วันที่ 19 พฤษภาคม 2024

3 ตำนานนักเตะหงส์แดงเข้าพบนายกฯ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 3 พฤษภาคม 2567 3 อดีตตำนานหงส์แดงเข้าพบนายกฯ ประทับใจประเทศไทย ยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ไทยสู่สายตาชาวโลกผ่านกีฬาฟุตบอล

วันนี้ (3 พฤษภาคม 2567) เวลา 13.30 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายธรณินทร์ เกียรติชัย ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท อินฟลูออส จำกัด บริษัทด้านการบริการจัดกิจกรรมนำนักฟุตบอลระดับโลกมาจัดกิจกรรมในไทย พร้อมด้วยอดีตนักฟุตบอลระดับตำนานของสโมสรลิเวอร์พูล ได้แก่ นาย Michael James Owen(ไมเคิล โอเวน) นาย Steven Charles McManaman(สตีฟ แม็กมานามาน) และนาย Robert Bernard Fowler(ร็อบบี้ ฟาวเลอร์) เข้าเยี่ยมคารวะนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรียินดีที่บริษัท อินฟลูออสฯ จัดกิจกรรมนำนักฟุตบอลในตำนานของสโมสรลิเวอร์พูลมาร่วมทำกิจกรรมในไทย พร้อมชื่นชมความสำเร็จของสโมสรลิเวอร์พูลที่เป็นหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก และยังสามารถครองใจแฟนบอลทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีแฟนคลับของสโมสรลิเวอร์พูลจำนวนมาก

ผู้บริหาร บริษัท อินฟลูออสฯ กล่าวว่า บริษัทฯ จัดกิจกรรมพานักฟุตบอลจากสโมสรลิเวอร์พูลมาเยือนไทยครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนนำมาสู่การจัดงาน Living Legends: THE KOP DNA II ระหว่างวันที่ 3 – 5 พฤษภาคมนี้ โดยได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และบริษัทพันธมิตร นำนักฟุตบอลในตำนานของสโมสรฯ ทั้ง 3 คน มาร่วมทำกิจกรรมกับแฟนคลับในไทย โดยนักกีฬาทั้ง 3 คน ชื่นชอบ และสนใจการท่องเที่ยวในประเทศไทย เช่น จังหวัดภูเก็ต รวมถึงชื่นชอบอาหารไทยด้วย

ด้านอดีตนักฟุตบอลของลิเวอร์พูลเผยว่า รู้สึกประทับใจที่ได้มาเยือนไทย ยินดีที่ประเทศไทยมีแฟนคลับของสโมสรลิเวอร์พูลจำนวนมาก และได้ร่วมทำกิจกรรม กับแฟนคลับชาวไทย พร้อมยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยผ่านการใช้กีฬาฟุตบอลเป็นสื่อกลาง

ซึ่งนายกรัฐมนตรีมองว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้สอดคล้องกับเป้าหมายที่จะทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดกิจกรรมในภูมิภาค รวมถึงรัฐบาลตั้งใจจะผลักดันปี 2568 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทย ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมมากมาย และขอเชิญชวนสโมสรลิเวอร์พูลเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วย

Advertisement

“มาริษ เสงี่ยมพงษ์” เจ้ากระทรวงบัวแก้วคนใหม่ “สิงห์ทอง รามคำแหง” ประสบการณ์นักการทูตกว่า 30 ปี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 2 พฤษภาคม 2567 รู้จัก “ทูตปู” นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์  รมว.ต่างประเทศ คนใหม่ ประสบการณ์นักการทูตกว่า 30 ปี

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หลังนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ลาออกจากตำแหน่ง

นายมาริษ มีชื่อเล่นว่า ”ปู” หรือที่สื่อมวลชนจะเรียกกันว่า ”ทูตปู” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิต (การเมืองการปกครอง) มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ปริญญาโทหลักสูตร Master of Arts (International Relations) มหาวิทยาลัยโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา และผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง หรือ นบส.รุ่นที่ 66 วิทยาลัยนักบริหาร สำนักงาน ก.พ.

สำหรับประวัติการรับราชการ นายมาริษ เริ่มต้นรับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศในปี 2529 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การทูต กองการสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศก่อนที่จะเติบโต และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ ก่อนดำรงตำแหน่งเลขานุการตรี จนถึงเลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเวียงจันทน์ สปป ลาว และอัครราชทูตในหลายประเทศ ได้แก่ อัครราชทูตประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยกรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, อัครราชทูตประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส และได้ดำรงตำแหน่งเอกอัคราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มในหลายประเทศ ได้แก่ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล, เครือรัฐออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และแคนาดา ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2562

ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นายมาริษ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะได้นำชื่อนายมาริษ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หลังจากที่นายปานปรีย์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง

Advertisement

นายกฯ แย้ม รมต.ตปท.คนใหม่ เป็นนักการทูต-นักการเมืองอยู่เบื้องหลังพรรค พท.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 29 เมษายน 2567 ทำเนียบรัฐบาล – นายกฯ เผยขอโทษ “ปานปรีย์” แล้วหลังหลุดรองนายกฯ รับมีทั้งคนพอใจ ไม่พอใจ ยันสัมพันธ์ลูกเป็นเพื่อนกัน ไม่ขัดแย้ง เชื่อคนใหม่สานต่องานได้

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยื่นหนังสือลาออกจากทุกตำแหน่ง ว่า เรื่องของโผการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รอขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ ลงมา ดังนั้น จึงไม่เหมาะสมที่ตนจะพูดก่อน ส่วนเรื่องนายปานปรีย์ ตนเคารพการตัดสินใจ ส่วนตัวรู้จักกันมาหลายสิบปี ลูกเป็นเพื่อนกัน และรักชอบกันดี

ส่วนกรณีหนังสือลาออกของนายปานปรีย์ ที่ส่งให้สื่อมวลชนก่อนแจ้งนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่ได้ยินก็เป็นอย่างนั้น ตนสะดวกพูดในแง่องค์รวมมากกว่า การปรับเปลี่ยนหน้าที่และคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ เชื่อว่ามีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ สมหวังและไม่สมหวัง จึงอยากโฟกัสสิ่งที่ดี 7- 8 เดือนดีกว่า เชื่อว่ารัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเข้ามาจะสานต่อสิ่งที่ดีเหล่านี้

“ผมได้ส่งข้อความไปหาในกลุ่มเรื่องการต่างประเทศว่าขอโทษ ถ้าทำให้พี่ไม่สบายใจเรื่องอะไร และขอบคุณที่ช่วยงานกันมา วันศุกร์ที่ผ่านมาได้เชิญหลายท่านมาพูดคุย ซึ่งนายปานปรีย์เป็นหนึ่งในคนที่มาคุย เชื่อว่าวันนั้นเป็นการสนทนาระหว่างบุคคลสองคน และมั่นใจว่าตนพูดอะไรไปในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมมีความชัดเจนในการบอกกล่าวอะไรออกไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนหาคนมาแทนแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องทูลเกล้าฯ รายชื่อใหม่ และระหว่างนี้ ตามประกาศคณะรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ดูแลไปก่อน ส่วนคนใหม่มองหาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ยังบอกไม่ได้ เพราะต้องคัดกรองคุณสมบัติก่อน ไม่อยากให้มีคนสมหวังหรือผิดหวังอีก ตนเคารพกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ เข้าใจรัฐมนตรีหลายท่านสมหวังและไม่พอใจ ยืนยันว่า รับผิดชอบและต้องพูดคุยกัน

เมื่อถามย้ำว่าเป็นคนในหรือคนนอกพรรค นายเศรษฐา กล่าวว่า พูดลำบาก เพราะท่านอยู่ในแวดวงการทูตและแวดวงการเมือง เป็นคนที่ทำงานข้างหลังของพรรคเพื่อไทยมาตลอด มีจิตวิญญาณที่ยึดโยงกับพี่น้องประชาชน

ส่วนเหตุผลการลาออกของนายปานปรีย์ที่ระบุว่าที่ต้องควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพราะเป็นตำแหน่งที่สำคัญ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีเหตุผล แต่ทุกกระทรวงก็อยากควบรองนายกรัฐมนตรี หลายตำแหน่งต้องประสานงานระหว่างกระทรวง ทบวง กรม เชื่อว่าปัจจุบันเรามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคนแล้ว หากทุกกระทรวงต้องควบรองนายกรัฐมนตรีคงไม่ได้ แต่ละรัฐบาลมีรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือบางรัฐบาลก็ไม่มีรองนายกรัฐมนตรีควบ

“ผมเชื่อว่าผมอำนวยความสะดวกหรือช่วยเหลือ ผลักดันเรื่องต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในการทำงานข้ามกระทรวง เชื่อว่าเราทำงานเป็นทีมได้อยู่แล้ว ซึ่งมองว่าไม่มีความจำเป็นควบกระทรวงการต่างประเทศ เรามีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันไป แต่เรายึดโยงกับความเป็นมิตรดีกว่า และมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ซึ่งผมขอโทษท่านไปแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องของความเห็นต่าง ทั้งหมดนี้ผมต้องรับผิดชอบ และจะพยายามดำเนินงานต่อไป โดยเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนเสียดายหรือไม่ เพราะนายปานปรีย์ได้รับคำชมในการบริหารงานที่กระทรวงการต่างประเทศจากหลายฝ่าย นายเศรษฐา กล่าวว่า เสียดายทุกคนที่ต้องเปลี่ยนออกไป แต่ในบริบทการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปทุกช่วงเวลาของการบริหารประเทศ มีความจำเป็นหรือมีความต้องการแก้ไขปัญหาโดยการเปลี่ยนบุคลากรทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องปรับเพื่อให้คนที่เหมาะสมหรือมีความชำนาญมากกว่าในด้านนั้น ๆ เข้ามาทำหน้าที่ ไม่ได้หมายความว่าคนที่ถูกปรับไม่มีความสามารถบริหาร แต่รัฐบาลมีอายุ 4 ปี และในอดีต ไม่ใช่ว่าออกไปแล้วจะไม่กลับมาอีก มีหลายกรณีที่ออกไปแล้วกลับมาอีกครั้ง

Advertisement

นายกฯ ห่วงภัยอันตรายจากสภาพอากาศร้อน กำชับหน่วยงานแนะนำประชาชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 เมษายน 2567 ​โฆษกรัฐบาล เผยนายกฯ ห่วงภัยอันตรายจากสภาพอากาศร้อน กำชับหน่วยงานภาครัฐพร้อมแนะนำประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือป้องกัน และเฝ้าระวังความปลอดภัยเหตุอัคคีภัย

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ห่วงใยความเป็นอยู่และความปลอดภัยของประชาชนในช่วงสภาพอากาศที่ร้อนมากขึ้นในช่วงนี้ โดยเฉพาะความเสี่ยงในการเผชิญกับเหตุอัคคีภัย ซึ่งเป็นสาธารณภัยที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในทุกสถานที่ และสามารถทำให้เกิดความสูญเสียต่อทรัพย์สินและชีวิต พร้อมกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ และแนะนำให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือป้องกัน และเฝ้าระวังการเกิดอัคคีภัย เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทยได้แนะนำแนวทางการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอัคคีภัยในสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยและบ่อขยะ โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการป้องกันไม่ให้มีการลักลอบเผากำจัดขยะและการเผาพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยและบ่อขยะ รวมถึงดูแลรักษาสถานที่เก็บรวบรวมวัสดุที่มีความเสียงต่อการเกิดอัคคีภัย ซึ่งรวมถึงโรงงาน พร้อมทั้งแนะนำให้กำหนดแนวทางการแจ้งเตือน การประสานงาน การอพยพ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอัคคีภัย ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการเผชิญเหตุตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทราบทันทีหากพบควันไฟ กลิ่นเหม็นไหม้ หรืออัคคีภัยในบริเวณสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยและบ่อขยะ

“นายกรัฐมนตรีห่วงใยประชาชนถึงความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยในช่วงที่อากาศร้อนจัด แนะนำประชาชนเฝ้าระมัดระวังและป้องกันอัคคีภัยเชิงรุก ทั้งภัยที่อาจเกิดในบ้าน หรือ โรงงาน สถานประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่เก็บรวบรวมวัสดุที่เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย พร้อมกำชับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องสร้างความตระหนักรู้ถึงการป้องกันเหตุอัคคีภัย ให้แก่ประชาชน เตรียมพร้อมรับมือเหตุอัคคีภัยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที” นายชัย กล่าว

Advertisement

ครม.อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือก สว.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 23 เมษายน 2567 ​ครม.อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คาดมีผลบังคับใช้ 11 พ.ค ประกาศกำหนดวันเลือกและวันรับสมัคร 13 พ.ค. ประกาศผลการเลือก สว. 2 ก.ค 67

วันที่ 23 เมษายน 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการให้ดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากอายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง

นายคารม กล่าวว่า รัฐธรรมนูฐแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 269 (4) บัญญัติให้อายุของวุฒิสภาตามมาตรานี้ มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งและได้มีพระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2562 อายุของวุฒิสภาจึงครบกำหนด 5 ปี และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 แต่ยังอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่ ดังนั้น เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ให้ดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 107 วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และภายใน 5 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเริ่มดำเนินการเพื่อเลือกไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ

“เพื่อให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 วรรคห้า และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 21 จึงได้จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. …. ขึ้น โดยมีสาระสำคัญเป็นการให้ดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยมีสาระสำคัญเป็นการให้ดำเนินการเลือก สว. และจัดทำร่างแผนการจัดการเลือก สว. ทั้งนี้ ภายใน 5 วันนับตั้งแต่ที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือก สว. ใช้บังคับ กกต.จะกำหนดวันเริ่มดำเนินการเพื่อเลือกไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ซึ่ง กกต.คาดว่า พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือก สว. จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ประกาศกำหนดวันเลือกและวันรับสมัครในวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 กำหนดวันเลือก สว.ระดับอำเภอในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 กำหนดวันเลือก สว.ระดับจังหวัดในวันที่ 16 มิถุนายน 2567 กำหนดวันเลือก สว. ระดับประเทศในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 และกำหนดวันที่จะประกาศผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในวันที่ 2 กรกฎาคม 2567” นายคารม กล่าว

Advertisement

กกต.ยันพร้อมเลือก สว. เตือนอย่าทำผิด กม.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 19 เมษายน 2567 กกต. 19 เม.ย.-ประธาน กกต.ยันพร้อมเลือก สว. เตือนอย่าทำผิด กม. มั่นใจมาตรการเข้มจับได้แน่ โทษหนักทั้งจำ ทั้งปรับ ตัดสิทธิการเมือง

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าของระเบียบและประกาศกกต.ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า แล้วเสร็จเป็นส่วนใหญ่ โดยมี 1 ฉบับที่ส่งไปแล้วและอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนระเบียบเกี่ยวกับการแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. ตั้งใจว่าจะส่งวันที่ 23 เม.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ช่วงเช้าที่ผ่านมา(19 เม.ย.) กกต.จัดอบรมชี้แจงให้ตัวแทนกกต.ประจำจังหวัดหรือรอง ผอ.กกต.จังหวัด หัวหน้ากลุ่มงานจัดการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วม และพนักงานการเลือกตั้งในการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เพื่อเตรียมการเลือกตั้งสว. ทั้งการสมัคร การเลือก การนับคะแนน และขอให้ทุกคนใช้ความพยายามการศึกษากฎมาย ระเบียบ ประกาศต่าง ๆ รวมถึงหลักต่าง ๆ ให้ละเอียดรอบคอบ เพื่อนำไปถ่ายทอดให้เจ้าหน้าที่ผู้ที่ปฏิบัติงานต่อไป ทั้งระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบว่ามีปัญหา แต่เมื่อนำไปปฏิบัติจริงในพื้นที่อาจจะยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน

เมื่อถามว่ามีมาตรการป้องกันการฮั้วกันของผู้สมัครที่หลายฝ่ายมีความกังวลอย่างไร ประธานกกต. กล่าวว่า ถ้าไม่ฝ่าฝืนกฎหมายกันได้ก็อย่าฝ่าฝืนเลย ส่วนจะป้องกันอะไรบ้างนั้น ตามกลไกกฎหมายคือการกำหนดค่ารับสมัครในระดับที่ไม่ได้ต่ำหรือสูงเกินไป การเลือกแบบไขว้กันจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนจึงฮั้วกันยาก และกกต.ยังมีผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ตั้งขึ้น ชุดนี้จะปฏิบัติหน้าที่เลือกสว.ด้วยเช่นกัน หน้าที่หลักคือตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการเลือกว่าทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และตรวจสอบการกระทำใดที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เรามีชุดเคลื่อนที่เร็วซึ่งเป็นตำรวจที่คุ้นเคยพื้นที่ดี จะช่วยสอดส่องการฝ่าฝืนกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมาสมัครเป็นผู้แทนประชาชน จิตสำนึกก็พยายามอย่าฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม ให้เริ่มต้นจากการเป็นผู้สมัครที่ดี ต้องไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย

เมื่อถามถึงกรณีคณะก้าวหน้ารณรงค์ให้ประชาชนลงสมัครเลือกสว. เข้าข่าย จำเป็นต้องตักเตือนหรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า เท่าที่ทราบข่าวไม่ถึงขั้นสุ่มเสี่ยงในขณะนี้ เพราะการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่สนใจไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนในด้านต่าง ๆ เป็นสิ่งที่กกต.รณรงค์มาตลอด หากมีผู้มาสมัครมาก การแข่งขันก็จะยิ่งมาก และทำให้การแข่งขันมีคุณค่า การเชิญชวนให้ประชาชนมาสมัครเป็นสิ่งที่น่าจะสนับสนุน   แต่เตือนว่าอย่าทำอะไรฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าสงสัยอะไร แนะนำให้มาคุยกับกกต.ก่อนทุกเรื่อง   ซึ่งคำตอบของเราจะไม่มีการกระทำสุ่มเสี่ยงเกิดขึ้น

ส่วนกรณีคณะก้าวหน้าชูนโยบาย “1 ครอบครัว 1 สว.” ผิดเจตนารมณ์ของการเลือกสว.หรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า เบื้องต้น 1 ครอบครัว 1 สว.เป็นการรณรงค์ให้มีการสมัคร อาจจะเป็นคอนเซ็ปต์ที่ฟังง่ายให้คนฉุกคิดว่า ในฐานะที่เป็นคนไทย เรามีคุณสมบัติและมีความประสงค์ที่จะสมัครหรือไม่ และทำงานเพื่อประเทศ เรื่องนี้ไม่ถึงขั้นสุ่มเสี่ยง ถ้าสุ่มเสี่ยงต้องรับฟังกรอบความเห็นของสำนักงานกกต.

“หากมีผู้ตอบรับแคมเปญแล้วมีผู้สมัครหลักแสนคน ทางกกต.ต้องรับมือได้อยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์เอาไว้แต่แรกว่าจะมีผู้สมัครหลักแสนคน และกกต.มีแผน 1 แผน 2 ตอนนี้กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งไว้ในท้ายระเบียบแล้ว ส่วนสีบัตรในแต่ละระดับให้เลขาธิการกกต.เป็นผู้พิจารณาเลือกสี ทั้งนี้ บัตรเลือกสว.จะพิมพ์ 2 รอบ รอบแรก พิมพ์ตามจำนวนที่คาดการณ์ไว้ และอีกรอบจะจัดพิมพ์เมื่อเห็นตัวเลขผู้สมัครแล้ว” ประธานกกต. กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีมีผู้ฟ้องร้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคัดค้านการสมัครสว. จะเป็นการยื้อเวลาการทำหน้าที่ของ สว.ชุดปัจจุบันหรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน เมื่อเราจัดการเลือกระดับประเทศเสร็จแล้ว กฎหมายให้รอ 5 วัน เผื่อจะมียื่นร้องเรียน และถ้ามีร้องเรียนต้องร้องภายใน 3 วัน หลังจากวันที่เลือก ซึ่งกกต.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 2 วัน ส่วนกกต.จะสั่งให้เลือกในวันไหน กรณีมีเลือกซ่อม โดยหลักต้องทำให้เร็ว เพราะฉะนั้นจะไม่ทำอะไรที่เป็นการขวาง

“ณ เวลานี้ผมไม่คิดว่า จะถูกทำใก้ต้องเลื่อน การเลื่อนต้องมีเหตุตามกฎหมายและชัดเจน ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่อยากจะสันนิษฐานว่าเลื่อนออกไปเพราะเหตุนั้น เหตุนี้ หากมีพระราชกฤษฎีกา เราต้องทำตามตารางของเรา เราไม่ได้คิดเป็นอื่น” ประธานกกต. กล่าว

เมื่อถามว่า หากยื่นต่อศาล และศาลมีคำสั่งให้ชะลอไปก่อน ประธานกกต. กล่าวว่า เป็นกระบวนการศาล ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไร เพราะศาลมีกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาล และหากมีการส่งเรื่องไปศาลก็ไม่ได้หมายความว่าจะกระทบต่อไทม์ไลน์ ส่วนกรณีนายธีระยุทธ สุวรรณเกษร ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น ทางผู้ตรวจฯ ก็จะมีกระบวนการการพิจารณาอยู่ว่า ควรส่ง หรือไม่ควรส่งเรื่อง

เมื่อถามย้ำถึงกรณีอาจมีรับจ้างสมัครสว. นายอิทธิพร กล่าวว่า เรื่องนี้มีกระบวนการตรวจสอบอยู่แล้ว ทางกกต.ได้หารือเรื่องนี้ ถ้าทำจริงถือว่ามีความผิด ทั้งจำ ทั้งปรับและตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี การไม่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเป็นสิ่งที่ดีที่สุด กฎหมายออกแบบให้ป้องกันเรื่องนี้ได้ระดับหนึ่ง กกต.มีกลไกระดับหนึ่ง ถ้าตั้งใจจะฮั้วอย่ามั่นใจว่าจะรอด ไม่มีใครจับได้ เพราะสมัยนี้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เยอะ ช่องทางการตรวจสอบก็เยอะ ดังนั้น อย่าเสี่ยง

เมื่อถามว่ามาตรการป้องกันการฮั้วกันของผู้สมัคร จะทันเกมโกงคนที่จะฮั้วหรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า เราพยายามทำให้ทัน ซึ่งเรามีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เขากระทำการฝ่าฝืนกฎหมายด้วยวิธีการใดการหนึ่งก็ต้องหาวิถีทางทุกได้ ส่วนจะทันเกมโกงหรือไม่รอดูวันเลือก

ส่วนที่เงื่อนไขระบุว่าผู้สมัครไม่ให้ลงสมัครในนามพรรคการเมือง หรือเป็นสมาชิกพรรค แต่ในทางปฏิบัติพรรคอาจจะส่งคนมาสมัคร นายอิทธิพร กล่าวว่า อย่างที่บอกกฎหมายไม่ให้ทำเช่นนั้น และถ้าทำแล้วเรามีหลักฐานก็ต้องรับผิด เพราะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย โทษของการฝ่าฝืนกฎหมายมีทั้งจำทั้งปรับ ทั้งตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี ฉะนั้นอย่าเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายเลย และถ้าไม่แน่ใจก็สอบถามได้

เมื่อถามย้ำว่าถ้าทำจะผิดเฉพาะคนสมัครหรือพรรคการเมืองด้วย นายอิทธิพร กล่าวว่า ผู้สมัคร และมีคำว่าผู้ใดระบุไว้ด้วย คือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกรรมการบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกท้องถิ่น

Advertisement

รัฐบาลจัดสินเชื่อเงินด่วนคนดี ให้สมาชิก อสม. และ อสส. รายละ 20,000 บาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 17 เมษายน 2567 รัฐบาล จัดโครงการสินเชื่อเงินด่วนคนดี ให้สมาชิก อสม. และ อสส. รายละไม่เกิน 20,000 บาท ยื่นกู้ได้ ณ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 68

วันนี้ (17 เมษายน 2567)  นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์จัดเตรียมงบประมาณ จำนวน 10,000 ล้านบาท ให้สมาชิกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน : อสม. และอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร : อสส ผ่านโครงการสินเชื่อเงินด่วนคนดี เพื่อสนับสนุน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการอุปโภคบริโภคแทนการกู้เงินนอกระบบ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.67 ต่อเดือน ลดต้น ลดดอก ผ่อนชำระไม่เกิน 4 ปี

นายคารม กล่าวว่า โครงการสินเชื่อเงินด่วนคนดี เพื่อสมาชิก อสม. และอสส. เป็นโครงการที่ธนาคารต้องการให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจกลุ่มสมาชิก อสม. และ อสส. ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นผู้เสียสละทำหน้าที่ดูแลสุขภาพเกษตรกร ประชาชนและสังคมส่วนรวม โดยสนับสนุนให้กลุ่ม สมาชิก อสม. และ อสส. ได้เงินทุน เพื่อนำไปใช้ในการอุปโภคบริโภคในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม สามารถแบ่งเบาภาระของครอบครัวแทนการกู้เงินนอกระบบ รายละไม่เกิน 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.67 ต่อเดือน หรือ ร้อยละ 8 ต่อปี คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก กำหนดผ่อนชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เช่น วงเงิน กู้ 20,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 48 เดือน นับตั้งแต่วันกู้

“สำหรับเงื่อนไขผู้กู้ต้องเป็นสมาชิก อสม. และ อสส. ที่ถือบัตร Smart card ของ ธ.ก.ส. รวมถึงเป็นบุคคลที่มี ความสามารถตามกฎหมาย มีสมาชิก อสม. และ อสส. เป็นผู้ค้ำประกัน (ค้ำได้คราวละ 1 คน) สมาชิกที่สนใจสามารถ แจ้งความประสงค์ได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2568“ นายคารม กล่าว

Advertisement

ศาล รธน. ไม่รับคำร้องรัฐสภา ให้วินิจฉัยการทำประชามติ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 17 เมษายน 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ – ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้องรัฐสภา ขอให้ศาลวินิจฉัยการทำประชามติกี่ครั้ง เกี่ยวกับการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แจงศาลเคยวินิจฉัยโดยละเอียดและชัดเจนไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของประธานรัฐสภา ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) โดยอ้างอิงถึงรัฐสภาจะบรรจุวาระและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่มีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยังไม่มีผลการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่

และในกรณีที่รัฐสภาสามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่มีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ การจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับฉบับใหม่ได้หรือไม่จะต้องกระทำในขั้นตอนใด

โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องไว้พิจารณาพิจารณา ด้วยศาลพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ที่เกิดขึ้นแล้ว

ดังนั้นการบรรจุระเบียบวาระประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเป็น หน้าที่และอำนาจของประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 80 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาปี 2563 ข้อ 119 กรณีนี้จึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา โดยคำร้องมีสาระสำคัญเป็นเพียงข้อสงสัย และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายเนื้อหาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ซึ่งศาลได้วินิจฉัยโดยละเอียดและชัดเจนแล้ว จึงไม่ใช่กรณีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาที่เกิดขึ้นแล้วจึงไม่ต้องด้วยเงื่อนไขตามกฎหมาย

ทั้งนี้ก่อนการพิจารณา มีตุลาการศาล 2 คน ไม่ได้ร่วมพิจารณาด้วย  คือ นายสุเมธ รอยเจริญ โดยอยู่ระหว่างการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ และนายอุดม รัฐอมฤต ที่ขอถอนตัวจากการพิจารณาตามกฏหมายวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเคยเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลที่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลที่ 4/2564 และการประชุมของตุลาการศาลในวันนี้  องค์ประชุมเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 7 คน

Advertisement

“เศรษฐา” ยันยังไม่ปรับ ครม. ปัดนั่งควบกลาโหม บอกสนิทกัน ไม่ต้องเป็นผู้บังคับบัญชาก็ได้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 16 เมษายน 2567 บ้านจันทร์ส่องหล้า  – “เศรษฐา” ยันยังไม่ปรับ ครม. ขออย่าทำให้รัฐมนตรีหวั่นไหว บอก เดินหน้าทำงานดีกว่าวิ่งเต้น ปรับเมื่อไหร่ก็รู้เอง ปัดนั่งควบกลาโหม ชี้ สนิทกัน แต่ไม่ต้องเป็นผู้บังคับบัญชาก็ได้

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ว่ายังไม่มี ตนเองไม่ได้บอกว่ามีการปรับ ไปพูดกันเอง แต่อย่างไรก็ตามมันก็ต้องปรับในวันหนึ่ง และถ้าปรับเดี๋ยวก็ทราบกันเอง อย่าเพิ่งทำให้รัฐมนตรีที่มีชื่อออกมาหวั่นไหว มองว่าเร่งทำงานดีกว่า เพราะทุกวันมีค่า แทนที่จะต้องวิ่งเต้นมาหาท่านนั้นท่านนี้ โดยยืนยันว่าที่เข้าพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คุยปัญหาบ้านเมืองธรรมดา เช่น ข้าวโพด การเผาป่า ความสะอาดของบ้านเมือง และสถานการณ์เมียนมา

เมื่อถามว่าจะต้องเคลียร์กับรัฐมนตรีที่อยู่ในโผหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า “ไม่เคลียร์ ผมไม่ได้เป็นคนเขียน ไม่เคลียร์อยู่แล้ว” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวย้ำว่าอยากให้ทุกท่านตั้งใจทำงานใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนเองพูดมาตลอดในระยะหนึ่งเดือนที่มีข่าวปรับ ครม. ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดคือการทำงาน การทำงานที่ถูกต้องดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล แต่ละกระทรวงก็มีนโยบายเรือธง ทุกท่านทราบอยู่แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลที่อยากจะปรับ ครม. ยังไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรมา เขาทราบอยู่แล้ว เป็นสิทธิของเขา ถ้าอยากจะปรับ ตนเองคงไม่โทรไปถามว่าอยากปรับใครบ้าง เช่น พรรคพลังประชารัฐก็ยังมีเก้าอี้เหลืออยู่หนึ่งเก้าอี้ โดยกระแสข่าวที่ระบุว่าตนเองจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น ไม่ทราบ คงเป็นเพราะตนเองไปเยี่ยมทหาร และมีความสนิทส่วนตัวกับ ผบ.เหล่าทัพ ยกหูคุยกันได้ ถือว่าเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ช่วยดูแลเรื่องชายแดน พื้นที่ทำกินของราษฎรก็ตอบสนองได้ดี ไม่จำเป็นจะต้องมาเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะสถาบันทหารและสถาบันความมั่นคงมีความเป็นมืออาชีพ มีวินัย หากนายกฯ ขอในเรื่องที่เหมาะสมและถูกต้อง ทุกคนก็พร้อมที่จะทำให้อยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาพูดคุยหรือมโนภาพว่าจะต้องเป็นอะไร

“ผมคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดหรืออธิบดีในกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว ทำไมถึงไม่บอกว่าผมจะไปควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บ้าง เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องพูดคุยกันอยู่แล้ว ไม่มีนัยอะไร” นายเศรษฐา กล่าวทิ้งท้าย

Advertisement

นายกฯ มั่นใจเงินดิจิทัลวอลเล็ตมาถูกทาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 15 เมษายน 2567 ประจวบคีรีขันธ์  – นายกฯ มั่นใจเงินดิจิทัล 10,000 บาท ได้แน่ไตรมาส 4 ชี้ ออกดอกออกผลไตรมาส 1-2 ปีหน้า ระบุระหว่างโครงการไม่เกิด เตรียมผุดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่แถลงต่อรัฐสภา

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่มีความล่าช้า ทำให้หลายนโยบายของรัฐบาล ถูกขยับออกไป อย่างเช่นโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ก่อนหน้านี้มีการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะให้ใช้ภายในต้นปีนี้ แต่สุดท้ายกลับถูกเลื่อนออกไป ว่า จริงๆ แล้วตนไม่อยากจะขอโทษเรื่องงบประมาณล่าช้า ซึ่งหากย้อนไปในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนพอดี ถือว่านานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ 141 เสียง มาเป็นที่สอง และพรรคก้าวไกลได้ 151 เสียง เราก็ทำอย่างเต็มที่ ให้เขาฟอร์มรัฐบาลให้ได้ มีการโหวตให้ไม่แตกแถวเป๊ะ และก็โหวตให้ก้าวไกลเต็มที่ทั้งสองครั้ง ขณะนั้นพรรคก้าวไกลก็บอกมาตลอดเวลาว่าสามารถที่จะฟอร์มรัฐบาลได้ และมีเสียง สว.เพียงพอ เราก็ให้เกียรติที่จะสนับสนุน และในต่างประเทศหากเป็นพรรคอันดับหนึ่งอันดับสอง ก็จะต้องแข่งขันกัน แต่พอถึงเวลาเราส่งเขาเต็มที่แล้ว ไม่สามารถฟอร์มรัฐบาลได้ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องรับไม้ต่อ ซึ่งตนก็ทราบว่างบประมาณจะใช้ได้จริงในช่วงเดือนพฤษภาคม และไม่สามารถนำกรณีดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างได้ ตนเพียงแต่บอกเฉยๆ แต่เรื่องของการใช้นโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เราทำได้ทั้งวีซ่าฟรี พักหนี้เกษตรกร และลดค่าใช้จ่าย

สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเราต้องการเม็ดเงินใหม่ เพราะเราประกาศว่าทุกคนจะต้องได้หมด ใช้งบประมาณ 560,000 ล้านบาท โดยต้องใช้หมดภายในหกเดือน อายุ 16 ปี และใช้ภายในอำเภอ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค แต่เอาเข้าจริงเราได้ 141 เสียงไม่ใช่แลนด์สไลด์อย่างที่หวังไว้ และมีหลายภาคส่วนที่เราต้องรับฟัง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นักวิชาการต่างๆ รวมไปถึงการตั้งหลักเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ เช่น คนรวยใช้หลักเกณฑ์อะไรในการวัด รวมถึงที่มีการตัดกลุ่มเป้าหมาย ที่ถูกตัดไป 12 เปอร์เซ็นต์ ของวงเงินทั้งหมด และมีการตั้งคำถามว่าจะกู้เงินมาใช้ในโครงการดังกล่าวหรือไม่ จนกระทั่งเราบริหารจัดการตรงนี้ ให้มันมาจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามไตรมาส 4 นี้ ได้อย่างแน่นอน ยืนยันทุกอย่างทุกขั้นตอนตรวจสอบได้ สุจริตบริสุทธ์ใจ พร้อมย้ำว่าขอให้คอยในไตรมาสที่ 4

นายกรัฐมนตรี ยังมั่นใจว่าจะไม่มีอะไรมาเตะถ่วงทำให้โครงการเงินดิจิทัลฯ ต้องเลื่อนออกไปมากกว่าไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

หากงบประมาณลงมาแล้ว มีการประเมินหรือไม่ว่าการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต รวมไปถึงเศรษฐกิจต่างๆ ผลจะออกมาในช่วงไตรมาสใด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่าในช่วงไตรมาส 1-2 ของปีหน้าจะเห็นผล และนโยบายการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นเรือธงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในไตรมาส 4 ปีนี้ อย่างการจัดงานทั้งพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ต ก็เกิดขึ้นมากมาย

ทั้งนี้ในระหว่างทางที่นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้รัฐบาลจะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ออกมา ซึ่งเป็นไปตามที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เช่น การสร้างถนน หรืออย่าลืมว่าเกษตรกร ยังมีอีกหลายสิบล้านคน ที่ต้องดูเรื่องไม่ท่วมไม่แล้ง

ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่า รัฐบาลให้เงินมากเกินไปจนสุดท้ายไม่ได้อะไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ชัดเจนว่าเราบอกว่าทำครั้งเดียว แต่การเติมเงินเข้าไปในกระเป๋าทุกๆ คนที่จะเกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติโควิด-19 เติมเงินเพียงแค่ 1,000 – 2,000 บาท แล้วไปใช้ที่ไหนก็ได้ แต่ครั้งนี้มีการจำกัดประเภทสินค้า ระยะทางที่สามารถใช้ได้ วันนี้เราต้องการที่จะให้อำเภอเล็กๆ ในจังหวัดต่างๆ ได้ลืมตาอ้าปากด้วย มีโอกาสในการจับจ่ายใช้ส่อยเงินด้วย เรื่องนี้ตนอธิบายไปหลายหนแล้วและก็มั่นใจว่าเรามาถูกทาง

Advertisement

Verified by ExactMetrics