วันที่ 28 ตุลาคม 2026

นายกฯ ตั้งวอร์รูม ปภ. ติดตามน้ำท่วมทุกเช้า สั่งทุกหน่วยบูรณาการข้อมูล เร่งช่วยเหลือประชาชนเต็มกำลัง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 กันยายน 2569 นายกฯ ตั้งวอร์รูม ปภ. ติดตามน้ำท่วมทุกเช้า สั่งทุกหน่วยบูรณาการข้อมูล เร่งช่วยเหลือประชาชนเต็มกำลัง

วันนี้ (30 กันยายน 2569) เวลา 09.30 น. ณ ห้องบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อาคาร 3 ชั้น 5 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงข้อมูลจากทั่วประเทศเป็นประจำทุกเช้า เพื่อรับทราบสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการของแต่ละจังหวัด และสามารถสั่งการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานและบูรณาการทุกหน่วยงาน พร้อมจัดตั้งวอร์รูม ณ ปภ. และประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน เวลา 08.00 น. โดย ปภ. รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานและพื้นที่ต่าง ๆ เสนอต่อที่ประชุม เพื่อรับข้อสั่งการและเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในจังหวัดพื้นที่ประสบภัยจะเร่งประชาสัมพันธ์และแจ้งข้อมูลสถานการณ์ให้ประชาชนทราบ พร้อมขอบคุณประชาชนที่มีความเข้าใจและอดทนต่อสถานการณ์ โดยการลงพื้นที่ทำให้ได้รับทราบความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนโดยตรง ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ไฟฟ้า และการช่วยเหลือด้านต่างๆ ซึ่งจากช่วงแรกที่บางพื้นที่ประสบปัญหาความช่วยเหลือไม่เพียงพอ ขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย และสามารถเข้าไปดูแลประชาชนได้เพียงพอมากขึ้น

สำหรับการบริหารจัดการน้ำ บางพื้นที่ยังไม่สามารถระบายน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากพื้นที่โดยรอบยังมีระดับน้ำสูง จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสานและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการและระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยไม่เพิ่มผลกระทบต่อพื้นที่อื่น

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ในสถานการณ์พิเศษ ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเต็มที่ เพื่อแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงาน โดยจะเร่งระดมทุกภาคส่วนช่วยเหลือประชาชนและเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

Advertisement

นายกฯ เตรียมงบกลาง 4,000 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมทั่วประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 กันยายน 2569 นายกฯ เตรียมงบกลาง 4,000 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมทั่วประเทศ มีผู้แทน ครม. กำกับรายภาค–เร่งสูบน้ำ ฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมเดินหน้าโครงการคลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย

วันที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วมว่า รัฐบาลเตรียมใช้งบกลางที่เหลืออยู่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งได้กันสำรองไว้สำหรับการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน คาดว่าจะเพียงพอสำหรับการเยียวยา รวมถึงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร โดยการให้ความช่วยเหลือจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อมูลความเสียหายที่พื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขึ้นมา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการบริหารสถานการณ์อุทกภัยและภัยธรรมชาติ รัฐบาลได้กำหนดผู้รับผิดชอบกำกับติดตามสถานการณ์ในแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลพื้นที่ภาคกลาง รองนายกรัฐมนตรียศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ดูแลภาคเหนือ รองนายกรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ดูแลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุชาติ ชมกลิ่น ดูแลภาคตะวันออก พร้อมทั้งมีการแต่งตั้งเพิ่มเติมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นผู้แทนคณะรัฐมนตรีกำกับดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะทำหน้าที่กำกับดูแล ประสานงาน และดำเนินการแก้ไขปัญหาในนามนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีความชัดเจน สามารถประสานและสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย กรอบวงเงินโครงการกว่า 160,000 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการ 8 ปี ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมทั้งสามารถใช้พื้นที่บางส่วนเป็นแหล่งกักเก็บน้ำหรือแก้มลิงตามธรรมชาติ เพื่อบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนและเพิ่มน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้จะมีการประชุมเพื่อหารือการปรับหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพื่อเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการจัดทำพื้นที่แก้มลิงสำหรับกักเก็บและผันน้ำ รวมถึงสามารถนำน้ำที่กักเก็บไว้ไปใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้ โดยจะมุ่งให้การลงทุนด้านการบริหารจัดการน้ำสามารถสร้างประโยชน์ได้ทั้งในช่วงฤดูน้ำหลากและฤดูแล้ง ในส่วนของแหล่งงบประมาณ จะมีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง รวมถึงพิจารณาการใช้เงินกู้ตามกรอบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณภาคเอกชน อาสาสมัคร และหน่วยกู้ภัยที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย พร้อมระบุว่า รัฐบาลได้ระดมการจัดหาอาหารแห้ง ถุงยังชีพ และอาหารปรุงสุก ทั้งการสั่งซื้อ การจัดตั้งโรงครัว และการจัดรถประกอบอาหารลงพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง ได้เร่งกระจายอาหารและสิ่งของจำเป็นเข้าไปให้ประชาชนแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้เชิญว่าที่ปลัดกรุงเทพมหานครและอธิบดีกรมชลประทานมาร่วมวางแผน เพื่อเร่งสูบน้ำและผันน้ำออกจากพื้นที่ให้มากที่สุด ส่วนการเปิดพื้นผิวถนนจะดำเนินการเร็วที่สุด

Advertisement

นายกฯ เรียกประชุมด่วนแก้น้ำท่วม กทม. สั่งระดมทุกหน่วยเร่งระบายน้ำ–เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กันยายน 2569 นายกฯ เรียกประชุมด่วนแก้น้ำท่วม กทม. สั่งระดมทุกหน่วยเร่งระบายน้ำ–เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ ย้ำ “จุดเดือดร้อนหนักต้องช่วยก่อน” พร้อมสั่งเตรียมงบเยียวยาเบื้องต้น

วันนี้ (28 กันยายน 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมติดตามมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการกำลังและทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เร็วที่สุด

การประชุมครั้งนี้มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์) เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการการทำงานแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเป็นเอกภาพ โดยให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์หลัก (Single Command) ในพื้นที่ เพื่อให้การสั่งการและการบริหารจัดการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมย้ำภารกิจเร่งด่วนที่สุด คือ “เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด” และให้จัดลำดับความสำคัญเข้าช่วยเหลือพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหนัก รวมถึงพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นเป็นลำดับแรก

นายกรัฐมนตรีระบุว่า สถานการณ์ครั้งนี้มีปริมาณน้ำจำนวนมากและอยู่ในระดับรุนแรง จึงต้องใช้กำลังและเครื่องมือจากทุกหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมสั่งการให้เร่งระดมเครื่องผลักดันน้ำ เครื่องสูบน้ำ และอุปกรณ์ที่จำเป็น เข้าไปเสริมในพื้นที่และจุดระบายน้ำสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยเร็ว

สำหรับการดูแลประชาชน นายกรัฐมนตรีกำชับเป็นพิเศษให้กรุงเทพมหานคร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะผู้ที่ยังขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น รวมถึงกลุ่มเปราะบางและประชาชนในพื้นที่ที่ความช่วยเหลือยังเข้าไปไม่ถึง

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จากการลงพื้นที่พบประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วยตนเอง เห็นถึงความยากลำบากและความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย จึงขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเร่งทำงานอย่างเต็มกำลัง ไม่ปล่อยให้มีพื้นที่ใดหรือประชาชนกลุ่มใดตกหล่นจากการช่วยเหลือ โดยนอกจากภารกิจเร่งระบายน้ำแล้ว การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในระหว่างที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลายต้องดำเนินการควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงหลักเกณฑ์และแนวทางการเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมและเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

“นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้น้ำลดเร็วที่สุด และทำอย่างไรให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนโดยเร็ว ทั้งยังสั่งการให้มีการเตรียมงบประมาณเบื้องต้น เพื่อเตรียมการสำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกัน ขอให้ทุกหน่วยงานต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดูแลอาหาร น้ำดื่ม และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเต็มที่ เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ การช่วยเหลือที่รวดเร็วและเข้าถึงประชาชนคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

Advertisement

พม. จัดงานวันผู้สูงอายุสากล 2569 จับมือทุกภาคส่วน ออกแบบสังคมเพื่อชีวิตที่ยืนยาวของคนทุกช่วงวัย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กันยายน 2569 พม. จัดงานวันผู้สูงอายุสากล 2569 โชว์ศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม พร้อมจับมือทุกภาคส่วน ออกแบบสังคมเพื่อชีวิตที่ยืนยาวของคนทุกช่วงวัย

วันที่ 24 กันยายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.)  มอบหมาย  ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันผู้สูงอายุสากล ประจำปี 2569” (International Day of Older Persons 2026) ภายใต้แนวคิดสากล “ยุคแห่งอายุยืนยาว: การทบทวนและปรับเปลี่ยนระบบเพื่อชีวิตที่ยืนยาวขึ้น” (The Age of Longevity : Rethinking Systems for Longer Lives) เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วนในการรองรับประชากรโลกที่มีอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ โดยมี นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. , นายภูร์ผา ไทยแท้ โฆษกกระทรวง พม. (ฝ่ายการเมือง) , นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย , ศ.พญ. จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ ฮีโร่นวัตกรรม นำภูมิปัญญาสู่สากล และผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมประชาบดี ชั้น 19 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ดร.เอนกชัย กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันผู้สูงอายุสากล” เพื่อให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงคุณค่า ศักดิ์ศรี สิทธิ และบทบาทสำคัญของผู้สูงอายุ สำหรับในปี 2569 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดแนวคิดหลักคือ “The Age of Longevity : Rethinking Systems for Longer Lives” หรือ “ยุคแห่งอายุยืนยาว : การทบทวนและปรับเปลี่ยนระบบเพื่อชีวิตที่ยืนยาวขึ้น” เพื่อขับเคลื่อนการทำงานและการเตรียมความพร้อมของสังคมในทุกมิติต่างอย่างยั่งยืน

ดร.เอนกชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2569 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลักสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพเพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีและยืนยาวอย่างมีคุณภาพ การสร้างความมั่นคงทางการเงินและระบบคุ้มครองทางสังคม การเปิดโอกาสให้ตลาดแรงงานมีความครอบคลุมเพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพได้มีส่วนร่วมในการทำงานและการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง และการรักษาศักดิ์ศรีความเท่าเทียมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมสูงวัยที่ยั่งยืน สำหรับงาน “วันผู้สูงอายุสากล ประจำปี 2569” (International Day of Older Persons 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 25 กันยายน 2569 โดยมีกิจกรรมสำคัญมากมาย อาทิ การอ่านสารเนื่องในวันผู้สูงอายุสากล, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุระหว่างกรมกิจการผู้สูงอายุกับสถานประกอบการ และการแถลงข่าว Senior Star Thailand 2026

“งาน “วันผู้สูงอายุสากล ประจำปี 2569”   นับเป็นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ใช้ศักยภาพและความสามารถในการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ ขอให้ทุกภาคส่วนเปลี่ยนมุมมองจาก “เตรียมสังคมเพื่อรองรับผู้สูงอายุ” ไปสู่การ “ร่วมกันออกแบบสังคมสำหรับชีวิตที่ยืนยาวของคนทุกช่วงวัย” ดร.เอนกชัย กล่าวย้ำ

Advertisement

คมนาคมเอาจริง 1 ต.ค. นี้ ยกระดับบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 กันยายน 2569 “คมนาคมเอาจริง” 1 ต.ค. นี้ ยกระดับบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถ ชู “สมุดพก App” ยกระดับบริการ-สร้างความปลอดภัย – แข่งขันอย่างเป็นธรรม

วันนี้ (24 กันยายน 2569) เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคาร 1 กรมการขนส่งทางบก นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมยกระดับรถรับจ้างผ่านระบบแอปพลิเคชัน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป  โดยมีนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วยผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน 8 ราย ได้แก่ Grab, Bolt, inDrive, TADA, MAXIM, LINE MAN, Lalamove และ FINGOGO เข้าร่วมประชุม เพื่อยกระดับการให้บริการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย มีคุณภาพ และสามารถตรวจสอบได้ ควบคู่กับการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมภายใต้กติกาเดียวกัน นับจากการประกาศเจตจำนงความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทั้ง 8 ราย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดความตื่นตัวของผู้ขับรถในการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจน โดยจำนวนการออกใบอนุญาตขับรถสาธารณะใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ จากเฉลี่ย 2,915 ใบต่อเดือน เพิ่มเป็น 8,839 ใบต่อเดือน ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ จากเฉลี่ย 2,271 ใบต่อเดือน เพิ่มเป็น 9,383 ใบต่อเดือน หรือกว่า 3 เท่าตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือที่ผ่านมาเกิดผลเป็นรูปธรรม

แต่การดำเนินงานจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป กระทรวงคมนาคมจะยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น ทั้งกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ผู้ขับรถ และรถที่นำมาให้บริการ ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งโทษจะแตกต่างกันไปตามฐานความผิด และอาจมีทั้งโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะนำมาตรการ “สมุดพก App” มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับและติดตามการดำเนินงานของผู้ให้บริการแอปพลิเคชันอย่างเป็นระบบ โดยจะบันทึกและติดตามกรณีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น การจ่ายงานให้ผู้ขับรถที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ หรือการจ่ายงานให้รถที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้แต่ละแพลตฟอร์มมีส่วนรับผิดชอบในการตรวจสอบผู้ขับรถและรถก่อนนำเข้าสู่ระบบให้บริการ มาตรการดังกล่าวจะทำให้ภาครัฐสามารถติดตามผลการดำเนินงานของแต่ละแอปพลิเคชันได้อย่างต่อเนื่อง และใช้ประกอบการดำเนินมาตรการทางกฎหมายและทางปกครองตามระดับของการฝ่าฝืน ตั้งแต่การตักเตือน การระงับการให้บริการ ไปจนถึงการยกเลิกการรับรองแอปพลิเคชันในกรณีที่มีการฝ่าฝืนอย่างต่อเนื่องหรือไม่ดำเนินการแก้ไข พร้อมประสานสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเสริมว่า ก่อนเข้าสู่การบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวด กรมการขนส่งทางบกได้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งรถและผู้ขับรถสามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกด้านการขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ทั้งการขยายเวลาให้บริการเป็นกรณีพิเศษ และการประสานผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเพื่อนัดหมายผู้ขับรถเข้าดำเนินการขอรับใบอนุญาตเป็นกลุ่มเพื่อให้ผู้ขับรถสามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องก่อนเริ่มยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

“กรมการขนส่งทางบกพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง แต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 1 ตุลาคมแล้ว การให้บริการจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานเดียวกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ารถทุกคันและผู้ขับรถทุกคนที่ให้บริการมีความถูกต้อง ปลอดภัย และตรวจสอบได้” อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกล่าว

ทั้งนี้การดำเนินมาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้รับบริการที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และสามารถตรวจสอบได้ ควบคู่กับการสร้างความรับผิดชอบของผู้ให้บริการแอปพลิเคชันในการดูแลรถและผู้ขับรถในระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย และส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม โปร่งใส ภายใต้กติกาและมาตรฐานเดียวกัน โดยมุ่งให้เกิดความสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัยของประชาชน ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม และความเป็นธรรมในการแข่งขัน” เพื่อยกระดับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันให้เป็นบริการขนส่งสาธารณะที่มีมาตรฐานและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนอย่างยั่งยืน

Advertisement

“บ้านมั่นคงชายแดน” ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด ปรับที่ดินความมั่นคงสร้างบ้าน-เยียวยาทหารบาดเจ็บครบวงจร

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 กันยายน 2569 รัฐบาลดันโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด ปรับที่ดินความมั่นคงสร้างบ้าน-เยียวยาทหารบาดเจ็บครบวงจร

วันนี้ (19 ก.ย. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ชายแดน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำแผนบูรณาการความมั่นคงแบบองค์รวม มีเป้าหมายระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2574 ซึ่งในปี 2570 จะดำเนินการนำร่องใน 5 จังหวัด 21 ชุมชน ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ความยากจน และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่

ทั้งนี้ ในการดำเนินงานจะมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักในพื้นที่จังหวัดชายแดน โดยเตรียมพิจารณานำที่ดินในกำกับดูแลของฝ่ายความมั่นคง มาใช้ประโยชน์ ด้วยการจัดสรรและพัฒนาเป็นโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” โดยให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. มาร่วมวางผังและให้หน่วยทหารร่วมลงแรงพัฒนา ก่อสร้าง ปรับปรุงบ้านเรือน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน และเปลี่ยนแนวกันชนให้เป็นชุมชนเข้มแข็งให้ครบทั้ง752 ชุมชน ใน 26 จังหวัดชายแดน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังบูรณาการฐานข้อมูลกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เพื่อจัดทำแพ็กเกจช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารพรานยากจนรายครัวเรือน ทั้งการปรับปรุงบ้านพักอาศัย การสนับสนุนทุนประกอบอาชีพแก่คู่สมรส และการจัดสวัสดิการสุขภาวะ เพื่อคืนเกียรติยศและสร้างความมั่นคงให้กลุ่มคนเหล่านี้

ขณะเดียวกันจะมีการฟื้นฟูเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและกลุ่มเปราะบาง ด้วยการนำนวัตกรรมด้านการดูแลคนพิการและการออกแบบสภาพแวดล้อมตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาปรับใช้กับบ้านพักของทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากภัยสงคราม พร้อมฟื้นฟูสภาพจิตใจ ฝึกอบรมทักษะอาชีพใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ตลอดจนดูแลผู้สูงอายุติดเตียงและเด็กด้อยโอกาสในชุมชนชายแดน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงกลาโหม จะเร่งจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อสรุปแผนงาน กรอบงบประมาณ แนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน และพื้นที่นำร่องให้ชัดเจน ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเห็นชอบในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อความมั่นคง และเดินหน้าตามความร่วมมือของทั้ง 2 กระทรวงในทันที

Advertisement

ปลดล็อกศักยภาพที่ดินทั่วไทย! “มท.3” มอบกรมโยธาฯ ขยายผล ‘จัดรูปที่ดิน’ ครบทุกจังหวัด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 กันยายน 2569 มท.3 “เจเศรษฐ์ ” นั่งหัวโต๊ะคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ปี 69 เห็นชอบปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ ย้ำเดินหน้าขับเคลื่อนงานจัดรูปที่ดินฯ ครอบคลุม 76 จังหวัด แก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันนี้ (18 ก.ย. 69) เวลา 13.30 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ครั้งที่ 71 – 1/2569 โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดรูปที่ดินฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 2101 อาคาร 2 ชั้น 1 กรมโยธาธิการและผังเมือง ถนนพระราม 9 และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะประธานกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ได้มอบหมายให้ตนทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ในวันนี้ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 เห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ ผศ.ปูรณ์ ขวัญสุวรรณ ผู้แทนสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย นายโชคชัย บรรลุทางธรรม ผู้แทนสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย นายวราพงษ์ เกียรตินิยมรุ่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมและจัดรูปที่ดินไทย และนายอนวัช สุวรรณเดช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางผังเมืองและการจัดรูปที่ดิน ซึ่งทั้ง 4 ท่านมาร่วมขับเคลื่อนงานจัดรูปที่ดินฯ ในฐานะคณะกรรมการฯ เป็นครั้งแรก ในวันนี้

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ขอให้ทุกท่านช่วยเร่งรัดการดำเนินงานให้มีความพร้อมครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด พร้อมย้ำว่า “การจัดรูปที่ดินต้องไม่ใช่เพียงการจัดแปลงที่ดินให้เป็นระเบียบ แต่ต้องมองไปถึงการ “จัดระบบพื้นที่” เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมจะสามารถรองรับโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน การประกอบอาชีพ และการเติบโตของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากพื้นที่ใดมีข้อจำกัดหรือมีปัญหาในส่วนที่ตนสามารถเข้าไปช่วยผลักดันได้ ก็พร้อมที่จะเร่งรัดและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม”

“ขอให้เร่งกำหนดแผนงาน จัดการประชุม และเร่งสรุปผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดโดยเร็ว พร้อมนำหลักการจัดรูปที่ดินไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะ การพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรม การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อให้การจัดรูปที่ดินไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาเมือง การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในระยะยาว ซึ่งตนมีแผนที่จะลงพื้นที่ คงจะได้ร่วมกันทำงานต่อไปในวันข้างหน้า และในโอกาสนี้ขอแสดงความยินดีต้อนรับคณะกรรมการทุกท่านสำหรับการพบกันในครั้งแรกนี”

สำหรับการประชุมฯ ในครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้ร่วมกันพิจารณาการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ 1) การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์และมาตรฐานการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ และ 2) การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและอุทธรณ์เกี่ยวกับการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ดำเนินต่อไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินฯ และรายงานการเงินกองทุนจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

สำหรับคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานร่วมกับกรรมการรวม 28 คน มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย อนุมัติแผนแม่บท ออกระเบียบเกี่ยวกับการเงินและกองทุน ตลอดจนวินิจฉัยปัญหาและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ในขณะเดียวกันยังได้รายงานความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

ปัจจุบันโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการแล้ว 73 โครงการใน 54 จังหวัด โดยแบ่งเป็นกลุ่มตามสถานะขั้นตอนการดำเนินงาน นอกจากนี้ ได้กำหนดทิศทางในอนาคตเพื่อสร้างเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน ด้วยการตั้งเป้าขยายผลให้มีโครงการครบทุกจังหวัด สนับสนุนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและภาคประชาชน พัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐาน รวมถึงอยู่ระหว่างการผลักดันให้มีการเพิ่มหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอื่น ๆ ให้สามารถเป็นผู้ดำเนินการจัดรูปที่ดินได้มากขึ้น เพื่อการพัฒนาเมือง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพประชาชน

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้า “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครองที่อยู่อาศัย 30 ล้านหลังคาเรือน รับมือ 3 ภัย “น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 กันยายน 2569 รัฐบาลเดินหน้าระบบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครองที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือน รับมือ 3 ภัย “น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ตุลาคม 2569

วันที่ 15 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอ เพื่อปรับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย

นายเอกภพกล่าวว่า การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นการปรับแนวทางของภาครัฐจาก “ตั้งรับหลังเกิดภัย” สู่ “บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า” เนื่องจากภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ประสบภัยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ระบบประกันภัยจึงเข้ามาเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศส่งผลให้ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น

สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยดังกล่าว 2,000,000 บาทต่อคน

โดยคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงินและวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งให้มีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว พร้อมให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นายเอกภพกล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น

Advertisement

 

รบ.แจง การปรับ กม.อาวุธปืน มุ่งยกระดับความปลอดภัย ย้ำไม่มีข้อกำหนดต่อใบอนุญาตทุกหนึ่งถึงสองเดือน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 กันยายน 2569 โฆษกฯ เคลียร์ชัด การปรับกฎหมายอาวุธปืน มุ่งยกระดับความปลอดภัย ย้ำไม่มีข้อกำหนดต่อใบอนุญาตทุกหนึ่งถึงสองเดือน ผู้ปฏิบัติหน้าที่–นักกีฬายังครอบครองและพกพาตามกฎหมาย แจงข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงกฎหมายและการควบคุมอาวุธปืน ยืนยัน ยังไม่มีข้อกำหนด พร้อมย้ำแนวทางต่าง ๆ ยังอยู่ในขั้นตอนจัดทำพระราชบัญญัติผ่านความเห็นชอบในหลักการตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนส่งเข้าสู่พิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป จะต้องผ่านกระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่หากรับหลักการจะต้องมีการพิจารณา จึงยังไม่มีผลบังคับใช้

วันนี้ (13 กันยายน 2569) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายและระบบควบคุมอาวุธปืน มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ควบคู่กับคำนึงถึงความจำเป็นของผู้ที่กฎหมายอนุญาตให้ครอบครองหรือพกพาอาวุธปืน โดยให้เน้นการจัดทำฐานข้อมูล และทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับความจำเป็นและสถานการณ์ความเป็นจริงในปัจจุบัน

สำหรับแนวทางด้านระบบข้อมูล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำระบบทะเบียนการขออนุญาต รวมถึงข้อมูลอัตลักษณ์และประวัติอาวุธปืนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและรองรับการสืบค้นข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยรายละเอียดของระบบยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านการปรับปรุงกฎหมาย คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญในการเพิ่มความเข้มงวดในการออกใบอนุญาต กำหนดให้ผู้ขอมีอาวุธปืนต้องผ่านการอบรมและมีใบรับรองการตรวจสภาพจิต รวมถึงปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

นายเอกภพย้ำว่า ข้อมูลที่ระบุว่าจะให้ประชาชนต่อใบอนุญาตและเสียค่าธรรมเนียมทุก 1–2 เดือนนั้น ไม่เป็นไปตามแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะเดียวกัน ผู้ปฏิบัติหน้าที่และนักกีฬายังคงดำเนินการเกี่ยวกับอาวุธปืนได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ การมีใบอนุญาตให้มีและใช้ปืนไม่ได้หมายความว่าสามารถพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะได้โดยไม่มีเงื่อนไข โดยการครอบครองและการพกพายังคงต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นขั้นตอนของร่างกฎหมายและอยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติ การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตของคนไทยทุกคน ขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติหน้าที่และนักกีฬาที่มีความจำเป็นต้องครอบครองหรือพกพาอาวุธปืน ยังคงสามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด” โฆษกรัฐบาล กล่าว

Advertisement

“อนุทิน” แถลงคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น ยึดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้านบาท ลั่นเดินหน้าปราบสิ้นซาก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 กันยายน 2569 “นายกฯ อนุทิน” ควง 7 หน่วยงาน แถลงคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น ขยายผลยึดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้านบาท ลั่นเดินหน้าปราบสิ้นซากลุยล้างบางโกงสอบท้องถิ่น ย้ำชัด “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย”

วันนี้ (11 ก.ย. 69) เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นางสาวมิรินทร์รัช ชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 101 ชั้น 1 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

นายอนุทิน กล่าวว่า แถลงความคืบหน้าคดีสำคัญของประเทศ คือ “คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น” ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการไทย หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าคดีนี้จบลงแล้ว แต่แท้จริงแล้ว คดียังไม่จบและกำลังอยู่ระหว่างการขยายผลในทุกรูปแบบ การดำเนินการที่ผ่านมาของกระทรวงมหาดไทย เป็นเพียงการเพิกถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่ง และแจ้งชื่อไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเลิกจ้างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตกว่า 5,000 รายเท่านั้น

“คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการบูรณาการความร่วมมือตาม MOU 7 หน่วยงาน ซึ่งตนได้สั่งการไว้ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันการทำงานร่วมกันภายใต้กรอบกฎหมายมีความคืบหน้าไปมาก เราสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้หลายรายและกำลังขยายผลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังสามารถยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้วมูลค่ารวมกว่า 320 ล้านบาท โดยสำนักงาน ปปง. กำลังสืบสวนและวิเคราะห์เส้นทางการเงินเพื่อเชื่อมโยงผู้กระทำผิดเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งทางอาญาและวินัย รวมถึงมีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการสอบในครั้งนี้ออกจากตำแหน่งหน้าที่แล้ว” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อไปอีกว่า ขอใช้โอกาสนี้ยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐและประชาชนด้วยความชัดเจนที่สุดว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดหรืออยู่ในตำแหน่งระดับใด หากพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงใคร เราจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เป็นธรรม และถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้น รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามขบวนการนี้ให้สิ้นซาก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน และคืนสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่เข้าสอบด้วยความรู้ความสามารถอย่างสุจริต

“ขอให้พี่น้องประชาชนคลายความกังวลได้ว่า จะไม่มีอิทธิพลใด ๆ มาทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้กระทำผิดได้ การทำงานของเรามีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยมีสำนักงาน ปปช. เป็นผู้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนหลัก ซึ่งรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และทุกหน่วยงานพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ท้ายนี้ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ทำงานด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อปกป้องหลักคุณธรรมของระบบราชการไทย ทั้งนี้ เมื่อมีความคืบหน้าเพิ่มเติม เราจะกลับมาแถลงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบเป็นระยะต่อไป” นายอนุทิน กล่าวเน้นย้ำ

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ ป.ป.ง. กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยึดและอายัดทรัพย์สินจากการกระทำความผิดในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่กำชับให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการอย่างเที่ยงธรรมและถูกต้อง โดยได้มีการบูรณาการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงานอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การทุจริตเกี่ยวกับการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นนั้น ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการดำเนินการ สำนักงาน ปปง. ได้วางกรอบการทำงานโดยตรวจสอบไล่ตั้งแต่บุคคลที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด และมีการสืบสวนขยายผลลงมา มีการตรวจสอบธุรกรรมและเส้นทางการเงิน ซึ่งในเบื้องต้นได้นำไปสู่การออกคำสั่งยึดทรัพย์สินแล้วทั้งหมด 3 คำสั่ง รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 320 ล้านบาทเศษ ที่กล่าวมานี้คือความคืบหน้าเบื้องต้น และขณะนี้เรากำลังอยู่ในขั้นตอนของการขยายผลการสืบสวนต่อไป

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตามที่ได้เกิดกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยได้รายงานให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบ และได้รับข้อสั่งการให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยในเบื้องต้นได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เข้ามาปฏิบัติราชการที่กระทรวงมหาดไทยทันที เพื่อเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งเร่งดำเนินการ 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1) การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน โดยมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแล สถ. เป็นประธาน 2) การเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์และกองบังคับการปราบปราม และ 3) สั่งการให้ สถ. ชะลอการบรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันในรุ่นต่อไป อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการกลางฯ ได้มีมติให้ดำเนินการบรรจุผู้สอบแข่งขันรุ่นที่ 3 จำนวน 3,000 คนไปก่อน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ต่อไป

ในส่วนของการแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น กระทรวงมหาดไทยได้นำข้อมูลคะแนนสอบที่แท้จริงจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงาน ป.ป.ท. เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อให้มีมติยกเลิกผลคะแนนที่ผิดพลาด ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลคะแนนและขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันใหม่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ได้ตรวจสอบประเด็นข้อกฎหมายและส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ผิดพลาดในขั้นตอนต่างๆ แล้ว และจะเร่งดำเนินการพร้อมรายงานความคืบหน้าให้ทราบในระยะต่อไป

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ผลการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาบัญชีสอบข้าราชการท้องถิ่นได้ดำเนินการตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักการลงโทษผู้กระทำผิด คืนความยุติธรรมให้ผู้สอบผ่านอย่างสุจริต และพิจารณาตามข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส กระบวนการนี้ใช้บัญชีผลสอบที่ถูกต้องซึ่งผ่านการตรวจสอบรับรองจากตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ช. และการสอบทานข้อมูลซ้ำอย่างละเอียดจากร้อยกว่าเจ้าหน้าที่ ก่อนนำไปขออนุมัติจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน จากนั้นจึงได้ประกาศผลตามคะแนนจริงและสั่งการให้ ก.จังหวัด ทั่วประเทศออกคำสั่งเพิกถอนการบรรจุผู้ที่ทุจริตแก้ไขคะแนนจำนวน 3,868 ราย (จากยอดผู้ถูกแก้ไขคะแนนทั้งหมด 5,925 ราย) ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมทั้งเปิดให้ผู้เข้าสอบขอดูคะแนนเพื่อความโปร่งใส ซึ่งมีผู้มาขอดู 1,489 รายโดยไม่มีผู้ใดอุทธรณ์คัดค้าน และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการฟ้องร้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ออกคำสั่งเพิกถอนแต่อย่างใด ทั้งนี้ได้มีการจัดเตรียมนิติกรระดับจังหวัดคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลและสนับสนุนด้านกฎหมายแก่ท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะบูรณาการความร่วมมือเพื่อลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยอีก แม้ได้รายงานความคืบหน้าต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงแล้วแต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ทางหน่วยงานขอยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผล นำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในเร็ววัน เพื่อแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดและไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่เจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ ต่อไป

นางสาวมิรินทร์รัช ชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ความคืบหน้าการไต่สวนกรณีทุจริตการสอบแข่งขันของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปัจจุบันสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 700 ปาก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้ทราบถึงกระบวนการทุจริตอย่างชัดเจน โดยพบว่ามีข้าราชการระดับผู้บริหารของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมวางแผนและกำหนดขั้นตอนการโกงข้อสอบ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนายหน้า ทั้งนายหน้าหลักและนายหน้ารอง ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมาก ทำหน้าที่รวบรวมผู้สมัครสอบที่ต้องการทุจริตพร้อมทั้งเก็บรวบรวมเงินส่งมอบให้กับผู้บริหารกรมฯ จากข้อมูลของกลุ่มนายหน้าทำให้ ป.ป.ช. ทราบถึงเส้นทางการเงินว่าถูกส่งต่อไปยังบุคคลใดบ้าง โดยขณะนี้ได้ประสานให้สำนักงาน ป.ป.ง. เข้ามาตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สินของนายหน้า ข้าราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ในขณะเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังเตรียมการตรวจสอบกระดาษคำตอบฉบับจริง โดยได้รับความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชในการร่วมตรวจสอบกระบวนการดังกล่าวเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมสูงสุด

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics