วันที่ 5 พฤษภาคม 2026

ผลสำรวจพบคนตั้งใจจะไปเลือกตั้งเพิ่มสูงขึ้น

People Unity News : 30 เมษายน 2566 ช่วงโค้งสุดท้ายมีผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งมาให้ติดตาม ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจ “คนนครสวรรค์เลือกพรรคไหน” สำรวจวันที่ 11-19 เมษายน 2566 ส่วนซูเปอร์โพลเผยโพลเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ 6 สำรวจวันที่ 25-30 เมษายน ถามถึงความตั้งใจจะไปเลือกตั้งผู้แทนราษฎรครั้งนี้ พบแนวโน้มคนตั้งใจจะไปเลือกตั้งเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 70.8 ช่วงสัปดาห์ก่อน ขึ้นเป็นร้อยละ 73.2 ในการสำรวจล่าสุดสัปดาห์นี้

ซูเปอร์โพลได้เผยโพลเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ 6 สำรวจวันที่ 25 – 30 เมษายน โดยเมื่อถามถึงความตั้งใจจะไปเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ครั้งนี้ พบแนวโน้มคนตั้งใจจะไปเลือกตั้งเพิ่มสูงขึ้นจาก ร้อยละ 70.8 ในช่วงสัปดาห์ก่อน ขึ้นเป็นร้อยละ 73.2 ในการสำรวจล่าสุดสัปดาห์นี้

ที่น่าสนใจคือ 5 อันดับแรกของผู้นำการเมืองที่เชื่อว่าจะมีผลงานแก้วิกฤต ดูแลสุขภาพ สวัสดิการกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 30.2 ระบุ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อันดับสองหรือร้อยละ 27.3 ระบุนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และอันดับสามหรือร้อยละ 27.2 เท่า ๆ กันกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ระบุเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับสี่หรือร้อยละ 24.4 ระบุนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ต้องการเห็นร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 40.6 ระบุพรรคภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ และอื่น ๆ รองลงมาคือร้อยละ 30.2 ระบุ พรรคก้าวไกล เพื่อไทย และอื่น ๆ ร้อยละ 12.3 ระบุ พรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย และอื่น ๆ ร้อยละ 5.1 ระบุ พรรคเพื่อไทย พลังประชารัฐ และอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือ 5 อันดับแรก ถ้าเลือกนายกรัฐมนตรีได้ อยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า อันดับหนึ่งได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 22.0 ทิ้งห่างไม่ถึง 1% จากอันดับสอง ได้แก่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ 21.5 อันดับสามได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 18.8 อันดับสี่ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ร้อยละ 16.1 และอันดับห้า ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 11.1

Advertisement

ครม. เคาะใช้งบกลางช่วยลดค่าไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง 4 เดือน

People Unity News : 25 เมษายน 2566 ครม. เคาะงบกลางวงเงินกว่า 11,000 ล้านบาท ช่วยลดค่าไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง 4 เดือน ฝากบอกประชาชน แชร์บิลค่าไฟฟ้าว่อนเน็ต ต้องบอกด้วยใช้ไฟเพิ่มหน้าร้อนหรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี ใช้เวลาหารือเรื่องค่าไฟฟ้ากว่า 1 ชม. ก่อนเห็นชอบให้จัดสรรงบกลาง ปี 2566 เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชน เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบาง และเตรียมเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาตามขั้นตอน พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยัน รัฐบาลจะให้ความเป็นธรรมทุกภาคส่วน ที่ร่วมการบริหารจัดการพลังงาน เพราะรัฐบาลไม่สามารถลงทุนทั้งหมดได้ ดังนั้น เอกชนที่มาร่วมลงทุนต้องดำเนินการตามกฎหมาย และกติกาที่มีอยู่ทุกประการ สิ่งใดที่มีปัญหาอยู่ขณะนี้ และมีปัญหาทางกฎหมาย กระทรวงพลังงาน ได้ส่งสัญญาให้อัยการพิจารณาดูแล้ว ว่าเป็นธรรมหรือไม่ เพราะหลายสัญญาทำมานานพอสมควร

ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ถ่ายภาพบิลค่าไฟฟ้า เผยแพร่ตามสื่อสังคมออนไลน์ว่า มีค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ต้องให้ข้อมูลด้วยว่าการใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ เมื่อเทียบกับเดือนก่อน เนื่องจากในช่วงหน้าร้อน ประชาชนจะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มีรายงานข่าวว่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือเท่าเดิม ต่อเนื่องเดือน พ.ค.-ส.ค. เป็นเวลา 4 เดือน ก่อนคำนวณภาษี วงเงินไม่เกิน 7,602 ล้านบาท มีผู้ได้ประโยชน์ 18.36 ล้านคน ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน จะได้ส่วนลด 150 บาท รอบเดือน พ.ค. วงเงินไม่เกิน 3,510 ล้านบาท มีผู้ได้ประโยชน์ 23.4 ล้านคน

Advertisement

รัฐบาลแจงโครงสร้างค่าไฟ เผยสาเหตุค่าไฟแพงมหาโหด

People Unity News : 25 เมษายน 2566 โฆษกรัฐบาล ชี้แจงโครงสร้างค่าไฟฟ้าจากปี 2555 จนถึงปัจจุบัน ยืนยันรัฐบาลหาแนวทางแก้ปัญหาช่วยเหลือประชาชนมาตลอด

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงโครงสร้างค่าไฟฟ้าจากปี 2555 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ชี้แจงรายละเอียดดังนี้

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 รัฐบาลในขณะนั้นได้ปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของไทย หรือ Power Development Plan (PDP) ฉบับปี 2010 จากฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 เป็นฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 3 โดยได้ประมาณการความต้องการไฟฟ้าใหม่ตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจและผลกระทบจากอุทกภัยปี 2554 ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของ GDP ไทย ขึ้นมาอยู่ในระดับร้อยละ 4 – 5 ตั้งแต่ปี 2555 – 2569 (โดยในปี 2557 – 2558 GDP มีการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 5.7 – 6.0 ตามเศรษฐกิจโลกในช่วงขาขึ้นในขณะนั้น)

ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทย ปรับตัวสูงขึ้นตาม GDP ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นจึงได้เพิ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (ก๊าซธรรมชาติ) เข้าไปในแผน PDP 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 (ปี 2555) ซึ่งรวมถึงโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (Independent Power Producer: IPP) 5,400 MW (จ่ายไฟเข้าระบบ ระหว่างปี 2564 – 2569 ปีละ 900 MW) เพื่อให้รองรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้า ภายใต้ประมาณการว่าการสำรอง (Reserve) ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 – 24 และต่อมารัฐบาลได้เปิดประมูลโรงไฟฟ้า IPP จำนวน 5,400 MW ดังกล่าว ในปี 2555

เมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ได้พยายามที่จะทบทวนความจำเป็นของโครงการโรงไฟฟ้า IPP 5,400 MW ดังกล่าว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีการลงนามผูกผันไปแล้ว (ตามคำตัดสินของศาลปกครอง) ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการให้ทบทวนแผน PDP ใหม่อีกครั้ง ซึ่งพบปัญหาที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้

1.อัตราความต้องการใช้พลังงานไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ประมาณการไว้ ซึ่งทำให้ Reserve Margin % ณ ปี 2558 ที่เคยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 กลายเป็นร้อยละ 30 และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในอนาคต

2.โรงไฟฟ้าที่อนุมัติไปทั้งหมดก่อนหน้านี้ รัฐบาลต้องจ่ายค่าความพร้อม หรือ Availability Payment (AP) โดยกำหนดในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอย่างชัดเจน และเป็นสัญญาระยะยาว

3.แผนจัดหาแหล่งพลังงานสะอาดและพลังงานน้ำมีจำกัด และมีการเพิ่มพลังงานจาก fossil ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางของโลกที่มุ่งไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

จากประเด็นข้างต้น หากไม่มีการดำเนินการอะไรจากรัฐบาล จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าในอนาคต และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จึงได้จัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ (PDP 2015) (ปี 2558) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และได้มีการปรับแผน PDP อีกหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน คือ แผน PDP 2018 (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1) เมื่อปี 2563 เพื่อให้แผนการจัดหาไฟฟ้าสะท้อนภาพความเป็นจริงและสอดรับกับแนวทางการพัฒนาประเทศมากที่สุด

ทั้งนี้ ในปี 2565 Reserve Margin % อยู่ที่ร้อยละ 36 เนื่องจากระหว่างปี 2563 – 2565 ไทยและทั่วโลกเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงกว่าที่ประมาณการไว้ (แม้ว่าจะปรับทอนลงไปแล้วบางส่วนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตอนจัดทำแผน PDP 2015 และ 2018 ใหม่แล้ว) ในขณะที่การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ตามแผน PDP ก่อนหน้านี้ ได้ผูกมัดการดำเนินการต่าง ๆ ไปหมดแล้ว โดยมีกำหนดจ่ายไฟเข้าระบบตั้งแต่ปี 2564 เป็นไปต้นไป ทำให้ประเทศไทยมี POWER SUPPLY ตามแผน แต่ POWER DEMAND ต่ำกว่าแผน ส่งผลให้ RESERVE MARGIN ยังสูงอยู่ และส่วนหนึ่งมีผลกระทบต่อค่าไฟในภาพรวม

จากกรณีดังกล่าว ในช่วงแรก รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จึงได้ดำเนินการปรับโครงสร้างค่าไฟ เพื่อลดภาระของประชาชน ดังนี้

1.ลดค่าไฟฟ้าฐานลง จาก 3.77 บาท/หน่วยเป็น 3.75 บาท/หน่วย และคงค่าไฟฟ้าฐานในอัตราดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน (เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558) โดยเป็นการปรับลดวงเงินลงทุนและรายได้ของของ 3 การไฟฟ้าลง (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)

2.ทยอยปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร Ft ลงจาก 0.69 บาท/หน่วย ในช่วงปี 2557 เป็น ต่ำกว่า 0 บาท/หน่วย ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปี 2564 เพื่อเป็นการบรรเทาอัตราค่าไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากการประมาณการที่ผิดพลาดของรัฐบาลก่อนหน้า ทั้งนี้ การลดค่า Ft ต่ำกว่า 0 ในช่วงเวลาดังกล่าว อาศัยแหล่งเงินจากเงินบริหารค่า Ft และเงินของทั้งสามการไฟฟ้าฯ ซึ่ง ณ ขณะนั้นยังมีวงเงินคงเหลือในระดับที่สามารถนำมาใช้ได้ (แต่ปัจจุบัน เงินคงเหลือของทั้งสามการไฟฟ้าฯ ได้หมดลงแล้ว เนื่องจากได้นำไปอุดหนุนค่าไฟให้กับประชาชนในช่วงโควิดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนอย่างต่อเนื่อง)

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนประเทศในการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จึงได้เร่งดำเนินการเพิ่มการจัดหาและรับซื้อไฟฟ้า จากพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการต่าง ๆ เช่น การรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพิ่มเติม โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar rooftop)

สำหรับภาคประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัย ปี 2562 – 2565 และโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในช่วงระหว่างปี 2565 – 2573 ซึ่งโครงการที่ได้อนุมัติและดำเนินการในช่วงดังกล่าว มีต้นทุนค่าไฟที่ต่ำกว่าการรับซื้อจากโรงไฟฟ้า IPP ของเอกชนอย่างมาก และจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอนาคตหากวิกฤตราคาพลังงานยังคงส่งผลต่อเนื่อง หรือก๊าซในอ่าวไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการดำเนินงานดังกึสามารถทำให้อัตราส่วนของพลังงานหมุนเวียนปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 33 ในปี 2565 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 52 ในปี 2580

หากดำเนินการตามแผน PDP 2018 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (ปี 2563) ตามที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ได้วางแผนไว้ จะส่งผลให้สัดส่วนกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้า IPP ก๊าซธรรมชาติ ตั้งแต่ปี 2570 ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 28 ในปี 2569 เหลือร้อยละ 14 ในปี 2580 สะท้อนถึงการวางแผนระยะยาวในการลดปริมาณการรับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งมีผลต่อค่าไฟระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปี 2564 – ปัจจุบัน ได้เกิดวิกฤตพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติอย่างมาก ส่งผลให้ค่าไฟในส่วนของค่าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น สะท้อนในค่า Ft ซึ่งเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงได้กำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจมาโดยตลอด เช่น การตรึงค่าไฟฟ้า สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน)

“รัฐบาลรับทราบข้อกังวล และไม่นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชนเรื่องค่าไฟฟ้าโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนนี้  ซึ่งอากาศมีอุณหภูมิสูงขึ้นทำให้มีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น อย่างไรก็ตามขอทำความเข้าใจถึงปัจจัยสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต การดำเนินการที่ผ่านมา รวมถึงข้อเท็จจริงเรื่องแผนการจัดการไฟฟ้าสำรองของประเทศในปัจจุบัน  อีกทั้งกระบวนการในส่วนที่รัฐสามารถจัดการได้ตามกรอบระเบียบและกฎหมาย รวมถึงกรอบการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักสากล ที่สำคัญรัฐบาลได้ช่วยเหลือประชาชนมาอย่างต่อเนื่องในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งการช่วยเหลือของรัฐบาลนั้น ต้องคำนึงถึงภาพรวมของประเทศ ว่าแต่ละภาคส่วนได้รับผลกระทบหรือไม่อย่างไร รวมทั้งการวางแผนในระยะยาว ทั้งนี้ ขอยืนยันแนวทางการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมาในความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเรื่องค่าไฟฟ้าในขั้นตอนต่อไป” นายอนุชา กล่าว

Advertisement

ซูเปอร์โพลชี้คนหนุนผู้นำแก้ ศก.-ปากท้อง “อนุทิน” นำห่าง “อุ๊งอิ๊ง-จุรินทร์”

People Unity News : 23 เมษายน 2566 ซูเปอร์โพลเผยผลสำรวจนโยบายพรรคการเมือง-ผู้นำที่ประชาชนชื่นชอบ พบ “อนุทิน” นำห่าง “อุ๊งอิ๊ง-จุรินทร์” หวังให้แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง

ซูเปอร์โพลเปิดเผยผลสำรวจ “นโยบายพรรคการเมืองที่ชื่นชอบของประชาชน” พบว่า 3 อันดับแรก พรรคการเมืองที่มีนโยบายช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ชื่นชอบ ได้แก่ ร้อยละ 40.4 ระบุพรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 36.2 ระบุพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 21.3 ระบุพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อพิจารณา 3 อันดับแรกพรรคการเมืองที่มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรและไม่ด่างพร้อย ไม่ทุจริตที่ชื่นชอบ พบว่าร้อยละ 41.0 ระบุพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 38.3 ระบุพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 29.1 ระบุ พรรคเพื่อไทย ตามลำดับ

นอกจากนี้ 3 อันดับแรกพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ทำตามที่พูด พูดแล้วทำ (ตอบได้มากกว่า 1 พรรค) พบว่าร้อยละ 53.9 ระบุพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 44.2 พรรคเพื่อไทย และร้อยละ 39.7 พรรคพลังประชารัฐ ตามลำดับ

ผู้นำทางการเมืองที่ต้องการให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง พบว่าส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 58.6 ระบุนายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 37.5 ระบุนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และร้อยละ 35.6 ระบุนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ตามลำดับ

Advertisement

“กรณ์” จวก ลดค่าไฟแค่ 2 สตางค์ อย่าอ้างว่าช่วย

People Unity News : 23 เมษายน 2566 “กรณ์” จวก ลดค่าไฟแค่ 2 สตางค์ อย่าอ้างว่าช่วย ยันต้องยกเลิกค่าไฟฟ้าFT 3 เดือนสุดร้อนเพื่อประชาชน

จากกรณีมีข่าวว่าคณะอนุกรรมการค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) มีมติเห็นชอบตามที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสนอขอรับภาระยืดหนี้การชำระค่าไฟฟ้าวงเงิน 130,000 ล้านบาท แทนประชาชนจาก 5 งวด ที่มีการเรียกเก็บค่าเอฟทีทุก 4 เดือน หรือ 20 เดือน จากงวดละ 27,000 ล้านบาท เป็น 6 งวด หรือ 24 เดือน เป็นเหลือเพียงงวดละ 22,000 ล้านบาท ดังนั้น จึงทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวดที่ 2 ของปีนี้ (พ.ค.-ส.ค.) ลดลง 7 สตางค์ ต่อหน่วย จากเดิมที่ประกาศจัดเก็บ 4.77 บาท เหลือเพียง 4.70 บาทต่อหน่วย

ในประเด็นดังกล่าว นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า จากกระแสค่าไฟแพง ที่ตนออกมาเรียกร้องเมื่อเดือนมีนาคม จนตอนนี้ปัญหาค่าไฟแพง กลายเป็นประเด็นรุนแรงทั่วโซเชียล จนคณะอนุกรรมการเอฟทีชงบอร์ด กกพ. ให้ลดค่าไฟ แต่ตัวเลขที่ลดมันน้อยจนน่าเกลียด

“ผมขอไม่ใช้คำว่าลด 7 สตางค์ตามข่าวนะครับ เพราะเดือนนี้จ่ายอยู่ 4.72 เดือนหน้าจ่าย 4.70 นับยังไงก็ 2 สตางค์ อย่าเอาตัวเลขเดือนหน้าที่จะขึ้นอย่างไร้เหตุผลเป็น 4.77 บาทมาหลอกกัน ผมเสนอว่ายกเลิกค่าเอฟที 3 เดือนสุดร้อนนี้ ลดไป 93 สตางค์ต่อหน่วย ลองคิดตามผมนะครับ สมมติเราใช้ไฟ 485 หน่วย เราจ่ายค่าไฟเดือนนี้ 2,564.05บาท ถ้าไม่คิดค่าเอฟที ค่าไฟจะลดเหลือ 2,111.05บาท ลดไป 453 บาท (485 หน่วย x 0.93 สตางค์) แต่ถ้าลด 2 สตางค์ตามที่ กกพ. กำลังจะเปิดรับความคิดเห็น 485 หน่วย คูณ 0.02 สตางค์ ลดได้ 9.72 บาท ยังไม่สิบบาทเลยครับ” นายกรณ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหาแบบขอไปทีเช่นนี้คือเหตุผลที่เลือกตั้งครั้งนี้ต้องเลือกพรรคที่จริงใจจริงจัง และเสมอต้นเสมอปลายกับการชนกับทุนผูกขาด

Advertisement

เผยภาพจริงบัตรเลือกตั้ง แบ่งเขตสีม่วง-บัญชีรายชื่อสีเขียว

People Unity News : 17 เมษายน 2566 กกต.เผยแพร่สีบัตรเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว แบ่งเขตสีม่วง-บัญชีรายชื่อสีเขียว หลังทำสับสน เจอแซว “มีบัตรไหนที่เลือกไม่เอา กกต.ชุดนี้บ้าง”

สำนักประชาสัมพันธ์สำนักงาน กกต. ได้เผยแพร่ภาพบัตรเลือกตั้งตัวอย่างที่จะใช้ในการรณรงค์เลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว โดยบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจะเป็นสีม่วง มีหมายเลขผู้สมัคร และช่องสำหรับกากบาท โดยไม่มีชื่อผู้สมัครและโลโก้พรรค

ส่วนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จะเป็นสีเขียว มีสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายของพรรคการเมือง และมีชื่อพรรคในบัตรเลือกตั้ง

ทั้งนี้ช่วงบ่ายวานนี้ (16 เม.ย.) เพจสำนักงาน กกต.ได้มีการเผยแพร่ภาพบัตรเลือกตั้งทั้งสองแบบ แต่ในเวลาต่อมาก็ได้มีการลบออก คาดว่าเพราะภาพบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่โชว์นั้นไม่มีสัญลักษณ์ และชื่อพรรคการเมือง ซึ่งในช่วงค่ำก็ได้มีการเผยแพร่ภาพบัตรเลือกตั้งทั้งสองแบบอีกครั้ง โดยเป็นลักษณะเดียวกับที่สำนักประชาสัมพนธ์ กกต.เผยแพร่ในเช้าวันนี้ และพบว่าในช่องแสดงความเห็นมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นตำหนิการทำงานของ กกต. เช่น มีบัตรไหนที่เลือกไม่เอา กกต.ชุดนี้บ้าง, สภาพ ทำไปได้บอกไม่มีงบแต่มีเงินไปดูงานต่างประเทศ, พอแล้วนะ ไม่เปลี่ยนแล้วใช่ไหม อีกแค่ไม่กี่เดือนแล้วนะ ก่อนจะสับสนไปมากกว่านี้, ผิดพลาด 2 รอบแล้ว คนดูแลเพจไม่ดูรึ ก่อนจะเอาลงเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ อย่าทำงานชุ่ยสิ”

Advertisement

นายกฯ กำชับ ก.คมนาคม แก้ปัญหาราคาตั๋วเครื่องบินแพง

People Unity News : 16 เมษายน 2566 โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ ติดตามปัญหาราคาบัตรโดยสารเครื่องบินราคาแพง กำชับกระทรวงคมนาคม กำกับดูแลอัตราค่าโดยสารอากาศยานภายในประเทศ ให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ตามที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรี ให้กระทรวงคมนาคมกำกับดูแลอัตราค่าโดยสารอากาศยานภายในประเทศให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรมและสายการบินกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมนั้น

กระทรวงคมนาคมได้รายงานสถานการณ์ราคาบัตรโดยสารอากาศยานภายในประเทศว่า ความต้องการการเดินทางทางอากาศกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของการท่องเที่ยว โดยปริมาณผู้โดยสารภายในประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 85 และผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 53.89 ในขณะที่สายการบินไม่สามารถเพิ่มจำนวนที่นั่งได้ทันต่อความต้องการ เนื่องจากทุกสายการบินมีการลดขนาดฝูงบินเพื่อรักษากระแสเงินสดในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประกอบกับปัจจุบันสายการบินทั่วโลกเร่งจัดหาอากาศยานพร้อมกัน ทำให้เกิดการแข่งขันในการจัดหาอากาศยานเพื่อให้บริการ นอกจากนี้ ราคาบัตรโดยสารการบินจะมีความแตกต่างกันตามช่วงเวลาที่ทำการซื้อ ดังนั้น หากผู้โดยสารทำการวางแผนการเดินทางล่วงหน้าจะสามารถซื้อบัตรโดยสารได้ในราคาถูก แต่ที่ผ่านมาผู้โดยสารมีพฤติกรรมในการจองบัตรโดยสารในช่วงใกล้วันเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้ต้องซื้อบัตรโดยสารที่มีราคาแพงกว่าการจองล่วงหน้า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล จึงมีแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าโดยสารให้เกิดความเป็นธรรมทั้งกับผู้โดยสารและสายการบิน ดังนี้

1.สนับสนุนสายการบินในการเร่งเพิ่มจำนวนที่นั่งให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาค่าโดยสารภาพรวมลดลงได้ โดยดำเนินการ ดังนี้

(1) การเพิ่มจำนวนอากาศยานซึ่งในปัจจุบันสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้พิจารณาอนุญาตให้สายการบินเพิ่มจำนวนอากาศยาน ได้แก่ สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ได้รับอนุญาตให้เพิ่มจำนวนอากาศยานแล้ว 7 ลำ สายการบินไทยเวียตเจ็ทแอร์อยู่ระหว่างการขออนุญาตเพิ่มอากาศยาน 3 ลำ การบินไทยขออนุญาตเพิ่มอากาศยาน 6 ลำ และไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ขออนุญาตเพิ่มอากาศยาน 2 ลำ

(2) ให้สายการบินกลับมาใช้ Slot เดิมที่หยุดทำการบินในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบินให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้โดยสาร

(3) ประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารวางแผนการเดินทางล่วงหน้า โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ได้แก่ เว็บไซต์และ Facebook ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ กลไกการกำหนดราคาค่าโดยสารของสายการบิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้าเพื่อให้ได้บัตรโดยสารในราคาที่เหมาะสม

2.ทบทวนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลค่าโดยสารเส้นทางภายในประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและส่งเสริมการแข่งขันตามกลไกตลาด ที่ผ่านมาสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการโดยการจัดประชุมหารือกับผู้แทนสายการบิน และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินการทบทวนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลค่าโดยสารที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้มีการติดตามตรวจสอบราคาค่าโดยสารอย่างต่อเนื่อง โดยจัดทำรายงานค่าบัตรโดยสารเป็นรายไตรมาส ซึ่งมีการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (www.caat.or.th) รวมทั้งมีการสุ่มตรวจราคาค่าบัตรโดยสารในช่วงที่มีความต้องการเดินทางสูงเพื่อตรวจสอบไม่ให้สายการบินจำหน่ายบัตรโดยสารในราคาที่เกินกว่าอัตราเพดานที่กำหนด

“นายกรัฐมนตรีติดตามปัญหาราคาบัตรโดยสารเครื่องบิน โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก จึงได้สั่งการในการประชุม ครม. ให้กระทรวงคมนาคมกำกับดูแลอัตราค่าโดยสารอากาศยานภายในประเทศ ให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรมและสายการบินกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม โดยนายกรัฐมนตรีรับทราบรายงานสถานการณ์ราคาบัตรโดยสารอากาศยานภายในประเทศและแนวทางการกำกับดูแลอัตราค่าโดยสาร ดังกล่าว พร้อมกำชับให้กระทรวงคมนาคมติดตามการพิจารณาของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ในส่วนการกำกับดูแลอัตราค่าโดยสารอากาศยานภายในประเทศ ให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดต่อไป” นายอนุชา กล่าว

Advertisement

“พีระพันธุ์” ชูนโยบายดูแลผู้สูงอายุครบวงจร

People Unity News : 14 เมษายน 2566 “พีระพันธุ์” ชี้ รทสช.ให้ความสำคัญกับผู้สูงวัย มีนโยบายดูแลแบบครบวงจร พร้อมอวยพรผู้สูงวัยและคนไทยเนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันสงกรานต์ ให้มีสุขภาพแข็งแรง มีพลังกายพลังใจฟ่าฟันอุปสรรค และประสบความสำเร็จทุกประการ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่าเนื่องในวันนี้เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากในขณะนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติเห็นความสำคัญและมีนโยบายในการดูแลกลุ่มผู้สูงวัยไว้อย่างครบวงจร ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เคยทำไว้และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้สูงอายุ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็มีนโยบายที่จะต่อยอดในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มเติม โดยนโยบายอันดับแรกได้แก่การปรับหลักเกณฑ์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เท่ากันหมดคืออยู่ที่ 1,000 บาท ตามที่ได้มีการประชาสัมพันธุ์ชี้แจงไปแล้ว นอกจากนี้ยังจะมีการตั้งศูนย์สุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ หนึ่งเขต หรือ หนึ่งอำเภอ หนึ่งศูนย์สุขภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ป่วยต่างๆ ที่จะมีโอกาสได้เข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพได้อย่างทั่วถึงมากขึ้นด้วย

“พรรครวมไทยสร้างชาติให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ตอนนี้มีจำนวนมากขึ้น ดังนั้นพรรคจึงมีนโนยบายเพื่อเตรียมการดูแลไว้อย่างครบถ้วน โดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน” นายพีระพันธุ์กล่าว

นอกจากนี้นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวอวยพรประชาชนเนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ประจำปี 2566 ด้วยว่า ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกที่พี่น้องประชาชนแต่ละท่านเคารพนับถือดลบันดาลและอำนวยพรให้พี่น้องประชาชนทุกท่านและครอบครัวมีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีพลังกายพลังใจที่จะฝ่าฟันปัญหาและก็ขอให้ทุกท่านประสบจากความสำเร็จในทุกสิ่งทุกประการที่ตั้งใจและมุ่งหวังไว้ และสำหรับพี่น้องประชาชนที่เดินทางไปท่องเที่ยวหรือกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องกับต่างจังหวัดก็ขอให้เดินทางทั้งไปและกลับโดยสวัสดิภาพปลอดภัยทุกคน

Advertisement

รัฐบาลลุย “ลด-ป้องกัน” ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์

People Unity News : 8 เมษายน 2566 รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนแนวทางปฏิบัติ ลด-ป้องกันปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้รวดเร็วขึ้น หลัง พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินหน้าขับเคลื่อนแนวทางปฏิบัติเพื่อคุ้มครองประชาชนจากการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังมีการประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2566 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนี้รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สำนักงาน ปปง. และสำนักงาน ก.ล.ต. เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงานและช่องทางสำหรับให้บริการประชาชนได้สะดวกและรวดเร็ว โดยเร่งรัดการดำเนินงาน เพื่อจัดทำกระบวนการทำงานตามที่กำหนดใน พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และบริการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันยังพบมีประชาชนถูกหลอกลวงจำนวนมากและมูลค่าความเสียหายสูงด้วย ซึ่งการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวคาดว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการหยุดและป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนหยุดวงจรการโอนเงินไปยังต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น

ทั้งนี้ ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ได้เชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากันทั้งหมดผ่านระบบกลางแล้ว โดยเมื่อได้รับแจ้งจากผู้เสียหายจะสามารถยับยั้งธุรกรรมต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว โดยเป็นการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) นอกจากนี้ ยังได้จัด Workshop ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปแนวทางบริหารจัดการทุจริตออนไลน์จากการทำธุรกรรมการเงิน เพื่อรองรับการบริการผู้เสียหายสามารถโทรแจ้งให้ธนาคารระงับธุรกรรมต้องสงสัยได้ทันที และยับยั้งการโอนเงินทุกธนาคารที่รับโอนเงินต่อเป็นการชั่วคราว ซึ่งหลังจากแจ้งธนาคารแล้ว ให้ผู้เสียหายแจ้งความกับพนักงานสอบสวนได้ทั่วประเทศ หรือผ่านระบบการรับแจ้งความออนไลน์ภายใน 72 ชั่วโมง และพนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันหลังจากได้รับแจ้ง ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้เตรียมการรองรับในส่วนพนักงานสอบสวนและระบบการรับแจ้งความออนไลน์ เพื่อเร่งจับกุมผู้กระทำความผิดฐานเปิดบัญชีม้าและซิมม้า รวมทั้งผู้เป็นธุระจัดหาหรือโฆษณาบัญชีม้าและซิมม้ามาดำเนินคดีเพื่อตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งบทลงโทษสูงสุดของผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายอนุชา ย้ำว่าในส่วนของสำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์ กำลังอยู่ระหว่างจัดเตรียมระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ เพื่อสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการโทรศัพท์และพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมถึงระหว่างผู้ให้บริการโทรศัพท์กันเองได้รวดเร็วขึ้น เพื่อนำมาใช้ประกอบการดำเนินคดีและจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษ อีกทั้ง กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์ยังได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ ปิดกั้น SMS และเบอร์โทรศัพท์ที่เข้าข่ายหลอกลวงผิดกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงสำนักงาน ปปง. ได้แต่งตั้งคณะทำงานกำหนดรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เป็นผู้พิจารณากำหนดรายชื่อดังกล่าว ขณะนี้มีการกำหนดรายชื่อประเภทรายชื่อบุคคลผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน หรือเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารที่ถูกใช้ในการกระทำความผิดมูลฐานกรณีพนักงานสอบสวนยังไม่รับเป็นเลขคดีอาญา แล้วได้แจ้งรายชื่อผู้กระทำผิดกฎหมาย ประมาณ 1,000 รายชื่อ ให้สถาบันการเงินเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการทำธุรกรรมการเงินที่อาจสร้างความเสียหายต่อไป

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หรือเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปลอดภัย และรู้เท่าทันกลหลอกลวงต่างๆ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี ซึ่งการขับเคลื่อนกิจกรรมและแนวทางปฏิบัติในการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการร่วมกันดำเนินงานอย่างจริงจัง เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนจากการถูกหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วมีประสิทธิภาพขึ้น นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกหน่วยงานช่วยกันสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องถึงความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันต่อเหตุที่เกิดขึ้น และขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันทำงานขับเคลื่อนตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ รวมถึงการลดและป้องกันให้ประชาชนปลอดภัยจากการถูกหลอกลวงดังกล่าว” นายอนุชา กล่าว

Advertisement

“เอกนัฏ” เผยหมายเลข 22 เป็นเลขมงคลถูกโฉลก “พล.อ.ประยุทธ์”

People Unity News : 4 เมษายน 2566 เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติเผย “พล.อ.ประยุทธ์” ดีใจได้เบอร์ 22 ส.ส.บัญชีรายชื่อ เผยเป็นเลขมงคลถูกโฉลก อีกทั้งสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจง่าย

เมื่อวันที่ 4 เมษายน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยว่า หลังจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค จับสลาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้หมายเลข 22 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรคการเมือง พรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พอใจกับหมายเลขนี้มาก ในส่วนของเราจะเป็นหมายเลขอะไรไม่มีปัญหา ทั้ง ส.ส.เขต หรือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะเราเชื่อว่าจนถึงวันเลือกตั้งพี่น้องประชาชนคงจะจดจำเบอร์ที่ทุกคนชอบ แล้วมีความตั้งใจที่จะเลือกเบอร์ที่ชอบอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้น จะเบอร์อะไรก็ดีทั้งนั้น เพราะไม่เคยเชื่อว่าจะแพ้หรือชนะอยู่ที่เบอร์

ทั้งนี้ พอจับได้เบอร์ 22 ดีใจพอสมควร เพราะจะมีความสำคัญด้านสื่อสารกับประชาชน เบอร์ 22 สื่อสารง่ายและสอดคล้องกับบริบทของพรรครวมไทยสร้างชาติหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพรรครวมไทยสร้างชาติมีแคนดิเดต 2 คน ลุงตู่จะทำหน้าที่ต่ออีก 2 ปี เลข 2 ทำสัญลักษณ์ได้ง่ายต่อการสื่อสาร เพราะในช่วงการเลือกตั้ง การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ เลขดีก็มีประสิทธิภาพในการสื่อสาร และทราบมาว่าเลข 2 ยังเป็นเลขที่ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกโฉลกด้วย สำหรับพรรคต้องบอกว่าดีใจที่ได้เลข 22 ถือเป็นข่าวดีของพรรค และจะแพ้หรือชนะคงไม่ใช่มาดีใจกับวันนี้ เหลือเวลาอีกกว่า 40 วัน ถึงวันเลือกตั้ง ก็ต้องทำงานกันให้เต็มที่

“พอท่านนายกฯ ทราบว่าจับสลากได้หมายเลข 22 มีเลข 2 ถึงสองเลขเป็นเลขเบิ้ลก็ถือเป็นเลขมงคล อีกทั้งสัญลักษณ์ทำง่ายต่อการสื่อสาร สัญลักษณ์ Y2K นายกฯ ก็ชอบทำอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เป็นท่าที่ท่านทำอยู่เป็นประจำ ฉะนั้นท่านแฮปปี้ดีใจที่ได้เบอร์ 22 ความจริงท่านนายกฯ อยากจะจับเบอร์ด้วยตนเอง แต่บังเอิญกติกาเขากำหนดไว้ให้หัวหน้าพรรคเป็นคนจับ ฉะนั้นวันนี้ต้องบอกว่าท่านนายกฯ ไม่ได้อยู่เหนือหรือนอกกระแส ท่านอยู่ในกระแสตลอดเวลา” นายเอกนัฏ กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics