วันที่ 29 ตุลาคม 2026

ปลัดมหาดไทยซักซ้อม 76 จังหวัด เตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 เมษายน 2569 มหาดไทยซักซ้อมแนวทาง 76 จังหวัด เตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

วันนี้ (23 เม.ย. 69) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มี.ค. 69 ด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

“สำหรับการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค จังหวัดและอำเภอจะมีการเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจิตอาสา ร่วมกันจัดทำดอกไม้จันทน์ เพื่อร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ โดยจะมีการเชิญดอกไม้จันทน์ตัวแทนของจังหวัด จังหวัดละ 1 ช่อ มายังกรุงเทพมหานครเพื่อเชิญไปถวายที่หอเปลื้อง พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ในวันและเวลาถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง ขณะเดียวกัน ในวันดังกล่าว จะมีการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่จังหวัด/อำเภอ แบ่งเป็น 2 รอบเวลา ได้แก่ รอบเวลาที่ 1 เวลา 09.00 น. และรอบเวลาที่ 2 ตั้งแต่เวลา 17.30 – 22.00 น. ณ สถานที่ตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ โดยอำเภอเมืองของจังหวัดและอำเภอพระนครศรีอยุธยาจะจัดร่วมกับจังหวัด ขณะที่อำเภออื่น ๆ จะจัด ณ สถานที่ที่อำเภอกำหนด”

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนฯ จังหวัดและอำเภอจะร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งสถานศึกษา สมาคม ชมรมศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ จัดแสดงมหรสพสมโภช ในวันจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ นอกจากนี้ จะมีการจัดแสดงนิทรรศการถ่ายทอดพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วยพื้นที่จังหวัดและอำเภอ ณ สถานที่จัดตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระแม่แห่งแผ่นดิน” ของปวงชนชาวไทยโดยพร้อมเพรียงกัน

Advertisement

ราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 มีนาคม 2569 ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี และคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี น้อมนำพระราชดำริสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

วานนี้ 12 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 น. ที่ห้องประชุมรังสิพราหมณกุล กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ร.ต.อ.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมถึง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนกรม หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม และได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจติดตามการก่อสร้างแก้มลิงลำห้วยใหญ่ และอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ตามโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับฟังความก้าวหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ ผลการดำเนินโครงการ และภาพรวมแผนแม่บทโครงการพัฒนาพื้นที่หุบกะพงและพื้นที่ห้วยทรายใต้ การดำเนินโครงการน้ำบาดาลในพื้นที่ การขยายเขตไฟฟ้าพื้นที่แก้มลิงลำห้วยใหญ่ การติดตั้ง Floating Solar ในอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้และแก้มลิงห้วยใหญ่ การปรับปรุงภูมิทัศน์ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวบริเวณอ่างเก็บน้ำ การติดตั้งระบบลำเลียงและสูบน้ำจากแก้มลิงห้วยลำใหญ่ถึงห้วยทรายใต้ โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ โดยน้อมนำพระราชดำริ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีพื้นที่สาธารณะในการใช้ประโยชน์ร่วมกันอันจะนำมาซึ่งความสุขที่ยั่งยืน

โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ได้ดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าลำห้วยใหญ่-อ่างเก็บน้ำห้วยทราย พร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำแก้มลิงลำห้วยใหญ่ โดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 2568 ปัจจุบันมีความก้าวหน้าสะสมรวม 64.45% โดยในระยะต่อไป จะมีการดำเนินการติดตั้งตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า การติดตั้งเครื่องสูบน้ำและท่อเหล็กภายในสถานี และการทดสอบระบบประสิทธิภาพและความปลอดภัย และในส่วนของโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณอ่างห้วยทรายใต้ มีแผนการดำเนินการขุดลอกด้านในอ่าง เพื่อเพิ่มความจุกักเก็บน้ำ 470,000 ลบ.ม. พร้อมปรับปรุง Spillway พร้อมพัฒนาเส้นทางและปรับปรุงภูมิทัศน์

Advertisement

ครม.เห็นชอบให้ข้าราชการ ลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป น้อมอุทิศถวายพระราชกุศล พระพันปีหลวง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ครม.เห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการหน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป เพื่อน้อมอุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยไม่ถือเป็นวันลา

วันนี้ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราช  หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป เพื่อน้อมอุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ

ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2569  จำนวน 10  วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงาน และได้เงินเดือนตามปกติ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐ ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ประชาชน ได้มีโอกาสแสดงความกตัญญูกตเวทีและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ รวมถึงได้มีโอกาสพัฒนาตนเองและทำความดีอันเป็นแบบอย่างแด่ชนรุ่นหลัง

Advertisement

มหาดไทยแจ้งทุกจังหวัดทั่วประเทศเตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 31 มกราคม 2569 มหาดไทยแจ้งทุกจังหวัดทั่วประเทศเตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของประชาชนในส่วนภูมิภาค

วันนี้ (31 ม.ค. 69) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายตามมติที่ประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดพิธีการ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 69 ให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย จึงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของจังหวัด และอำเภอ องค์ประกอบจากการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยสามารถแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยปฏิบัติงานของคณะกรรมการอำนวยการฯ ของจังหวัด/อำเภอ สามารถพิจารณาแต่งตั้งได้ตามความเหมาะสม อาทิ คณะกรรมการฝ่ายพิธีการ ฝ่ายจัดสถานที่ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ฝ่ายประชาสัมพันธ์

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ให้จังหวัดพิจารณาคัดเลือกสถานที่สำคัญของจังหวัด/อำเภอ อาทิ วัดประจำจังหวัด/อำเภอหรือสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดที่สามารถรองรับจำนวนประชาชนที่มาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ได้เพียงพอ เพื่อเป็นที่ตั้งพระเมรุมาศจำลองของจังหวัด และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ของอำเภอ (ยกเว้นอำเภอเมืองและอำเภอพระนครศรีอยุธยาดำเนินการร่วมกับจังหวัด) สำหรับให้ประชาชนร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยกระทรวงมหาดไทยจะได้แจ้งรูปแบบ ขนาด และรายละเอียดต่าง ๆ ในการจัดสร้างพระเมรุมาศจำลอง และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์เมื่อได้รับแจ้งแนวทางการปฏิบัติจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องต่อไป

Advertisement

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัวบนถนนพระราม 2 ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 มกราคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัวบนถนนพระราม 2 ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัวบนถนนพระราม 2 ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้รับแจ้งจากสำนักพระราชวังว่า ตามที่ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัว บนโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 82 สายบางขุนเทียน – เอกชัย – บ้านแพ้ว ตอน 7 บริเวณถนนพระราม 2 จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ กับทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ รายละ 20,000 บาท แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ

นายประสพ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงวัฒนธรรม น้อมรับพระราชกระแสทรงห่วงใยและสนองงานพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยได้สั่งการให้วัฒนธรรมจังหวัดเร่งประสานความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อส่งข้อมูลรายชื่อผู้เสียชีวิต ให้กองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อขอพระราชทานเพลิงศพ เป็นกรณีพิเศษ และเตรียมความพร้อมการดำเนินงาน ตลอดจนประสานญาติผู้วายชนม์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปฏิบัติพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ โดยขอเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัด ทำหน้าที่ประธานในพิธีตามที่สำนักพระราชวังกำหนด และรายงานให้สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมทราบต่อไป

Advertisement

กลุ่มไทยเบฟ น้อมนำพระราชปณิธาน ดำเนินโครงการมุ่งสร้างประโยชน์ชุมชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 มกราคม 2569 ไทยเบฟ น้อมนำพระราชปณิธาน ดำเนินโครงการมุ่งสร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข เนื่องในโอกาสปีมหามงคล พุทธศักราช 2569 – 2570

กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) โดย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขอน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อนำไปต่อยอดและขยายผลโดยมุ่งหมายให้ “สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข”

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ไทยเบฟ พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนและภาคธุรกิจในชุมชน ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทย สนองพระราชปณิธานของล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ 10 และรัชกาลที่ 9 ในฐานะพสกนิกรของพระองค์ เนื่องในโอกาสปีมหามงคล พุทธศักราช 2569 และ 2570 อันประกอบด้วยวาระพิเศษ ดังนี้

  • พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 10 ปี
  • สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเจริญพระชนมายุ 48 พรรษา ปี 2570
  • พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 75 พรรษา
  • ครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 72 พรรษา

ไทยเบฟ ให้ความสำคัญในการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในทุกมิติ รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 ได้ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรชุมชน ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดตั้ง บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด) ดำเนินงานในระดับประเทศและในทุกจังหวัด

และในปลายปี 2568 ไทยเบฟ ได้ขยายการดำเนินงานเพื่อชุมชนผ่านการริเริ่ม “โครงการด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” โดยได้จัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในระดับอำเภอทั่วประเทศ ด้วยแนวคิดในการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมุ่งเน้น “การสร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกัน (Integrated Platform) รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอ และสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global to Local)

Advertisement

วันนี้ 8 มกราคม วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

8 มกราคม 2569 วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๙ ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th/home/index/50 ระหว่างวันที่ ๗ – ๙ มกราคม ๒๕๖๙

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมเปิดสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ)

26 ธันวาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมเปิดสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) บ้านดอนยม ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 17.13 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมเปิดสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) บ้านดอนยม ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับท่านทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี สีสุลิด ภริยาประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

โอกาสนี้ คณะองคมนตรี พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี สปป.ลาว นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายปิยภักดิ์ ศรีเจริญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาพที่ 2 นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นางสาวจิรัสยา พีรานนท์ อุปทูต รักษาราชการแทนเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ พร้อมด้วยข้าราชการตุลาการ ทหาร พลเรือน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ และเข้าร่วมพิธี

สำหรับรูปแบบการก่อสร้างของสะพานนี้ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้ออกแบบเป็นสะพานขึงคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ขนาด 2 ช่องจราจร ความยาว 1,350 เมตร พร้อมอาคารด่านพรมแดนสำหรับกระบวนการข้ามแดน และถนนเชื่อมต่อโครงข่ายของทั้งสองฝั่ง ซึ่งได้มีการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย คนที่ 29 และนายพันคำ วิพาวัน นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คนที่ 8 ในขณะนั้น เป็นประธานร่วมในพิธีฯ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมพิธีดังกล่าวด้วย

โดยแนวคิดในการออกแบบโครงสร้างสะพานได้มีการนำ “แคน” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีท้องถิ่น มาใช้ในการกำหนดรูปแบบทางสถาปัตยกรรม สะท้อนให้เห็นถึงความสนุก รื่นเริง ความเป็นมิตรไมตรี ความคุ้นเคย และความเป็นกันเองในวัฒนธรรมของไทยและ สปป.ลาว ส่งเสริมสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างสองประเทศ สร้างความเจริญทางด้านสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) เป็นการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงที่ส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการขนส่งสินค้า และการสัญจรของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้านการขนส่งภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion Economic Cooperation: GMS) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง ((Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยง 5 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง และมั่นคง

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) บ้านดอนยม ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 68 เป็นต้นไป โดยเปิดทำการตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. ทุกวัน ซึ่งบุคคลหรือยานพาหนะที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทยหรือออกไปนอกราชอาณาจักรไทย ต้องผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตามเส้นทางคมนาคมทางบกจากพรมแดนถึงที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองบึงกาฬ

ปัจจุบันประเทศไทยกับ สปป.ลาว มีสะพานข้ามแม่น้ำโขงขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมโยงระหว่างประเทศแล้ว จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย – เวียงจันทน์) สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต) สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม – คำม่วน) และสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ – ห้วยทราย) และสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) ที่ช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างไทย – สปป.ลาว ในฐานะมิตรประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงการเดินทางสู่ภูมิอาเซียนอย่างไร้รอยต่อ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวในภูมิภาค ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถเข้าถึงการเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ด้วยระบบการคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ

Advertisement

กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขยายผล “One Plan” ขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศให้เกิดความยั่งยืน

16 ธันวาคม 2568 กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขยายผล “One Plan” ขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศให้เกิดความยั่งยืน

วันนี้ (16 ธ.ค. 68) เวลา 13.30 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานกำกับและติดตามการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ ด้วยกระบวนการ One Plan กระทรวงมหาดไทย ณ ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย

การประชุมในวันนี้มีคณะที่ปรึกษาอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เข้าร่วม ได้แก่ นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย นายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี นายวันชัย สุทิน นายสมดี คชายั่งยืน นางสาวเอกรัตน์ นาคาคง นายเส่ง สิงห์โตทอง พร้อมด้วยผู้บริหารของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเอกพงษ์ ศิริพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน นายสราวุธ สุขรื่น ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการบริหารราชการจังหวัด นายวิชา จันทร์กลม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยุทธศาสตร์ รวมถึงข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายโชตินรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญกับการน้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติให้เกิดผลในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะความสำเร็จที่ผ่านมาถือว่าเป็นที่ประจักษ์ เพราะทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยรวมถึงรัฐวิสาหกิจ ล้วนสามารถเชื่อมโยงการทำงานกับโครงการในพระราชดำริได้ทั้งสิ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างกำไรในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะใช้โครงการฯ เป็นกลไกสำคัญในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” พี่น้องประชาชน

“การประชุมในครั้งนี้เป็นการวางกรอบแนวทางและแผนปฏิบัติงานประจำปีในการขับเคลื่อนโครงการฯ ด้วยกระบวนการ One Plan ซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการแผนงานโครงการระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทปัญหาและความต้องการของประชาชนมากที่สุด โดยสำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้ประสบความสำเร็จในการจัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) และกิจกรรม Kick off ในพื้นที่นำร่องภาคเหนือและจังหวัดอื่น ๆ รวม 9 จังหวัด เพื่อสร้างความเข้าใจและเสริมสร้างทักษะในการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่แก่บุคลากร ซึ่งผลจากการสำรวจพบว่าจังหวัดส่วนใหญ่ได้นำคู่มือการบริหารจัดการโครงการฯ ไปปรับใช้และบูรณาการเข้ากับแผนพัฒนาจังหวัดและอำเภอได้เป็นอย่างดี โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน” นายโชตินรินทร์ กล่าว

นายโชตินรินทร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ได้มีการร่วมกันพิจารณาและเห็นชอบ แผนปฏิบัติงานการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีเป้าหมายขยายผลไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ซึ่งกำหนดจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถอดบทเรียนและจัดทำแผนพัฒนาต่อยอดในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ หนองบัวลำภู และอุดรธานี รวมถึงการเตรียมจัดกิจกรรม Kick off ในจังหวัดนครนายก และนครศรีธรรมราช เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบการขับเคลื่อนโครงการฯ ที่เข้มแข็ง สามารถเป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้ต่อไป

“ขอให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการจังหวัดและอำเภอเร่งสำรวจข้อมูลพื้นฐานและวิเคราะห์ปัญหาความต้องการที่แท้จริง พร้อมนำกระบวนการ One Plan มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการประสานแผนและเชื่อมโยงการทำงานกับภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน” นายโชตินรินทร์ กล่าวช่วงท้าย

Advertisement

ในหลวง ทรงห่วงน้ำท่วมภาคใต้ พระราชทาน 100 ล้าน ฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ พร้อมพระราชทานโดรนช่วยค้นหา แจกจ่ายอาหาร ทรงรับศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันนี้ (29 พฤศจิกายน 2568 ) เวลา 13.30 น. ณ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงว่า ได้รับหนังสือจากสำนักพระราชวัง หนังสือพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในการนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญพระราชกระแสดังนี้

  1. ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับศพผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ทุกรายไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์
  2. พระราชทานกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และทรงชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ และจิตอาสาผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ที่เสียสละอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยดังกล่าว
  3. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงิน จำนวน 100,000,000 บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน) แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อฟื้นฟูและซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ทดแทนที่เสียหายและได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายแพทย์วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานเงินดังกล่าว
  4. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับค้นหา และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับขนส่งอาหารแก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้ในการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และบรรเทาสาธารณภัยแก่ราษฎร นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีให้แก่พสกนิกรชาวไทยและ รัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics