วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026

นายกฯ ร่วมกับ CNN เปิดเวทีเสวนาเสริมทักษะประชาชน สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ เปิดโอกาสธุรกิจไทยเชื่อมโยงตลาดโลก

14 ตุลาคม 2569 นายกฯ ผนึกความร่วมมือกับ CNN สื่อระดับระดับโลก เปิดเวทีเสวนาเสริมทักษะประชาชน สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ เปิดโอกาสธุรกิจไทยเชื่อมโยงตลาดโลก

นายกฯ เปิดเวทีเสวนา CNN Global Perspectives: In Bang ซึ่ง CNN เลือกกรุงเทพฯ จัดเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งรวบรวมผู้นำระดับโลก ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารภาคธุรกิจจากหลากหลายสาขา ได้แลกเปลี่ยนแนวทางรับมือความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันระหว่างประเทศ มุ่งพัฒนาทักษะประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่คนไทยอย่างทั่วถึง

วันนี้ (วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดงานเสวนา CNN Global Perspectives: In Bangkok โดยมีนางสาว Ellana Lee รองประธานอาวุโส CNN Worldwide ให้การต้อนรับ โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรียินดีที่ CNN ได้จัดงาน CNN Global Perspectives ซึ่งต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงาน CNN Countdown เมื่อปีที่ผ่านมา โดยการจัดงานนี้ในห้วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำและผู้กำหนดนโยบายที่มีบทบาทต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกจะได้ร่วมเสวนากัน รวมทั้งงานเสวนาของ CNN ครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้รับฟังมุมมองที่หลากหลาย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของการตัดสินใจทางเศรษฐกิจต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

สำหรับการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งสำหรับประเทศไทย หมายถึงการส่งเสริมให้ประชาชนมีทักษะที่จำเป็นต่อการปรับตัวและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศ ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ และการกระจายโอกาสให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถอาศัยเพียงการดำเนินงานของภาครัฐ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ สถาบันระหว่างประเทศ และชุมชน ซึ่งต่างมีประสบการณ์และแนวคิดที่สามารถนำมาต่อยอดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยประเทศไทยพร้อมเปิดรับความร่วมมือที่ช่วยพัฒนาทักษะ สร้างองค์ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการและประชาชนไทยเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและระดับโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เวทีในวันนี้เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนสำหรับรูปแบบการทำงานใหม่ ๆ และการสนับสนุนให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น พร้อมหวังว่าการหารือจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ทุกฝ่ายสามารถร่วมกันผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีหวังว่าผู้ที่มาร่วมงานครั้งนี้จะได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พบปะพูดคุยกับคนไทย และสัมผัสเสน่ห์ของกรุงเทพมหานคร ทั้งวัฒนธรรม อาหาร และบรรยากาศของเมืองหลวงแห่งนี้ ตลอดจนขอให้ผู้เข้าร่วมงานมีความสุขตลอดการพำนักในประเทศไทย

อนึ่ง งาน CNN Global Perspectives: In Bangkok จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย ณ กรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 โดยเป็นเวทีเสวนาที่รวบรวมผู้นำระดับโลก ผู้บริหารภาคธุรกิจ และบุคคลสำคัญจากหลากหลายสาขา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นสำคัญของโลก ตั้งแต่โครงสร้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการสื่อสาร และชีวิตประจำวัน การสำรวจบทบาทของผู้กำหนดทิศทางแนวโน้มผู้บริโภค ภาวะผู้นำ และความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์

ทั้งนี้ มีผู้แทนฝ่ายไทยเข้าร่วม ได้แก่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ผู้บริหารระดับสูงของ CNN พร้อมด้วยวิทยากรและบุคคลสำคัญจากภาคการเงิน ธุรกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาทิ นาง Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป  Dr. Ngozi Okonjo-Iweala ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก นาย Kiran Mani กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก OpenAI และ Maggie Kang ผู้สร้างและผู้กำกับร่วม เจ้าของรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง KPop Demon Hunters เป็นต้น

Advertisement

 

กระทรวงการคลังเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

13 ตุลาคม 2569 จากสถานการณ์อุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2569 ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการหลายพื้นที่ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การดำรงชีวิต และประกอบอาชีพ รมว.คลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึงและตรงจุด

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการในหลายพื้นที่ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การดำรงชีวิต และประกอบอาชีพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึงและตรงจุด ครอบคลุมทั้งการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นระหว่างประสบภัย ภาระหนี้เดิม และเงินทุนสำหรับซ่อมบ้านตลอดจนเงินทุนเพื่อฟื้นฟูอาชีพ

สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ออกมาตรการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประสบอุทกภัยในทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ได้แก่ สินเชื่อฉุกเฉินและสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับเกษตรกรจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) การสนับสนุนสินเชื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) การบรรเทาภาระหนี้ด้วยมาตรการพักชำระหนี้ของประชาชนจากธนาคารออมสิน ธอส. และ ธอท. การขยายระยะเวลาชำระหนี้สำหรับผู้ประกอบการจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารเพื่อส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการจากธนาคารออมสิน ธพว. ธสน. และ ธอท. รวมถึงการพักชำระค่าธรรมเนียมและค่างวดเพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีผลการดำเนินการช่วยเหลือจำนวนรวม 160,515 ราย จำนวน 27,592 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือทางการเงินของผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือน้ำท่วม ณ กระทรวงการคลัง เพื่อเป็นจุดกลางในการรับเรื่องให้ข้อมูลและประสานความช่วยเหลือแก่ประชาชนรวมและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยรวบรวมมาตรการและช่องทางการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาไว้ในจุดประสานงานเดียว เพื่อให้สามารถรับเรื่องและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็วและตรงกับปัญหาและความต้องการของผู้ประสบภัย ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถสอบถามรายละเอียดมาตรการหรือแจ้งปัญหาในการขอรับความช่วยเหลือ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1689 กด 1 หรือ 4 โดยศูนย์ดังกล่าวเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์เวลา 09.00 – 16.00 น.

โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระทางการเงินของผู้ประสบอุทกภัยได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการตลอดจนฟื้นฟูกิจการ พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนเพื่อให้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย อาคาร โรงงาน เครื่องจักร ตลอดจนฟื้นฟูการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจให้กลับมาเป็นปกติได้โดยเร็ว โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบอุทกภัยดำเนินต่อไปได้

Advertisement

รัฐบาลซ่อมให้ฟรี! ส่งทีมช่างลุย 89 จุดทั่ว 30 จังหวัด กู้มอเตอร์ไซค์–เครื่องใช้ไฟฟ้า

12 ตุลาคม 2569 รัฐบาลซ่อมให้ฟรี! ส่งทีมช่างลุย 89 จุดทั่ว 30 จังหวัด กู้มอเตอร์ไซค์–เครื่องใช้ไฟฟ้า ช่วยแล้วกว่า 1.6 หมื่นราย

วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เร่งเดินหน้าการทำงานของ “ศูนย์ซ่อม สร้าง สุข” เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูประชาชนหลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย โดยมุ่งเน้นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย สำหรับการซ่อมแซมยานพาหนะ เครื่องใช้ในบ้าน และอุปกรณ์ทำมาหากิน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็ว

จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ศูนย์ซ่อม สร้าง สุข ได้ให้บริการประชาชนไปแล้วทั้งสิ้น 16,557 ราย โดยเป็นการซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ให้คืนสภาพพร้อมใช้งานจำนวน 2,568 คัน ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 1,655 รายการ และยังมีบริการอื่นๆ อาทิ ตรวจเช็กและซ่อมแซมเครื่องมือการเกษตร ปั๊มน้ำ ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน รวมถึงงานซ่อมแซมโครงสร้างบ้านเรือน ซึ่งการให้บริการทั้งหมด ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

ปัจจุบันศูนย์ซ่อม สร้าง สุข กระจายการให้บริการใน 30 จังหวัด รวม 89 จุด แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพมหานคร 13 จุด และปริมณฑล 10 จุด โดยมีการจัดส่งหน่วยบริการเคลื่อนที่หมุนเวียนไปตามพื้นที่ที่น้ำลดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะให้บริการเรื่องงานช่างแล้ว ยังมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น การประเมินและให้คำปรึกษาสุขภาพจิต รวมถึงการนำรถจัดหางานเคลื่อนที่ลงพื้นที่ เพื่อช่วยประสานงานด้านอาชีพให้แก่ผู้ประสบภัยอีกด้วย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดส่งทีมช่างลงพื้นที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลาย และประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สามารถแจ้งความประสงค์และลงทะเบียนขอรับบริการล่วงหน้าได้ผ่านแอปพลิเคชัน Traffy Fondue เพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดสรรคิวและเข้าดูแลได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบจุดบริการ พร้อมดูรายละเอียดสถานที่ วัน-เวลา และประเภทงานซ่อมได้ที่ www.dsd.go.th หรือ Facebook Page ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานประจำจังหวัด

Advertisement

1 ม.ค. 70 รถไฟฟ้าแรกเข้า 17 บาท สูงสุด 45 บาทต่อขา เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ

10 ตุลาคม 2569 “พิพัฒน์” กางแผนลดค่าครองชีพคนกรุง 1 ม.ค. 70 รถไฟฟ้าแรกเข้า 17 บาท สูงสุด 45 บาทต่อขา เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ ดันรถเมล์ EV 2,320 คัน เชื่อมตั๋วเดียว น้ำ – ล้อ – ราง

วันนี้ (10 ตุลาคม 2569) เวลา 09.05 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ว่า รัฐบาลเตรียมการเดินหน้าระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งเป้าเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อทำให้การเดินทางเชื่อมต่อกันง่ายขึ้นและลดภาระค่าเดินทางของประชาชน

โดยหัวใจสำคัญของระบบใหม่ คือค่าแรกเข้า 17 บาท และค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อ 1 ขาการเดินทาง แม้ผู้โดยสารจะต้องเปลี่ยนรถไฟฟ้าหลายสาย ก็ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำ โดยจะให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่บริหารระบบส่วนกลาง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ระบบตั๋วร่วมยังเตรียมรองรับการจ่ายผ่าน EMV หรือบัตรชำระเงินที่ใช้กันในระดับสากล นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้บัตรที่รองรับระบบดังกล่าวแตะเข้าใช้บริการรถไฟฟ้าได้ทันที ขณะเดียวกันธนาคารกรุงไทยจะเข้ามาดูแลระบบหลังบ้านและการคำนวณค่าโดยสารระหว่างผู้ให้บริการแต่ละรายด้วย

โดยจุดที่ต้องเร่งดำเนินการขณะนี้คือสายสีเขียว ซึ่งปัจจุบันใช้บัตร Rabbit กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างหารือว่าจะเชื่อมเข้าสู่ระบบ EMV ให้ทันวันที่ 1 มกราคม 2570 ได้อย่างไร เพราะสายสีเขียวถือเป็นแกนหลักที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสำคัญอื่น ทั้งสีม่วง สีน้ำเงิน และเส้นทางที่จะเปิดเพิ่มเติมในอนาคต

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ค่าเดินทางเป็นหนึ่งในรายจ่ายก้อนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ หลายคนต้องเสียวันละ 60 บาท 80 บาท หรือมากกว่า 100 บาท การกำหนดเพดานสูงสุด 45 บาทต่อขา จึงถูกวางเป็นเครื่องมือช่วยลดรายจ่ายโดยตรง ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น

กระทรวงคมนาคมยังคาดว่า เมื่อค่าโดยสารถูกลงและการเปลี่ยนสายสะดวกขึ้น จะจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ช่วยลดรถยนต์บนท้องถนน ลดความแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามไปด้วย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังมีอีกการเปลี่ยนแปลงในส่วนของรถเมล์ ขสมก. โดยในปี 2570 จะรับรถเมล์ EV จำนวน 1,520 คันในช่วงเดือน มีนาคม – พฤษภาคมและรับอีก 800 คันช่วงปลายเดือนธันวาคม รวมทั้งปี 2,320 คัน พร้อมตั้งเป้าให้รถ ขสมก. เปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดภายในสิ้นปี 2570

ทั้งนี้ รถเมล์ EV ชุดใหม่จะติดเครื่องปรับอากาศทั้งหมด มีพื้นที่สำหรับผู้ใช้วีลแชร์และทางลาดให้สามารถขึ้นรถได้สะดวก ขณะที่ผู้สูงอายุได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 50% นักเรียนและนักศึกษาลด 50% ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีไม่เสียค่าโดยสาร

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเตรียมปรับเส้นทางรถเมล์ใหม่ เพื่อให้สอดรับกับเมืองและชุมชนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่หลายเส้นทางวิ่งตามโครงข่ายเก่า จะปรับให้รถเมล์ทำหน้าที่เป็น Feeder รับผู้โดยสารจากชุมชนและถนนสายหลักเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า พร้อมกำหนดความถี่ว่าแต่ละเส้นทางควรมีรถเข้ามาในช่วงเวลากี่นาที

เป้าหมายของกระทรวงคมนาคม ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถเมล์และรถไฟฟ้า แต่ต้องการเชื่อมการเดินทางแบบ น้ำ – ล้อ – ราง เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน โดย Smart Pier ตั้งเป้าพัฒนาให้แล้วเสร็จ 16 จาก 29 ท่าเรือภายในไตรมาส 4 ปี 2570 และท่าใดพร้อมก่อนก็สามารถเชื่อมเข้าระบบตั๋วร่วมได้ทันที

นอกจากนี้ เรือคลองแสนแสบจะถูกนำเข้าสู่ระบบเช่นกัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางจากเรือต่อรถเมล์หรือต่อรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ลดความยุ่งยากจากการต้องใช้บัตรหรือระบบจ่ายเงินหลายแบบ และทำให้ภาพการเดินทางไร้รอยต่อเริ่มจับต้องได้มากขึ้นในปี 2570

ในด้านความปลอดภัย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีแผนทยอยแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟกับถนนในกรุงเทพฯ ชั้นใน ตั้งเป้าพยายามดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 ปี และสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

สำหรับการขนส่งสินค้า กระทรวงคมนาคมวางระบบรางเป็นแกนหลักในอนาคต ส่วนรถบรรทุกจะทำหน้าที่ Feeder ระยะไม่เกิน 150 กิโลเมตร จากโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่สถานีรถไฟ เพื่อเชื่อมเส้นทางเหนือ อีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และลดจำนวนรถบรรทุกบนถนนสายหลัก

“ภาพใหญ่ของการพัฒนาระบบคมนาคม ไม่ได้มองเฉพาะการสร้างรถไฟฟ้าหรือซื้อรถใหม่ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถเดินทางจากบ้าน เข้ารถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า หรือเรือได้สะดวกในระบบเดียวกัน พร้อมลดทั้งค่าใช้จ่าย เวลาเดินทาง และมลพิษจากภาคขนส่งในระยะยาว” นายพิพัฒน์ กล่าว

Advertisement

ไทยมาแรง! ขยับอันดับนวัตกรรมโลก ติด Top 10 โลก รัฐบาลเร่งเปลี่ยน “งานวิจัย” เป็นสินค้า–เทคโนโลยี–รายได้จริง

8 ตุลาคม 2569 ไทยมาแรง! ขยับอันดับนวัตกรรมโลก ติด Top 10 โลกหลายด้าน รัฐบาลเร่งเปลี่ยน “งานวิจัย” เป็นสินค้า–เทคโนโลยี–รายได้จริง

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO ได้เผยแพร่รายงานดัชนีนวัตกรรมโลก หรือ Global Innovation Index (GII) ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 โดยประเมิน 139 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ จาก 79 ตัวชี้วัด พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 44 ของโลก ขยับขึ้น 1 อันดับจากปีก่อน และอยู่ในอันดับ 3 จาก 35 ประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง รองจากจีนและมาเลเซีย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 44 ของโลก สะท้อนถึงศักยภาพด้านเทคโนโลยี การวิจัย นวัตกรรม และกำลังคนที่สามารถต่อยอดได้อีกมาก โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการผลักดันให้งานวิจัยและนวัตกรรมถูกนำไปใช้จริง และเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจมากขึ้น

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีตัวชี้วัดที่โดดเด่นและอยู่ในอันดับต้นของโลกหลายด้าน อาทิ การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ อยู่ในอันดับ 6 ของโลก การส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง อยู่ในอันดับ 8 ของโลก และตัวชี้วัดสัดส่วนบุคลากรด้านการวิจัยที่ทำงานในภาคธุรกิจ อยู่ในอันดับ 7 ของโลก

“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ไทยมีทั้งบุคลากร องค์ความรู้ และฐานทางเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ สิ่งสำคัญจากนี้คือทำอย่างไรให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงในมหาวิทยาลัย ห้องทดลอง หรือหน่วยงานวิจัย แต่สามารถพัฒนาไปเป็นผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการที่ประชาชนและภาคธุรกิจนำไปใช้ได้จริง และสามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้” ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

สำหรับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อให้งานวิจัยตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ข้อมูลด้านทรัพย์สินทางปัญญาในรายงาน GII ระบุว่า ตัวชี้วัดคำขออนุสิทธิบัตรโดยผู้ยื่นในประเทศเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ หรือ Utility Models by Origin อยู่ในอันดับ 5 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ส่วนตัวชี้วัดการยื่นคำขอสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือ Industrial Designs by Origin อยู่ในอันดับ 30 ของโลก ปรับดีขึ้น 4 อันดับจากปีก่อน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการออกแบบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานวิจัยหรือทรัพย์สินทางปัญญาให้เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ต้องทำให้ผลงานเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์และต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่งานวิจัย สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับการดำเนินงานระยะต่อไป กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตรียมประสานความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ผู้เชี่ยวชาญจาก WIPO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการนำผลงานไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยสามารถพัฒนาไปเป็นสินค้า เทคโนโลยี และบริการที่ใช้งานได้จริง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

Advertisement

ออมสินขานรับนโยบายรัฐ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วมตั้งหลัก พักหนี้ – ไม่คิดดอกเบี้ย 3 เดือน

7 ตุลาคม 2569 ออมสินขานรับนโยบายรัฐ ช่วยลูกหนี้น้ำท่วมตั้งหลัก พักหนี้ – ไม่คิดดอกเบี้ย 3 เดือน ยกระดับสินเชื่อเติมทุนซ่อมบ้าน – ฟื้นอาชีพ – ฟื้นกิจการ ดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก

ธ.ออมสินออกชุดมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตามนโยบาย ก.คลัง ครอบคลุมทั้งการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้และให้ลูกหนี้มีเวลาตั้งหลัก พร้อมปรับเงื่อนไขสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติให้ผ่อนปรนมากขึ้น

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออกชุดมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตามนโยบายกระทรวงการคลัง ครอบคลุมทั้งการ พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้และให้ลูกหนี้มีเวลาตั้งหลัก พร้อมปรับเงื่อนไขสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติให้ผ่อนปรนมากขึ้น ช่วยประชาชนที่ประสบภัยตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่จำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน ซ่อมบ้าน และฟื้นฟูอาชีพหรือกิจการ เพื่อกลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง

  1. มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ ให้ลูกหนี้สามารถนำเงินไปดูแลครอบครัวและจัดการค่าใช้จ่ายจำเป็น ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตลอดช่วงพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องนำกลับมาชำระภายหลัง ส่วนเงินต้น 3 งวดที่พักไว้จะนำไปรวมชำระในงวดสุดท้ายของสัญญา และเมื่อครบกำหนดพักหนี้ให้กลับมาชำระค่างวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ทั้งนี้ ธนาคารจะทยอยแจ้งสิทธิ์แก่ลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ผ่านข้อความ SMS หรือจดหมาย กรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิ์ หรือหากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยการพักหนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และประเภทสินเชื่อที่ธนาคารกำหนด*
  2. สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนฉุกเฉินและซ่อมแซมทรัพย์สินในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน
  3. สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุน หรือปรับปรุงซ่อมแซม เช่น สถานประกอบการ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.70% ต่อเดือน เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) 15% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี
  4. สินเชื่อฟื้นฟูบ้านสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อซ่อมแซม หรือปลูกสร้างอาคารทดแทน รวมถึงซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งจำเป็นอื่นที่ได้รับความเสียหาย วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อราย แบบมีหลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นใน 6 เดือนแรกและดอกเบี้ย 0% ใน 1 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 – 3 = MRR – 2.865% ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.750% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 15 ปี พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท
  5. สินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน SMEs ที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อฟื้นฟูกิจการและเสริมสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก เดือนที่ 7 – 12 = MLR – 2.65% ต่อปี และปีที่ 2 เป็นต้นไป = MLR ต่อปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 1 ปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ทั้งนี้ การพิจารณาสินเชื่อและเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ควบคู่กับมาตรการทางการเงิน ธนาคารออมสินยังเดินหน้าลงพื้นที่ส่งมอบ “ถุงออมสินห่วงใย” บรรจุอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และของใช้จำเป็น โดยร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิประชาร่วมใจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังเผชิญระดับน้ำสูงและเดินทางลำบาก โดยเฉพาะบริเวณรอบนอกกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ ชุมชนร่มเกล้า 24 ชุมชนลำลูกกา คลอง 2 และชุมชนร่มเย็น รวมถึงขยายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ สิงห์บุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี พร้อมสนับสนุนเรือสำหรับใช้ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ปัจจุบันธนาคารส่งมอบถุงออมสินห่วงใยแล้วกว่า 10,000 ชุด คิดเป็นงบประมาณช่วยเหลือรวมกว่า 4.5 ล้านบาท และเตรียมแผนเข้าช่วยฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยให้คนไทยทุกคนกลับมาตั้งหลักและดำเนินชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือสอบถาม GSB Contact Center โทร. 1115

*หมายเหตุ :

– มาตรการพักหนี้ไม่รวมสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์, สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ โดยสินเชื่อ Soft Loan สินเชื่อองค์กรชุมชน และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

– อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 MLR = 6.025% ต่อปี และ MRR = 6.045% ต่อปี ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของธนาคาร

Advertisement

ประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 2569 รองรับน้ำท่วม–วาตภัย–แผ่นดินไหว วงเงินสูงสุดครัวเรือนละ 100,000 บาท

1 ตุลาคม 2569 นายกฯ เดินหน้าโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 2569 รองรับน้ำท่วม–วาตภัย–แผ่นดินไหว วงเงินสูงสุดครัวเรือนละ 100,000 บาท

วันนี้ (1 ตุลาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน Kick off ” โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน” ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล ผ่านระบบ Zoom โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดศูนย์บัญชาการทั่วประเทศและการดำเนินงานในพื้นที่ที่มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการแก้ไขปัญหาและดูแลประชาชน โดยรัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบจากภัยพิบัติที่มีต่อชีวิตและที่อยู่อาศัย จึงให้ความสำคัญทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ด้วยการจัดทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายของที่อยู่อาศัยทุกหลังคาเรือน เป็นการเพิ่มกลไกการช่วยเหลือผ่านการที่ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน

โครงการดังกล่าวเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน โดยปรับแนวทางจากการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดภัย ไปสู่การสร้างหลักประกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่ชัดเจนตามเงื่อนไขและเป็นธรรม ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจประกันภัย และภาคเอกชน ในการรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติ

รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูความเสียหายได้อย่างทันท่วงที พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และยกระดับจากการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดภัย ไปสู่การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและลดความกังวลเมื่อเกิดภัย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องศึกษาเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อสามารถชี้แจงแก่ประชาชนเกี่ยวกับขอบเขตความคุ้มครองและเงินที่สามารถนำไปใช้ซ่อมแซมความเสียหายจากภัยพิบัติ

ทั้งนี้ รายละเอียดสำคัญปรากฏอยู่ในคู่มือที่จัดทำขึ้น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องศึกษาอย่างละเอียดและเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งมุ่งให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองจากภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

สำหรับความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือน โดยไม่คำนึงถึงจำนวนสมาชิกภายในบ้าน และให้นับเป็น 1 ครัวเรือน การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจะพิจารณาตามความเสียหายที่ได้รับการประเมิน โดยมีเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันประเมิน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ อุทกภัย กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท และวงเงินเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 90,000 บาทต่อหลังคาเรือน ขณะที่ วาตภัย กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท โดยเมื่อรวมกับวงเงินส่วนที่เหลือแล้วไม่เกิน 100,000 บาท ส่วน แผ่นดินไหว กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท โดยมีวงเงินความคุ้มครองรวมไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นไปตามเงื่อนไขและการประเมินความเสียหายตามกรมธรรม์

ในกรณีที่เกิดน้ำท่วมล้อมพื้นที่เป็นระยะเวลาเกิน 7 วัน จนประชาชนไม่สามารถดำรงชีพได้ จะเข้าข่ายได้รับค่าชดเชย 10,000 บาท จากเดิมที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนดไว้ไม่เกิน 9,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 1,000 บาท ตามกลไกการจัดซื้อประกันภัยเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ ครอบคลุมความเสียหายต่อชีวิต อวัยวะ และการบาดเจ็บ รวมถึงกรณีเสียชีวิตจากผลกระทบของภัยพิบัติ ภายใต้วงเงินความคุ้มครอง 2 ล้านบาทต่อคน จึงจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบสิทธิและแนวทางการขอรับความคุ้มครองเมื่อประสบเหตุอุทกภัยหรือภัยพิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

สำหรับเงื่อนไขสำคัญ เหตุภัยพิบัติต้องเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการประกาศและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยต้องดำเนินการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองตามเงื่อนไขของประกันภัยที่รัฐบาลจัดทำให้ ทั้งนี้ โครงการดำเนินการเป็นรายปี ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนตุลาคม 2570 โดยค่าใช้จ่ายในการประกันภัยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับความรุนแรงและสถานการณ์ภัยพิบัติ

รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะร่วมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสียหาย พร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับทราบสิทธิและแนวทางการขอรับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเร่งดำเนินโครงการเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน พร้อมเร่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิ เงื่อนไขความคุ้มครอง และแนวทางการรับเงินช่วยเหลือให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อเพิ่มหลักประกันในการรับมือกับภัยพิบัติ บรรเทาภาระความเสียหาย และลดความกังวลของประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ

Advertisement

 

กรมการจัดหางานเตือนภัย! มิจฉาชีพหลอกคนหางานไปต่างประเทศ ย้ำ “อย่าเชื่อ อย่าโอน อย่าเสี่ยง” ตรวจสอบก่อนโอนเงิน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 กันยายน 2569 กรมการจัดหางานเตือนภัย! มิจฉาชีพหลอกคนหางานไปต่างประเทศ ย้ำ “อย่าเชื่อ อย่าโอน อย่าเสี่ยง” ตรวจสอบก่อนโอนเงิน

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการหลอกลวงคนหางานไปทำงานต่างประเทศยังเป็นปัญหาที่กรมการจัดหางานให้ความสำคัญ โดยมิจฉาชีพมักใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊กและไลน์ โฆษณาตำแหน่งงาน เสนอค่าตอบแทนสูง หรือชักชวนให้โอนเงินล่วงหน้า ก่อนที่คนหางานจะพบว่าไม่มีงานจริง ไม่สามารถเดินทางได้ หรือถูกหลอกให้เสียทรัพย์

จากข้อมูลปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – สิงหาคม 2569 กรมการจัดหางานดำเนินคดีกับนายหน้าเถื่อนแล้ว 200 ราย มีผู้ถูกหลอกลวง 462 คน มูลค่าความเสียหายรวม 42,818,401 บาท โดยประเทศที่พบคนหางานถูกหลอกลวงให้ไปทำงานมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ ออสเตรเลีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ อิสราเอล และแคนาดา ตามลำดับ

นายสมาสภ์ กล่าวว่า กรมการจัดหางานขอให้คนหางานเพิ่มความระมัดระวังก่อนสมัครงานหรือเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยควร “เช็กก่อนเชื่อ เช็กก่อนโอน” ดังนี้

1.ตรวจสอบบริษัทจัดหางาน ว่าได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศหรือไม่

โดยตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตได้ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd

2.ตรวจสอบงานและนายจ้าง ทั้งตำแหน่งงาน สถานที่ทำงาน ค่าจ้าง และเงื่อนไขการจ้างงาน ว่ามีอยู่จริงและตรงกับที่ประกาศหรือไม่

3.ระวังข้อเสนอที่ผิดปกติ โดยเฉพาะการเสนอค่าตอบแทนสูงเกินจริง การเร่งรัดให้ตัดสินใจ หรือเรียกเก็บเงินล่วงหน้าโดยไม่มีข้อมูลหรือเอกสารที่ชัดเจน หากมีข้อสงสัยควรหยุดตรวจสอบก่อน และไม่ควรรีบโอนเงิน

4.เลือกเดินทางผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และสามารถขอความช่วยเหลือได้เมื่อเกิดปัญหา

นายสมาสภ์ กล่าวต่อว่า กรมการจัดหางานเดินหน้ามาตรการ “3 ป” ได้แก่ ป้องกัน ปราบปราม และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ โดยเฝ้าระวังโฆษณาหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการลักลอบเดินทางไปทำงานต่างประเทศ รวมทั้งตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้โฆษณาชักชวน หรือจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเร่งเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยให้ประชาชนรู้เท่าทันกลโกง

“กรมการจัดหางานขอฝากถึงพี่น้องคนหางานว่า อย่าเชื่อ อย่าโอน อย่าเสี่ยง ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ ขอให้ตรวจสอบนายจ้าง บริษัทจัดหางาน ตำแหน่งงาน ค่าจ้าง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้รอบคอบ หากพบข้อสงสัยควรสอบถามกรมการจัดหางานก่อน ไม่ควรรีบโอนเงินหรือเดินทางตามคำชักชวน เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

ทั้งนี้ คนหางานสามารถตรวจสอบข้อมูลและขอคำปรึกษาได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0 2248 4792 และ 0 2245 6763 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 รวมทั้งศึกษาข้อมูลการเดินทางไปทำงานต่างประเทศได้ที่เว็บไซต์ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ สายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2

Advertisement

“ภัทรพงศ์” เร่งเครื่อง Seaplane เปิดเส้นทางเมือง–เกาะ ปักหมุดสตูล หนุนท่องเที่ยวไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 กันยายน 2569 “ภัทรพงศ์” เร่งเครื่อง Seaplane เปิดเส้นทางเมือง–เกาะ ปักหมุดสตูล หนุนท่องเที่ยวไทย

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการใช้ Seaplane ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพื้นที่จังหวัดสตูล เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้อากาศยานขึ้นลงบนผิวน้ำ (Seaplane) ในพื้นที่จังหวัดสตูลและภาคใต้ ตลอดจนศึกษาแนวทางบูรณาการเรื่องสนามบินน้ำ และจุดขึ้นลงทางน้ำ โดยคำนึงถึงบริบทและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับความปลอดภัย กฎหมาย การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และประโยชน์ของประชาชนและชุมชน ซึ่งจังหวัดสตูล ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทางทะเล และมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญกระจายตัวตามแนวชายฝั่งและหมู่เกาะเป็นจำนวนมาก อาทิ เกาะหลีเป๊ะ อุทยานแห่งชาติตะรุเตา หมู่เกาะอาดัง–ราวี พื้นที่ปากบารา/ชายฝั่งละงู ปราสาทหินพันยอด/ธรณีสตูล รวมถึงมีโอกาสเชื่อมโยงการเดินทางกับท่าอากาศยานในพื้นที่ใกล้เคียงได้แก่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานตรัง

ทั้งนี้ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาและเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร โดยเฉพาะการกำหนดองค์ความรู้ ทักษะ และมาตรฐานการฝึกอบรมสำหรับนักบินและบุคลากรภาคพื้น รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพื้นที่ขึ้น–ลงและท่าเทียบสำหรับ Seaplane

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงคมนาคมในการผลักดัน Seaplane ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของระบบคมนาคมขนส่งทางอากาศ เพื่อเพิ่มความสะดวกและเชื่อมโยงเครือข่ายการเดินทางทางอากาศกับเมือง แหล่งท่องเที่ยว ชายฝั่ง และหมู่เกาะต่าง ๆ เพิ่มประสิทธิภาพและความหลากหลายของระบบคมนาคม ตลอดจนสนับสนุนการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค (World Class Aviation Hub) และยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทยก้าวสู่มาตรฐานระดับโลก

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า บวท. ได้ศึกษาและเตรียมความพร้อมรองรับการให้บริการจราจรทางอากาศสำหรับอากาศยานขึ้นลงบนผิวน้ำ หรือ Seaplane มาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้มาตั้งแต่ปี 2566 และเมื่อต้นปี 2567  บวท. ได้ร่วมกับ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “First Seaplane Operations Toward Thailand’s Aviation Hub” ขึ้น เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเตรียมความพร้อมด้านการให้บริการ Seaplane ที่จะเกิดในประเทศไทย รวมถึงด้านการให้บริการจราจรทางอากาศอย่างเป็นระบบ

ทั้งด้านการใช้งานห้วงอากาศ เส้นทางบิน วิธีปฏิบัติการบิน การจัดการจราจรทางอากาศ ตลอดจนระบบการสื่อสาร เครื่องช่วยการเดินอากาศ และระบบติดตามอากาศยาน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับระบบการบินโดยรวม ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดย บวท. มีความพร้อมในการให้บริการจราจรทางอากาศสำหรับอากาศยาน Seaplane ในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น กระบี่ ภูเก็ต สตูล ตรัง และปัตตานี รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ  ที่มีความพร้อม ซึ่งการดำเนินงานในระยะแรก ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการขออนุญาตจัดตั้งที่ขึ้น/ลงบนพื้นน้ำของผู้ประกอบการเอกชน โดยคาดว่าจะสามารถให้บริการในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และภูเก็ต เป็นที่แรก ได้ภายในปลายปี 2569 นี้ และจะใช้โมเดลเดียวกันนี้วางแผนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ตามขั้นตอนการขออนุญาตจัดตั้งที่ขึ้น/ลงบนพื้นน้ำ ตามที่ผู้ประกอบการ Seaplane ภาคเอกเอกชน มีความพร้อมในการดำเนินการต่อไป

Advertisement

ปลดล็อกศักยภาพที่ดินทั่วไทย! “มท.3” มอบกรมโยธาฯ ขยายผล ‘จัดรูปที่ดิน’ ครบทุกจังหวัด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 กันยายน 2569 มท.3 “เจเศรษฐ์ ” นั่งหัวโต๊ะคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ปี 69 เห็นชอบปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ ย้ำเดินหน้าขับเคลื่อนงานจัดรูปที่ดินฯ ครอบคลุม 76 จังหวัด แก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันนี้ (18 ก.ย. 69) เวลา 13.30 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ครั้งที่ 71 – 1/2569 โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดรูปที่ดินฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 2101 อาคาร 2 ชั้น 1 กรมโยธาธิการและผังเมือง ถนนพระราม 9 และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะประธานกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ได้มอบหมายให้ตนทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ในวันนี้ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 เห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ในคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ ผศ.ปูรณ์ ขวัญสุวรรณ ผู้แทนสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย นายโชคชัย บรรลุทางธรรม ผู้แทนสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย นายวราพงษ์ เกียรตินิยมรุ่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมและจัดรูปที่ดินไทย และนายอนวัช สุวรรณเดช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางผังเมืองและการจัดรูปที่ดิน ซึ่งทั้ง 4 ท่านมาร่วมขับเคลื่อนงานจัดรูปที่ดินฯ ในฐานะคณะกรรมการฯ เป็นครั้งแรก ในวันนี้

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ขอให้ทุกท่านช่วยเร่งรัดการดำเนินงานให้มีความพร้อมครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด พร้อมย้ำว่า “การจัดรูปที่ดินต้องไม่ใช่เพียงการจัดแปลงที่ดินให้เป็นระเบียบ แต่ต้องมองไปถึงการ “จัดระบบพื้นที่” เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมจะสามารถรองรับโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน การประกอบอาชีพ และการเติบโตของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากพื้นที่ใดมีข้อจำกัดหรือมีปัญหาในส่วนที่ตนสามารถเข้าไปช่วยผลักดันได้ ก็พร้อมที่จะเร่งรัดและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม”

“ขอให้เร่งกำหนดแผนงาน จัดการประชุม และเร่งสรุปผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดโดยเร็ว พร้อมนำหลักการจัดรูปที่ดินไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะ การพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรม การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อให้การจัดรูปที่ดินไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาเมือง การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในระยะยาว ซึ่งตนมีแผนที่จะลงพื้นที่ คงจะได้ร่วมกันทำงานต่อไปในวันข้างหน้า และในโอกาสนี้ขอแสดงความยินดีต้อนรับคณะกรรมการทุกท่านสำหรับการพบกันในครั้งแรกนี”

สำหรับการประชุมฯ ในครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้ร่วมกันพิจารณาการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ 1) การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์และมาตรฐานการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ และ 2) การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและอุทธรณ์เกี่ยวกับการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ดำเนินต่อไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินฯ และรายงานการเงินกองทุนจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

สำหรับคณะกรรมการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานร่วมกับกรรมการรวม 28 คน มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย อนุมัติแผนแม่บท ออกระเบียบเกี่ยวกับการเงินและกองทุน ตลอดจนวินิจฉัยปัญหาและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี ในขณะเดียวกันยังได้รายงานความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่

ปัจจุบันโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการแล้ว 73 โครงการใน 54 จังหวัด โดยแบ่งเป็นกลุ่มตามสถานะขั้นตอนการดำเนินงาน นอกจากนี้ ได้กำหนดทิศทางในอนาคตเพื่อสร้างเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน ด้วยการตั้งเป้าขยายผลให้มีโครงการครบทุกจังหวัด สนับสนุนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและภาคประชาชน พัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐาน รวมถึงอยู่ระหว่างการผลักดันให้มีการเพิ่มหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอื่น ๆ ให้สามารถเป็นผู้ดำเนินการจัดรูปที่ดินได้มากขึ้น เพื่อการพัฒนาเมือง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพประชาชน

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics