วันอาทิตย์, กรกฎาคม 3, 2022

กรมศุลกากร หาทางช่วยประชาชน ดึงราคา Car Seat เตรียมเสนอ ครม. ลดอากรขาเข้า

People Unity News : 14 พฤษภาคม 2565 นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากรในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามที่ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 กำหนดให้ผู้โดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าและที่นั่งแถวตอนอื่น ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์ และผู้โดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย ทำให้ประชาชนให้ความสนใจในภาษีอากรขาเข้าที่อาจส่งผลต่อราคาของสินค้าดังกล่าว

กรมศุลกากร ขอชี้แจงให้ประชาชนทราบว่า ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (Car Seat) จัดเป็นของในประเภทพิกัด 9401.80.00 โดยมีอัตราอากรขาเข้า อยู่ที่ร้อยละ 20 แต่หากนำเข้าภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ประเทศไทยมีอยู่ก็จะสามารถใช้สิทธิพิเศษยกเว้นอากรขาเข้าได้สำหรับทุกความตกลง อย่างไรก็ตาม การลดอัตราอากรขาเข้าเป็นการทั่วไปให้ต่ำกว่าร้อยละ 20 นั้น เป็นเรื่องนโยบายซึ่งกรมศุลกากรอยู่ระหว่างการหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้เพื่อให้อัตราอากรของที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภคและไม่กระทบต่อผู้ผลิตในประเทศต่อไป

Advertisement

จัดกิจกรรม “Unfolding Bangkok” ดึงดูดนักท่องเที่ยวไทย – ต่างชาติ เริ่ม มิ.ย. 65 – ม.ค. 66

People Unity News : 12 พฤษภาคม 2565 เตรียมพบ 4 กิจกรรม “Unfolding Bangkok” ดึงดูดนักท่องเที่ยวไทย – ต่างชาติตามนโยบายเปิดประเทศ เริ่ม มิ.ย. 65 – ม.ค. 66

รัฐบาลนำร่องกรุงเทพฯ จัดกิจกรรมนำสนอประเทศไทยและวัฒนธรรมไทยในมิติที่แตกต่าง เพื่อส่งเสริมและฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวตามนโยบายการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 65 เป็นต้นมา หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วย 4 กิจกรรม ภายใต้โครงการ Unfolding Bangkok เน้นเล่าประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว

คาดว่าจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทยได้วันละ 20,000 คน รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และกลุ่มผู้สูงอายุกำลังซื้อสูงที่มองหากิจกรรมเชิงวัฒนธรรม

Advertisement

ช่วยผู้ปกครอง พาณิชย์จับมือ 7 แบรนด์ 10 ห้าง ลดราคาอุปกรณ์การเรียน-ชุดนักเรียน 65% วันนี้-30 มิ.ย.

People Unity News : 10 พฤษภาคม 65 กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 17 Back to School ” รับเปิดเทอม เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองช่วงเปิดภาคเรียน สำหรับสินค้าที่นำมาลดราคามี 7 หมวด มากกว่า 5,000 รายการลดราคาสูงสุด 65% จำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและห้างท้องถิ่น 10 ห้างทุกสาขาทั่วประเทศ โดยหมวดสินค้าที่เข้าร่วมโครงการมีดังนี้

1.ชุดนักเรียน 3,345 รายการ ลดสูงสุด 50%

2.รองเท้าถุงเท้า 185 รายการ ลดสูงสุด 34%

3.กระเป๋านักเรียน 61 รายการ ลดสูงสุด 65%

4.ตำราเรียนและหนังสือเรียน 523 รายการ ลดสูงสุด 30%

5.เครื่องเขียน 59 รายการ ลดสูงสุด 50%

6.สื่อการเรียนการสอน 187 รายการ ลดสูงสุด 20%

7.สินค้าอื่นๆ เช่น กระติกน้ำ กล่องข้าว โต๊ะนักเรียน 732 รายการ ลดสูงสุด 65%

7 ยี่ห้อที่นำสินค้ามาลดราคา ประกอบด้วย 1.ตราศึกษาภัณฑ์ 2.น้อมจิตต์ 3.สมใจนึก 4.ตราสมอ 5.บาจา 6.พีเอส จูเนียร์ และ 7.ยี่ห้อนันยาง

10 ห้างสรรพสินค้าและห้างท้องถิ่น ประกอบด้วย ห้างบิ๊กซี/ แม็คโคร/ โลตัส/ The Mall/ เซ็นทรัล/ โรบินสัน/ B2S/ Office Mate/ Power Buy และ Supersports

ผู้ปกครองที่สนใจ สามารถเลือกซื้ออุปกรณ์การเรียนและชุดนักเรียนให้บุตรหลานได้ตั้งแต่บัดนี้ – 30 มิ.ย. 65 ณ ห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการทุกสาขาทั่วประเทศ

Advertisement

เช็กเลยจ่ายอะไรได้บ้าง? บัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่เดือน พ.ค.65

People Unity News : 29 เมษายน 65 นางสาววารี แว่นแก้ว รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 4 ที่ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 จำนวนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน (1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2565) ได้สิ้นสุดแล้ว กรมบัญชีกลางจึงขอชี้แจงเกี่ยวกับการจ่ายเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ดังนี้

ทุกวันที่ 1 ของเดือน (ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ และไม่สะสมในเดือนถัดไป)

– วงเงินซื้อสินค้า 200/300 บาทต่อเดือน

– ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 100 บาทต่อ 3 เดือน (เม.ย. – มิ.ย. 65)

– ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ประกอบด้วย

     ค่าโดยสารรถ บขส. 500 บาทต่อเดือน

     ค่าโดยสารรถไฟ 500 บาทต่อเดือน

     ค่าโดยสารรถไฟฟ้า (MRT/BTS/ARL) และ ขสมก. 500 บาทต่อเดือน (สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อาศัยอยู่ในเขต กทม. และปริมณฑล)

ทุกวันที่ 15 ของเดือน (สามารถถอนเป็นเงินสดได้ และสะสมในเดือนถัดไปได้)

– เงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 50/100 บาทต่อเดือน (ผู้สูงอายุที่ได้รับสิทธิตั้งแต่ ต.ค. 64 – ก.ค. 65 จะได้รับเงินเข้าบัตรฯ ในเดือน เม.ย. – ก.ย. 65)

ทุกวันที่ 18 ของเดือน (สามารถถอนเป็นเงินสดได้ และสะสมในเดือนถัดไปได้)

– เงินคืนค่าไฟฟ้า ไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน (สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาทต่อเดือน)

– เงินคืนค่าน้ำประปา ไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน (สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ใช้น้ำประปาไม่เกิน 315 บาทต่อเดือน จะได้รับเงินคืนค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาท ส่วนที่เกินจาก 100 บาท ผู้ถือบัตรฯ เป็นผู้ชำระเอง)

ทุกวันที่ 22 ของเดือน (สามารถถอนเป็นเงินสดได้ และสะสมในเดือนถัดไปได้)

– เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน (สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเงินเบี้ยความพิการ)

“ผู้มีสิทธิสามารถติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางได้จากช่องทางต่าง ๆ ของกรมบัญชีกลาง เช่น Facebook Youtube Instagram Twitter และ CGD Application หรือโทรศัพท์สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 0 2109 2345 และ Call Center กรมบัญชีกลาง 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ” โฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าว

Advertisement

“ประยุทธ์” ยินดีมูลค่าส่งออกไทยสูงสุดรอบ 30 ปี ผลจากผลักดัน Soft Power-ส่งออกผลไม้-การค้าชายแดน

People Unity News : 28 เมษายน 65 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พอใจตัวเลขการส่งออกของประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากการนำนโยบายของรัฐบาล ไปขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนตัวเลขการส่งออกเพิ่มขึ้นคือ การส่งเสริมและผลักดัน Soft Power ของรัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งรัดการส่งออกสินค้าใน 4 หมวดสำคัญ ได้แก่ อาหาร ดิจิทัลคอนเทนต์ สุขภาพความงาม และสินค้าอัตลักษณ์ไทย การจัดทำมาตรการเชิงรุกผลักดันการส่งออกผลไม้ การผลักดันการค้าชายแดน ซึ่งมีคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ ยุโรป เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และอาเซียน ที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขการส่งออกในเดือน มี.ค.2565 มีมูลค่า 28,859.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.5% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 คิดเป็นเงินบาท มีมูลค่า 922,313 ล้านบาท ถือเป็นมูลค่าการส่งออกสูงที่สุดในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติการส่งออกตั้งแต่ปี 2534 การนำเข้ามีมูลค่า 27,400.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 18% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 887,353.2 ล้านบาท เกินดุลการค้า 1,459.1 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 34,960.1 ล้านบาท

สำหรับตลาดและการลงทุนในประเทศ เดือน มี.ค. 2565 คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ได้อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 53 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ จำนวน 17 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ จำนวน 36 ราย มีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 10,838 ล้านบาท ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ เดือนมี.ค.2565 พบว่า มีการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 10 ราย คิดเป็น 19% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ลงทุนที่กรุงเทพฯ 29 ราย คิดเป็น 55% และที่อื่นๆ 14 ราย คิดเป็น 26% มีเงินลงทุน 6,323 ล้านบาท คิดเป็น 58% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยประเทศที่ลงทุนสูงสุด จีน 3 ราย ลงทุน 3,189 ล้านบาท ญี่ปุ่น 2 ราย ลงทุน 630 ล้านบาท และสหรัฐฯ 1 ราย ลงทุน 637 ล้านบาท ที่เหลือเป็นประเทศอื่นๆ

“ถือเป็นสัญญานที่ดีสำหรับประเทศไทยทั้งการส่งออก และการลงทุนภายในประเทศ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและศักยภาพของประเทศเรา ยืนยันรัฐบาลมุ่งสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากไทยเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก พร้อมมุ่งมั่นช่วยเหลือ สนับสนุนผู้ส่งออก นักลงทุน ให้มีพื้นที่แข่งขันได้ในเวทีโลก โดยตอบสนองนโยบายของรัฐบาล เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

Advertisement

“สุพัฒนพงษ์” เยือนญี่ปุ่นครั้งแรกนับจากโควิดระบาด ดึงการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์-เทคโนโลยีขั้นสูง

People Unity News : 20 เมษายน 2565 บีโอไอ เผยรองนายกรัฐมนตรี นำคณะหน่วยงานด้านเศรษฐกิจเดินทางไปชักจูงการลงทุน ณ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมพบหารือกับบริษัทชั้นนำในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ สานความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับกลุ่มอุตสาหกรรม BCG ย้ำไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาค

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 19 – 23 เมษายน 2565 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทย นำคณะหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทยเดินทางไปชักจูงการลงทุน ณ กรุงโตเกียว และ จังหวัดคานากาวะ ประเทศญี่ปุ่น นับเป็นการเดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19

“สถานการณ์การระบาดของโควิด – 19 ของโลกเริ่มคลี่คลาย ทำให้หลายประเทศรวมทั้งไทยเริ่มเปิดประเทศ และสามารถเดินทางระหว่างประเทศได้ ในช่วงเวลานี้การลงทุนถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ บีโอไอจึงต้องเร่งจัดกิจกรรมชักจูงลงทุน ประชาสัมพันธ์มาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน” นางสาวดวงใจกล่าว

วัตถุประสงค์ของการเดินทางเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ เพื่อสานต่อข้อริเริ่มการเป็นหุ้นส่วนการร่วมสร้างสรรค์ (co – creation) ระหว่างไทย – ญี่ปุ่น และนำไปสู่การลงทุนในอนาคต ภายใต้ข้อริเริ่ม “Asia – Japan Investing for the Future Initiative” หรือ AJIF ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประกาศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

สำหรับการเดินทางเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี และคณะฯ มีกำหนดการเข้าพบ นายฮิโรคาสึ มัตสึโนะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น รวมทั้งหารือกับ นายฮากิอูดะ โคอิจิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น สมาพันธ์สมาคมธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น (KEIDANREN) รวมถึงบริษัทเอกชนรายใหญ่ของญี่ปุ่น ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์  เพื่อนำเสนอนโยบายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่ไทยให้ความสำคัญ ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์ อุตสาหกรรมกลุ่ม BCG การท่องเที่ยวและบริการ

นางสาวดวงใจกล่าวว่ารัฐบาลไทยได้ออกมาตรการหลายประการเพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกนักลงทุนหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ มาตรการส่งเสริมการใช้ยานพาหนะไฟฟ้า มาตรการด้านภาษี และการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวข้องกับยานพาหนะไฟฟ้า เช่น สถานีชาร์จยานพาหนะไฟฟ้า และการส่งเสริมโรงงานผลิตแบตเตอรี่ เป็นต้น

มาตรการส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับยานพาหนะไฟฟ้า รวมถึงการส่งเสริมโรงงานผลิตแบตเตอรี่ จะส่งผลให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะด้วย ถือเป็นโอกาสดีที่บริษัทญี่ปุ่นทั้งในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการเชิญชวนให้นักธุรกิจและนักลงทุนญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาพำนักในประเทศไทย โดยกำหนดวีซ่าประเภทพิเศษคือวีซ่าสำหรับผู้พำนักระยะยาว (Long – Term Resident Visa: LTR) ซึ่งมีอายุถึง 10 ปี และญี่ปุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายสำหรับวีซ่าประเภทใหม่นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบุคลากรทักษะสูง

Advertisement

ก.เกษตร แจกต้นกล้ากระท่อมพันธุ์ดีแก่เกษตรกร มุ่งเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกในอนาคต

People Unity News : 18 เม.ย. 65 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและขยายกระท่อมพันธุ์ดี โดยนำเมล็ดที่ปลอดเชื้อมาเพาะเลี้ยงด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อเพาะพันธุ์กระท่อมพันธุ์ดีไว้ใช้เป็นสมุนไพรในครัวเรือน และนำไปพัฒนาอาชีพเป็นพืชทางเลือกในอนาคต ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ปี 60 – 64 เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การผลิตพืชเชิงพาณิชย์หรือเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือก

โครงการนี้ได้ดำเนินการผลิตต้นกล้ากระท่อมพันธุ์ดี รวมกว่า 210,000 ต้น แจกจ่ายให้กับเกษตรกรและประชาชนที่สนใจ อาทิ สมาชิกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 30 รายต่อศูนย์ รวม 882 ศูนย์ทั่วประเทศ สมาชิกวิสาหกิจชุมชน/Young Smart Farmer/ Smart Farmer/อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน หน่วยงานราชการที่มีภารกิจในการส่งเสริมอาชีพการเกษตร และประชาชนทั่วไป

ผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับต้นกล้ากระท่อมพันธุ์ดีรายละ 3 ต้น ได้ที่จุดบริการพืชพันธุ์ Doae ศูนย์ขยายพันธุ์พืช 10 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี/ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง/ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา/ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช/ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์/ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก/ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม/ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จังหวัดลำพูน ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี และศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี

Advertisement

เปิดค่าใช้จ่ายไปทำงานซาอุฯ จัดส่งโดยรัฐ คนละ 32,800 บาท

People Unity News : 14 เม.ย. 65 คืบหน้า! รัฐบาลเตรียมส่ง “แรงงานไทยกลุ่มแรก” ไปทำงานซาอุดีฯ ภายใน 3 เดือน หลังลงนาม MOU ผู้สนใจไปทำงานต่างประเทศ โทร.สายด่วน 1506 กด 2

สืบเนื่องจากรัฐบาลไทยโดยกระทรวงแรงงาน กับกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาสังคมแห่งซาอุดีอาระเบีย ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ จำนวน 2 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ข้อตกลงว่าด้วยการจัดหาแรงงาน และ 2.ข้อตกลงว่าด้วยการจัดหาแรงงานทำงานบ้าน เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด มีข่าวดี นายจ้างซาอุดีฯ ได้แจ้งความต้องการตำแหน่งงาน, เงื่อนไขการจ้างงานและคุณสมบัติของแรงงาน มายังกระทรวงแรงงานแล้ว โดยกรมการจัดหางานจะคัดเลือกคนหางานจากศูนย์ทะเบียนคนหางาน ที่ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ไว้เป็นลำดับแรก

หากคนหางานในศูนย์ทะเบียนฯ ไม่เพียงพอ หรือไม่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของนายจ้าง จะดำเนินการประกาศรับสมัครต่อไป และจะเร่งส่ง “แรงงานกลุ่มแรก” ภายใน 3 เดือนหลังลงนาม MOU

ทั้งนี้ กรมการจัดหางานได้แจงค่าใช้จ่ายการเดินทางไปทำงาน กรณีจัดส่งโดยรัฐ ประมาณ 32,800 บาท ดังนี้

✅ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินไปซาอุดีอาระเบีย ประมาณ 20,000 บาท

✅ค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่าแบบเข้าออกครั้งเดียว 6,000 บาท

✅ค่าหนังสือเดินทาง 1,500 บาท

✅ค่าตรวจสุขภาพ 2,300 บาท

✅ค่าตรวจโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประมาณ 1,000 บาท

✅ค่าประกันสุขภาพโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประมาณ 1,000 บาท

✅ค่าทดสอบฝีมือแรงงาน 500 บาท

✅ค่าตรวจสอบประวัติอาชญากรรม 100 บาท

✅ค่าสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ 400 บาท

ผู้ที่สนใจไปทำงานต่างประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506 กด 2 หรือลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th (ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ไปทำงานต่างประเทศ)

Advertisement

การรถไฟฯ เปิดเดินขบวนรถไฟวิถีใหม่ New Normal ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ

People Unity News : 9 เมษายน 2565 นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา การรถไฟฯ ให้ความสำคัญต่อ การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดขบวนรถไฟ ทั้งขบวนรถปกติ และขบวนรถพิเศษนำเที่ยว พาผู้โดยสารเดินทาง ไปสัมผัสเส้นทางท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงต่างๆ อาทิ ขบวนรถพิเศษนำเที่ยวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ Unseen Thailand เส้นทางท่องเที่ยวรถไฟลอยน้ำ ขบวนรถไฟนำเที่ยว “ม่วนแต้ๆ แอ่ว แม่เมาะ By SRT x EGAT เส้นทางกรุงเทพ ลำปาง” และ ขบวนรถปฐมฤกษ์ เส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ 3 จังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง (Lanna Modernization) เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวทางรถไฟ 3 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เป็นต้น

ล่าสุดการรถไฟฯ ได้บูรณาการความร่วมมือกับ 4 หน่วยงานทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวทางรถไฟอย่างปลอดภัย วิถีใหม่ แบบ New Normal ภายใต้แนวทางปฏิบัติด้านสาธารณสุข คาดหวังว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสาร ในการเลือกใช้บริการรถไฟในการเดินทางท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย ซึ่งได้มีการนำแนวปฏิบัติทางด้านสาธารณสุขเพื่อการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 มาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น การให้ผู้ใช้บริการทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม และสามารถแสดงหลักฐานผ่าน Digital Health Pass บน หมอพร้อม แอพพลิเคชั่น หรือแสดงผลตรวจ ATK ไม่เกิน 72 ชั่วโมงต่อเจ้าหน้าที่ก่อนการเดินทาง

นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าระวัง โดยตั้งจุดคัดกรองวัดไข้ผู้โดยสารก่อนเข้าสถานี การตั้งจุดบริการแอลกอฮอล์ล้างมือ การให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดการเดินทาง การรักษาระยะห่าง Social Distancing พร้อมให้สแกนแอปพลิเคชัน ไทยชนะ ก่อนและหลังใช้บริการ ตลอดจนเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาด ฉีดพ่นแอลกอฮอล์ในขบวนรถโดยสารทุกครั้งหลังบริการ ตลอดจนฉีดพ่นบริเวณจุดสัมผัสพื้นที่ในสถานีรถไฟเป็นประจำ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัย ต่อผู้โดยสารตลอดการเดินทาง

Advertisement

บีโอไออนุมัติปรับปรุงสิทธิประโยชน์ส่งเสริมลงทุนสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

People Unity News : ประยุทธ์ ประชุมบอร์ดบีโอไอ เตรียมพร้อม “สถานีอัดประจุไฟฟ้า” รองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต เปิดโอกาส Startup ร่วมลงทุน

วันนี้ 7 เมษายน 2565 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ครั้งที่ 2/65 ผ่านระบบ Video Conference ณ ทำเนียบรัฐบาล

พลเอก ประยุทธ์ เน้นย้ำกับที่ประชุมว่า การดำเนินงานต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น การปรับปรุงประเภทกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า, ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลของ OECD (Pillar 2) และการส่งเสริมการลงทุนปี 2565 ไตรมาสแรก ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมา “มีความก้าวหน้าตามแผน” โดยขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยความรอบคอบ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

สำหรับมติที่ประชุมวันนี้ สรุปได้ดังนี้

– พิจารณาและเห็นชอบในประเด็นสำคัญ เช่น อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน รวมมูลค่า 14,442.4 ล้านบาท ในกิจการ DATA CENTER จาก 2 บริษัท คือ บริษัท ทรู อินเตอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมทั้งมีโครงการผลิตผลิตภัณฑ์น้ำยางสังเคราะห์ (SYNTHETIC LATEX) และโครงการผลิต COPPER FOIL

– รับทราบรายงานภาวะการส่งเสริมการลงทุนปี 65 ไตรมาสแรก (ม.ค. – มี.ค. 65) พบว่าสถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกของปี 2565 มีจำนวนโครงการรวม 378 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

– การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวม 77,290 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน

– อนุมัติปรับปรุงสิทธิประโยชน์การให้ส่งเสริมลงทุนกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า

✅กรณีที่มีหัวจ่ายประจุไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 40 หัวจ่าย โดยเป็นประเภท QUICK CHARGE ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี

✅กรณีอื่นๆ ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินนิติบุคคล 3 ปี รวมทั้งยกเลิกเงื่อนไขห้ามรับสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานอื่น

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS