วันที่ 30 เมษายน 2026

“จุรินทร์”สั่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ 3 ข้อ

People Unity News : “จุรินทร์”สั่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ 3 ข้อ เลิกเลือกปฏิบัติ เปลี่ยนหลักคิด และขจัดความรุนแรง เร่งเยียวยา-ชดเชย ผู้ถูกกระทำ

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ครั้งที่ 2/2562 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ โดยใช้เวลาตลอดครึ่งวันเช้า รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมมีมติ คือ เห็นชอบแผนปฏิบัติการและการใช้งบประมาณของกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมกันระหว่างเพศประจำปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 7.3 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ การชดเชย เยียวชา และบรรเทาผู้เสียหายจากการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ วงเงิน 1,854,000 บาท และการสนับสนุนความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ และการสร้างความตระหนักรู้ วงเงิน 5,446,000 บาท จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตามที่ได้หารือ

และเห็นชอบการทำแผนงานให้สอดคล้องกับประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นของการส่งเสริมความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ คือ การเลือกปฏิบัติ การเปลี่ยนหลักคิด และการขจัดความรุนแรงเนื่องจากความแตกต่างทางเพศ และนำมาเสนอครั้งหน้า นอกจากนั้นยังมีข้อสั่งการ ข้อสั่งการ ของนายจุรินทร์ ว่า ให้จัดทำแผนงานและโครงการที่สอดคล้องกับประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นของการส่งเสริมความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ คือ การเลือกปฏิบัติ การเปลี่ยนหลักคิด และการขจัดความรุนแรงเนื่องจากความแตกต่างทางเพศ ภายในสองอาทิตย์ และนำมาขอความเห็นชอบครั้งหน้า วันที่ 11 ธค 15.30 น. ห้อง 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

รายงานข่าวแจ้งว่า นายจุรินทร์ให้ความสำคัญกับสิทธิและความเท่าเทียมและมีความใส่ใจเป็นพิเศษนอกจากนั้นยังเน้นเรื่องวิธีการขั้นตอนที่จะสามารถปฎิบัติรองรับการขจัดความรุนแรงที่อาจจะเกิดจากความแตกต่างทางเพศและให้มีกระบวนการคู่ขนานอย่างเสรีในการจัดเสวนาสัมมนาแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นภาคสังคม คู่ขนานกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้

“ธนาธร” 1 ใน 100 ดาวรุ่งแห่งปี ของนิตยสาร”TIME”

People Unity News : “ธนาธร” 1 ใน 100 ดาวรุ่งแห่งปี ของนิตยสาร”TIME” ผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก ประสบความสำเร็จในการ “ปลุกไฟ” ในใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นิตยสาร TIME แคมเปญใหม่ภายใต้ชื่อ “TIME 100 Next” คือ “100 บุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกสำหรับ TIME” ในจำนวน 100 คนนึ้มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ รวมอยู่ด้วย โดยโดย TIME เขียนอธิบายว่า “…ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทราบดีว่าการคว้าอำนาจคืนมาจากคณะรัฐประหารที่ครองอำนาจในประเทศไทยอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ แต่ท้ายที่สุดแล้ว พรรคอนาคตใหม่ที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้นมาก็ได้รับคะแนนเสียงมากถึง 17% ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาในปีนี้ ไม่แย่เลยสำหรับพรรคการเมืองที่เพิ่งจะมีอายุครบ 1 ปีไปหมาดๆ อย่างไรก็ตาม ธนาธร จึงรุ่งเรือง กิจ ผู้เป็นเศรษฐีพันล้าน ทายาทยักษ์ใหญ่กิจการชิ้นส่วนรถยนต์ ก็ประสบความสำเร็จในการ “ปลุกไฟ” ในใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่แห่กันมาร่วมภารกิจหยุดยั้งวงจรอุบาทว์การรัฐประหารและการการสูญเสียเลือดเนื้อจากการประท้วงบนท้องถนน ซึ่งเป็นชนักติดหลังประเทศไทยมากว่า 80 ปีแล้ว ในความท้าทายอันแสนเข็ญนี้ เหล่านายพลในกองทัพก็ตอบโต้ธนาธรด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีจำนวนมากเพื่อหวังผลทางการเมืองทั้งสิ้น เขายืนยันว่าตนเองยังตั้งมั่นอยู่กับการก่อร่างสร้างความเข้มแข็งแก่การเคลื่อนไหวของเขาในสภา แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้าคดีความมากมายก็ตาม…”

“ตราบใดที่เหล่านายพลยังอยู่ในอำนาจ การต่อสู้ของพวกเราก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป” ดท้ายนายธนาธรกล่าวว่า “Democratization, demilitarization and decentralization is our call.” ; ” กระบวนการนำมาซึ่งประชาธิปไตย การแยกกองทัพออกจากการเอง และการกระจายอำนาจ นี่คือหัวใจของพวกเรา”

TIME 100 Next เป็นแคมเปญใหม่ของนิตยสาร TIME ที่อาจจะดูคล้ายคลึงกับแบบเก่าที่เรียกกันว่า “TIME 100 list of the world’s most influential people” หรือ “100 บุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกสำหรับ TIME” นั่นเอง สิ่งที่แตกต่างกันไปในคราวนี้ คือการโน้มเอียงไปในทางของกระแสความเปลี่ยนแปลงที่กำลังมาแรงและพลิกโฉมหน้าโลกแบบเดิมที่เราเคยรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของสื่อสังคมออนไลน์ ความเชื่อมั่นในสถาบันดั้งเดิมที่ถดถอยลงเรื่อยๆ หรือแม้แต่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ใหม่ เหล่านี้ล้วนส่งผลให้ TIME เน้นการคัดเลือกบุคคลที่ฉายแววว่าจะเป็นผู้กุมทิศทางอนาคตของโลกในทางธุรกิจ การบันเทิง กีฬา การเมือง วิทยาศาสตร์ สุขภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย บุคคลทุกคนที่อยู่ใน TIME 100 Next ล้วนมีความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่และพวกเขาทุกคนก็รู้ดีว่าเขาจะต้องเจออุปสรรคที่ใหญ่ยิ่งอีกมากมาย แต่สิ่งที่เป็นแรงขับให้พวกเขาเดินหน้าต่อไปคือ “ความหวัง” นั่นเอง แต่ละคนพร้อมที่จะเอาชนะความท้าทายและต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่านี้

อย่างไรก็ตาม นายธนาธรไม่ใช่คนไทยเพียงคนเดียวที่ปรากฏในการจัดอันดับของนิตยสาร TIME 100 Next แต่ยังมี”กชกร วรอาคม” ภูมิสถาปัตย์ไทยคนแรกผู้คิดค้นที่กักน้ำได้กว่าล้านแกลลอนและออกแบบสวนกลางเมืองเช่น สวนจุฬา 100 ปี และ “ลลิษา มโนบาล” หรือ “ลิซ่า” ศิลปินวง BLACKPINK ซึ่งเป็นวงไอดอลวงแรกที่มียอดวิวบน Youtube กว่า 1000 ล้าน และผู้ติดตามอีก 30 กว่าล้าน ทั้งยังเป็นวงแรกที่ได้แสดงบนเวทีของ Coachella ด้วย

ที่มา : https://time.com/collection/time-100-next-2019/5718836/thanathorn-juangroongruangkit/

“สิระ”เปิดเหตุผล 6 ข้อ “เสรีพิศุทธิ์”ไม่เหมาะประธานกมธ.ป.ป.ช.

People Unity News : “สิระ”เปิดเหตุผล 6 ข้อ “เสรีพิศุทธิ์”ไม่เหมาะประธานกมธ.ป.ป.ช. ยันที่ประชุมมีอำนาจปลดพ้นตำแหน่ง ขณะที่ “นภาพร” เรียกร้อง “สิระ-ปารีณา” หยุดป่วนชี้ยุคสภาฯมาจากการเลือกตั้ง ทุกคนต้องยอมรับการตรวจสอบ

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวช ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ปปช.) ออกมาระบุว่า ไม่สามารถปลดจากประธานคณะกรรมาธิการได้ว่า คณะกรรมาธิการสามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้ หากเห็นว่า ประธานมีความไม่เหมาะสมก็สามารถโหวตเปลี่ยนแปลงได้ อยากให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ ไปศึกษาข้อบังคับให้ดี

“ขณะนี้ การทำงานของคณะกรรมาธิการมีการ นำประเด็นส่วนตัวมาใช้ในคณะกรรมาธิการ ทำให้ไม่สามารถทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้เต็มที่ ทำให้เสียโอกาส และในการเป็นประธานก็มีความไม่เหมาะสมในหลายประเด็น”นายสิระ กล่าว

นายสิระ กล่าวว่า ความไม่เหมาะสมของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เท่าที่ได้สัมผัสในการเข้าประชุมคณะกรรมาธิการเพียงครั้งเดียว 1.ปกปิดข้อมูล กรณีตัวแทนนายกรัฐมนตรี นำข้อมูลมาชี้แจง กรรมาธิการขอดูข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา แต่ไม่ได้ดู 2.พฤติกรรมไม่เหมาะสม กรณีชี้หน้าคณะกรรมาธิการในที่ประชุม ถามกลับไปว่า ถ้าประธานโดนชี้หน้าบ้างจะรู้สึกอย่างไร 3.ไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นตามอำนาจหน้าที่ 4.แถลงข่าวประจานกรรมาธิการ ในขณะกรรมาธิการไม่อยู่ด้วย
5.ใช้วาจาไม่เหมาะสมกับคณะกรรมาธิการ 6.ไม่ให้เกียรติคณะกรรมาธิการ

“พฤติกรรมที่กล่าวมา สร้างความอึดอัดให้กับคณะกรรมาธิการ แม้จะซีกฝ่ายค้านก็ตาม ส่วนใหญ่จึงเห็นด้วยให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวประธาน’ นายสิระ กล่าวและว่า หากตำแหน่งประธานเป็นของพรรคเสรีรวมไทย ก็ส่งคนใหม่มาเป็น แต่หากไม่มีใครก็พร้อมที่จะเป็นเอง”นายสิระ กล่าว

“นภาพร”เรียกร้อง “สิระ-ปารีณา”หยุดป่วนการทำงานของ กมธ.ปปช.

น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา รองเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย เห็นว่า การเสนอให้ปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ออกจากประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ กมธ.ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ของนายสิระ เจนจาคะ รวมทั้งการคัดค้านการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาชี้แจงใน กมธ.ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ 2 กมธ.ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ เป็นเพียงความพยายามสกัดกั้นการทำหน้าที่ตรวจสอบของ กมธ.เท่านั้น

โดยยืนยันว่า พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เพียงทำหน้าที่ตามมติในที่ประชุม กมธ.และไม่ได้มีปัญหาเป็นการส่วนตัวกับใคร ดังนั้นทั้งนายสิระและ น.ส.ปารีณา ไม่ควรคิดแต่เพียงการเล่นเกมการเมืองเพื่อหวังสกัดกั้นการตรวจสอบผู้นำของพรรคตัวเองเท่านั้น

“ต้องเข้าใจด้วยว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยถูกตรวจสอบจากกลไกองค์กรอิสระ เพราะส่วนใหญ่ถูกแต่งตั้งโดย คสช. แม้จะมี สนช.แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นแค่สภาฝักถั่ว แต่ปัจจุบันมีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ดังนั้น กระบวนการตรวจสอบจึงมีขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแค่ พปชร.ยอมรับว่า กมธ.สามารถตรวจสอบนายกฯได้ ทุกอย่างก็จบ” น.ส.นภาพรกล่าว

น.ส.นภาพร ยังเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับการทำงานของ กมธ. เช่นเดียวกับนายทหารรุ่นน้องอย่าง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่เคยทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องส่งคนในพรรค พปชร.มาคอยสกัดกั้นการทำงานของ กมธ.เช่นนี้

ส่วนกรณีที่ น.ส.ปารีณาขู่ที่จะนำเรื่องราวในอดีตขึ้นมาตรวจสอบ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์นั้น น.ส.นภาพรเห็นว่า ทุกคนต้องยอมรับการตรวจสอบ หากเราตรวจสอบคนอื่นได้ ก็ต้องพร้อมที่จะถูกคนอื่นตรวจสอบกลับเช่นกัน แต่โดยส่วนตัวไม่อยากให้เกิดปัญหาเช่นนี้ เพียงแต่อยากให้ทุกอย่างเดินไปตามระบบที่ถูกต้องเท่านั้นเอง

“เราต้องยอมรับว่า ยุคนี้เป็นยุคประชาธิปไตย มีสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นทุกคนควรยอมรับการตรวจสอบ ไม่ควรเล่นเกมการเมืองแบบนี้ เพราะจะเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยทางอ้อม ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของนักการเมืองทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งกับตัวนายสิระและ น.ส.ปารีณาเอง” น.ส.นภาพรกล่าว

“อนุทิน”ย้ำนโยบายกัญชาต้องเป็นรูปธรรมดันกม.ปลูกได้ 6 ต้น

People Unity News : “อนุทิน”ย้ำนโยบายกัญชามีความสำคัญกับพรรคภูมิใจไทยมาก ต้องเป็นรูปธรรม จ่อส่งข้อมูล สธ.หนุนกฎหมาย 6 ต้น

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ความคืบหน้าของนโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย หลังจากมีการยื่นร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ และ ร่าง พ.ร.บ.สถาบันพืชยาเสพติดแห่งประเทศไทย เข้าสู่การพิจารณาของสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นโยบายกัญชามีความสำคัญกับพรรคภูมิใจไทยมาก ต้องทำให้เห็นความเป็นรูปธรรมมากที่สุด เรียนว่าเป็นคนหนึ่งที่ใช้งานเฟซบุ๊ก ทุกครั้งที่นำเสนอเรื่องอะไรออกไป มักจะมีคนมาถามเรื่องของนโยบายดังกล่าว ตรงนั้นสะท้อนว่า ประชาชนให้ความสนใจกับเรื่องนี้ขนาดไหน และตนไม่เคยลืม เป้าหมายคือให้ประชาชนปลูก เพื่อรักษาตัวเองเป็นหลัก กระนั้น การใช้ต้องเป็นไปอย่างถูกวิธี

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข ต้องเข้ามาดูแลจัดการก่อน วันนี้องค์การเภสัชกรรมสามารถปลูก และผลิตสารสกัดจากกัญชาได้แล้ว กระจายไปตามโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมกับเปิดอบรมแพทย์ ให้สามารถจ่ายน้ำมันกัญชาอย่างถูกต้อง สำหรับการแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้านจำนวนมากได้มาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับสูตรยา ซึ่งมีกัญชาเป็นส่วนผสม อาทิ สูตรของ อ.เดชา ก็ได้มาขึ้นทะเบียนแล้วเช่นกัน เพราะกระทรวงสาธารณสุขต้องการให้ทั้งหมอแผนปัจจุบัน และแพทย์แผนไทย ได้ใช้กัญชาในการรักษาโรค และเราพยายามนำกัญชาขึ้นมาบนดิน

บางคนอาจจะมองว่านโยบายกัญชา ยังไม่รวดเร็วทันใจ แต่ขอให้เข้าใจว่าการนำกัญชาขึ้นมาบนดินเป็นเรื่องที่ใหม่มาก ถ้าทำอย่างเร่งร้อน เกรงจะเกิดผลเสียอย่างใหญ่หลวง ยกตัวอย่างว่า หากมีการจำหน่ายสารสกัดจากกัญชา แล้วประชาชนไปซื้อ นำไปใช้ต่างประเทศ ปรากฎว่าถูกจับ เพราะทางนั้นมองว่าเป็นสารเสพติด อาจจะโดนโทษถึงขั้นประหารชีวิต ตนไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างต้องทำอย่างรอบคอบ ต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามในการเดินหน้านโยบายนี้
อันที่จริง ไม่อยากให้เรียกกัญชาว่ากัญชา แต่อยากให้เรียกเป็นสาร THC, CBD ซึ่งเป็นสารสำคัญในพืชชนิดนี้ เพื่อลบภาพยาเสพติดออกไป โดยสรุป กระทรวงสาธารณสุข ผลักดันการใช้กัญชาทางการแพทย์ และเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ในอนาคต หากสารสกัด CBD, THC ได้รับการยอมรับ เรื่องของกัญชาจะเปิดกว้างยิ่งขึ้น

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เหตุที่ต้องใช้หมอเดินหน้านโยบายเกี่ยวกับกัญชา เพราะหมอมีความน่าเชื่อถืออย่างยิ่งในสังคม แต่ตนไม่ได้บังคับให้ใครมาเดินหน้า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ถ้าคิดว่าไม่ใช่ ก็ไม่ต้องทำ แต่เพราะทางกระทรวงสาธารณสุข เห็นความสำคัญของกัญชา ในฐานะทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรค นโยบายจึงเดินต่อ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าบางส่วนของนโยบายกัญชา อาทิเรื่อง กัญชา 6 ต้น มีความยาก เกี่ยวพันกับความเชื่อ และหลายหน่วยงาน การจะทำให้สำเร็จต้องอาศัยช่องทางรัฐสภา เพื่อแก้กฎหมาย ซึ่งภูมิใจไทยได้ยื่นกฎหมายเข้าสู่สภาแล้ว ทั้งนี้ การยื่นกฎหมายมีใช่มีเพียงเอกสาร แต่กำลังรอข้อมูลสนับสนุนเรื่องคุณประโยชน์ของกัญชา ที่เก็บรวบรวมจากการใช้กัญชาทางการแพทย์กับผู้ป่วยในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเท่าที่ศึกษารายงานผล พบผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้ การใช้กัญชาทางการแพทย์ ที่ดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุข เป็นเรื่องที่ทำได้โดยอำนาจของรัฐมนตรีว่าการฯ ดังนั้น จึงเห็นความคืบหน้าชัดเจนกว่าเรื่องอื่นที่ต้องอาศัยการแก้กฎหมายในสภา

“เรื่องกัญชา มันเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานมาก แต่ในฐานะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คิดอยู่เสมอว่า มันต้องทำนโยบายนี้ให้เกิดความเป็นรูปธรรมสูงสุด และถ้าพูดเรื่องแก้กฎหมายในสภา ย่อมต้องใช้เวลา แต่บางเรื่องถ้าต้องผ่านทางนั้นก็ต้องทำ อาทิ เรื่อง 6 ต้น แต่เรื่องไหน มันไปทางอื่นได้ ก็ไปทางนั้น อย่างเช่นเรื่องกัญชาทางการแพทย์ ผมเอาเอกสารของกระทรวงฯมากาง แล้วดูว่าผมจะทำอะไรได้บ้าง ผมมีอำนาจอะไรบ้าง และผมทำตามอำนาจที่มี อาศัยว่ากล้าเซ็น กล้ารับ ก็เห็นความคืบหน้า นโยบายกัญชามีความสำคัญมาก เราต้องใช้ทุกช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายนี้”

“ชวน”สอนส.ส.! สภาฯไม่ใช่ที่ทะเลาะกัน

People Unity News : “ชวน”สอนส.ส.! สภาฯไม่ใช่ที่ทะเลาะกัน เป็นสถานที่ที่เป็นปากเสียงของประชาชน เป็นผู้ออกกฎหมายต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ อย่าให้สภาท้องถิ่นอ้างได้

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม นายชวนกล่าวถึงการนัดประชุมสภาฯ นัดพิเศษ วันที่ 22 พ.ย. เวลา 09.30 น. ว่า จะพิจารณาญัตติทั่วไป ที่ค้างอยู่ในระเบียบวาระ จำนวน 111 เรื่อง และยังไม่ถูกพิจารณา เพราะมีญัตติด่วนเข้ามา หากไม่ทำเรื่องดังกล่าวจะเหมือนอดีต คือยุบสภา แล้วจะมีเรื่องค้างอยู่จำนวนมาก ทั้งนี้ได้มีการแยกเป็น 11 กลุ่ม อาทิ ญัตติกลุ่มแหล่งน้ำ มี 9 ญัตติ , ญัตติกลุ่มโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภา จำนวน 2 ญัตติ กลุ่มญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาตรวจสอบแนวทางแก้ปัญหาลูกหนี้การเกษตร จำนวน 7 ญัตติ

ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าเตรียมเชิญผู้เสนอญัตติซึ่งจัดกลุ่มดังกล่าวมาหารือว่าหากจะพิจารณาร่วมกัน จะใช้เวลาเท่าไร เช่น 2-3 ชั่วโมง จากนั้นจะให้นำเวลาไปบริหารกันเอง หากผ่าน 3 กลุ่มดังกล่าวได้ก็จะผ่านถึง 20 ญัตติ เป็นวิธีบริหารแนวใหม่ เพื่อให้ก่อนสิ้นสมัยประชุมไม่มีเรื่องค้างพิจารณาจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม จะขอหารือผู้เสนอญัตติ รวมถึงตัวแทนผู้ควบคุมเสียงจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหารือเป็นการส่วนตัวในสัปดาห์หน้าด้วย ส่วนเรื่องเพื่อทราบจะบรรจุในวาระประชุมครั้งละ 3 เรื่องแทนจากเดิมที่บรรจุ 6-7 เรื่อง หากส.ส.สนใจศึกษาและอภิปรายเรื่องใดขอให้รับเอกสารที่หน่วยงานจัดส่งไปศึกษาล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการบรรจุระเบียบวาระ เพื่อให้การอภิปรายเป็นประโยชน์มากที่สุด

“ผมขอความร่วมมือจากสมาชิก ให้เคารพและปฏิบัติตามข้อบังคับ เพื่อให้สภานิติบัญญัติมีความน่าเชื่อถือ สภาฯ ไม่ใช่ที่เรียกร้องผลประโยชน์ หรือสถานที่ขัดแย้ง เพราะสภาฯ คือสถานที่ที่เป็นปากเสียงของประชาชน สภาฯ ในฐานะผู้ออกกฎหมาย ต้องเป็นตัวอย่างผู้เคารพกฎหมาย อย่าให้สภาท้องถิ่นวิจารณ์ว่า สภาท้องถิ่นทะเลาะกันได้ เพราะสภาผู้แทนฯยังทะเลาะ” นายชวน กล่าวและว่า

พบว่าเงินที่ใช้ในส่วนของ กมธ.ฯ สภาฯ ที่พบว่าได้น้อยกว่า กมธ. ของวุฒิสภา ตนได้ทำหนังสือไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าเรื่องดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะสภาฯที่มาจากการเลือกตั้งได้งบประมาณที่น้อยกว่า และการจัดงบประมาณที่ไม่สมบูรณ์

“ธิดารัตน์”แนะ”บิ้กตู่”อ่านกูเกิ้ลก่อนพูด”รีดนมวัวให้เด็กดื่มเลย”

People Unity News : “ธิดารัตน์”เห็นต่าง”บิ้กตู่” ยกข้อมูลจากต่างประเทศชี้หากให้เด็กดื่มนมวัวสดๆ เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร แนะอ่านใน Google ก่อนจะพูด

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 นางสาวธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่พูดแนะนำว่าต่อไปให้รีดนมวัวให้เด็กดื่มเลยนั้น พูดโดยไม่มีความเข้าใจในกระบวนการผลิตนมวัวที่จะต้องมีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และได้มาตราฐาน ในนมวัวสดที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อหรือความร้อนใดๆ จะมีเชื้อโรคแคมไฟโลแบคเตอร์ ลิสเตอเรีย อีโคไลชนิดที่สร้างสารพิษได้ และเชื้อโรคอื่น ๆ ซึ่งก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้บริโภคนมวัวแบบสดจากเต้า

นางสาวธิดารัตน์กล่าวอีกว่า ตัวอย่างการดื่มนมวัวสดโดยไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรท์ในประเทศนิวซีแลนด์ พบว่าในปี พ.ศ. 2557 มีผู้ติดเชื้อจากการกินนมสดจากเต้า 41 คน ซึ่งมี 9 คน เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี แล้วผู้ป่วย 2 คน มีอาการร้ายแรงถึงขั้นไตวาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2558 ก็มีรายงานของผู้ป่วยจากการดื่มนมสดจากเต้าอีก 13 คน ดังนั้น ประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงไทยเองก็ไม่เคยให้ประชาชนบริโภคนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรท์

รองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนมโรงเรียนน่าจะมีเพียงพอแล้ว แต่อยู่ที่การควบคุมคุณภาพมาตรฐานอย่างเคร่งครัด และรัฐบาลควรใส่ใจทั้งในเรื่องคุณภาพอาหารและนมที่ให้เด็กบริโภคในโรงเรียน รวมถึงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ถูกจุด ทั้งนี้ท่านต้องไปช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวที่ประสบปัญหา อาหารวัวราคาแพงและขาดพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปีย รวมทั้งขาดแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเข้าสู่แปลงหญ้าอีกด้วย

“ทางที่ดี ท่านควรศึกษาข้อมูลจากการอ่านบทวิจัยต่างๆใน Google ทั้งในไทยและต่างประเทศ ก็มีเขียนอยู่มากมาย รวมทั้งช่วยจัดสรรงบประมาณส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้ได้มาตรฐาน ป้องกันไม่ให้ผู้ใดโกงและแสวงหาผลประโยชน์ เพื่อดูแลคุณภาพอาหารที่เด็กบริโภคในโรงเรียน ดีกว่าแนะนำโดยไม่มีข้อมูล” นางสาวธิดารัตน์กล่าว

สธ.-ไอโอเอ็มลงนามความร่วมมือแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในกลุ่มประชากรต่างด้าวชายแดน

People Unity News : กระทรวงสาธารณสุข ลงนามความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน ครั้งที่ 3 เพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในกลุ่มต่างด้าวในชายแดน ทั้งผู้ย้ายถิ่น และกลุ่มด้อยโอกาสในพื้นที่ประเทศไทย เข้าถึงบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมายปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนางสาวดาน่า เกรเบอร์ ลาเด๊ก (Ms.Dana Graber Ladek)หัวหน้าสำนักงานองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานประเทศไทย(International Organization for Migration : IOM) ร่วมลงนามความร่วมมือสนับสนุนการแก้ปัญหาสาธารณสุขในกลุ่มประชากรต่างด้าวในจังหวัดชายแดน และให้สัมภาษณ์ว่า ได้ลงนามความร่วมมือกับไอโอเอ็มครั้งแรกตั้งแต่พ.ศ. 2552 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี เริ่ม 14 พฤศจิกายน 2562 – 30 พฤศจิกายน 2565 เป็นกรอบความร่วมมือในการดูแลด้านสุขภาพของผู้ย้ายถิ่นในประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาความรู้ สร้างความตระหนักรู้ ขีดความสามารถด้านนโยบายและแนวทางการปฏิบัติ รวมทั้งการให้บริการและสนับสนุนการเข้าถึงบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชากรต่างด้าว ครอบคลุมทั้งที่ได้ขึ้นทะเบียนและมิได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายกำหนด รวมถึงประชาชนที่ด้อยโอกาสในประเทศไทย

นายแพทย์สุขุมกล่าวต่อว่า การบริการภายใต้โครงการนี้ มุ่งเน้น 6 ด้าน คือ 1.สาธารณสุขมูลฐาน การตรวจและการประเมินสุขภาพ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น 2.การรักษาพยาบาลฉุกเฉินสำหรับผู้ย้ายถิ่นที่อยู่ในภาวะวิกฤติ 3.อนามัยเจริญพันธุ์และสุขภาวะทางเพศและสุขภาพเด็ก เช่น การวางแผนครอบครัว การมีบุตรอย่างปลอดภัย โภชนาการ การให้ภูมิคุ้มกันเด็ก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเอดส์ 4.การป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะโรคประจำถิ่น เช่น โรคไข้เลือดออก มาลาเรีย วัณโรค โรคท้องร่วง และโรคติดต่ออุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำเช่น ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ 5.อนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาลชุมชน และการจัดให้มีแหล่งน้ำที่สะอาดปลอดภัย และ6.การเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น โดยไอโอเอ็มจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านบัญชี การเงินการบริหารโครงการ การประเมินโครงการ และการแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“นิพนธ์”ส่ง 517 จนท.ที่ดิน ออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ 85,000 แปลง

People Unity News : “นิพนธ์”ส่ง 517 จนท.ที่ดิน ออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ 85,000 แปลง โวกรมที่ดินยุค 4.0 ยุติข้อขัดแย้งสู่สังคมอุดมสุข

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่อาคารรังวัดและทำแผนที่ กรมที่ดิน จังหวัดนนทบุรี นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย(มท.2)เป็นประธานในพิธีส่งตัวเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน จำนวน 517 คน เพื่อออกไปปฏิบัติงานตามโครงการเดินสำรวจสอบเขตที่ดินด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียม RTK GNSS Network ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อดำเนินการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและสอบเขตที่ดิน ตามมาตรา 54 ทวิ และมาตรา 69 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินในพื้นที่ 28 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่ , ลำพูน , เชียงราย , ลำปาง , แพร่ , น่าน พิษณุโลก , กำแพงเพชร , สุโขทัย ตาก อุดรธานี , หนองบัวลำภู , หนองคาย , บึงกาฬ ชัยภูมิ ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา , นครพนม , มุกดาหาร , กระบี่ , พังงา , ตรัง , สงขลา , นครศรีธรรมราช ปัตตานี , ยะลา และนราธิวาส มีเป้าหมายจำนวน 85,000แปลง เพื่อยกมาตรฐานการรังวัดให้สูงขึ้น

นายนิพนธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า กรมที่ดินมีโครงการพัฒนามาตรฐานรูปแปลงที่ดินโดยจัดให้มีโครงการเดินสำรวจสอบเขตที่ดินด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมRTK GNSS Network เพื่อยกมาตรฐานการรังวัดที่สูงขึ้น และได้นำเทคโนโลยีการรังวัดสมัยใหม่มาใช้ในการรังวัดทำแผนที่เพื่อให้รูปแปลงที่ดินมีค่าพิกัดภูมิศาสตร์ที่ถูกต้องแม่นยำสูง สามารถตรวจสอบตำแหน่งของหลักเขต หรือแนวเขตที่ดินในกรณีสูญหายถูกทำลายหรือถูกเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็วมีความละเอียดถูกต้องตามมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อแก้ปัญหาความทับซ้อนของที่ดิน และที่ดินที่ได้มีการรังวัดไว้นานแล้ว ทั้งนี้ การรังวัดด้วยระบบ RTK GNSS Network ถือเป็นการให้บริการสาธารณะในเชิงรุกของกรมที่ดิน และเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการสำรวจและทำแผนที่สามารถเขื่อมโยงกับเทคโนโลยีสาขาต่างๆ เช่น การคมนาคมขนส่ง การสำรวจเพื่อการก่อสร้างการเกษตรอัจฉริยะการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ การโยธาธิการและผังเมืองการตรวจวัดสภาพอากาศ เพื่อส่งผลให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยที่ดินถือได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำเนินงานประกอบการทุกๆอย่าง นอกจากนี้การรู้แนวเขตที่ดิน ที่เจ้าของที่ดินครอบครองชัดเจนจะเป็นการลดปัญหากรณีข้อพิพาทต่างๆ อันเกิดจากเรื่องที่ดิน ซึ่งจะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยในเรื่องการดูแลการจัดการกรรมสิทธิ์ในที่ดินและให้สิ่งที่มีคุณค่าแก่สังคมในการยกระดับมาตรฐานการรังวัดสู่สากลเพื่อยุติขัดแย้งเกี่ยวกับที่ดิน สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ที่ดินของประชาชนสู่สังคมอุดมสุข และมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในการครอบครองที่ดิน

นายนิพนธ์ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นตัวแทนของกรมที่ดินปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบและระมัดระวังพื้นที่ป่าไม้ ที่สาธารณประโยชน์ หรือที่ดินของรัฐประเภทอื่น ๆ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้องห้าม จะต้องตรวจสอบให้ดี อย่าให้มีการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่นี้เป็นอันขาด การปฏิบัติงานขอให้ถือปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ ทำงานด้วยความโปร่งใส อย่าให้มีการเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชน เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ของกรมที่ดินเสียหาย ต้องช่วยกันทำให้กรมที่ดินไปสู่บริการดีไม่มีทุจริต ตามภารกิจหลักของกระทรวงมหาดไทยในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”

“เทวัญ”รับข้อเสนอเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

People Unity News : “เทวัญ”รับข้อเสนอเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ขอให้มีมาตรการจัดการผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด และช่วยเหลือเยียวยาเหยื่ออย่างจริงจัง

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (ตึก ก.พ.เดิม) ทำเนียบรัฐบาล นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบปะผู้แทนเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุบนท้องถนน กว่า 30 คน นำโดยนางสาวเครือมาศ ศรีจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และนายเจษฎา แย้มสบาย ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ กทม. ที่เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในเดือนรณรงค์ “วันเหยื่อโลกไ เพื่อขอให้รัฐบาลยกระดับความเข้มข้นในการป้องกันและแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างจริงจัง โดยเครือข่ายฯ ได้นำรองเท้า 60 คู่ มาจัดวางเป็นอักษรภาษาอังกฤษ “STOP VICTIM” เพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่มีมากถึง 60 คนต่อวันในประเทศไทย

โอกาสนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนรัฐบาลรับมอบหนังสือจากเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุบนท้องถนน นางสาวเครือมาศฯ กล่าวว่า โอกาสที่สหประชาชาติได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่สวามของเดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันเหยื่อโลก “World Victims Day” ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 17 พฤศจิกายน และยังเป็นปีที่ครบรอบทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน เครือข่ายฯ จึงเสนอแนวทางการแก้ปัญหาแก่รัฐบาล 4 ข้อ ดังนี้

1. ขอให้รัฐบาลนำนโยบายไปปฏิบัติเป็นรูปธรรม เข้มงวดกวดขันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างวินัยการจราจรและลดอุบัติเหตุ

2. กรณีอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแล้วขับ ขอให้มีการปรับปรุงบทลงโทษให้ถึงขั้นมีโทษจำคุก 15-20 ปี รวมถึงมีนโยบายเอาผิดไปถึงผู้ขายแอลกอฮอร์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และขายแก่คนเมาที่ครองสติไม่ได้

3. ขอให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย ทั้งในด้านงบประมาณตลอดจนการฟิ้นฟูสภาพจิตใจผู้เสียหายและครอบครัว

4. ขอให้เร่งศึกษาปัญหาความล่าช้าและความยากลำบากของผู้เสียหายจากอุบัติเหตุในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่ความเท่าเทียมกันในสังคม

“รัฐบาลมีความใส่ใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะการเกิดอุบัติเหตุทุกครั้งเท่ากับเป็นการสูญเสียบุคลากรของประเทศ สูญเสียทรัพยากร สูญเสียความสามารถในการดำรงชีพ และยังสูญเสียทางเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ย 60 รายต่อวัน หรือกว่า 20,000 รายต่อปี ผู้พิการประมาณ 40,000 รายต่อปี อีกทั้งสถิติระบุว่าประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนที่มีการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วง ผมเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องที่เสนอมาทั้งเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และการฟื้นฟูเยียวยา และขอรณรงค์ให้ทุกท่านร่วมกัน เมาไม่ขับ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่ใกล้เข้ามา” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

“ประวิตร”ห่วงใยภัยแล้งแล้ว! สั่งเร่งสร้างแก้มลิงติดตามใกล้ชิด

People Unity News : “ประวิตร”ห่วงใยภัยแล้งแล้ว! สั่งเร่งสร้างแก้มลิง พร้อมติดตามการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เน้นประสิทธิภาพและต้องไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 09.30 น.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่าเนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ฤดูแล้ง มีปริมาณฝนตกน้อย ยกเว้นภาคใต้จึงต้องมีการติดตามผลการดำเนินงานตามมติครม. และการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2562/63 อย่างใกล้ชิดโดยที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการนำร่องพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นพื้นที่นำร่องเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในฤดูแล้งจำนวน 3 แห่งได้แก่ ทุ่งบางพลวง จังหวัดปราจีนบุรี,ลำน้ำยัง จังหวัดร้อยเอ็ด และทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

และเห็นชอบมาตรการรองรับสถานการณ์ภัยแล้งบริเวณพื้นที่เสี่ยงขาดแคนน้ำอุปโภคบริโภคในเขต 22 จังหวัดและนอกเขต 31 จังหวัด รวมถึงพื้นที่เสี่ยงขาดแคนน้ำเพื่อการเกษตรในเขตชลประทานที่ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ แต่ไม่มีน้ำเพียงพอเพื่อการเพาะปลูกจำนวน 8 จังหวัด สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตก และต้องเฝ้าระวังโดยมีมาตรการรองรับสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงภัย และน้ำล้นตลิ่งภาคใต้จำนวน 7 จังหวัด 37 อำเภอ

“พล.อ.ประวิตร ยังได้รับทราบสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขง รวมถึงมาตรการรองรับผลกระทบของประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำโขง โดยสถานการณ์ระดับน้ำโขงมีแนวโน้มต่ำกว่าปกติอันเนื่องมาจากภาวะเอลนีโญและการจัดการน้ำของเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ โดยกำชับให้คณะอนุกรรมการติดตามการดำเนินงานและสั่งการ กระทรวงต่างๆ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งปฏิบัติงานจริงจังตามแผนงานที่ได้ผ่านความเห็นชอบแล้วในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มุ่งเน้นประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำโดยเฉพาะการสร้างแก้มลิงให้ครอบคลุมพื้นที่โดยเร็วและต้องมีการสร้างการรับรู้ความเข้าใจ ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนโดยเด็ดขาด” ผู้ช่วยโฆษกรองนายกรัฐมนตรี กล่าว

Verified by ExactMetrics