วันที่ 28 เมษายน 2026

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัวบนถนนพระราม 2 ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 มกราคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัวบนถนนพระราม 2 ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัวบนถนนพระราม 2 ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้รับแจ้งจากสำนักพระราชวังว่า ตามที่ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์โครงสร้างเหล็กทรุดตัว บนโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 82 สายบางขุนเทียน – เอกชัย – บ้านแพ้ว ตอน 7 บริเวณถนนพระราม 2 จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ กับทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ในการจัดการศพ รายละ 20,000 บาท แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ

นายประสพ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงวัฒนธรรม น้อมรับพระราชกระแสทรงห่วงใยและสนองงานพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยได้สั่งการให้วัฒนธรรมจังหวัดเร่งประสานความร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อส่งข้อมูลรายชื่อผู้เสียชีวิต ให้กองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อขอพระราชทานเพลิงศพ เป็นกรณีพิเศษ และเตรียมความพร้อมการดำเนินงาน ตลอดจนประสานญาติผู้วายชนม์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปฏิบัติพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ โดยขอเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัด ทำหน้าที่ประธานในพิธีตามที่สำนักพระราชวังกำหนด และรายงานให้สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมทราบต่อไป

Advertisement

กลุ่มไทยเบฟ น้อมนำพระราชปณิธาน ดำเนินโครงการมุ่งสร้างประโยชน์ชุมชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 มกราคม 2569 ไทยเบฟ น้อมนำพระราชปณิธาน ดำเนินโครงการมุ่งสร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข เนื่องในโอกาสปีมหามงคล พุทธศักราช 2569 – 2570

กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) โดย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขอน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อนำไปต่อยอดและขยายผลโดยมุ่งหมายให้ “สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข”

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ไทยเบฟ พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนและภาคธุรกิจในชุมชน ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทย สนองพระราชปณิธานของล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ 10 และรัชกาลที่ 9 ในฐานะพสกนิกรของพระองค์ เนื่องในโอกาสปีมหามงคล พุทธศักราช 2569 และ 2570 อันประกอบด้วยวาระพิเศษ ดังนี้

  • พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 10 ปี
  • สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเจริญพระชนมายุ 48 พรรษา ปี 2570
  • พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 75 พรรษา
  • ครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 72 พรรษา

ไทยเบฟ ให้ความสำคัญในการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในทุกมิติ รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 ได้ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรชุมชน ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดตั้ง บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด) ดำเนินงานในระดับประเทศและในทุกจังหวัด

และในปลายปี 2568 ไทยเบฟ ได้ขยายการดำเนินงานเพื่อชุมชนผ่านการริเริ่ม “โครงการด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” โดยได้จัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในระดับอำเภอทั่วประเทศ ด้วยแนวคิดในการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมุ่งเน้น “การสร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกัน (Integrated Platform) รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอ และสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global to Local)

Advertisement

วันนี้ 8 มกราคม วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

8 มกราคม 2569 วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๙ ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th/home/index/50 ระหว่างวันที่ ๗ – ๙ มกราคม ๒๕๖๙

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมเปิดสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ)

26 ธันวาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมเปิดสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) บ้านดอนยม ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 17.13 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมเปิดสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) บ้านดอนยม ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับท่านทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนางนาลี สีสุลิด ภริยาประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

โอกาสนี้ คณะองคมนตรี พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี สปป.ลาว นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายปิยภักดิ์ ศรีเจริญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาพที่ 2 นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นางสาวจิรัสยา พีรานนท์ อุปทูต รักษาราชการแทนเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ พร้อมด้วยข้าราชการตุลาการ ทหาร พลเรือน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ และเข้าร่วมพิธี

สำหรับรูปแบบการก่อสร้างของสะพานนี้ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้ออกแบบเป็นสะพานขึงคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ขนาด 2 ช่องจราจร ความยาว 1,350 เมตร พร้อมอาคารด่านพรมแดนสำหรับกระบวนการข้ามแดน และถนนเชื่อมต่อโครงข่ายของทั้งสองฝั่ง ซึ่งได้มีการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย คนที่ 29 และนายพันคำ วิพาวัน นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คนที่ 8 ในขณะนั้น เป็นประธานร่วมในพิธีฯ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมพิธีดังกล่าวด้วย

โดยแนวคิดในการออกแบบโครงสร้างสะพานได้มีการนำ “แคน” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีท้องถิ่น มาใช้ในการกำหนดรูปแบบทางสถาปัตยกรรม สะท้อนให้เห็นถึงความสนุก รื่นเริง ความเป็นมิตรไมตรี ความคุ้นเคย และความเป็นกันเองในวัฒนธรรมของไทยและ สปป.ลาว ส่งเสริมสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างสองประเทศ สร้างความเจริญทางด้านสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) เป็นการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงที่ส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการขนส่งสินค้า และการสัญจรของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้านการขนส่งภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion Economic Cooperation: GMS) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง ((Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยง 5 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง และมั่นคง

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) บ้านดอนยม ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 68 เป็นต้นไป โดยเปิดทำการตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. ทุกวัน ซึ่งบุคคลหรือยานพาหนะที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทยหรือออกไปนอกราชอาณาจักรไทย ต้องผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตามเส้นทางคมนาคมทางบกจากพรมแดนถึงที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองบึงกาฬ

ปัจจุบันประเทศไทยกับ สปป.ลาว มีสะพานข้ามแม่น้ำโขงขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมโยงระหว่างประเทศแล้ว จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย – เวียงจันทน์) สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต) สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม – คำม่วน) และสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ – ห้วยทราย) และสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) ที่ช่วยสานสัมพันธ์ระหว่างไทย – สปป.ลาว ในฐานะมิตรประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงการเดินทางสู่ภูมิอาเซียนอย่างไร้รอยต่อ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวในภูมิภาค ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถเข้าถึงการเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ด้วยระบบการคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ

Advertisement

กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขยายผล “One Plan” ขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศให้เกิดความยั่งยืน

16 ธันวาคม 2568 กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขยายผล “One Plan” ขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศให้เกิดความยั่งยืน

วันนี้ (16 ธ.ค. 68) เวลา 13.30 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานกำกับและติดตามการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ ด้วยกระบวนการ One Plan กระทรวงมหาดไทย ณ ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย

การประชุมในวันนี้มีคณะที่ปรึกษาอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เข้าร่วม ได้แก่ นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย นายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี นายวันชัย สุทิน นายสมดี คชายั่งยืน นางสาวเอกรัตน์ นาคาคง นายเส่ง สิงห์โตทอง พร้อมด้วยผู้บริหารของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเอกพงษ์ ศิริพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน นายสราวุธ สุขรื่น ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการบริหารราชการจังหวัด นายวิชา จันทร์กลม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยุทธศาสตร์ รวมถึงข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายโชตินรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญกับการน้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติให้เกิดผลในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะความสำเร็จที่ผ่านมาถือว่าเป็นที่ประจักษ์ เพราะทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยรวมถึงรัฐวิสาหกิจ ล้วนสามารถเชื่อมโยงการทำงานกับโครงการในพระราชดำริได้ทั้งสิ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างกำไรในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะใช้โครงการฯ เป็นกลไกสำคัญในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” พี่น้องประชาชน

“การประชุมในครั้งนี้เป็นการวางกรอบแนวทางและแผนปฏิบัติงานประจำปีในการขับเคลื่อนโครงการฯ ด้วยกระบวนการ One Plan ซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการแผนงานโครงการระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทปัญหาและความต้องการของประชาชนมากที่สุด โดยสำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้ประสบความสำเร็จในการจัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) และกิจกรรม Kick off ในพื้นที่นำร่องภาคเหนือและจังหวัดอื่น ๆ รวม 9 จังหวัด เพื่อสร้างความเข้าใจและเสริมสร้างทักษะในการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่แก่บุคลากร ซึ่งผลจากการสำรวจพบว่าจังหวัดส่วนใหญ่ได้นำคู่มือการบริหารจัดการโครงการฯ ไปปรับใช้และบูรณาการเข้ากับแผนพัฒนาจังหวัดและอำเภอได้เป็นอย่างดี โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน” นายโชตินรินทร์ กล่าว

นายโชตินรินทร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ได้มีการร่วมกันพิจารณาและเห็นชอบ แผนปฏิบัติงานการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีเป้าหมายขยายผลไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ซึ่งกำหนดจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถอดบทเรียนและจัดทำแผนพัฒนาต่อยอดในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ หนองบัวลำภู และอุดรธานี รวมถึงการเตรียมจัดกิจกรรม Kick off ในจังหวัดนครนายก และนครศรีธรรมราช เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบการขับเคลื่อนโครงการฯ ที่เข้มแข็ง สามารถเป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้ต่อไป

“ขอให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการจังหวัดและอำเภอเร่งสำรวจข้อมูลพื้นฐานและวิเคราะห์ปัญหาความต้องการที่แท้จริง พร้อมนำกระบวนการ One Plan มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการประสานแผนและเชื่อมโยงการทำงานกับภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน” นายโชตินรินทร์ กล่าวช่วงท้าย

Advertisement

ในหลวง ทรงห่วงน้ำท่วมภาคใต้ พระราชทาน 100 ล้าน ฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ พร้อมพระราชทานโดรนช่วยค้นหา แจกจ่ายอาหาร ทรงรับศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันนี้ (29 พฤศจิกายน 2568 ) เวลา 13.30 น. ณ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงว่า ได้รับหนังสือจากสำนักพระราชวัง หนังสือพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในการนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญพระราชกระแสดังนี้

  1. ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับศพผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ทุกรายไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์
  2. พระราชทานกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และทรงชื่นชมบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ และจิตอาสาผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ที่เสียสละอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยดังกล่าว
  3. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงิน จำนวน 100,000,000 บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน) แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อฟื้นฟูและซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ทดแทนที่เสียหายและได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายแพทย์วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานเงินดังกล่าว
  4. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับค้นหา และอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับขนส่งอาหารแก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้ในการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และบรรเทาสาธารณภัยแก่ราษฎร นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีให้แก่พสกนิกรชาวไทยและ รัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง

Advertisement

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤศจิกายน 2568

xr:d:DAFiIihpDlA:2,j:46578258451,t:23050610

ในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน โดยนายกรัฐมนตรีตามเสด็จพระราชดำเนินเยือนในฐานะนายกรัฐมนตรีเกียรติยศ

8/11/2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤศจิกายน 2568 ในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระมหากษัตริย์ไทยจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญและสะท้อนถึงความใกล้ชิด ความไว้วางใจ และมิตรภาพอันลึกซึ้งระหว่างสองประเทศในทุกระดับ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดต่อภารกิจระดับประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ โดยรัฐบาลได้มีการเตรียมการอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ เพื่อให้การเสด็จพระราชดำเนินเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสมพระเกียรติ

ทั้งนี้  ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์  มาเลเซีย นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และในช่วงการประชุมผู้นำเอเปค ณ สาธารณรัฐเกาหลี นายกรัฐมนตรีได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือเต็มคณะร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง  โดยยืนยันความพร้อมเตรียมการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการด้วย

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดต่อการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเป็นสัญลักษณ์สูงสุดแห่งมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีน  และมีความหมายสำคัญยิ่งในวาระพิเศษครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะตามเสด็จในฐานะนายกรัฐมนตรีเกียรติยศด้วย”

Advertisement

ชวนชมดวงไฟประดับรอบกรุงเทพฯ วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 10 สิงหาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนชมความงดงามของดวงไฟประดับรอบกรุงเทพฯ ในโอกาสเฉลิมพระเกียรติ วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี (วันแม่แห่งชาติ) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) และ MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง ร่วมใจกัน ติดตั้งไฟประดับทั้ง 2 ข้างทาง เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขอเชิญชวนประชาชนได้ร่วมสัมผัสความงดงามของดวงไฟประดับ เนื่องในโอกาสมหามงคลนี้

โดยการไฟฟ้านครหลวง ได้ดำเนินการติดตั้งไฟประดับจำนวนกว่า 2 ล้านดวง เพื่อประดับในสถานที่ต่าง ๆ ได้แก่ พระที่นั่งอัมพรสถาน วังศุโขทัย พระบรมมหาราชวัง บริเวณท้องสนามหลวง รอบพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วังสระปทุม พระที่นั่งอนันตสมาคม ลานพระบรมรูปทรงม้า สนามเสือป่า ทำเนียบองคมนตรี กระทรวงมหาดไทย ถนนราชดำเนินใน ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินนอก ถนนศรีอยุธยา ตั้งแต่วันนี้ – 19 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 – 00.00 น. ของทุกวัน

สำหรับ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) จะทำการเปิดไฟประดับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมจำนวนทั้งสิ้น 12 แห่ง ได้แก่ สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์สะพานกรุงธน (ซังฮี้) สะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานพระปกเกล้า สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2 สะพานกรุงเทพ, สะพานพระราม 3 สะพานพระราม 4 สะพานพระราม 5 และสะพานพระราม 7 โดยจะเปิดไฟประดับ จำนวน 4 วัน ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 10 ถึง วันพุธที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 19.00 – 21.00 น. และสำหรับในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา จะทำการเปิดไฟประดับสะพาน ตั้งแต่เวลา 19.00 – 24.00 น. เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหา ที่สุดมิได้ รวมถึงสร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองในช่วงวันสำคัญของชาติ

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของดวงไฟประดับ เนื่องในโอกาสมหามงคล วันแม่แห่งชาติในปีนี้ ที่หน่วยงานภาครัฐได้จัดขึ้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากจะได้รับความสุข ความประทับใจท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอบอุ่นแล้ว ยังได้รับความรู้อีกมากมาย” นายอนุกูล กล่าว

Advertisement

รัฐบาลชวนสวมเสื้อสีเหลืองในเดือนมหามงคล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 22 กรกฎาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนส่วนราชการและประชาชน สวมเสื้อสีเหลืองในเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะที่ “ภูมิธรรม” รักษาราชการแทนนายกฯ สั่งปรับปรุงการสื่อสารภาครัฐผ่านโซเชียลมีเดียให้ทันเหตุการณ์ กำชับทุกหน่วยงานที่มีหน้าที่แก้ไขสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ต้องพร้อมทุกมิติ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในที่ประชุม ดังนี้

ในเดือนมหามงคลนี้ ขอให้ส่วนราชการร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 นี้ รัฐบาลจึงขอความร่วมมือให้ทุกหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานความมั่นคง ภาคเอกชนและประชาชน พร้อมใจกันแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองเพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันตั้งแต่วันจันทร์ที่ 28กรกฎาคม 2568 ถึงวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568

นอกจากนี้นายภูมิธรรม ยังได้สั่งการเรื่องการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากการสื่อสารของประชาชนในยุคดิจิทัล ปัจจุบันสื่อ social media มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนอย่างมาก ทำให้การรับทราบปัญหา เหตุด่วนเหตุร้ายดำเนินด้วยความรวดเร็วทันการณ์ แต่ในอีกด้านหนึ่งข่าวสารที่เผยแพร่อย่างรวดเร็วอาจขาดการตรวจสอบกลั่นกรอง ดังนั้น ในฐานะที่หน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นผู้ตอบสนองแก้ไขปัญหา จึงขอให้ปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน รับการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายต่าง ๆ เพื่อให้แก้ไขเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างทันการณ์ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ระบุสถานที่ เหตุการณ์ ผู้แจ้งให้ชัดเจน แก้ไขทันเวลา สามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการพิจารณาใช้ทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue) ที่ กทม. และหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานใช้อย่างได้ผลมาแล้ว

ส่วนการแจ้งเบาะแสอาชญากรรม เช่น ยาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ คอรัปชั่น เป็นต้น ต้องให้หลักประกันความปลอดภัยแก่ประชาชนและผู้แจ้งเบาะแสให้ดีที่สุด ส่วนการปล่อยข่าวเท็จ และข่าวลือ ขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดใน social media และเร่งการแก้ไขชี้แจงให้ทันเวลา ก่อนที่จะแพร่ออกไปจนสร้างความสับสนในสังคม สำหรับการประชาสัมพันธ์ผลงานตามนโยบายของรัฐบาล ขอให้สื่อสารประชาสัมพันธ์อย่างถูกต้อง ชัดเจน และรายงานความคืบหน้าเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ขอให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับโฆษกประจำสำนักนายกฯ ประสานหน่วยงานภาครัฐดำเนินการเชิงรุก กระชับการดำเนินงานเรื่องการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ด้วย

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า ในช่วงหน้าฝนจะมีสถานการณ์ น้ำท่วมและอุบัติภัย โดยสัปดาห์นี้ เกิดพายุวิภา และมรสุมตะวันตก ทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ อาทิ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม อาคารบ้านเรือนพังเสียหาย จึงขอให้กรมอุตุฯ กรมทรัพยากรธรณี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยราชการในพื้นที่ ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดเน้นการเตือนภัยและเร่งช่วยเหลือแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ การปรับเตือนภัยเฉพาะพื้นที่ด้วย cell broadcast และสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิดต่อไป

Advertisement

ทบ.นำ นศท. ทั่วประเทศ จัดกิจกรรมจิตอาสา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 16 กรกฎาคม 2568 ทบ.นำ นศท. ทั่วประเทศ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ที่โดมวรรณสมิต ศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร ถนนวิภาวดีรังสิต กองทัพบก โดยหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.ท.วัชรินทร์ มุทะสินธุ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน และ พล.ต. นิธิ รัตนะวรรธนะ ผู้บังคับศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร นำคณะกำลังพล พร้อมด้วยผู้แทนสถานศึกษา และนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) จากสถานศึกษาวิชาทหารในพื้นที่ส่วนกลางเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้นักศึกษาวิชาทหาร ทุกนายทั่วประเทศ ได้ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และแสดงออกถึงความเสียสละ อุทิศตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร, ศูนย์การฝึกและหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบก 34 แห่ง และสถานศึกษาวิชาทหารทั่วประเทศ ดำเนินการจัดกิจกรรมจิตอาสาโดยพร้อมเพรียงกันตั้งแต่ วันที่ 16 ก.ค.68 และตลอดห้วงเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ร่วมชมภาพบรรยากาศถ่ายทอดสดการทำกิจกรรมจิตอาสา จาก 4 กองทัพภาค ผ่านระบบ Google Meet และให้กำลังใจนักศึกษาวิชาทหารที่บริจาคโลหิต ณ โรงเรียนรักษาดินแดน ศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร และร่วมกิจกรรมกับ นศท. ในการพัฒนาคูคลอง ณ วัดกุนนที่รุทธาราม เขตดินแดง กรุงเทพฯ สำหรับกิจกรรมจิตอาสาในวันนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของจิตอาสาพัฒนา ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมได้ ณ พื้นที่จัดกิจกรรมที่อยู่ใกล้บ้าน อาทิ การทำความสะอาด พัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบของสถานที่สำคัญของชุมชน, การพัฒนาแหล่งน้ำ คูคลองและทางระบายน้ำ, การปล่อยพันธุ์ปลาและการปลูกป่า, การมอบสิ่งของให้กับผู้ป่วยเจ็บหรือผู้ยากไร้และการบริจาคโลหิต เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถรับชมกิจกรรมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ประชาสัมพันธ์หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน

ทั้งนี้ ตลอดเดือน กรกฎาคม 2568 กองทัพบกและหน่วยทหาร ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 โดยพร้อมเพรียงทั่วประเทศ เพื่อรวมพลังแห่งความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

Advertisement

Verified by ExactMetrics