วันที่ 3 พฤศจิกายน 2026

รัฐบาลเอาจริงคุมดาต้าเซ็นเตอร์ วันนี้แจ้งความกรณีลอบเก็บน้ำมัน 2 แสนลิตร “เอกนิติ” นัดถกบอร์ด 4 ก.ย. ปิดช่องโหว่ทั้งระบบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กันยายน 2569 “รัชดา” เผย รัฐบาลเอาจริงคุมดาต้าเซ็นเตอร์ วันนี้แจ้งความกรณีลอบเก็บน้ำมัน 2 แสนลิตร “เอกนิติ” นัดถกบอร์ด 4 ก.ย. ปิดช่องโหว่ทั้งระบบ

วันนี้ 3 กันยายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีติดตามปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองอย่างใกล้ชิด หลังพบข้อกังวลว่าผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย โดยขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนนำไปติดตั้งระบบและดำเนินกิจการในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม

นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งจะมีการประชุมครั้งแรก ในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 เพื่อเร่งทบทวนกฎหมาย กฎ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดช่องว่างในการกำกับดูแล และวางมาตรฐานรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ

สำหรับกรณีอาคารดาต้าเซ็นเตอร์บริเวณถนนพระราม 9 กระทรวงพลังงานได้เข้าตรวจสอบภายหลังได้รับการร้องเรียนเรื่องการจัดเก็บน้ำมันสำรองภายในอาคาร เบื้องต้นพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเคลื่อนย้ายน้ำมันประมาณ 200,000 ลิตรออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว และผู้ประกอบการได้ยุติการดำเนินการดังกล่าว

ทั้งนี้ ตามกฎหมาย การจัดเก็บน้ำมันเกิน 15,000 ลิตรต้องได้รับอนุญาต และต้องจัดเก็บไม่เกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต โดยในวันนี้ (3 กันยายน 2569) กรมธุรกิจพลังงานจะเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นางสาวรัชดากล่าวว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้รัฐบาลต้องเร่งปรับระบบกำกับดูแลให้ทันกับการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบกฎหมายคนละส่วน แต่ยังขาดกลไกที่เชื่อมโยงการพิจารณาในภาพรวม ตั้งแต่การใช้อาคาร การจัดเก็บเชื้อเพลิง ความปลอดภัย ไปจนถึงผลกระทบต่อชุมชน

“รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ แต่การลงทุนต้องดำเนินไปภายใต้กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน การประชุมบอร์ดวันที่ 4 กันยายนนี้จึงมีเป้าหมายปิดช่องโหว่ในการกำกับดูแลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความมั่นใจของประชาชน” นางสาวรัชดากล่าว

Advertisement

รบ.ตั้ง “คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์” คุมผลกระทบพลังงาน-สิ่งแวดล้อม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 31 สิงหาคม 2569 ครม. ไฟเขียวตั้ง “คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์” คุมผลกระทบพลังงาน-สิ่งแวดล้อม ธุรกิจต้องเกิดประโยชน์ต่อประเทศแท้จริง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสำคัญมุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยจากเศรษฐกิจดิจิทัล จึงต้องปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและปรับโครงสร้างไปสู่อุตสหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ หรือธุรกิจศูนย์ข้อมูล ที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การประกอบกิจการนี้ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และไม่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและการใช้ทรัพยากร (น้ำ ไฟฟ้า ที่ดิน สิ่งแวดล้อม) ของประเทศและประชาชน รวมถึงความมั่นคงด้านข้อมูลของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีนโยบายและแนวทางเกี่ยวกับการประกอบกิจการนี้ให้ชัดเจน

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. …. ตามที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์  รองนายกรัฐมนตรี เสนอ โดยสาระสำคัญของร่างระเบียบดังกล่าว คือการจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์”

สำหรับองค์ประกอบ มีดังนี้ 1) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่ง ประธานกรรมการ (2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน รองประธานกรรมการคนที่ 1 คนที่ 2 และคนที่ 3 ตามลำดับ (3) กรรมการโดยตำแหน่ง (12 คน) อาทิ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (4) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน ไม่เกิน 3 คน

นางสาวรัชดากล่าวต่อว่า คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่และอำนาจในการเสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางในการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในการอนุมัติ อนุญาต หรือให้บริการต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักร  รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยมุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด ประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะจากอัคคีภัย การรักษาข้อมูลด้านข้อมูลของประเทศ การป้องกันและเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ รวมทั้งการวางระบบและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ

“การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และป้องกันไม่ให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและการจัดสรรทรัพยากรน้ำในภาพรวมของประเทศ” นางสาวรัชดาย้ำ

Advertisement

รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ดึงผลิต–ส่งออก–สร้างงานในไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 สิงหาคม 2569 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ดึงผลิต–ส่งออก–สร้างงานในไทย วาง 3 เป้าหมายรับอุตสาหกรรมยานยนต์

วันนี้ (30 ส.ค. 69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกวาง 3 เป้าหมายรับอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนผ่านรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายกรมสรรพสามิตพิจารณาโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุน ผลิต ใช้ชิ้นส่วน และสร้างการจ้างงานในประเทศไทย

การพิจารณาครั้งนี้ครอบคลุมรถยนต์ทั้งระบบ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาด EV เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความตกลงการค้าเสรี (FTA) บางฉบับทำให้รถยนต์สำเร็จรูปนำเข้าจากต่างประเทศได้รับสิทธิด้านภาษีศุลกากร จึงจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตควบคู่กัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมตลาด การลงทุน และการผลิตในประเทศ

ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างภาษีไม่ได้พิจารณาเพียงว่าจะเพิ่มหรือลดอัตราภาษีเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะต่อไป โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายแก่กรมสรรพสามิตไว้ 3 เป้าหมายสำคัญ

1) นำเข้าเพื่อการลงทุน (Investment-Driven Import) การนำเข้ารถยนต์เทคโนโลยีใหม่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การลงทุนระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้นำรถยนต์รุ่นใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาศึกษา ทดลองตลาด และเรียนรู้ ก่อนต่อยอดไปสู่การลงทุนและผลิตจริงในประเทศไทย

2) ผลิตเพื่อส่งออก มุ่งสู่ Regional EV Hub ต่อยอดความแข็งแกร่งของประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์สำคัญ หรือ “Detroit of Asia” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค โดยเพิ่มขนาดการผลิตในประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก

3) ยกระดับ Local Content สู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) สนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทานไทยให้ก้าวจากการผลิตและประกอบชิ้นส่วนพื้นฐาน ไปสู่ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์ยุคใหม่ ผ่านความร่วมมือกับนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยมากขึ้น

“ที่ผ่านมามาตรการส่งเสริม EV มีส่วนสำคัญในการสร้างตลาดและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย เมื่ออุตสาหกรรมเข้าสู่ระยะต่อไป มาตรการของรัฐจึงต้องปรับให้ทันกับสถานการณ์ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดประโยชน์กลับมาถึงคนไทยมากขึ้น ทั้งการรักษาและสร้างงานในภาคการผลิต การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงสร้างการแข่งขันและทางเลือกด้านเทคโนโลยีให้แก่ผู้บริโภค” นางสาวรัชดา กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศในระยะต่อไป

Advertisement

เปิดมอเตอร์เวย์ M82 ฟรีตลอดสายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมกรุงเทพฯ สู่ภาคใต้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 สิงหาคม 2569 “พิพัฒน์” เปิดมอเตอร์เวย์ M82 ฟรีตลอดสายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมกรุงเทพฯ สู่ภาคใต้ กำชับดูแลจราจรและความปลอดภัย เร่งงานส่วนที่เหลือตามแผน

วันนี้ (28 สิงหาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดทดลองให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 (M82) เพิ่มเติมช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว ระยะทาง 16.4 กิโลเมตร โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสาโรจน์ สามารถ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายธนชัย สินธุไพร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และ พ.ต.อ. สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงาน และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ด่านบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเปิดใช้ M82 เพิ่มเติมครั้งนี้ ส่งผลให้ประชาชนสามารถใช้ทางยกระดับบนถนนพระราม 2 ได้ต่อเนื่องตั้งแต่ต่างระดับบางขุนเทียน ผ่านเอกชัย ถึงบ้านแพ้ว รวมระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ฟรีทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มทางเลือกการเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลสู่ภาคใต้ เสริมศักยภาพการจราจรบนถนนพระราม 2 ด้านล่าง ประชาชนสามารถใช้ทางขึ้น – ลงได้ 4 แห่ง ได้แก่ ด่านพันท้ายนรสิงห์ ด่านมหาชัย 1 และ 2 และด่านบ้านแพ้ว ก่อนเชื่อมต่อกับถนนพระราม 2 มุ่งหน้าสู่จังหวัดสมุทรสงคราม ทางแยกต่างระดับวังมะนาว จังหวัดราชบุรี และจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ ส่วนด่านสมุทรสาคร 1 และ 2 ยังไม่เปิดให้ใช้งาน เนื่องจากอยู่ระหว่างก่อสร้าง

นอกจากนี้ ยังเป็นการนำโครงสร้างพื้นฐานส่วนที่มีความพร้อมมาเปิดให้ประชาชนใช้ประโยชน์โดยเร็ว ตามนโยบาย Quick Win ของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยช่วงบางขุนเทียน – เอกชัย ระยะทาง 8.3 กิโลเมตร เปิดทดลองให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2568 และวันนี้เปิดเพิ่มเติมช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว อีก 16.4 กิโลเมตร ทำให้สามารถใช้เส้นทางได้ต่อเนื่องรวมประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นหมุดหมายสำคัญของการแก้ไขปัญหาการเดินทางบนถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเชื่อมกรุงเทพมหานครสู่ภาคใต้ โดย M82 จะช่วยแยกการจราจรระยะไกลออกจากการจราจรในพื้นที่ แบ่งเบาปริมาณรถบนถนนด้านล่าง และเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดและเทศกาล รวมถึง M82 ยังเชื่อมต่อกับ M9 หรือถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้และด้านตะวันตก รวมถึงโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันตก ทำให้เกิดโครงข่ายคมนาคมต่อเนื่องจากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดสมุทรสาครสู่ภาคตะวันตกและภาคใต้ ช่วยลดเวลาและต้นทุนการเดินทางและขนส่ง พร้อมเชื่อมพื้นที่เศรษฐกิจ ฐานการผลิต ศูนย์กลางอุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ สนับสนุนการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์กำชับให้กรมทางหลวง (ทล.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการเส้นทาง การจราจร บุคลากร และระบบช่วยเหลือฉุกเฉินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบริเวณทางขึ้น – ลงและจุดเชื่อมต่อบ้านแพ้ว รวมทั้งประชาสัมพันธ์เงื่อนไขการใช้เส้นทางและข้อจำกัดด้านความเร็วให้ชัดเจน โดยให้การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

นายปิยพงษ์ กล่าวว่า ทล. ได้ตรวจสอบความพร้อมด้านโครงสร้างทางยกระดับ ป้ายและเครื่องหมายจราจร ตลอดจนอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย พร้อมจัดเตรียมเจ้าหน้าที่และหน่วยปฏิบัติการดูแลประชาชน โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา และ ทล. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Audit: RSA) เพื่อประเมินความพร้อมก่อนเปิดทดลองให้บริการ พร้อมประสานตำรวจทางหลวง ตำรวจภูธร หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อบริหารจราจรและช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง โดยในระหว่างการเปิดทดลองใช้เส้นทาง ทล. จะติดตามและประเมินผลการใช้งาน ทั้งด้านความปลอดภัย การบริหารจัดการจราจร พฤติกรรมการใช้เส้นทาง และประสิทธิภาพของระบบต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทล. กำหนดให้รถยนต์ 4 ล้อใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถบรรทุกและรถโดยสารใช้ความเร็วไม่เกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่อนุญาตให้คนเดินเท้า รถจักรยาน รถจักรยานยนต์ทุกขนาด รถสามล้อ และรถล้อเลื่อนทุกประเภทใช้ทางยกระดับ M82 โดยยังสามารถใช้ถนนพระราม 2 ด้านล่างได้ตามปกติ ปัจจุบันงานก่อสร้างโยธาของ M82 มีความก้าวหน้าประมาณร้อยละ 98 โดยจะดำเนินงานส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จตามแผนภายในปี 2569 ส่วนการติดตั้งระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางและระบบควบคุมจราจร คาดว่าจะเริ่มในปี 2570 และมีเป้าหมายเปิดให้บริการเต็มรูปแบบพร้อมจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในปี 2572 กระทรวงคมนาคมขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามป้าย เครื่องหมายจราจร และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด รวมทั้งไม่จอดรถบนทางยกระดับหรือบริเวณที่ไม่ได้จัดไว้ สอบถามข้อมูลหรือแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ที่สายด่วนทล. โทร. 1586 กด 82 ตลอด 24 ชั่วโมง และติดตามข้อมูลจราจรผ่าน DOH Highway Radio ทางเว็บไซต์ highwaytraffic.go.th/radio

Advertisement

ออมสินเปิดให้กู้รวมหนี้ “สินเชื่อออมสินเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อย” ดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ให้ลูกหนี้ชีวิตเบาขึ้น-ลดภาระ-ได้เติมทุน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 สิงหาคม 2569 ออมสินเดินหน้าปลดกับดักหนี้ทุกอาชีพ ทุกชีวิต เปิดให้กู้รวมหนี้ “สินเชื่อออมสินเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อย” ดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ให้ลูกหนี้ชีวิตเบาขึ้น-ลดภาระ-ได้เติมทุน

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจสำคัญระยะนี้ ในการช่วยประชาชนบริหารจัดการหนี้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ให้ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น สามารถมีสภาพคล่องในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น เป็นการช่วยแบ่งเบาในภาวะที่กำลังต้องเผชิญปัญหาปากท้องและข้อจำกัดในการประกอบอาชีพอันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ แรงงานอิสระนอกระบบ เช่น อาชีพรับจ้างทั่วไป ค้าขาย ช่างฝีมือ หรืองานบริการต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มแรงงานในระบบที่แม้จะมีรายได้ประจำ แต่ก็อาจกำลังต้องเผชิญกับระดับรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นเร็วด้วยเช่นกัน

ล่าสุด ธนาคารจึงออกมาตรการช่วยรวมหนี้ไว้ที่เดียว “สินเชื่อออมสินเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อย” โดยเปิดให้กู้สำหรับผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้สม่ำเสมอและต้องการวางแผนแก้ไขหนี้อย่างเป็นระบบ โดยนำวงเงินไปชำระหนี้เดิมและรวมหนี้หลายทางมาไว้ที่ธนาคารออมสินแห่งเดียว รวมถึงใช้ลดภาระหนี้ ให้สามารถบริหารจัดการรายรับรายจ่ายและวางแผนชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม ให้วงเงินกู้สูงสุด 200,000 บาทต่อราย กรณีมีหนี้นอกระบบให้กู้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) เริ่มต้น 0.75% ต่อเดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับหลักประกันเงินกู้ และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 5 ปี หรือ 60 งวด

ทั้งนี้ ผู้สนใจขอสินเชื่อต้องเป็นผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้สม่ำเสมอ อายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาการชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 65 ปี ทั้งนี้ ธนาคารพิจารณาให้สินเชื่อตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืน โดยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

Advertisement

นายกฯชี้ความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ–เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งพาฟอสซิลต่างประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 สิงหาคม 2569 “อนุทิน” แถลงสภา ชี้ความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ–เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งพาฟอสซิลต่างประเทศ

วันที่ (26 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและราคาพลังงานปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง จึงกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน จำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้างและยืดเยื้อ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. คือแหล่งเงินและเครื่องมือทางการคลังตามปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 ซึ่งตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท ได้ถูกใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ทั้งภัยพิบัติ ความมั่นคงชายแดน และภารกิจตามกฎหมาย ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 140,000 ล้านบาท แม้รวมเงินทุนสำรองจ่ายอีก 50,000 ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังต้องรองรับแผนงานในช่วงที่เหลือของปี การจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ส่วนวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือเพียงประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่ทันต่อสถานการณ์ที่ต้องดำเนินการในขณะนี้

นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้รัฐบาลได้ใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เป็นเครื่องมือเร่งด่วน โดยมี 1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง เป้าหมายคือรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์คือ

1.ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และ 2.ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลโดยเร็ว ผ่านการลดค่าครองชีพและต้นทุนอาชีพ สนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตในประเทศ และพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน

สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการจากผลกระทบวิกฤตพลังงาน และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน โดยกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็น ทางเลือกสุดท้าย หลังรัฐบาลพยายามบริหารแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว โดยเมื่อรวมการกู้กรณีอื่นยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70 พร้อมวางแผนการกู้และชำระหนี้อย่างเป็นระบบเพื่อควบคุมต้นทุนและกระจายความเสี่ยง

ทั้งนี้ การใช้เงินจะผ่านการกลั่นกรอง โดยโครงการต้องตรงตามวัตถุประสงค์ จำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือแหล่งเงินอื่น และพร้อมดำเนินการทันที ภายใต้หลัก 5T ได้แก่ Target ตรงจุด, Transition เร่งเปลี่ยนผ่าน, Transformation ปรับโครงสร้าง, Transparent โปร่งใสตรวจสอบได้ และ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน

นายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า วิกฤตพลังงานเป็นสถานการณ์ร้ายแรงและเร่งด่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดฯ เพื่อให้ประเทศมีเครื่องมือเพียงพอและทันท่วงทีในการ ช่วยประชาชนวันนี้ พร้อมลดความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

Advertisement

ออมสินเร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัย พักหนี้อัตโนมัติ 3 เดือน ไม่คิดดอก ระดมสินเชื่อฉุกเฉิน – ฟื้นฟู ช่วยประชาชน-ธุรกิจตั้งหลัก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 สิงหาคม 2569 ธนาคารออมสินเร่งออกมาตรการ “พักหนี้อัตโนมัติ ไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน” เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและให้มีเวลาจัดการค่าใช้จ่ายที่จำเป็น พร้อมฟื้นฟูที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และรายได้ในช่วงหลังน้ำลด

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคเหนือ เริ่มคลี่คลายและเข้าสู่ช่วงฟื้นฟู แต่ความเสียหายต่อบ้านเรือน เครื่องมือประกอบอาชีพ และสถานประกอบการยังคงกระทบต่อการดำเนินชีวิตและรายได้ของประชาชน ธนาคารออมสินจึงเร่งออกมาตรการ “พักหนี้อัตโนมัติ ไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน” เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและให้มีเวลาจัดการค่าใช้จ่ายที่จำเป็น พร้อมฟื้นฟูที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และรายได้ในช่วงหลังน้ำลด

มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องชำระคืนภายหลัง ส่วนเงินต้นที่พักไว้ 3 งวด จะถูกรวมไปชำระในงวดสุดท้าย และเมื่อครบกำหนดพักชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้จะกลับมาชำระเงินงวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกกลุ่ม (ยกเว้นบางประเภทตามเงื่อนไข*) ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ภัยพิบัติตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยธนาคารจะแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS หรือจดหมายโดยตรง หากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถติดต่อแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ

นอกจากการลดภาระของลูกหนี้เดิมแล้ว ธนาคารยังเตรียมสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยที่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ฟื้นฟูอาชีพ หรือซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถขอ สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุนช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤต วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 20,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) = 0.60% ต่อเดือน และผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน ยื่นความประสงค์ได้ที่สาขาธนาคารออมสิน ส่วนผู้ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพหรือบรรเทาค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพมี สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) = 0.50% ต่อเดือน ปลอดชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือนแรก ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 60 เดือน

ธนาคารยังสนับสนุนการฟื้นฟูด้วย สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ  เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพหรือปรับปรุงซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 300,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย = 15.00% ต่อปี  ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี และ สินเชื่อฟื้นฟูบ้านสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ สำหรับซ่อมแซมที่อยู่อาศัย วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 24 อัตราดอกเบี้ย = 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 = MRR – 3.35% ต่อปี ปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.75% ต่อปี พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท

ส่วนภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สามารถยื่นขอสินเชื่อ ออมสิน SMEs Recharge เพื่อปรับปรุง ซ่อมแซม สถานประกอบการ การลงทุนในสินทรัพย์ของกิจการ เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องจักร ที่ใช้ในการดำเนินกิจการ หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง ให้กู้รายละไม่เกิน 30 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น ปีที่ 1-2 = 2.99% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี ยื่นคำขอสินเชื่อธุรกิจภายในวันที่ 30 กันยายน 2569

ทั้งนี้ ธนาคารพิจารณาให้สินเชื่อตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืน ผู้ที่สนใจโปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคาร www.gsb.or.th หรือสอบถามที่ GSB Contact Center โทร.1115

ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่น้ำยังท่วมสูง ธนาคารออมสินได้เร่งลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อส่งมอบ “ถุงออมสินห่วงใย” รวมกว่า 1,500 ชุด ประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้ผู้ประสบภัยใช้ประทังชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ทำความสะอาดหลังน้ำลด ธนาคารออมสินขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยก้าวผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้โดยเร็ววัน และพร้อมเคียงข้างประชาชนในการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกสถานการณ์ ตามจุดยืน “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต”

*หมายเหตุ : มาตรการพักหนี้ไม่รวมสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์, สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ โดยสินเชื่อ Soft loan สินเชื่อองค์กรชุมชน และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

Advertisement

กรุงไทยผนึกกรมธนารักษ์ เปิดตัว “Treasury Coin Market” ระบบประมูลเหรียญกษาปณ์ออนไลน์ครั้งแรกของไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 สิงหาคม 2569 ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เปิดตัว “ระบบประมูลขายผลิตภัณฑ์เหรียญผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์” (Treasury Coin Market) ระบบประมูลขายผลิตภัณฑ์เหรียญผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจรครั้งแรกของประเทศไทย พร้อมนำร่องเปิดประมูลจริงแบบ Live ภายในงาน โดยนำเหรียญกษาปณ์ราคา 10 บาท ที่ระลึกการประชุม Mint Directors Conference ปี 2533 เปิดประมูลผ่านระบบ และปิดการประมูลด้วยราคาสูงสุด 2,540,000 บาท ภายในเวลา 10.39 นาที สะท้อนการทำงานของระบบจริง ตั้งแต่การเสนอราคาแบบ Real Time จนถึงการปิดประมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “The Next Generation of Collectible Assets” ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่สินทรัพย์ในโลกจริงถูกนำเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจสินทรัพย์สะสมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเรื่องราว ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญจากเหรียญกษาปณ์และเหรียญที่ระลึกที่บันทึกเรื่องราวของชาติมาอย่างยาวนาน การเปิดตัว “Treasury Coin Market” จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางประมูล แต่เป็นการวางรากฐานตลาดเหรียญไทยยุคใหม่ที่เข้าถึงได้ โปร่งใส และน่าเชื่อถือ โดยภาครัฐมีบทบาทในการสร้างกติกาและมาตรฐาน เพื่อให้มูลค่าเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมจากกลไกตลาด พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาตลาดรองที่มีราคาอ้างอิงและใบรับรองคุณภาพเหรียญที่น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงตลาดเหรียญไทยกับตลาดสากล เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางตลาดเหรียญและสินทรัพย์สะสมของภูมิภาค โดยการประมูลครั้งนี้ ได้เปิดประมูลเหรียญกษาปณ์ ราคา 10 บาท ที่ระลึกจากการประชุม Mint Directors Conference ครั้งที่ 16 ในปี 2533 ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งปิดประมูลไปด้วยราคาสูงสุด 2,540,000 บาท ภายในเวลา 10.39 นาที สะท้อนความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ไทย โดยนำระบบดิจิทัลมาตรฐานสากลของธนาคารกรุงไทย มาช่วยสร้างคุณค่า และสร้างมูลค่าให้กับวัฒนธรรมความเป็นไทย

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า การเปิดตัว Treasury Coin Market ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางประมูลรูปแบบใหม่ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มและทุกพื้นที่เข้าถึงคุณค่าของเหรียญไทย ภายใต้กติกาที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ สอดคล้องกับภารกิจของกรมธนารักษ์ในการเพิ่มทั้ง “มูลค่า” และ “คุณค่า” ของทรัพย์สินแผ่นดิน และเพื่อขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าว กรมธนารักษ์จึงพัฒนา Coin Market Platform โดยมี Treasury Coin Market เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ควบคู่กับการประเมินคุณภาพเหรียญ (Coin Grading) การจัดทำฐานข้อมูลเหรียญ และการเผยแพร่องค์ความรู้ โดยนำความเชี่ยวชาญและมาตรฐานด้านเหรียญมาเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการจัดทำข้อมูลและการประเมินคุณภาพเหรียญให้เป็นระบบและมีมาตรฐาน สร้างความน่าเชื่อถือให้ตลาดเหรียญไทย และส่งเสริมการเกิดนักสะสมรุ่นใหม่

นายธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การพัฒนา “Treasury Coin Market” เป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงไทยและกรมธนารักษ์ในการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีการเงินมายกระดับบริการภาครัฐ ต่อยอดความร่วมมือด้าน Digital Treasury ทั้งระบบประมูลขายทรัพย์สินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ และการเชื่อมโยง D-Value เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้สะดวก โปร่งใส และเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

ในการพัฒนาระบบ Treasury Coin Market ธนาคารได้ยึดหลัก “Trust by Design” โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้และมาตรฐานของกรมธนารักษ์เข้ากับกระบวนการดิจิทัล ตั้งแต่การยืนยันตัวตน การเสนอราคา การชำระเงิน การคุ้มครองข้อมูล ไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการตรวจสอบย้อนหลัง เพื่อให้ทุกขั้นตอนมีความโปร่งใส ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ พร้อมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถต่อยอดรองรับผลิตภัณฑ์เหรียญในอนาคต และนำคุณค่าของทรัพย์สินแผ่นดินมาต่อยอดสู่โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงไทยและกรมธนารักษ์ ในการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐ เทคโนโลยี และระบบการเงิน เพื่อยกระดับบริการภาครัฐและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”

Advertisement

รัฐบาลเผย TH-AI Passport กระแสตอบรับแรง ยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้านราย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเผย TH-AI Passport กระแสตอบรับแรง ยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้านรายในเวลา 17.00 น. วันนี้ หลังเพิ่มกว่า 5 แสนรายภายในวันเดียว

วันนี้ (20 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า กระแสตอบรับจากประชาชนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ณ เวลา 17.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 มียอดลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 1,033,635 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อวาน ซึ่งอยู่ที่ 532,692 ราย ถึง 500,943 รายภายใน 24 ชั่วโมง และทำให้ยอดลงทะเบียนผ่านหลัก 1 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ เพราะเท่ากับว่าภายในเวลาเพียงหนึ่งวันมีประชาชนลงทะเบียนเพิ่มเกือบเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนไทยต่อเทคโนโลยี AI และความต้องการเข้าถึงเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียน การทำงาน การสร้างสรรค์ผลงาน และการประกอบอาชีพ

“เมื่อวานเวลา 17.00 น. เรามีผู้ลงทะเบียน 532,692 ราย วันนี้ในเวลาเดียวกันเพิ่มเป็น 1,033,635 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนรายในวันเดียว สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการผ่านหลักล้าน แต่คือความเร็วของการตอบรับจากประชาชน ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยพร้อมเปิดรับและเรียนรู้ AI อย่างมาก ภารกิจต่อจากนี้คือทำอย่างไรให้ความสนใจดังกล่าวต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในวงกว้าง” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายของ TH-AI Passport ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้สมัคร แต่ต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนได้ทดลองใช้ AI หลายรูปแบบและเรียนรู้ว่าเครื่องมือประเภทใดเหมาะกับงานของตนเอง โดยโครงการตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย ซึ่งยอดล่าสุดกว่า 1.03 ล้านราย คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 20 ของเป้าหมายแล้ว

สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนสำเร็จ ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำผู้ลงทะเบียนเข้าสู่การทดลองและประยุกต์ใช้ AI ในชีวิตจริง โดยรัฐบาลคาดหวังว่าโครงการจะช่วยขยายฐานผู้ใช้ AI จากกลุ่มที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

“รัฐบาลต้องการให้ AI เป็นโอกาสของคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วัยทำงาน เป็นผู้ประกอบการ หรือประชาชนทั่วไป การมีคนลงทะเบียนเกิน 1 ล้านรายในระยะเวลาอันรวดเร็วเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายที่สำคัญกว่าคือทำให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้เพิ่มทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับตนเองได้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport ตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย และมีกำหนดเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซต์ de.aipass.net โดยหากพบปัญหาในการลงทะเบียนสามารถสอบถาม Call Center โทร. 02-021-0300 ได้

Advertisement

รัฐบาลรุกปราบภัยออนไลน์ สกัดบัญชีม้าคริปโตแล้ว 62,516 บัญชี ย้ำประชาชนเช็กให้ชัด อย่าเชื่อโฆษณาอ้างผลตอบแทนสูง-เสี่ยงต่ำ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 สิงหาคม 2569 รัฐบาลรุกปราบภัยออนไลน์ สกัดบัญชีม้าคริปโตแล้ว 62,516 บัญชี ย้ำประชาชนเช็กให้ชัด อย่าเชื่อโฆษณาอ้างผลตอบแทนสูง-เสี่ยงต่ำ

วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เชิงรุก โดยเน้นการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการจับกุมดำเนินคดี การสกัดกั้นบัญชีม้า เส้นทางการเงิน และการปิดกั้นช่องทางสื่อสารของมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ผลจากการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.2569 )สามารถยับยั้งบัญชีม้าคริปโตได้แล้ว จำนวน 62,516 บัญชี เพื่อปิดช่องทางไม่ให้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินหรือสนับสนุนอาชญากรรมทางการเงิน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ภาครัฐ ก.ล.ต. และภาคเอกชนได้ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยเกี่ยวกับการหลอกลวงให้ลงทุน ซึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนได้จำนวนมาก ภายใต้ความร่วมมือของคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์เชิงรุกป้องกันการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี โดยอาศัยช่องทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง กรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยงานด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น กระจายข้อมูลเตือนภัยแก่ประชาชนในวงกว้าง  นอกจากนี้ ข้อมูลของ ก.ล.ต. ยังพบว่าสามารถปิดกั้นแพลตฟอร์มที่หลอกลวงให้ลงทุน ช่วงเดือน ม.ค.–พ.ค.2569 จำนวน 368 ครั้ง ซึ่งลดลงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 2,162 ครั้ง

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพมีการใช้กลโกงหลากหลายรูปแบบ ทั้งแชร์ลูกโซ่ การหลอกให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงการส่งลิงก์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคล โดยมักใช้คำโฆษณา อาทิ “ผลตอบแทนสูง ได้เงินเร็ว ความเสี่ยงต่ำ” และแอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียงหรือใช้เอกสารปลอม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเร่งให้เหยื่อตัดสินใจ จึงขอเตือนประชาชนให้หยุดตรวจสอบก่อนเชื่อหรือโอน ไม่คลิกลิงก์แปลกปลอม และอย่าหลงเชื่อเพียงเพราะภาพบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือภาพความสำเร็จ หากพบการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย สามารถสอบถามหรือแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ก.ล.ต. โทร. 1207 กด 22 และในเร็วๆนี้ รัฐบาลเตรียมเพิ่มช่องทางรับแจ้งเหตุหลอกลวงลงทุนผ่านฟีเจอร์ “แจ้งรัฐ” บนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ด้วย

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics