญาสู่สากล และผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมประชาบดี ชั้น 19 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ดร.เอนกชัย กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันผู้สูงอายุสากล” เพื่อให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงคุณค่า ศักดิ์ศรี สิทธิ และบทบาทสำคัญของผู้สูงอายุ สำหรับในปี 2569 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดแนวคิดหลักคือ “The Age of Longevity : Rethinking Systems for Longer Lives” หรือ “ยุคแห่งอายุยืนยาว : การทบทวนและปรับเปลี่ยนระบบเพื่อชีวิตที่ยืนยาวขึ้น” เพื่อขับเคลื่อนการทำงานและการเตรียมความพร้อมของสังคมในทุกมิติต่างอย่างยั่งยืน

ดร.เอนกชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2569 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลักสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพเพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีและยืนยาวอย่างมีคุณภาพ การสร้างความมั่นคงทางการเงินและระบบคุ้มครองทางสังคม การเปิดโอกาสให้ตลาดแรงงานมีความครอบคลุมเพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพได้มีส่วนร่วมในการทำงานและการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง และการรักษาศักดิ์ศรีความเท่าเทียมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมสูงวัยที่ยั่งยืน สำหรับงาน “วันผู้สูงอายุสากล ประจำปี 2569” (International Day of Older Persons 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 25 กันยายน 2569 โดยมีกิจกรรมสำคัญมากมาย อาทิ การอ่านสารเนื่องในวันผู้สูงอายุสากล, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุระหว่างกรมกิจการผู้สูงอายุกับสถานประกอบการ และการแถลงข่าว Senior Star Thailand 2026

“งาน “วันผู้สูงอายุสากล ประจำปี 2569”   นับเป็นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ใช้ศักยภาพและความสามารถในการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ ขอให้ทุกภาคส่วนเปลี่ยนมุมมองจาก “เตรียมสังคมเพื่อรองรับผู้สูงอายุ” ไปสู่การ “ร่วมกันออกแบบสังคมสำหรับชีวิตที่ยืนยาวของคนทุกช่วงวัย” ดร.เอนกชัย กล่าวย้ำ

Advertisement

คมนาคมเอาจริง 1 ต.ค. นี้ ยกระดับบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กันยายน 2569 “คมนาคมเอาจริง” 1 ต.ค. นี้ ยกระดับบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถ ชู “สมุดพก App” ยกระดับบริการ-สร้างความปลอดภัย – แข่งขันอย่างเป็นธรรม

วันนี้ (24 กันยายน 2569) เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคาร 1 กรมการขนส่งทางบก นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมยกระดับรถรับจ้างผ่านระบบแอปพลิเคชัน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป  โดยมีนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วยผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน 8 ราย ได้แก่ Grab, Bolt, inDrive, TADA, MAXIM, LINE MAN, Lalamove และ FINGOGO เข้าร่วมประชุม เพื่อยกระดับการให้บริการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย มีคุณภาพ และสามารถตรวจสอบได้ ควบคู่กับการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมภายใต้กติกาเดียวกัน นับจากการประกาศเจตจำนงความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทั้ง 8 ราย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดความตื่นตัวของผู้ขับรถในการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจน โดยจำนวนการออกใบอนุญาตขับรถสาธารณะใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ จากเฉลี่ย 2,915 ใบต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,839 ใบต่อเดือน ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ จากเฉลี่ย 2,271 ใบต่อเดือน เพิ่มเป็น 9,383 ใบต่อเดือน หรือกว่า 3 เท่าตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือที่ผ่านมาเกิดผลเป็นรูปธรรม

แต่การดำเนินงานจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป กระทรวงคมนาคมจะยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น ทั้งกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ผู้ขับรถ และรถที่นำมาให้บริการ ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งโทษจะแตกต่างกันไปตามฐานความผิด และอาจมีทั้งโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะนำมาตรการ “สมุดพก App” มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับและติดตามการดำเนินงานของผู้ให้บริการแอปพลิเคชันอย่างเป็นระบบ โดยจะบันทึกและติดตามกรณีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น การจ่ายงานให้ผู้ขับรถที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ หรือการจ่ายงานให้รถที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้แต่ละแพลตฟอร์มมีส่วนรับผิดชอบในการตรวจสอบผู้ขับรถและรถก่อนนำเข้าสู่ระบบให้บริการ มาตรการดังกล่าวจะทำให้ภาครัฐสามารถติดตามผลการดำเนินงานของแต่ละแอปพลิเคชันได้อย่างต่อเนื่อง และใช้ประกอบการดำเนินมาตรการทางกฎหมายและทางปกครองตามระดับของการฝ่าฝืน ตั้งแต่การตักเตือน การระงับการให้บริการ ไปจนถึงการยกเลิกการรับรองแอปพลิเคชันในกรณีที่มีการฝ่าฝืนอย่างต่อเนื่องหรือไม่ดำเนินการแก้ไข พร้อมประสานสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเสริมว่า ก่อนเข้าสู่การบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวด กรมการขนส่งทางบกได้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งรถและผู้ขับรถสามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกด้านการขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ทั้งการขยายเวลาให้บริการเป็นกรณีพิเศษ และการประสานผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเพื่อนัดหมายผู้ขับรถเข้าดำเนินการขอรับใบอนุญาตเป็นกลุ่มเพื่อให้ผู้ขับรถสามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องก่อนเริ่มยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

“กรมการขนส่งทางบกพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง แต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 1 ตุลาคมแล้ว การให้บริการจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานเดียวกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ารถทุกคันและผู้ขับรถทุกคนที่ให้บริการมีความถูกต้อง ปลอดภัย และตรวจสอบได้” อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกล่าว

ทั้งนี้การดำเนินมาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้รับบริการที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และสามารถตรวจสอบได้ ควบคู่กับการสร้างความรับผิดชอบของผู้ให้บริการแอปพลิเคชันในการดูแลรถและผู้ขับรถในระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย และส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม โปร่งใส ภายใต้กติกาและมาตรฐานเดียวกัน โดยมุ่งให้เกิดความสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัยของประชาชน ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม และความเป็นธรรมในการแข่งขัน” เพื่อยกระดับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันให้เป็นบริการขนส่งสาธารณะที่มีมาตรฐานและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนอย่างยั่งยืน

Advertisement

“บ้านมั่นคงชายแดน” ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด ปรับที่ดินความมั่นคงสร้างบ้าน-เยียวยาทหารบาดเจ็บครบวงจร

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 กันยายน 2569 รัฐบาลดันโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด ปรับที่ดินความมั่นคงสร้างบ้าน-เยียวยาทหารบาดเจ็บครบวงจร

วันนี้ (19 ก.ย. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ชายแดน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำแผนบูรณาการความมั่นคงแบบองค์รวม มีเป้าหมายระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2574 ซึ่งในปี 2570 จะดำเนินการนำร่องใน 5 จังหวัด 21 ชุมชน ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ความยากจน และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่

ทั้งนี้ ในการดำเนินงานจะมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักในพื้นที่จังหวัดชายแดน โดยเตรียมพิจารณานำที่ดินในกำกับดูแลของฝ่ายความมั่นคง มาใช้ประโยชน์ ด้วยการจัดสรรและพัฒนาเป็นโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” โดยให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. มาร่วมวางผังและให้หน่วยทหารร่วมลงแรงพัฒนา ก่อสร้าง ปรับปรุงบ้านเรือน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน และเปลี่ยนแนวกันชนให้เป็นชุมชนเข้มแข็งให้ครบทั้ง752 ชุมชน ใน 26 จังหวัดชายแดน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังบูรณาการฐานข้อมูลกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เพื่อจัดทำแพ็กเกจช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารพรานยากจนรายครัวเรือน ทั้งการปรับปรุงบ้านพักอาศัย การสนับสนุนทุนประกอบอาชีพแก่คู่สมรส และการจัดสวัสดิการสุขภาวะ เพื่อคืนเกียรติยศและสร้างความมั่นคงให้กลุ่มคนเหล่านี้

ขณะเดียวกันจะมีการฟื้นฟูเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและกลุ่มเปราะบาง ด้วยการนำนวัตกรรมด้านการดูแลคนพิการและการออกแบบสภาพแวดล้อมตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาปรับใช้กับบ้านพักของทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากภัยสงคราม พร้อมฟื้นฟูสภาพจิตใจ ฝึกอบรมทักษะอาชีพใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ตลอดจนดูแลผู้สูงอายุติดเตียงและเด็กด้อยโอกาสในชุมชนชายแดน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงกลาโหม จะเร่งจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อสรุปแผนงาน กรอบงบประมาณ แนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน และพื้นที่นำร่องให้ชัดเจน ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเห็นชอบในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อความมั่นคง และเดินหน้าตามความร่วมมือของทั้ง 2 กระทรวงในทันที

Advertisement

ปลดล็อกศักยภาพที่ดินทั่วไทย! “มท.3” มอบกรมโยธาฯ ขยายผล ‘จัดรูปที่ดิน’ ครบทุกจังหวัด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 กันยายน 2569 มท.3 “เจเศรษฐ์ ” นั่งหัวโต๊ะคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ปี 69 เห็นชอบปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ ย้ำเดินหน้าขับเคลื่อนงานจัดรูปที่ดินฯ ครอบคลุม 76 จังหวัด แก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันนี้ (18 ก.ย. 69) เวลา 13.30 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ครั้งที่ 71 – 1/2569 โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดรูปที่ดินฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 2101 อาคาร 2 ชั้น 1 กรมโยธาธิการและผังเมือง ถนนพระราม 9 และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะประธานกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ได้มอบหมายให้ตนทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ในวันนี้ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 เห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ ผศ.ปูรณ์ ขวัญสุวรรณ ผู้แทนสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย นายโชคชัย บรรลุทางธรรม ผู้แทนสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย นายวราพงษ์ เกียรตินิยมรุ่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมและจัดรูปที่ดินไทย และนายอนวัช สุวรรณเดช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางผังเมืองและการจัดรูปที่ดิน ซึ่งทั้ง 4 ท่านมาร่วมขับเคลื่อนงานจัดรูปที่ดินฯ ในฐานะคณะกรรมการฯ เป็นครั้งแรก ในวันนี้

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ขอให้ทุกท่านช่วยเร่งรัดการดำเนินงานให้มีความพร้อมครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด พร้อมย้ำว่า “การจัดรูปที่ดินต้องไม่ใช่เพียงการจัดแปลงที่ดินให้เป็นระเบียบ แต่ต้องมองไปถึงการ “จัดระบบพื้นที่” เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมจะสามารถรองรับโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน การประกอบอาชีพ และการเติบโตของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากพื้นที่ใดมีข้อจำกัดหรือมีปัญหาในส่วนที่ตนสามารถเข้าไปช่วยผลักดันได้ ก็พร้อมที่จะเร่งรัดและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม”

“ขอให้เร่งกำหนดแผนงาน จัดการประชุม และเร่งสรุปผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดโดยเร็ว พร้อมนำหลักการจัดรูปที่ดินไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะ การพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรม การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อให้การจัดรูปที่ดินไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาเมือง การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในระยะยาว ซึ่งตนมีแผนที่จะลงพื้นที่ คงจะได้ร่วมกันทำงานต่อไปในวันข้างหน้า และในโอกาสนี้ขอแสดงความยินดีต้อนรับคณะกรรมการทุกท่านสำหรับการพบกันในครั้งแรกนี”

สำหรับการประชุมฯ ในครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้ร่วมกันพิจารณาการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ 1) การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์และมาตรฐานการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ และ 2) การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและอุทธรณ์เกี่ยวกับการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ดำเนินต่อไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินฯ และรายงานการเงินกองทุนจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

สำหรับคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานร่วมกับกรรมการรวม 28 คน มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย อนุมัติแผนแม่บท ออกระเบียบเกี่ยวกับการเงินและกองทุน ตลอดจนวินิจฉัยปัญหาและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ในขณะเดียวกันยังได้รายงานความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

ปัจจุบันโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการแล้ว 73 โครงการใน 54 จังหวัด โดยแบ่งเป็นกลุ่มตามสถานะขั้นตอนการดำเนินงาน นอกจากนี้ ได้กำหนดทิศทางในอนาคตเพื่อสร้างเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน ด้วยการตั้งเป้าขยายผลให้มีโครงการครบทุกจังหวัด สนับสนุนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและภาคประชาชน พัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐาน รวมถึงอยู่ระหว่างการผลักดันให้มีการเพิ่มหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอื่น ๆ ให้สามารถเป็นผู้ดำเนินการจัดรูปที่ดินได้มากขึ้น เพื่อการพัฒนาเมือง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพประชาชน

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics