วันที่ 7 สิงหาคม 2026

ชัดเจนแล้ว! นายกฯ อนุทิน ระบุ เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 มิถุนายน 2569 นายกฯ อนุทิน เล็งขายตรง EEC ดึงการลงทุนทั่วโลก มั่นใจศักยภาพและความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

วันนี้ (วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569) เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ พร้อมเป็น “เซลแมน” ทำการตลาดให้ EEC

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง ศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาด (marketing) ให้กับเขต EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จนพร้อมแล้ว  จังหวะต่อไปนี้ คือ การตลาด เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ซึ่งผมจะขอสวมบทบาทนักการตลาดให้กับประเทศ  เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะ เจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ นักลงทุน และภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง หลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด

Advertisement

“ศุภมาส” ดัน Lemon Law ผ่าน ครม. พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าชำรุด-เสียหาย คนขายต้องรับผิดชอบทันที

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 มิถุนายน 2569 สิ้นสุดการรอคอย กว่า 10 ปี! “ศุภมาส” ดัน Lemon Law ผ่าน ครม. พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าชำรุด-เสียหาย คนขายต้องรับผิดชอบทันที

วันนี้ (16 มิถุนายน 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือ กฎหมาย Lemon Law ตามที่ สคบ. เสนอ เพื่อส่งให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และได้มอบหมายหมาย ให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามความคืบหน้า ตามที่ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. เป็นผู้รับผิดชอบในการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าแล้วพบปัญหาความชำรุดบกพร่องมักต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าสินค้ามีปัญหาตั้งแต่ต้น ขณะที่การรับประกันสินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ผู้ขายกำหนด หลายกรณีผู้บริโภคต้องนำสินค้าเข้าซ่อมซ้ำหลายครั้งโดยไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน และหากต้องการใช้สิทธินอกเหนือจากการซ่อมแซม ก็จำเป็นต้องดำเนินคดีในชั้นศาล ทำให้เสียเวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง กฎหมายฉบับนี้จึงเปลี่ยนหลักการสำคัญจากเดิมที่ผู้บริโภคต้องพิสูจน์เอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากสินค้าเกิดความชำรุดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้าชำรุดมาตั้งแต่วันส่งมอบ เว้นแต่ผู้ขายจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากความรับผิดชอบของตน

สำหรับสินค้าทั่วไป หากพบความชำรุดภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ ให้สันนิษฐานว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่องตั้งแต่ต้น ส่วนรถยนต์กำหนดระยะเวลา 1 ปี ขณะที่ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับการเยียวยา 4 รูปแบบ ได้แก่ การซ่อมแซม การเปลี่ยนสินค้า การลดราคา หรือการเลิกสัญญา ตามลักษณะและความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดกรอบเวลาการซ่อมแซมที่ชัดเจน โดยสินค้าทั่วไปและรถจักรยานยนต์ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ต้องแล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับมอบสินค้าไว้ซ่อม หากผู้ขายไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้บริโภคมีสิทธิขอลดราคา บอกเลิกสัญญา หรือเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้

ในกรณีที่พบข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ ผู้บริโภคมีสิทธิขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที โดยสินค้าทั่วไปสามารถใช้สิทธิได้ภายใน 7 วัน ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้สิทธิได้ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า ขณะที่รถยนต์ซึ่งมีข้อบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ขายต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ

“กว่า 10 ปีที่ผู้บริโภครอคอยกฎหมายฉบับนี้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบคุ้มครองผู้บริโภคไทย จากเดิมที่ประชาชนต้องรับภาระพิสูจน์ความบกพร่องของสินค้าเอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นเมื่อสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรมรวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย และไม่ต้องเผชิญกระบวนการทางกฎหมายที่ยุ่งยากเหมือนที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภคไทย ลดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาคุณภาพสินค้า และส่งเสริมการแข่งขันด้านคุณภาพและนวัตกรรม ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแล้ว โดยครอบคลุมการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค รวมถึงการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเอง ตลอดจนสัญญาเช่าซื้อ สัญญาซื้อขายโดยมีผู้ให้สินเชื่อและสัญญาแลกเปลี่ยน แต่ไม่รวมสินค้าใช้แล้ว สัตว์มีชีวิต และการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง

“ต่อไปนี้ หากซื้อรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วพบว่าสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะไม่ต้องทนซ่อมซ้ำซากหรือรับภาระพิสูจน์ด้วยตนเองอีกต่อไป เพราะกฎหมายจะกำหนดสิทธิและหน้าที่ของทุกฝ่ายไว้อย่างชัดเจน นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนผู้บริโภคทั่วประเทศ” นางสาวศุภมาส กล่าว

ผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ OCPB.go.th และศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ

Advertisement

 

รัฐบาลลุยต้านแรงงานเด็ก จับมือเอกชนสร้างงานปิดเทอม 10,000 อัตรา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเดินหน้าต้านแรงงานเด็ก จับมือ 56 สถานประกอบการ สร้างงานปิดเทอม 10,000 อัตรา คุมเข้มห้ามจ้างเด็กต่ำกว่า 15 ปี เปิดโอกาสเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ คุ้มครองเด็กตามมาตรฐานสากล

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก (World Day Against Child Labour) วันที่ 12 มิถุนายนของทุกปี รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการใช้แรงงานที่ไม่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ และโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาการใช้แรงงานเด็กยังคงเป็นความท้าทายของหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การยูนิเซฟ ระบุว่า ปัจจุบันยังมีเด็กกว่า 138 ล้านคนทั่วโลกอยู่ในภาวะแรงงานเด็ก และกว่า 54 ล้านคนทำงานในสภาพที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและพัฒนาการ สะท้อนให้เห็นว่าการปกป้องสิทธิเด็กยังเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความเปราะบางของเด็กในครอบครัวแรงงานข้ามชาติ และเด็กไทยบางส่วนที่ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควรจากข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพครอบครัว

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการมีงานทำสำหรับนักเรียนและนักศึกษาช่วงปิดภาคเรียน ผ่านความร่วมมือกับสถานประกอบการชั้นนำกว่า 56 แห่งทั่วประเทศ รองรับตำแหน่งงานมากกว่า 10,000 อัตรา เพื่อให้เยาวชนมีรายได้และประสบการณ์ทำงานที่เหมาะสมภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ เพื่อยกระดับจากแรงงานไร้ฝีมือสู่แรงงานมีฝีมือ การบูรณาการความร่วมมือกับสถานศึกษาในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงการส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิแรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้เยาวชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพและมีรายได้ที่มั่นคงในอนาคต

ในด้านการคุ้มครองสิทธิ กระทรวงแรงงานยังคงบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยห้ามนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าทำงานอย่างเด็ดขาด ส่วนเด็กอายุระหว่าง 15-17 ปี สามารถทำงานได้เฉพาะงานที่กฎหมายกำหนด และต้องได้รับการคุ้มครองด้านสวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการทั่วประเทศประกาศตนเป็นสถานประกอบกิจการปลอดแรงงานเด็กและปลอดการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตลอดจนผลักดันมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าระหว่างประเทศและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

“รัฐบาลเชื่อว่าเด็กทุกคนควรมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ การป้องกันแรงงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการคุ้มครองสิทธิอย่างรอบด้าน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลขานรับผลสำรวจประชาชน 63.7% หนุน TH-AI Passport

รัฐบาลขานรับผลสำรวจประชาชน 63.7% หนุน TH-AI Passport ย้ำเดินหน้าอย่างโปร่งใส ใช้ AI แก้ปัญหาปากท้อง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่ม

วันนี้ (6 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เรื่อง “ความต้องการ AI ของประชาชน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความตื่นตัวและเปิดรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกว้างขวาง โดยประชาชนร้อยละ 91.2 รู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับ AI และร้อยละ 72.5 เคยนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน หรือการประกอบอาชีพแล้ว สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.7 เห็นด้วยให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ต่อไป โดยต้องดำเนินการภายใต้หลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลที่ยึดหลักธรรมาภิบาลและมุ่งใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

“รัฐบาลขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจและติดตามการดำเนินงานด้าน AI ของภาครัฐ ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า คนไทยไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เห็นว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการ TH-AI Passport อย่างรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริงเป็นสำคัญ” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ผลสำรวจยังสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจนว่า AI ควรถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยร้อยละ 91.7 ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ร้อยละ 88.5 ต้องการให้ AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 87.2 ต้องการให้ทุกคนเข้าถึงความรู้และการใช้งาน AI อย่างเท่าเทียม ร้อยละ 85.3 ต้องการให้ AI ช่วยยกระดับการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานไทย ขณะที่ร้อยละ 83.1 และ 81.6 ต้องการให้ AI มีบทบาทในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

รัฐบาลจึงพร้อมนำข้อเสนอแนะจากประชาชนมาใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยมุ่งเน้น 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้ประชาชน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการศึกษาและการยกระดับทักษะแรงงาน รวมถึงการใช้ AI เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังรับทราบข้อเสนอของประชาชนที่ต้องการระบบสนับสนุนด้าน AI อย่างครบวงจร ทั้งการอบรมความรู้ การเข้าถึงเครื่องมือ AI การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ในชุมชน และการมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ประชาชนในทุกพื้นที่

“รัฐบาลมองว่า TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงโครงการด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศในระยะยาว เป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้คนไทยสามารถใช้ AI เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลสั่ง “สารวัตรเกษตร Cyber” เดินหน้าปราบสินค้าเกษตรผิดกฎหมายออนไลน์

รัฐบาลสั่ง “สารวัตรเกษตร Cyber” เดินหน้าปราบสินค้าเกษตรผิดกฎหมายออนไลน์ ยกระดับมาตรฐานเกษตรไทย-คุ้มครองความปลอดภัยผู้บริโภคทั้งระบบ

วันนี้  5  มิถุนายน 2569   ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมาตรการคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากการลักลอบจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐานผ่านช่องทางออนไลน์ว่า ล่าสุดการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้สั่งให้เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานของ “สารวัตรเกษตร Cyber” เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปราบปรามการจำหน่ายปุ๋ยปลอม วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และเมล็ดพันธุ์ควบคุมที่ผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok ในการตรวจสอบและระงับการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถปิดร้านค้าออนไลน์ที่กระทำผิดกฎหมายแล้วจำนวน 94 ร้าน และอยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้ผลิต ผู้นำเข้า และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“รัฐบาลไม่เพียงมุ่งปราบปรามผู้กระทำผิด แต่ยังมุ่งสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อของสินค้าปลอมหรือสินค้าด้อยคุณภาพที่อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลให้ผลผลิตลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน การใช้วัตถุอันตรายที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนยังอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหาร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนอีกด้วย ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องผ่านโครงการ Q-Shop ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตร (เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และสารเคมีทางการเกษตร) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก กรมวิชาการเกษตร เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของสินค้าและความปลอดภัยของเกษตรกร

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนให้มีการพัฒนากรมวิชาการเกษตรสู่การเป็น “Smart Regulator”  หน่วยงานที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ทันสมัย คล่องตัว และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและสร้างระบบตลาดปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่โปร่งใสและเป็นธรรม

“เป้าหมายสำคัญของรัฐบาล คือ การสร้างระบบนิเวศทางการเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัย ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงเกษตรกรผู้ใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในตลาดโลก” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รัฐบาลย้ำเตือน ห้ามนำสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แลกเป็นเงินสดเด็ดขาด มีความผิดฐาน “ฉ้อโกง”

รัฐบาลย้ำเตือน ห้ามนำสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แลกเป็นเงินสดเด็ดขาด มีความผิดฐาน “ฉ้อโกง” จำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับสูงสุด 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วันนี้ (3 มิถุนายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตือนร้านค้าและประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ห้ามนำสิทธิจากโครงการไปแลกเป็นเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง พร้อมเน้นย้ำว่า การนำสิทธิจากโครงการไปแลกเงินสด เป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์โครงการและผิดกฎหมาย มีบทลงโทษทั้งผู้รับแลกและผู้ใช้ ความผิดฐาน “ฉ้อโกง” เป็นการเจตนาหลอกลวงผู้อื่น ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 341

“รัฐบาลสั่งการให้ติดตามตรวจสอบโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างใกล้ชิด หากพบทำความผิดจริงจะระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านดังกล่าว พร้อมทั้งระงับไม่ให้เข้ารับสิทธิ์อื่นๆ ในโครงการของรัฐ และต้องชดใช้เงินคืนรัฐ นอกจากนี้ ผู้ที่โพสข้อความเชิญชวนแลกสิทธิเป็นเงินสด จะถูกส่งข้อมูลให้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมายในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1569  กระทรวงการคลัง โทร 02 273 9020 ต่อ 3697 3527 3548 3509  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร 02-111-1144 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1559 ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาพลังงาน โดยมุ่งเน้นบรรเทาภาระค่าครองชีพ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงประคับประคองเศรษฐกิจฐานราก ไปพร้อมกับการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศผ่านร้านค้ารายย่อย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยภาครัฐช่วยจ่ายให้สูงถึง 60% และประชาชนจ่ายเองเพียง 40% ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อ แลกสิทธิเด็ดขาด เข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง”

นายกฯ สั่งเร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ กำชับพาณิชย์ปิดประเด็นค้าง ปกป้องส่งออกไทย

นายกฯ สั่งเร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ กำชับพาณิชย์ปิดประเด็นค้าง ปกป้องส่งออกไทย

วันนี้ (2 มิถุนายน 2569) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ขณะนี้สหรัฐฯ ได้สรุปข้อตกลงกับหลายประเทศแล้ว ทั้งในอาเซียน และประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทำให้ไทยมีเวลาในการต่อรองไม่มากนัก จึงมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เร่งนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการเจรจา ก่อนอัตราภาษีปัจจุบันจะสิ้นสุดลง ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 24 ก.ค. นี้

น.ส.รัชดา กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ภาคส่งออก ผู้ประกอบการ เกษตรกร และแรงงานไทยทั้งระบบ นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้ทำงานแบบเร่งรัด แต่ต้องรอบคอบ ยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 นางศุภจีได้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้าสหรัฐอเมริกา ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนการค้าไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2569 เพื่อขับเคลื่อนการเจรจามาตรการภาษีกับสหรัฐฯ และปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการไทย

โดยที่ประชุมได้กำหนดทิศทางการเจรจาประเด็นที่ยังติดขัดภายใต้ความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ หรือ ART โดยให้ทุกหน่วยงานร่วมกันหาทางออกและข้อเสนอที่สร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ และเร่งสรุปผลก่อนการประกาศผลไต่สวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 3–5 พ.ค. 2569 นางศุภจีได้หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงท่าทีชัดว่าต้องการให้ไทยเร่งสรุป ART และเห็นถึงความจริงใจของไทยในการปรับสมดุลทางการค้า ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เจรจาต่อเนื่องทั้งระดับนโยบายและระดับเทคนิค

“รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ไทยเสียจังหวะในการค้าโลก นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยเร่งทำงาน เพื่อให้การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ได้ข้อสรุปที่รักษาผลประโยชน์ประเทศให้มากที่สุด” น.ส.รัชดา กล่าว

กอช. ขานรับคำเตือนแบงก์ชาติ! ชูแนวทางออมสร้างภูมิคุ้มกัน ปิดรอยรั่วพฤติกรรม “ส้มตำยังผ่อน”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 พฤษภาคม 2569 กอช. ขานรับคำเตือนแบงก์ชาติ! เร่งแก้โจทย์คนไทย “เป็นหนี้เร็ว – ชำระหนี้นาน – แก่ไปหนี้ไม่จบ” ชูแนวทางออมสร้างภูมิคุ้มกัน ปิดรอยรั่วพฤติกรรม “ส้มตำยังผ่อน” ด้วยสมการออมก่อนใช้

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ยกระดับมาตรการสร้างวินัยการเงิน หลังแบงก์ชาติเตือน 50% ของคนไทย เริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย และเกษียณไปแล้วก็ยังเป็นหนี้อยู่ กอช. เร่งใช้กลไกการออมยืดหยุ่นและเงินสมทบจากรัฐ เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระยะยาวตามแนวทาง “รายได้ – เงินออม = รายจ่าย” หวังดึงเยาวชนและแรงงานนอกระบบออกจากวงจรหนี้

กอช. เผยสถานการณ์หนี้ที่น่ากังวลของคนไทย ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าตั้งแต่ปี 2556 รายจ่ายเฉลี่ยของคนไทยสูงกว่ารายได้มาโดยตลอด ส่งผลให้คนไทยติดกับดักหนี้ 3 มิติสำคัญ คือ

  1. หนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย 50% ของคนอายุต่ำกว่า 30 ปีเป็นหนี้แล้ว และ 1 ใน 5 ของคนอายุ 29 ปีเป็นหนี้เสีย (NPL)
  2. หนี้ไม่สร้างรายได้ สัดส่วนหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้อุปโภคบริโภคที่แก้ยาก
  3. หนี้จนตัวตาย คนไทยอายุ 60-79 ปี ยังแบกภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 3-4 แสนบาท ซึ่งหนี้เหล่านี้กำลังตกทอดสู่ลูกหลาน

กอช. แนะแนวทางการแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยมองว่ารากเหง้าของปัญหาคือ “การขาดวินัย และขาดตัวช่วยการออมที่เหมาะสม” ดังนี้

  1. ตัดวงจรหนี้เสียในกลุ่มเยาวชน เพื่อแก้ปัญหาที่คนอายุ 29 ปี เริ่มเป็นหนี้เสีย กอช. เชิญชวนให้นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงาน ใช้หลักการ “รายได้ – เงินออม = รายจ่าย” โดยออมกับ กอช. ขั้นต่ำเพียง 50 บาท ก่อนนำเงินไปใช้จ่าย เพื่อสร้างนิสัย “หยุดคิดก่อนจ่าย” และป้องกันพฤติกรรมการใช้จ่ายตามกระแสแพลตฟอร์ม หรือการผ่อนชำระสินค้าอุปโภคบริโภคเกินตัว
  2. แก้โจทย์ “แก่ไปหนี้ไม่จบ” ด้วยบำนาญตลอดชีพ จากข้อมูลพบว่า คนวัยเกษียณยังมีหนี้หลักแสน กอช. นำเสนอทางออกด้วยระบบเงินสมทบจากรัฐบาลสูงสุด 100% ตามช่วงอายุ ไม่เกินปีละ 1,800 บาท เพื่อให้เงินออมงอกเงยชนะหนี้สิน เงินส่วนนี้จะเป็น “เงินบำนาญ” ที่ช่วยเพิ่มรายได้หลังอายุ 60 ปี ซึ่งจะเข้าไปช่วยบรรเทาภาระใช้จ่าย ทำให้สมาชิกไม่ต้องกู้ยืมเพิ่มในวัยชรา และไม่ทิ้งภาระหนี้ไว้ให้ลูกหลาน
  3. สร้างตัวช่วยในสภาวะรายจ่ายสูง ตามที่ ธปท. เน้นย้ำเรื่องรายจ่ายที่สูงขึ้นจากค่าน้ำมันและค่าอาหาร กอช. จึงใช้นโยบาย “ออมยืดหยุ่น” ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง สมาชิกสามารถลดจำนวนเงินออมลงได้ตามความพร้อม แต่ไม่ควรงด เพื่อรักษาวินัยการเงินและรับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าในยุคที่แม้แต่ส้มตำยังผ่อนได้ วินัยการเงิน คือเกราะกำบังเดียวที่เรามี กอช. จึงขอเป็นเครื่องมือที่ทำให้สมการการออมเกิดขึ้นได้จริง แม้จะเริ่มเพียงหลักสิบ แต่ถ้าทำทันทีและต่อเนื่อง จะสามารถเปลี่ยนจากชีวิตที่ “รุงรังด้วยหนี้” เป็นชีวิตที่ “มั่งคั่งด้วยบำนาญ” ได้ในที่สุด

ทั้งนี้ กอช. พร้อมส่งเสริมการออมเพื่อสร้างบำนาญ ผ่านแอปพลิเคชัน กอช. และหน่วยรับสมัครทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชน “ปรับตัวให้เบาที่สุด” และก้าวข้ามวิกฤตหนี้ครัวเรือนไปได้อย่างยั่งยืน

“คุณออม รัฐช่วยออม คุณได้บำนาญ”

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม มาเป็นครอบครัวเงินออมได้ที่ : Line @nsf.th

ฝากติดตามข่าวสารและกิจกรรมของกองทุนการออมแห่งชาติได้ที่ :

  • Facebook: กองทุนการออมแห่งชาติ-กอช.
  • เว็บไซต์: www.nsf.or.th • แอปพลิเคชัน กอช.
  • สายด่วนเงินออม 02-0499000 ได้ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น.

Advertisement

สุริยะ ติดตามความพร้อม “พืชสวนโลกอุดรธานี 2569” ชูเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสีเขียวของอีสาน

25 พฤษภาคม 2569 สุริยะ ติดตามความพร้อม “พืชสวนโลกอุดรธานี 2569” ชูเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสีเขียวของอีสาน คาดเงินสะพัด 3.2 หมื่นล้าน ย้ำ! ต้องเสร็จทันเวลา โปร่งใส ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ พร้อมเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานจัด “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” หรือ “Udon Thani International Horticultural Expo 2026” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหาร ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน รวมถึงภาคประชาชนเข้าร่วม

นายสุริยะ เปิดเผยว่า งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ถือเป็นงานระดับนานาชาติที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการจัดงานพืชสวนโลกบนพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living” หรือ “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต เชื่อมโยงผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” เพื่อสะท้อนแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรที่เชื่อมโยงคน น้ำ พืช ระบบนิเวศ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียวเข้าด้วยกันอย่างสมดุล

สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินงาน ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ภาพรวมงานก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้วประมาณ ร้อยละ 77.47 โดยงานโครงสร้างหลักหลายส่วนดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ อาทิ อาคารต้อนรับ อาคารประชาสัมพันธ์ อาคารเรือนกระจก สะพาน ทางเดิน ระบบสาธารณูปโภค ระบบระบายน้ำ และขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการงานภูมิสถาปัตยกรรม งานระบบ และการเตรียมพื้นที่จัดแสดงในส่วนที่เหลือ เพื่อให้มีความพร้อมเปิดงานได้ตามกำหนดและมีมาตรฐานระดับนานาชาติ

“ผมได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า แม้ภาพรวมจะมีความก้าวหน้ามากกว่า 70% แต่ระยะเวลาที่เหลือมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะต้องทำให้งานทุกส่วนแล้วเสร็จอย่างมีคุณภาพและมีมาตรฐาน เพื่อให้ทุกพื้นที่มีความสวยงาม ปลอดภัยและสะท้อนภาพลักษณ์อันดีของประเทศไทย รวมทั้งต้องบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศ”

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมด้านการรองรับผู้เข้าชมงาน ทั้งการเดินทาง การจราจร ระบบขนส่งสาธารณะ พื้นที่จอดรถ ระบบความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน ร้านอาหาร ที่พัก และการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดอุดรธานี โดยต้องบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

“จังหวัดอุดรธานีไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดงาน แต่จะเป็นภาพสะท้อนศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการเป็นศูนย์กลางด้านพืชสวน เกษตรมูลค่าสูง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ของภูมิภาคที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก”

นายสุริยะ ยังระบุอีกว่า งานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ไม่ใช่แค่งานนิทรรศการ แต่จะเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจสีเขียว” ตัวใหม่ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ 3.6 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 32,000 ล้านบาท เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานประมาณ 81,000 อัตรา ซึ่งประโยชน์จะกระจายสู่ประชาชนและภาคการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และผู้ประกอบการในพื้นที่

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่หลังจบงาน หรือ Expo Legacy โดยเตรียมต่อยอดพื้นที่หนองแดให้เป็นสวนสาธารณะระดับโลก ศูนย์กิจกรรมเยาวชน ศูนย์เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม หรือพื้นที่จัดกิจกรรมสำคัญของจังหวัดในอนาคต

“เป้าหมายของเราคือ เปิดงานให้ทัน งานมีคุณภาพระดับนานาชาติ ใช้งบโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องต่อยอดพื้นที่ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและจังหวัดอุดรธานี”

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานอย่างรอบด้าน ทั้งการใช้งบประมาณ การก่อสร้าง ความปลอดภัย ระบบบริการต่าง ๆ แผนการประชาสัมพันธ์ รวมถึงแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังจบงาน เพื่อให้งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย และเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านพืชสวน นวัตกรรมการเกษตร รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สู่สายตานานาชาติ

Advertisement

เปิดขั้นตอนสมัคร “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า เริ่ม 25 พ.ค.นี้ สมัครได้ผ่านแอปฯ ถุงเงิน และกรุงไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเปิดรายละเอียดขั้นตอนสมัคร “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า เริ่ม 25 พ.ค.นี้ สมัครได้ทั้งผ่านแอปฯ ถุงเงิน และธนาคารกรุงไทย

วันนี้ (24 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดแนวทางและขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านจุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ โดยแบ่งแนวทางการสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที
  2. ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีกรุงไทยประเภทบุคคลธรรมดา สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์ พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด ที่ ไทยช่วยไทยพลัส.th/howto/merchant และอัปเดตแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ก่อนยื่นเอกสารสมัคร
  3. ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสารสาธารณะ และรถร่วมบริการ สามารถสมัครผ่านการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย

สำหรับขั้นตอนการสมัครของร้านค้าใหม่ ร้านค้าจะต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และนำเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง ก่อนนำมายื่นสมัคร ณ จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งผล และแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขโครงการและเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.

ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน

นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่ผ่านมา เช่น โครงการคนละครึ่ง ระยะต่าง ๆ และโครงการคนละครึ่ง พลัส

สำหรับประเภทสินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากร้านค้าไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐ จะต้องได้รับการรับรองว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย เพื่อให้การเข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างถูกต้องและป้องกันการสวมสิทธิ

ในส่วนของการรับชำระเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านระบบแอปฯ ถุงเงินตามระยะเวลาที่กำหนด และกรณีโอนเงินไม่สำเร็จ จะมีการ Retry ทุกวันศุกร์ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการกำกับดูแลความโปร่งใส เพื่อให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างทั่วถึง” รองโฆษกฯ กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics