วันที่ 26 เมษายน 2026

ปลัด มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บรรเทาผลกระทบวิกฤติตะวันออกกลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 เมษายน 2569 ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติม บรรเทาผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย คุมเข้มราคาสินค้าเกษตร รณรงค์ใช้ยานพาหนะสาธารณะ ดูแลเส้นทาง และความพร้อมสถานีบริการน้ำมัน ให้เพียงพอการเดินทางช่วงสงกรานต์

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย (ศบก.มท.) เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เร่งยกระดับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาพลังงานและภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง

“เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกิดผลเป็นรูปธรรมและครอบคลุมทุกมิติ ตนได้ลงนามในโทรสารสั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งดำเนินการใน 4 มาตรการสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ 1. การกำกับดูแลต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่สุ่มตรวจและควบคุมราคาปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสขึ้นราคาที่เป็นการเอาเปรียบเกษตรกร โดยกำชับว่าหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น 2. บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อเร่งรัดมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง กลุ่มเปราะบาง และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด 3. ดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการอย่างเคร่งครัด ทั้งการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) มาตรการประหยัดพลังงานโดยใช้ทรัพยากร และพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า และงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ และ 4. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการสาธารณะในการเดินทางไป – กลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจัดหารถโดยสารสาธารณะและเพิ่มจำนวนเที่ยวการเดินทางให้เหมาะสมและเพียงพอ และกำหนดจุด/สถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้รถโดยสารสาธารณะสามารถเติมน้ำมันได้อย่างเพียงพอครอบคลุมทุกพื้นที่การเดินทาง เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดการใช้พลังงาน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเน้นย้ำว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ใช้กลไกมหาดไทยในระดับพื้นที่ สื่อสารสร้างความเข้าใจและเข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันทุกพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมสนับสนุนและบูรณาการทุกสรรพกำลังในการยกระดับเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทำให้พี่น้องประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในเร็ววัน

Advertisement

“นายกฯ” แฉ ขบวนการกักตุน ค้ากำไรเกินควร ลอยเรือกลางทะเล หวังรอประกาศขึ้นราคา ก่อนฟีดเข้าระบบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 เมษายน 2569 “นายกฯ” แถลง พบขบวนการกักตุน ค้ากำไรเกินควร ลักลอบส่งออกน้ำมัน แฉ ลอยเรือกลางทะเล หวังรอประกาศขึ้นราคา ก่อนฟีดเข้าระบบ และปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลังให้ปั๊ม รัฐบาลมอบ DSI รับเป็นคดีพิเศษ สั่งฟันผิดเฉียบขาด ให้ความมั่นใจประชาชน ช่วงกลับบ้านสงกรานต์ น้ำมันไม่ขาดแคลน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาล โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปราม การกักตุน และลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์หรือ ศบก.ขึ้น รวมทั้งได้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ในการตรวจสอบติดตามและบังคับใช้กฎหมายผู้ที่กักตุนน้ำมัน ทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน โดยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องยึดหลักการ “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชน ทำลายความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ไม่ว่าจะมีอิทธิพลแค่ไหนก็ตาม จะเร่งดำเนินการตามกฏหมายอย่างเฉียบขาดและเคร่งครัด

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครองในพื้นที่ที่ติดตามการดำเนินการของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลาง ที่รับน้ำมันจากผู้ค้า (จ๊อบเบอร์) ซึ่งผลจากการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ได้พบรูปแบบการกักตุนและค้ากำไร ดังนี้

1.พบการประวิงเวลาขนส่งน้ำมันทางทะเล เพื่อรอให้มีการประกาศเพิ่มราคาน้ำมันจากนั้น จะฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบให้ให้ได้กำไรมากขึ้น

2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ไปยังสถานีบริการหรือลูกค้าปลายทาง

3.มีการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำลังเร่งตรวจสอบและขยายผลว่า ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มใดที่ทำผิดกฎหมายเกี่ยวปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเล เชื่อว่า มีการลักลอบขนถ่ายทางทะเลและกำลังเร่งสอบสวนและขยายผลไปเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีความผิดปกติที่ตรวจพบในการรายงานปริมาณน้ำมันระหว่างหน่วยตรวจสอบ ได้แก่ กรมเจ้าท่าและกรมธุรกิจพลังงาน กับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น และเรียกจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยรัฐบาลจะตรวจสอบยืนยันกับฐานข้อมูลการเดินเรือกับ ศรชล.และจะขยายผลการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำเกินปริมาณที่ขออนุญาตไว้

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การกระทำทั้งหมดนี้เป็นการค้ากำไรเกินควรจากราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงานของโลก จึงทำให้รัฐบาลต้องใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนกับราคาขายมากขึ้น ทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท เงินที่ไปสนับสนุนลิตรละ 17 บาท รัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่จะต้องการสนับสนุนประชาชนคนไทยที่ใช้น้ำมันสัญจร ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้เกิดการกักตุน ลักลอบไปขายยังต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลต้องดำเนินการเด็ดขาดกับการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศ ได้มอบหมายให้ดีเอสไอ ตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินการอย่างเฉียบขาดต่อไป

ช่วงท้ายการแถลงข่าวสถานการณ์น้ำมัน นายอนุทินย้ำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า รัฐบาล เดินหน้าช่วยเหลือประชาชน โดยเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ พร้อมสร้างความมั่นใจว่า จะมีน้ำมันให้ประชาชนเติมและใช้ตามปกติ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ขอให้มั่นใจว่า รัฐบาลได้บริหารจัดการให้มีน้ำมันในรูปแบบต่างๆ ให้บริการในช่วงวันหยุดเทศกาลนี้ ขอประชาชน อย่าตื่นตระหนกว่า จะไม่มีน้ำมันขับกลับบ้าน เพราะถ้าใช้แบบสภาวะปกติ ไม่ต้องเผื่อใส่ถังแกลลอน ไปตุนไว้ น้ำมันจะมีให้บริการเหมือนทุกครั้ง ทุกปี โดยปีนี้ได้ประสานงานไปยังผู้ประกอบการ ตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.พลังงาน ให้มีการสแตนด์บายรถขนส่งน้ำมันเป็นพิเศษ ขอให้ทุกคนกลับไปพบกับครอบครัว ใช้วันหยุดให้มีความสุขมากที่สุด รัฐบาลได้ตรียมการยกเว้นระเบียบรถขนส่งน้ำมัน หากได้รับการร้องขอจากสถานีบริการน้ำมัน หากเวลาใดน้ำมันขาด จะไปเติมให้อย่างทันท่วงที

นายกรัฐมนตรียังแจ้งว่า ศูนย์ ศบก. ที่ตั้งขึ้นโดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรีจะสิ้นสุดวาระในสัปดาห์หน้า และจะมีการตั้ง ศบก.ชุดใหม่ ตามกฏหมายทุกอย่าง ในรอบแรกเน้นเรื่องการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอกับการใช้ในประเทศ ไม่มีการขาดแคน หลังจากนี้ ศบก.จากนี้ ในรัฐบาลที่จะเข้ามานี้ ก็จะเน้นในเรื่องของมาตรการการช่วยเหลือประชาชน รวมถึงการบริหารจัดการโครงสร้างพลังงาน ให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน ดังนั้นก็จะมีภารกิจเพิ่มเติมมากขึ้นกว่า ศบก.ชุดเดิม เรียกได้ว่าเป็นศบก.พลัส ที่จะต้องมีภารกิจเพิ่มเติมอีกหลายระดับ

“ดังนั้น หากประชาชนกลับมาใช้ปริมาณปกติ การบริหารสถานการณ์ใหม่ ก็จะไม่มีคำว่าขาดแคลน ตอนนี้การหาแหล่งน้ำมัน ก็เฟิร์มออเดอร์ไปแล้ว ที่จะส่งเข้ามาเป็นปกติ ไปจนถึงต้นเดือนมิถุนายน และเราก็ยังจะใช้วิธีการจัดซื้อ สรรหา จากภูมิภาคอื่นด้วย ซึ่งก็มีการติดต่อตลอดเวลานี้ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลทำทุกวิถีทาง บางครั้งที่ไม่ได้พูดออกมา เพราะบางเรื่องเป็นความลับ ที่ต้องมั่นใจก่อนว่า จะไม่ให้เกิดข่าวรั่วไหล ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น ไม่ได้มีอะไรที่ปกปิด หรือปิดบังข้อมูลใดใดต่อพี่น้องประชาชนแม้แต่น้อย ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาล คำนึงถึงพี่น้องประชาชนเป็นอันดับแรกเสมอ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป” นายอนุทิน กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเตรียมพร้อมน้ำมันช่วงสงกรานต์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจในความกังวลของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงขอชี้แจงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการและติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดในประเด็นหลักๆ ดังนี้

  1. การกระจายน้ำมัน มีแผนในรายละเอียด คือ 1) กระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรและลดความแออัดในสถานีบริการ 2) กำชับผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น พร้อมจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสแตนด์บายในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง 3) จัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม 4) อำนวยความสะดวกการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า
  2. ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น
  3. เร่งบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกผ่านกลไกทางการทูตและการเจรจา เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่ง อาทิ บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมสนับสนุน และอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศไทย
  4. ติดตามการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศให้เป็นตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ และในระยะยาวก็จะมีการนำเข้าเป็นระยะๆสอดรับระดับความต้องการ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันให้ถึงมือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเข้มในเรื่องการจับกุมผู้กักตุนน้ำมัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สนธิกำลังร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าอิสระในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ กรมสรรพสามิตบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานในพื้นที่ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในเขตพื้นที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มี.ค. และตรวจพบน้ำมันดีเซล จำนวน 85,000 ลิตร ซึ่งไม่สามารถแสดงที่มาของน้ำมันได้จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท

“เพื่อดูแลการเดินทางของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามานี้ รัฐบาลเตรียมพร้อม เร่งระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง ประชาชนยังสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือที่เว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ สำหรับสถานีน้ำมันในแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

นายกฯอนุทิน ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 มีนาคม 2569 นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคุกรุ่น ขอประชาชนมั่นใจน้ำมันไม่ขาดแคลนแน่นอน ลดความเดือดร้อนในประเทศให้น้อยที่สุด พร้อมร่วมกันประหยัด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ว่า ราคาเป็นไปตามกลไก เราพยายามทำให้อย่างน้อยความมั่นคงทางการมีน้ำมันในประเทศมีมาก ราคาถ้าอุ้มมากงบประมาณที่เอามาใช้ก็ร่อยหรอไปทุกวัน และที่สำคัญถ้าราคาต่ำกว่า โอกาสที่จะรั่วไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน การกักตุนก็เพิ่มมากขึ้น ก็พยายามให้อยู่ในราคาตลาดโลก ทุกประเทศก็ต้องรับในราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งในภูมิภาคอาเซียนเองไทยอยู่ในลำดับท้ายๆที่ราคาน้ำมันไม่สูงเท่าประเทศอื่น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เองราคาน้ำมันเขาก็ยังสูงกว่าเรา

เมื่อถามว่าราคาน้ำมันจะขยับขึ้นอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีโอกาส เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคุกกรุ่นอยู่ เมื่อสักครู่มีรายงานว่าเขาประกาศปิดช่องแคบอีกแล้ว ตนก็ต้องถามว่าตรงนี้ไทยได้รับผลกระทบหรือเปล่า สถานการณ์เปลี่ยนทุกวัน แต่สิ่งที่เราทำได้เรียบร้อยสำเร็จแล้วคือประเทศไทยไม่ขาดน้ำมัน เรายังสามารถใช้ศักยภาพในการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามา เมื่อสักครู่มีการประชุมได้ให้ ปตท.จัดหาน้ำมันที่กลั่นแล้ว ดีเซลในส่วนที่เอาไปขายประเทศลาว ขอให้เราใช้น้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาแล้วขายไปที่ลาวเลย เก็บน้ำมันที่กลั่นโดยปตท.ไว้ในประเทศไทย นี่เป็นการสร้างความมั่นใจเพิ่มให้ประชาชน ตอนที่เราขายไปลาวก็ไม่มีปัญหาอะไรวันละ 5 ล้านลิตร แต่เพื่อให้ความมั่นใจขึ้นมาอีก เพราะสถานการณ์อาจดูยืดเยื้อไปอีก ส่วนของโรงกลั่นที่ไม่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลจะไปเจรจากับเขาว่าสั่งดีเซลจากต่างประเทศเข้ามา แล้วทรานชิปเม้นท์ส่งไปลาว ซึ่งเราพูดคุยตกลงราคาแล้วว่าสู้ได้ในราคาไหน เราไม่ได้เอากำไรเขามากมาย แต่ที่สำคัญน้ำมันที่กลั่นโดยโรงกลั่นในประเทศไทยก็เก็บรักษาในเมืองไทยมากที่สุด ก็เพิ่มจำนวนน้ำมันดีเซลในประเทศมากขึ้น

เมื่อถามว่า วันนี้ประชาชนมั่นใจได้ใช่หรือไม่ว่าเราจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแน่นอน นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้มั่นใจได้เลย เรื่องราคาที่ตอนแรกเราพยายามอุ้ม 15 วัน แล้วที่มีคนบอกว่าไม่ควรไปอุ้มเลย ตนเห็นควรว่าควรพยุง 15 วันแรก เพราะรัฐบาลต้องไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม ซึ่งประชาชนก็เห็นแล้วว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ดีขึ้นเลย โอกาสที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นก็มี แต่จะให้เราพยุงราคาน้ำมันไปตลอดที่มีความขัดแย้งก็ไม่ได้

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และสร้างความมั่นใจว่าจะลดความเดือดร้อนในประเทศให้น้อยที่สุด ก็ต้องขอร้องให้ประชาชน ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ร่วมกันทำตามมาตรการ ประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟ เวิร์กฟรอมโฮม ถ้าอยู่เส้นทางเดียวกันไปด้วยกัน ใช้รถสาธารณะ เพราะประเทศไทยมีความสะดวกสบายเรื่องรถสาธารณะ ไม่แพ้ประเทศใดในโลก ทั้งนี้ตนได้กำชับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ขอให้ขนส่ง รถสาธารณะ รถทัวร์ต่างๆ เตรียมความพร้อมรองรับประชาชนให้เต็มที่

Advertisement

“เอกนิติ” เผยน้ำมันขาดหน้าปั๊ม เหตุความต้องการพุ่งเกินกำลังผลิต

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 มีนาคม 2569 วิกฤตพลังงานซ้ำซ้อน! “เอกนิติ” เผยน้ำมันขาดหน้าปั๊ม เหตุความต้องการพุ่งเกินกำลังผลิต เร่งสั่งลดสัดส่วนสำรองน้ำมัน ระบายสู่หน้าปั๊ม ป้องกันน้ำมันขาด ยืนยันมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพอ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงวิกฤตพลังงาน ว่า สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันที่หนักและคาดเดาไม่ได้ สถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คิด เป็นวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก นโยบายรับมือวิกฤตช่วงแรกและการตรึงราคา รัฐบาลได้พยายามดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบด้วยการใช้กองทุนน้ำมันตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร เป็นเวลา 15 วัน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ และจากการประเมินสถานการณ์พบว่าวิกฤตจะยาวนานและใหญ่กว่าที่คิด การตรึงราคาทำให้เกิดปัญหาการกักตุนน้ำมัน เพราะประชาชนไปเติมก่อนราคาขึ้น รวมถึงความต้องการน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจาก 67 เป็น 80-100 ล้านลิตร/วัน เกินกำลังการกลั่นสูงสุดที่ 76 ล้านลิตร/วัน และระบบขนส่งลำเลียงไม่ทัน

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลต้องบริหารจัดการปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยมีการติดตามและตรวจสอบข้อมูลการผลิตน้ำมันจากบริษัทต่างๆ แบบวันต่อวัน เพื่อยืนยันว่าไม่มีการบิดเบือนข้อมูล และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันดิบมีพอ ไม่ใช่แค่เชื่อข้อมูลที่ได้รับ โดยนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการกักตุนและเอาเปรียบประชาชน ซึ่งปัญหาการขาดแคลนและแย่งน้ำมันเกิดจากหลายปัจจัยคือ 1.พฤติกรรมการกักตุนของประชาชนเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น 2. ปัญหาช่องทางการขนส่ง ทั้งรถบรรทุก รถไฟ เรือและท่อ ถูกจำกัดเวลาวิ่ง ไม่สามารถเร่งรอบส่งน้ำมันให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นแบบกะทันหันได้ 3. ปั๊มที่มียี่ห้อรอง (Jobber) ไม่ได้รับน้ำมัน ทำให้ผู้บริโภคแห่ไปปั๊มใหญ่ 4. เรือประมงใช้น้ำมันเขียว หรือบางกลุ่มใช้น้ำมันลักลอบจากมาเลเซีย แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันต่างประเทศแพงกว่าน้ำมันในไทยที่รัฐอุดหนุน ทุกกลุ่มจึงเปลี่ยนมาแย่งเติมน้ำมันที่หน้าปั๊มปกติ

รมว.คลัง กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน รัฐบาลได้สั่งการให้ 1. สั่งปรับลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากที่เคยประกาศเพิ่มขึ้น ให้กลับมาอยู่ที่ 1% เท่าเดิม เพื่อระบายน้ำมันที่เก็บไว้ในคลังออกมาสู่หน้าปั๊มให้ประชาชนทันที 2. ยกเลิกข้อกำหนดการเพิ่มสำรองน้ำมันที่ทำให้ผู้ค้าเก็บน้ำมันไว้ 3. ปลดล็อกให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ทั้งวัน 4. กำกับให้เรือประมงได้รับน้ำมันจากผู้ค้า เพื่อแก้ปัญหาการแย่งซื้อที่ปั๊ม

“วันนี้เราต้องยอมรับว่ามันคือวิกฤตพลังงานโลกที่หนักมาก การฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล เราต้องบอกความจริงกับประชาชน ทุกคนต้องช่วยกันปรับตัวตามความผันผวนของตลาดโลก เพราะการยันราคาจะทำให้เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลนและลักลอบนำน้ำมันไทยไปขายต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องบริหารจัดการให้เป็นไปตามกลไกตลาด ค่อยๆ ปรับ และมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยดูแลด้านราคาสินค้าอยู่” รมว.คลัง กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบไว้แล้วโดยระยะสั้น มุ่งเน้นการจัดระเบียบระบบจำหน่ายน้ำมันให้กลับสู่ภาวะปกติ เช่น การปรับลดปริมาณน้ำมันสำรองที่กำหนดไว้ เพื่อให้มีการกระจายน้ำมันไปยังปั๊มขนาดเล็กอย่างเพียงพอ และการปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัวในระดับหนึ่ง โดยเทียบเคียงราคาตลาดโลกและราคาในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย พร้อมทั้งใช้กองทุนน้ำมันและพิจารณาภาษีสรรพสามิตเพื่อลดผลกระทบ และปราบปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ส่วนระยะยาว เตรียมผลักดันพลังงานทางเลือก อาทิ ไบโอดีเซล เอทานอล น้ำมันปาล์ม การประหยัดพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันโครงการ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” โดยใช้ประโยชน์จากแสงแดดในการผลิตไฟฟ้า หรือ Solar Farm, Solar ลอยน้ำ และสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop โดยมีการลดหย่อนภาษีและระบบซื้อคืนไฟฟ้า จะช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

Advertisement

รัฐบาลชวนร่วมกิจกรรม “60 Earth Hour” ปิดไฟ 1 ชม. พร้อมกันทั่วโลก 28 มี.ค.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 มีนาคม 2569 ชวนคนรักษ์โลก ร่วมกิจกรรม “60 Earth Hour” ปิดไฟ 1 ชั่วโมง พร้อมกันทั่วโลก เพื่อลดโลกร้อน วันเสาร์ที่ 28 มี.ค. 69 เวลา 20.30 – 21.30 น.

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า กลับมาอีกครั้ง กับกิจกรรมลดโลกร้อน ที่นานาชาติให้ความสำคัญอย่าง “60 Earth Hour 2026” โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นโครงการร่วมมือระดับนานาชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ “ปิดไฟเป็นเวลา 1 ชั่วโมง” เพื่อกระตุ้นให้คนได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้น ซึ่งริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2550 ที่ประเทศออสเตรเลีย การรณรงค์ในครั้งนั้นได้รับความร่วมมือจากประชาชนกว่า 2.2 ล้านคน และผู้ประกอบการกว่า 2,000 ราย สามารถลดปริมาณการใช้พลังงานได้ถึง 10.2 % ซึ่งเทียบได้กับปริมาณรถยนต์บนท้องถนนที่จะลดลงไปถึง 48,000 คันต่อปี

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยมีหลายหน่วยงานได้ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมดังกล่าว เช่น การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนนโยบายประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศเชิญชวนประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ร่วมกิจกรรมดังกล่าว ด้านกรุงเทพมหานครประกาศเชิญชวนประชาชน ให้เป็นส่วนหนึ่งในการลดใช้พลังงานไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน ที่คอนโด ที่หอ ที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย ที่ไหนๆ ก็สามารถที่จะเข้าร่วมกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมงได้

“รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกิจกรรม 60 Earth Hour 2026 ด้วยการปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งาน เป็นเวลา 1 ชั่วโมง พร้อมกันกับคนทั่วโลก ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 20.30 – 21.30 น. การปิดไฟส่องสว่างในช่วงเวลาดังกล่าว ถือว่าเป็นการร่วมใจกันแสดงเจตนารมณ์ ลดการใช้ไฟฟ้าที่เกินความจำเป็น และการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” รองโฆษกฯ กล่าว

Advertisement

“อนุทิน” ส่งสารเนื่องในวัน อปพร. ปี 2569

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 มีนาคม 2569 “อนุทิน” นายกฯ มอบสารเนื่องในวัน อปพร. ปี 2569 ยกย่อง อปพร. คือกำลังสำคัญในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตั้งแต่ในชุมชนถึงภัยขนาดใหญ่ พร้อมย้ำแนวทาง “ลดความเสี่ยงควบคู่การเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุ ให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกลาง มอบสารเนื่องในวันอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หรือ “วัน อปพร.” ประจำปี 2569 ให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่า การปฏิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ถือเป็นหนึ่งในความภูมิใจของชาติ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการมีจิตสาธารณะของอาสาสมัครที่เสียสละทุ่มเทเพื่อสังคม ก่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนจนเป็นที่ประจักษ์มาโดยตลอด ซึ่งการที่ประเทศชาติจะมีความมั่นคงปลอดภัยได้นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งนี้ “อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน” ถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตั้งแต่สาธารณภัยขนาดเล็กภายในชุมชน ท้องถิ่น อำเภอ และจังหวัด ไปจนถึงสาธารณภัยขนาดใหญ่ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ รวมถึงการสนับสนุนภารกิจในสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดน ซึ่งในบางสถานการณ์พี่น้องอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความเสี่ยงภัยอันตราย บางท่านได้รับบาดเจ็บ บางท่านสละชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ จึงนับได้ว่าเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าและควรค่าแก่การยกย่องเชิดชูเกียรติอย่างยิ่ง

สำหรับในปี 2569 นี้ นายกรัฐมนตรีขอเชิญชวนพี่น้องอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนได้ร่วมกับภาครัฐ ผนึกกำลังผลักดัน และขับเคลื่อนการพัฒนาระบบความปลอดภัยของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยควบคู่กับการเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุ ให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ โดยยืดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญดังอุดมการณ์ “เมตตา กล้าหาญ” อันเป็นหัวใจของการปฏิบัติหน้าที่ของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน

Advertisement

พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี

21 มีนาคม 2569 พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

วันที่ 20  มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

โสภณ ซารัมย์

ประธานสภาผู้แทนราษฎร

Advertisement

ทูตสหรัฐฯ ยินดี “อนุทิน” นั่งนายกฯ ยันพร้อมทำงานร่วมกันใกล้ชิด กระชับความสัมพันธ์ไทย-อเมริกัน 

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มีนาคม 2569 ทูตสหรัฐฯ ยินดี “อนุทิน” นั่งนายกฯ ยันพร้อมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด กระชับความสัมพันธ์ไทย-อเมริกัน ตั้งเป้าเสริมความแข็งแกร่งในฐานะพันธมิตรที่มีมายาวนาน

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เผยแพร่แถลงการณ์จาก นายฌอน เค. โอนีลล์ (Sean K. O’Neill) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เพื่อแสดงความยินดีต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ในแถลงการณ์ดังกล่าว นายโอนีลล์ ระบุว่า สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่และคณะรัฐบาลชุดใหม่อย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายหลักในการเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับความเป็นพันธมิตรที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันความร่วมมือเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืนสืบไป

Advertisement

ศบก.เร่งกระจายน้ำมันทั่วประเทศ ผ่อนปรนขนส่ง 24 ชม. เพิ่มเที่ยววิ่ง พร้อมเสริม B20 นายกฯย้ำน้ำมันเพียงพอ อย่ากักตุน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 มีนาคม 2569 ศบก. เร่งมาตรการกระจายน้ำมันทั่วประเทศ ผ่อนปรนขนส่ง 24 ชม. เพิ่มเที่ยววิ่ง พร้อมเสริม B20 แก้ปัญหาตึงตัว ด้านนายกฯ เน้นย้ำน้ำมันเพียงพอ ขอประชาชนไม่จำเป็นต้องกักตุน มั่นใจบริหารจัดการได้

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569) เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 6/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานในประเทศอย่างใกล้ชิด

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายสำคัญของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. พีทีจี เอ็นเนอร์ยี ซัสโก้ เชลล์ และบางจาก เป็นต้น รวมทั้งกลุ่มบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน และกลุ่มรถขนส่ง เข้าร่วมประชุมด้วย

หลังจากนั้น เวลา 18.00 น. นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์น้ำมันของประเทศจากการติดตามตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้าส่งน้ำมัน บริษัทน้ำมัน จนถึงสถานีบริการน้ำมัน โดยพบว่า โรงกลั่นน้ำมันของประเทศไทยยังคงเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต โดยสามารถผลิตได้ 175 ล้านลิตรต่อวัน และมีการจัดหาน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมปริมาณน้ำมันยังคงเพียงพอ ทั้งนี้ โรงกลั่นและคลังน้ำมันจะดำเนินการประกาศราคาหน้าโรงกลั่นและหน้าคลังอย่างชัดเจน พร้อมเปิดจำหน่ายให้ผู้ค้ารายย่อยในราคาที่ไม่เกินราคาหน้าสถานีบริการ โดยกระทรวงพลังงานจะกำกับดูแลผ่านกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้การจัดสรรน้ำมันเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการขนส่ง โดยเปิดให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง เพื่อให้การกระจายเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

ในส่วนของการส่งออกน้ำมัน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา แต่ได้มีการปรับลดปริมาณลง โดยการส่งออกไปยัง สปป.ลาว เฉลี่ยลดลงร้อยละ 25 และการส่งออกไปยังเมียนมาลดลงประมาณร้อยละ 20 จากระดับปกติ เพื่อรักษาสมดุลปริมาณน้ำมันภายในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการเสริมเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและแก้ไขปัญหาการกระจายเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ อาทิ การเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่น การส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ เช่น น้ำมัน B20 ตลอดจนการพิจารณามาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ระบบพลังงานกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในภาพรวม โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการทั้งด้านการนำเข้าและการควบคุมการส่งออกอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศอยู่ในระดับที่มั่นคง อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตึงตัวในบางช่วง มาจากความกังวลของประชาชนที่เร่งเติมและกักตุนน้ำมัน ส่งผลให้ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน เป็นกว่า 84 ล้านลิตรต่อวัน จนเกิดภาวะตึงตัวชั่วคราวในบางพื้นที่

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้กักตุนน้ำมัน และขอให้มั่นใจว่าน้ำมันที่ดูเหมือนขาดหายไปไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อการส่งออกหรือวัตถุประสงค์อื่น แต่เป็นผลจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ หากสถานการณ์ความต้องการกลับสู่ภาวะปกติ จะทำให้ปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการบริหารจัดการน้ำมันสำรองอย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้ภายในประเทศ พร้อมยืนยันว่าโดยภาพรวมยังไม่มีเหตุผลที่ประชาชนต้องกังวล และสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ โดยรัฐบาลจะเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่ แม้ว่าปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคงเพียงพอรองรับความต้องการใช้ และรัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น B20 เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและเสริมความมั่นคงในระยะยาว

Advertisement

Verified by ExactMetrics