วันที่ 13 มิถุนายน 2026

ครม.เห็นชอบยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน 4 สาขา เพิ่มค่าจ้างตามทักษะ 550–650 บาท/วัน

19 พฤษภาคม 2569 ครม. เห็นชอบยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน 4 สาขา เพิ่มค่าจ้างตามทักษะ 550–650 บาท/วัน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ

วันนี้ (19 พ.ค. 69) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา จากเดิมที่กระทรวงแรงงานเคยกำหนดไว้แล้ว 141 สาขา รายละเอียดเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 29 มกราคม 2569 เพื่อให้แรงงานฝีมือได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมและเป็นธรรม จูงใจให้แรงงานพัฒนาฝีมือให้เป็นที่ยอมรับ เพิ่มหลักประกันรายได้ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ

โดยเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา สำหรับลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในแต่ละสาขาอาชีพและแต่ละระดับ ดังนี้

  1. สาขาช่างเชื่อมฟลักซ์คอร์

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน

  1. สาขาช่างเชื่อมมิก

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน

  1. สาขาช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Off Grid System)

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 560 บาท/วัน

  1. สาขาช่างบำรุงรักษาหุ่นยนต์อุตสาหกรรม

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 630 บาท/วัน

ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับ 90 วัน นับจากวันที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

Advertisement

ออมสิน แจกจริง! สลากออมสิน 113 ล้านบาท จับรางวัลรอบที่ 1 ผู้โชคดี 26 ราย รับเงินรางวัลรวม 13 ล้านบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 พฤษภาคม 2569 ออมสิน แจกจริง! สลากออมสินแคมเปญ 113 ล้านบาท จับรางวัลรอบที่ 1 วันที่ 16 พ.ค. 69 ผู้โชคดี 26 ราย รับเงินรางวัลรวม 13 ล้านบาท ลุ้นรอบต่อไป 16 มิ.ย. 69 รีบซื้อสลากยิ่งมีโอกาสมาก

ผลการจับรางวัลสลากออมสินแคมเปญใหญ่แห่งปี ฉลอง 113 ปี ธนาคารออมสิน เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท จับรางวัล 3 รอบ โดยจับรางวัลรอบแรกกันไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จำนวน 26 รางวัล รางวัลละ 500,000 บาท มีผู้โชคดีรวม 26 ราย

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ผลการจับรางวัลสลากออมสินแคมเปญใหญ่แห่งปี ฉลอง 113 ปี ธนาคารออมสิน เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท จับรางวัล 3 รอบ โดยจับรางวัลรอบแรกกันไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จำนวน 26 รางวัล รางวัลละ 500,000 บาท มีผู้โชคดีรวม 26 ราย กระจายความสุขไปในหลากหลายพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ นครสวรรค์ ลพบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สงขลา และกรุงเทพมหานคร เงินรางวัลรวม 13 ล้านบาท โดยธนาคารได้โอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนของลูกค้าผู้โชคดีทั้ง 26 รายเรียบร้อยแล้ว

สำหรับการจับรางวัลรอบที่ 2 จะมีขึ้นในงวดวันที่ 16 มิถุนายน 2569 รางวัลละ 1 ล้านบาท จำนวน 30 รางวัล รวมเงินรางวัลรอบที่ 2 จำนวน 30 ล้านบาท จากนั้นกำหนดจับรางวัลรอบสุดท้ายในงวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 อีก 70 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรางวัลละ 10 ล้านบาท จำนวน 7 รางวัล  รวมมูลค่ารางวัลพิเศษ 3 รอบรวมกันทั้งสิ้น 113 ล้านบาท ผู้สนใจซื้อสลากออมสินเพิ่มเติมเพื่อจะได้มีโอกาสลุ้นรางวัลพิเศษมากยิ่งขึ้นในการจับรางวัลรอบที่ 2 และรอบที่ 3 สามารถติดต่อซื้อสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี ทั้งแบบใบสลากและสลากดิจิทัล ได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือกดซื้อทางแอปพลิเคชัน MyMo ด้วยตัวเองได้ตลอด 24 ชม.

แคมเปญส่งเสริมการออมแห่งปีของธนาคารออมสิน “ฉลอง 113 ปี เพิ่มเงินรางวัล เพิ่มจำนวนรางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล) เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท” เพื่อส่งเสริมการออม และกระจายความสุขส่งต่อกำลังใจให้คนไทยในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจ โดยมีการเพิ่มจำนวนรางวัล และเพิ่มเงินรางวัล ตลอดจนเปิดโอกาสให้ลูกค้าเดิมที่ถือครองสลากอยู่แล้วได้รับสิทธิ์จับรางวัลอีกด้วย ทั้งนี้ การออมเงินในรูปแบบสลากออมสินเป็นการฝากเงินที่มีความมั่นคง ผู้ออมได้รับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด โดยเงินต้นและดอกเบี้ยเงินฝากของลูกค้าธนาคารออมสินได้รับการค้ำประกันจากรัฐบาลทั้งจำนวน และยังมีโอกาสลุ้นรางวัลประจำงวด ตลอดจนรางวัลพิเศษที่ธนาคารจัดขึ้นในโอกาสต่าง ๆ ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ได้ที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th หรือติดต่อที่ GSB Contact Center โทร.1115

Advertisement

“ยศชนัน” ดึงหลักสูตรดัง “KOSEN” จากญี่ปุ่นสู่มหาวิทยาลัยไทย หวังปั้นกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 พฤษภาคม 2569 อว. ดึงหลักสูตรดัง “KOSEN” จากญี่ปุ่นสู่มหาวิทยาลัยไทย หวังปั้นกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย

วันนี้ (16 พฤษภาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ดร. ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลว่า ล่าสุดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ยกระดับความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ผลักดันการขยายหลักสูตร “KOSEN” เพื่อสร้างกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้านอวกาศ เซมิคอนดักเตอร์ และซินโครตรอน ต่อยอดสู่ New Growth Engine หรือ ของประเทศในระยะยาว

สำหรับ “KOSEN” นี้ คือโมเดลการศึกษาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ที่มุ่งผลิตบุคลากรสายเทคนิคระดับสูง เน้นการทำงานได้จริง ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยก่อนหน้านี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้หารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ถึงความร่วมมือในการขยายหลักสูตร KOSEN ระยะที่ 2 เข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาอีก 1–2 แห่ง พร้อมผลักดันการรับรองหลักสูตรให้เทียบเท่ามาตรฐานญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเยาวชนไทยในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก

นอกจากนี้ ไทยและญี่ปุ่นยังเดินหน้าขยายความร่วมมือในอีกหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยีอวกาศ การใช้ดาวเทียมและ IoT เพื่อเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลในการยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเตรียมทำบันทึกความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งลงทุนกับ “คน” และ “เทคโนโลยี” ควบคู่กัน โดยใช้การศึกษาและนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล และเตรียมประเทศให้พร้อมแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตบนเวทีโลก

Advertisement

รัฐบาลยกระดับคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถ–ลีสซิ่ง เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ 1 มิ.ย. 69 ดูแลดอกเบี้ย ค่าบริการ และสิทธิลูกค้าให้เป็นธรรม

15 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลยกระดับคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถ–ลีสซิ่ง เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ 1 มิ.ย. 69 ดูแลดอกเบี้ย ค่าบริการ และสิทธิลูกค้าให้เป็นธรรม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างครบวงจร

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศ ธปท. ที่ 55/2568 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในส่วนสำคัญตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

รองโฆษกฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายให้การให้บริการเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์–รถจักรยานยนต์มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น ครอบคลุมทั้งสถาบันการเงิน บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน

สาระสำคัญที่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้แก่ การกำหนดหลักเกณฑ์การเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการ เบี้ยปรับ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้สมเหตุสมผล ไม่ซ้ำซ้อน และไม่เอาเปรียบลูกค้า โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจภาระค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจทำสัญญา

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการคำนวณค่าบริการและเบี้ยปรับอย่างเป็นธรรม การคืนค่าบริการตามสัดส่วนกรณีลูกค้ายกเลิกบริการก่อนครบกำหนด การดูแลลูกหนี้ที่มีปัญหาชำระหนี้ และการกำหนดแนวปฏิบัติด้านการโฆษณาและการให้ข้อมูลที่ต้องไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระประชาชน ควบคู่กับการสร้างระบบสินเชื่อที่เป็นธรรมและยั่งยืน มาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองมากขึ้น ลดปัญหาการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไม่ชัดเจน และทำให้ธุรกิจเช่าซื้อ–ลีสซิ่งดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้าพลังงานสะอาด “มท.2” ดัน Solar Rooftop แบบ One Stop Service

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าพลังงานสะอาด “มท.2” ดัน Solar Rooftop แบบ One Stop Service ลดค่าไฟ–ลดต้นทุนประชาชน ย้ำพลังงานสะอาดต้องเข้าถึงได้จริง ไม่สร้างภาระหนี้

วันนี้ (13 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดและการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับระบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เข้าถึงง่าย และสอดรับกับการพัฒนาเมืองสมัยใหม่อย่างยั่งยืน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ณ อาคารวัฒนวิภาส สำนักงานใหญ่คลองเตย โดยเน้นย้ำการผลักดันพลังงานสะอาด การลดค่าไฟฟ้า และการพัฒนาระบบบริการพลังงานให้ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มอบนโยบายให้ MEA ศึกษาแนวทางลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน พร้อมเร่งสนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop ในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยย้ำชัดว่า “พลังงานสะอาดต้องไม่เป็นภาระหรือสร้างหนี้ให้ประชาชน” แต่ต้องเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้จริง คุ้มค่า และช่วยลดรายจ่ายระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ MEA เร่งจัดทำระบบ “One Stop Service” ด้าน Solar Rooftop ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยบูรณาการความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนตั้งแต่การให้คำปรึกษา การขออนุญาตติดตั้ง การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ไปจนถึงการประสานงานด้านสินเชื่อและบริการหลังการติดตั้งแบบครบวงจรในจุดเดียว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมอบนโยบายให้ MEA และ PEA ใช้จุดแข็งด้านมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของรัฐวิสาหกิจ มายกระดับบริการและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกเกี่ยวกับข้อดีของการติดตั้ง Solar Rooftop ทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัย การรับประกัน และการบริการระยะยาว รวมถึงศึกษาแนวทางลดต้นทุนและค่าติดตั้ง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ในวงกว้างมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเมืองอัจฉริยะ ผ่านโครงการ Smart Metro Grid ระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) การขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) และโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน เพื่อยกระดับความปลอดภัย ทัศนียภาพเมือง และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในอนาคต

“สิ่งที่ประชาชนจะได้รับ คือ การเข้าถึงพลังงานสะอาดที่สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น ลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและรองรับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

นายกฯ อนุทิน หารือ ส.อ.ท. ชุดใหม่ เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 พฤษภาคม 2569 นายกฯ อนุทิน หารือ ส.อ.ท. ชุดใหม่ เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมไทย หนุน SMEs เข้าถึงทุน–เทคโนโลยี–พลังงานสะอาด

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วาระปี 2569-2571 เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือแลกเปลี่ยนความเห็นในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้พบคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ชุดใหม่ พร้อมเชื่อมั่นว่าทีมผู้บริหารชุดนี้เป็นผู้ที่มีความเข้าใจภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ทั้งในฐานะผู้ประกอบการและนักอุตสาหกรรมที่มีประสบการณ์ตรง เชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของประธานสภาอุตสาหกรรมฯ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน จะสามารถร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็ง สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของผู้ใช้แรงงานไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอแนะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยนำเสนอในวันนี้ มีความสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดใหม่ ๆ ได้มากขึ้น รวมถึงการปรับโครงสร้างพลังงานสู่พลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของประเทศ

รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน และรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยย้ำว่า หากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีข้อเสนอหรือแนวทางใดเพิ่มเติม รัฐบาลพร้อมเปิดรับฟังและร่วมกันผลักดันอย่างเต็มที่ เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะที่ให้เข้าพบ พร้อมแนะนำตัวคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วาระปี 2569-2571 และนำเสนอแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย ภายใต้แนวคิด The New Chater of Thai Industry 5I ได้แก่ (1) Intelligent Industry (2) Innovation & Creative Industry (3) International Alliance % Network (4) Industrial Infrastructure Reform และ (5) Inclusive & Sustainable Growth โดยมุ่งส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand : MIT) การบูรณาการความร่วมมือเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม แหล่งเงินทุน และตลาดใหม่ ๆ การส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ (Legal Reform) การเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยมุ่งสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สร้างสมดุลเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

Advertisement

นายกฯ ผนึกทุกภาคส่วน เตรียมไทยเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 ชูโอกาสครั้งสำคัญของประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 พฤษภาคม 2569 นายกฯ ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เตรียมไทยเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 ชูโอกาสครั้งสำคัญของประเทศ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับภาพลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมกันต้อนรับผู้แทนกว่า 15,000 คนจากทั่วโลก

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569

ภายหลังการประชุม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings หรือ AM2026 ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลก เปรียบเสมือน “โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง” ที่จะทำให้สายตาจากทั่วโลกจับจ้องมายังประเทศไทย โดยไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีฯ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีฯ ถึง 2 ครั้ง สะท้อนว่าไทยเป็นประเทศที่ประชาคมโลกเชื่อมั่นและให้ความสนใจในด้านการเงินการคลังระดับโลก

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็น “โอกาสของประเทศและคนไทยทุกคน” ในการแสดงศักยภาพ ความพร้อม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อผู้นำเศรษฐกิจ โดยสอดแทรกผ่านองค์ประกอบในการจัดประชุม อาทิ การใช้ผ้าไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การลงทุน และรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม บริการ และธุรกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมจะนำแนวคิด Green Meeting และผนังห้องประชุมแบบ Isowall มาใช้ ซึ่งสามารถรื้อและนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 189 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยจะมีการประชุมหลัก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และการประชุมย่อยอีกประมาณ 1,000 การประชุม โดยคาดว่า การประชุมดังกล่าวจะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยจำนวนมาก

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และอยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกว่า “เราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน” ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ภาคบริการ อาสาสมัคร หรือประชาชนทั่วไป เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจและสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ได้แก่

(1) คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ

(2) คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ

(3) คณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และสาธารณสุข เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมงานในทุกมิติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจ ปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมประชุม

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพ ภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาของไทยในโลกยุคใหม่ ผสมผสานกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในปีหน้าจะครบรอบ 100 ปี ชาตกาล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนเชื่อมโยงสู่ประเด็นยุทธศาสตร์ในระดับสากล ผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI
  2. ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก
  3. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างสมดุล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน

“ช่วงเวลาต่อจากนี้คือการนับถอยหลังอีกประมาณ 5 เดือน สู่การต้อนรับแขกจากทั่วโลก ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยสร้างความประทับใจ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นให้กับประเทศและประชาชนไทยในระยะยาว” นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำ

Advertisement

สั่งปิดโรงงานปลากระป๋องไม่ตรงปกเป็นการชั่วคราวแล้ว “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ทุกจังหวัด ตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” จี้ติดเคสปลากระป๋อง ล่าสุดผู้ว่าฯสมุทรสาคร สั่งหยุดกิจการชั่วคราว จนกว่าจะปรับปรุงมาตรฐานโรงงาน กำชับฉลาก-สินค้า ต้องตรงปก เพื่อความเป็นธรรมของผู้บริโภค

วันนี้ (7 พฤษภาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีปลากระป๋องไม่ตรงปก ภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน บริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ตำบลกาหลง อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานในจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร แจ้งว่า จากการตรวจสอบของอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า โรงงานดังกล่าวมีระบบการบำบัดน้ำเสียไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงได้สั่งให้บริษัทหยุดประกอบกิจการชั่วคราวแล้ว เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขสถานที่ผลิตให้ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP)

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความผิดในกรณีใช้ปลาชนิดอื่นแทนหลาแมคเคอเรลตามที่แสดงบนฉลาก ที่เข้าข่ายการผลิตอาหารปลอม ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท รวมถึงการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้า มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถปรับปรุงสถานที่และกระบวนการผลิตให้ถูกต้อง เป็นไปตามมาตรฐาน จะมีการตรวจสอบอีกครั้งจนกว่าจะผ่านเกณฑ์เชิงคุณภาพ จึงจะสามารถกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ท่านได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด  ซึ่งการดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในการคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค และส่งสัญญาณชัดเจนถึงผู้ประกอบการรายอื่นว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมุ่งคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่ไปกับการให้โอกาสผู้ประกอบการในการแก้ไขปรับปรุง ดิฉันได้สั่งการให้ สคบ. ทุกจังหวัด ตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก” นางสาวศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ส่วนการร้องเรียนเรื่องอาหารและยา แจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556

Advertisement

รัฐบาลน้อมรับ “แลนด์บริดจ์” ต้องสื่อสารวงกว้าง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 พฤษภาคม 2569 โฆษกรัฐบาลน้อมรับ “นิด้าโพลแลนด์บริดจ์” ต้องสื่อสารวงกว้าง นายกฯ ย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ

วันนี้ (4 พฤษภาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงหัวข้อ “การเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์” ที่พบว่ากว่าครึ่งหรือ ร้อยละ 54.53 เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย  ว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น

“นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” นางสาวรัชดา ฯ  เผย

สำหรับ นักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

รัฐเปิดโครงการหนุนรถพุ่มพวงทั่วประเทศ ลดต้นทุน-ขยายช่องทางขายสินค้าราคาประหยัด สมัครด่วน 1-7 พ.ค.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 พฤษภาคม 2569 รัฐเปิดโครงการหนุนรถพุ่มพวงทั่วประเทศ ลดต้นทุน-ขยายช่องทางขายสินค้าราคาประหยัด สมัครด่วน 1-7 พ.ค. นี้

วันนี้ (2 พ.ค. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย เชิญชวนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง เพื่อเสริมบทบาทของผู้ค้ารายย่อยในการกระจายสินค้าราคาประหยัด ตรงถึงมือประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงให้สามารถทำหน้าที่เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยภาครัฐจะให้การสนับสนุนใน 2 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนค่าน้ำมันเพื่อลดต้นทุนการเดินรถ และการจัดสรรสินค้าราคาประหยัดสำหรับนำไปจำหน่ายต่อให้ประชาชนในราคาที่เข้าถึงได้

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครออนไลน์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ผ่านเว็บไซต์ https://mobilemarket.bora.dopa.go.th

ภายหลังการสมัคร จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตน ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือที่กำนัน/ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 1 – 8 พฤษภาคม 2569 โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ที่ว่าการอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ และและมีกำหนดประกาศผลในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

“โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการใช้เครือข่ายท้องถิ่นในการกระจายสินค้าราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง พร้อมช่วยลดภาระค่าครองชีพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยในระดับชุมชน”

Advertisement

Verified by ExactMetrics