วันที่ 8 กันยายน 2026

นายกฯเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% ดีเดย์ 1 เมษายนเป็นต้นไป

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 เมษายน 2569 นายกฯ kick off โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% ดีเดย์ 1 เมษายนเป็นต้นไป ย้ำ! เดินหน้าเต็มกำลังดูแลปากท้อง – เสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (1 เมษายน 2569) เวลา 13.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยเป็นการผนึกกำลังภาคเอกชน ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกกว่า 10 ราย และผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของประเทศกว่า 20 ราย ปล่อยสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ลดสูงสุด 58% จำหน่ายทั่วประเทศ คิกออฟวันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ให้ประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานผันผวน

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ว่า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนอย่างทันท่วงที จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ยังคงทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ต่อราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชนในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว ที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินมาตรการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการสร้างทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการร่วมมือกับผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนให้สินค้าจำเป็นมีราคาที่เหมาะสม และเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ได้จัดหาสินค้าเหล่านี้เพื่อลดภาระความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหลายราย ที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้งกลุ่ม House Brand ของห้างร้านต่าง ๆ และ แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน คุณภาพดี สามารถใช้อุปโภค-บริโภคได้ในราคาสมเหตุสมผลที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ง่าย และช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า ราคาสมเหตุสมผลสามารถจับต้องได้ง่าย

“กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายรัฐบาล ในการหาสินค้าที่ผู้ผลิตยินดีที่จะลดราคาต้นทุนทางการตลาดให้ เนื่องจากผู้ผลิตเหล่านี้ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนและต้องการเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่น้องประชาชนคนไทย ขณะเดียวกันก็จะทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกแพร่กระจายไปยังผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ถึงแม้สินค้าดังกล่าวจะเป็น แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) แต่คุณภาพสินค้ามีความเหมาะสม ทำให้มั่นใจว่าประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้ โดยสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือพี่น้องประชาชนสามารถประหยัดเงินในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ พร้อมขอบคุณพันธมิตรภาคเอกชน ที่ได้แสดงถึงพลังแห่งความร่วมมือและความมีน้ำใจในการร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทยในยามวิกฤต ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาด ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และสินค้าแบรนด์ทางเลือก ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วนของราคาสินค้ารัฐบาลก็จะยังคงเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดให้กับประชาชน และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่มีตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อให้พี่น้องประชาชน สามารถก้าวผ่าน ความท้าทายทางเศรษฐกิจนี้ไปได้อย่างมั่นคง” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีประกาศเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ อย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และขออำนวยพร ให้โครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จากนั้นโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำการสัมผัสที่หน้าจอเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการ Kick-off โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ” อย่างเป็นทางการ

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าจากห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) รวมถึงผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย (Suppliers) ที่นำเสนอสินค้าราคาพิเศษที่เข้าร่วมลดราคาภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” มาแสดง ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี โดย นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมอุดหนุนสินค้าหลากหลายรายการ อาทิ ยาสี โฟมล้างมือ ข้าวสาร น้ำยาล้างจาน และกระดาษทิชชู เป็นต้น

ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หน่วยงานภาคเอกชนจากทั้งในส่วนห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ร่วมด้วย

Advertisement

รัฐบาลเผยปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ย้ำ “ปุ๋ยยูเรีย ” ใช้ได้ถึง ส.ค. 69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 มีนาคม 2569 รัฐบาลเผยปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ย้ำ “ปุ๋ยยูเรีย ” ใช้ได้ถึง ส.ค. 69 เตือนร้านค้าขายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินควร จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันนี้ (6 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบเช่นกันในหลาย ๆ เรื่อง ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อกังวลของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การค้าปุ๋ยเคมีและธุรกิจการเกษตรไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหารองรับหากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือน ม.ค.2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน และยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือน ส.ค.2569

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปี ขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก

สำหรับสถานการณ์ด้านราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรที่มีส่วนผสมของยูเรีย ยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น ราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่หากสถานกาณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้การปรับราคาเป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด

“ขอให้เกษตรกรอย่าตื่นตระหนก ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อ หรือกักตุนปุ๋ยเคมี ไว้ในปริมาณมาก และขอย้ำเตือนร้านค้าหากพบการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินสมควร หรือมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

กรมการข้าวเตรียมเยียวยาเกษตรกรหลังน้ำท่วม 1,340 บาทต่อไร่

People Unity News : กรมการข้าวเตรียมเยียวยาเกษตรกร หลังน้ำท่วม 1,340 บาทต่อไร่ พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ช่วยเหลือจำนวนกว่า 4.5 พันตัน

6 ต.ค.2564 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พี่น้องชาวนาหลายพื้นที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์พายุเตี้ยนหมู่ที่พัดผ่านประเทศไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะนาข้าวที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกในพื้นที่ลุ่ม จึงได้สั่งการให้กรมการข้าวเร่งให้การช่วยเหลือพี่น้องชาวนาโดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯปี 62 ทั้งนี้ข้อมูลเบื้องต้นเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา พบว่านาข้าวในฤดูนาปี 2564/65 ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งหมด 1.8 ล้านไร่ ในพื้นที่จำนวน 38 จังหวัด จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ นครสวรรค์ สุโขทัย และจังหวัดพิจิตร

สำหรับมาตรการการดูแลชาวนาผู้ปลูกข้าวหลังจากประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติประเมินพื้นที่ที่ได้รับความเสียอย่างสิ้นเชิงว่า พี่น้องชาวนาจะได้รับความช่วยเหลือ ไร่ละ 1,340 บาท รายละไม่เกิน 30 ไร่ ตามหลักเกณฑ์ปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2564

อย่างไรก็ตามกิจกรรมของเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยหลังจากน้ำลดทั้งในพื้นที่ชลประทาน และพื้นที่นอกเขตชลประทาน ภาครัฐฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมีการติดตามให้คำแนะนำและดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป สำหรับปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่กรมการข้าวให้ความช่วยเหลือจะสนับสนุนให้เกษตรกรรายละไม่เกิน 10 ไร่ๆละ 7 กิโลกรัม (นาดำ) และไร่ละ 15 กิโลกรัม (นาหว่าน) แบ่งเป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสงกว่า 1 ล้าน 7 แสนกิโลกรัม ข้าวหอมปทุมกว่า 500,000 กิโลกรัม และข้าวเหนียวกว่า 2 ล้าน 3 แสนกิโลกรัม รวมกว่า 4 ล้าน 5 แสนกิโลกรัม โดยปริมาณการสนับสนุนบรรเทาฟื้นฟูขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการเกิดภัยพิบัติร้ายแรงในแต่ละครั้ง หรือสภาพการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ โดยให้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯปี 62 โดยมีการปรับอัตราการให้ความช่วยเหลือให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่เกิดภัย 1 ก.ย.64 ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว ไร่ละ 1,340 บาท พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 1,980 บาท ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่นๆ ไร่ละ 4,048 บาท

Advertising

ซีอีโอ SCB ชี้ 3 โจทย์สำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องชัดเจน

16 กันยายน 2568 ซีอีโอ SCB ระบุรัฐบาลใหม่ต้องติดกระดุมเม็ดแรกด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นเศรษฐกิจไทย ซีอีโอ SCB ชี้ 3 โจทย์สำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องชัดเจน เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน-เร่งคลอดนโยบายการเงินการคลัง-สร้างความเข้มแข็งเอสเอ็มอี เชื่อหากบูรณาการได้ จะฟื้นเศรษฐกิจได้ จีดีพีปีหน้าอาจขยับขึัน

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีความท้าทายอย่างมาก จากความไม่แน่นอนนโยบายการค้าโลก ส่งผลการส่งออกจะขยายตัวต่ำลงมากในช่วงครึ่งปีหลัง สินค้าจีนตีตลาดไทยมากขึ้น ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยยังมีข้อจำกัด จากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ส่งผลการบริโภคที่อาจจะขยายตัวชะลอลง เงินบาทที่แข็งค่ากดดันการส่งออก และภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวจากนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาทราบโจทย์ดี และเชื่อว่าแผนงานทางเศรษฐกิจที่เตรียมออกมาน่าจะช่วยบรรเทาความท้าทายลงได้บ้าง ขณะที่ภาคธนาคารต้องช่วยภาครัฐด้วยเช่นกัน ด้วยการช่วยให้ลูกค้าที่ยังพอไปต่อได้เพื่อให้เดินหน้าต่อ ด้วยการให้คำปรึกษาทางการเงินอย่างรอบคอบ ทันสถานการณ์ แนะนำผลิตภัณฑ์การเงิน ที่เหมาะสม ยั่งยืน อย่างไรก็ตามยอมรับว่าภาคธนาคารเพิ่มความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อ และเฝ้าระวังความเสี่ยงธุรกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยว

ทั้งนี้มองว่าสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเพื่อประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วงนี้ไปให้ได้นั้น มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก อันดับแรกการสร้างความเชื่อมั่นสำคัญที่สุด การติดกระดุมเม็ดแรกที่สร้างความไว้ใจ ความวางใจ และสบายใจ สร้างความเชื่อมั่นใน ครม.ชุดใหม่ แม้จะเจอโจทย์ที่ท้าทายเพียงใด รัฐบาลก็จะสามารถพาประชาชนไปตลอดรอดฝั่ง ประการที่สอง คือนโยบายการเงินการคลังที่สอดคล้องและต้องออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อเร่งกระตุกเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว และประการที่สาม การกลับมาดูโครงสร้างทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างความเข้มแข็งของเอสเอ็มอี

“ผมเชื่อว่าทั้งสามเรื่องนี้ ถ้าทำได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องทำให้สำเร็จ แต่หมายความว่าทำให้สามข้อนี้ชัดเจนได้ และมีนโยบายที่บูรณาการกันใน 3 เรื่องนี้ เชื่อว่าประเทศไทยมีโอกาสฟื้นตัวได้“ นายกฤษณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2568 หลายสำนักยังคงประมาณการเดิม รวมถึง SCB EIC ที่ยังคงไว้ที่ 1.8% และปีหน้าที่ 1.4% แต่หากรัฐบาลมีสัญญาณที่เป็นเชิงบวกในช่วงระยะเวลาอันสั้น ตอบโจทย์สร้างความเชื่อมั่นกระตุ้นเศรษฐกิจ และดูแลเอสเอ็มอี เป็นไปได้ว่าจีดีพีปีหน้าแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้น

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้าโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ดันสินค้าแบรนด์ไทย

22 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ดันสินค้าแบรนด์ไทย กระตุ้นยอดใช้จ่ายนักท่องเที่ยวกลางปี ช่วง มิ.ย – ส.ค 69 เผยปี 68 สร้างรายได้กว่า 700 ล้านบาท

วันนี้ (22 พฤษภาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าเตรียมความพร้อมร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกว่า 100 ราย สำหรับการเข้าร่วมโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกลที่เติบโตดี

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า จากสถิติปี 2566-2567 นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายด้านช้อปปิ้งและของที่ระลึกอยู่ที่สัดส่วนร้อยละ 15-20 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งเป็นอันดับ 3 รองจากค่าที่พักและค่าอาหารและเครื่องดื่ม โดยตลาดหลักที่มีกำลังซื้อสูงสุด ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลี และฮ่องกง ตามลำดับ  รัฐบาล โดย ททท.  จึงได้เตรียมจัดโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026  พร้อมมอบส่วนลดและสิทธิพิเศษทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วง Green Season โดยมีพื้นที่หลักในการดำเนินกิจกรรม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา (หาดใหญ่) เพื่อเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายและตอบโจทย์แคมเปญ Unforgettable Experience ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว ควบคู่กับการผลักดันเสน่ห์ไทยผ่านสินค้าแบรนด์ไทยและสนับสนุนนักออกแบบไทย ครอบคลุมสินค้าแฟชั่น งานคราฟต์ เครื่องประดับ และสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อมอบประสบการณ์การชอปปิงรูปแบบใหม่ด้วยคุณภาพระดับพรีเมียมที่เข้าถึงได้

“จากข้อมูลผลการดำเนินโครงการ Amazing Thailand Grand Sale ปี 2568 พบว่ามีรายได้หมุนเวียนระหว่างดำเนินโครงการฯ กว่า 700 ล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อโครงการร้อยละ 92.92 และมีความต้องการบอกต่อถึงกิจกรรมโครงการฯ ร้อยละ 98.67 ขณะที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ร่วมโครงการฯ 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน และอินเดีย” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

รัฐบาลเชิญชวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวร่วมนำเสนอโปรโมชัน สิทธิพิเศษ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมภายใต้โครงการฯ โดยโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ในปีนี้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569  ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @thailandgrandsale

Advertisement

รมว.เกษตรฯ มุ่งผลักดันสหกรณ์เป็นส่วนหนึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 8 พฤศจิกายน 2567 “นฤมล” รมว.เกษตรฯ มุ่งผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ครั้งที่ 4/2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน เข้าร่วม โดยที่ประชุมได้พิจารณาการขยายขอบเขตการลงทุน ภายใต้มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 โดยปรับปรุงประกาศ คพช. เรื่อง ข้อกำหนดการฝากหรือการลงทุนอย่างอื่นของสหกรณ์ ให้คำนึงถึงการลงทุนอย่างรอบคอบและปลอดภัย เพื่อให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มเติมอย่างมั่นคง

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือในส่วนการนำวิทยาการข้อมูล (Data Science) เพื่อจัดวางระบบจัดเก็บ วิเคราะห์และประยุกต์ใช้ข้อมูลสหกรณ์ในระดับมหภาค โดยต้องสร้างแอปพลิเคชั่นให้สหกรณ์ใช้งานอย่างมีประโยชน์ในเชิงธุรกิจ สามารถสร้างกำไร คาดการณ์ความเสี่ยง และช่วยพัฒนาสถาบันให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง อันเป็นผลดีต่อสมาชิกและเกษตรกร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในการจัดทำงบประมาณปี 2569 ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บูรณาการร่วมกันวางแผนการทำงานให้ผลลัพธ์การทำงานเป็นที่ตั้ง เพื่อผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรอยู่ดี กินดีอย่างยั่งยืนต่อไป

Advertisement

 

ธอส. ประกาศตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ถึงสิ้นปี 66 ช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อบ้านปรับตัวรับดอกเบี้ยขาขึ้น

People Unity News : 29 กันยายน 2566 ธอส. ประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ถึงสิ้นปี 2566 ช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อบ้าน

นายกฤษณ์ เสสะเวช กรรมการธนาคาร และรักษาการกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี หรือจาก 2.25% ต่อปี เป็น 2.50% ต่อปี ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” พร้อมตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ในระดับปัจจุบันต่อไปจนถึงสิ้นปี 2566 ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการชำระเงินงวดตามนโยบายรัฐบาลให้กับลูกค้าเงินกู้ในปัจจุบันของธนาคารที่มีอยู่จำนวน 1.79 ล้านบัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อคงค้างมากกว่า 1.66 ล้านล้านบาท และได้มีเวลาในการปรับตัวรับกับภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น

Advertisement

ข่าวดี “สับปะรดสวี” ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของดีลำดับที่ 7 จ.ชุมพร สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่า 27 ล้านบาท

“อัยรินทร์” เผย ข่าวดี “สับปะรดสวี” ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของดีลำดับที่ 7 จ.ชุมพร สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่า 27 ล้านบาท คาดช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เพิ่มขึ้น

วันนี้  7 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข่าวดี กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ สับปะรดสวี ซึ่งเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 7 ของจังหวัดชุมพร ต่อจาก กล้วยเล็บมือนางชุมพร กล้วยหอมทองละแม ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร และทุเรียนชุมพร ที่ได้ขึ้นทะเบียน GI ไปก่อนหน้านี้

สำหรับสับปะรดสวี เป็นสับปะรดพันธุ์ควีน ปลูกในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ลาดชันเชิงเขาและที่ราบต่ำ ดินระบายน้ำดีและอุดมด้วยแร่ธาตุจากแหล่งน้ำตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี ส่งผลให้สับปะรดที่ปลูกในพื้นที่นี้เจริญเติบโตได้ดี ให้ผลผลิตที่หวานกรอบ มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เปลือกมีตาเล็กค่อนข้างนูน ร่องตาลึก เนื้อสับปะรดแห้งมีสีเหลืองเข้ม เส้นใยน้อย และมีแกนกรอบสามารถรับประทานได้ โดยสับปะรดสวีเป็นของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดชุมพรที่มีวางจำหน่ายตลอดแนวถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 41 ทั้งขาขึ้นและขาล่อง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสู่ภาคใต้ ด้วยคุณภาพความอร่อยจึงเป็นที่รู้จักและเป็นของฝากยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอย่างแพร่หลาย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนกว่า 27 ล้านบาทต่อปี

“สินค้า GI ของจังหวัดชุมพรทั้ง 6 รายการที่ได้ขึ้นทะเบียนก่อนหน้านี้ สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าสู่จังหวัดรวมกว่า 32,028 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนศักยภาพของจังหวัดชุมพรในฐานะแหล่งทรัพยากรทางอาหารที่มีคุณภาพและมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจังหวัดที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน  และมั่นใจว่าการขึ้นทะเบียน GI จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสับปะรดสวี และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรหรือชุมชนที่มีสินค้าซึ่งมีอัตลักษณ์และเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ สามารถขอรับคำปรึกษาการขึ้นทะเบียน GI ได้ที่ศูนย์บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร (IP One) กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1368” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

“พิพัฒน์” บรรเจิดไอเดียเตรียมแผน travel bubble เสนอ ศบค. 17 มิ.ย.นี้ฟื้นท่องเที่ยวไทย

People Unity News : 4 กระทรวง เตรียมแผน travel bubble เสนอ ศบค. 17 มิ.ย. “พิพัฒน์” มั่นใจไทยมีศักยภาพท่องเที่ยว-สาธารณสุข

14 มิ.ย. 2563 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจในศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ของไทย จึงได้ผลักดัน travel bubble หรือ การจับคู่ประเทศ เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศที่สามารถจัดการโรคโควิด-19 ได้ดีเท่าๆกัน ซึ่งเป็นความร่วมมือในลักษณะทวิภาคีด้านการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ทั่วโลกกำลังหันมาสนใจ ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ในหลายๆประเทศเริ่มดีขึ้น โดยล่าสุดที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นของการหารือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหาข้อสรุปในแนวทางการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการเจรจากับประเทศกลุ่มเป้าหมาย ข้อปฏิบัติต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังโรคระบาด ก่อนเสนอ ศบค. พิจารณาอีกครั้งในวันที่ 17 มิ.ย.นี้

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า อย่างที่ทราบว่าเศรษฐกิจไทยและทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงหวังให้ travel bubble เป็นจุดเริ่มต้นในการรองรับชาวต่างชาติที่จะเข้ามาในประเทศไทย โดยไทยมีจุดแข็งในการรับมือกับโรคโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ระยะแรกจะเปิดรับกลุ่มนักธุรกิจและกลุ่มที่ต้องการเข้ามารักษาพยาบาลในไทย คาดว่าจะชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณวันละ 1,000 คน ซึ่งเมื่อดำเนินการไปสักระยะหนึ่ง แล้วพบว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี ก็จะพิจารณาให้นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆเข้ามาตามลำดับ

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า การเปิดรับนักท่องเที่ยวตามแนวทาง travel bubble จะไม่มีการกักตัว 14 วัน แต่มีมาตรการอื่นรองรับ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัย โดยเริ่มจากการเลือกประเทศกลุ่มเป้าหมายที่มีความปลอดภัย สามารถควบคุมโรคได้ดี ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก่อนเดินทางออกจากประเทศต้นทางและตรวจอีกครั้งเมื่อเดินทางถึงไทย อาจกำหนดพื้นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปได้ มีการติดตามตัวผ่านแอพพลิเคชันตลอดเวลาที่อยู่ในเมืองไทย ฯลฯ ที่สำคัญชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในไทยนั้น ล้วนมาจากประเทศที่มีความสามารถรับมือกับโควิด-19 ได้ดีเท่าๆกัน

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวค่อนข้างสูง แม้เจอสถานการณ์โควิด-19 แต่ก็สามารถรับมือได้เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าด้วยศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและความสามารถด้านสาธารณสุขของไทย จะกระตุ้นให้ชาวต่างชาติมองเป็นจุดแข็งของประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น และการท่องเที่ยวจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็ว เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกเริ่มดีขึ้น

Advertising

กรมบัญชีกลางพร้อมจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษผู้สูงอายุ เริ่มจ่าย 19 ก.ค. 65

People Unity News : 12 กรกฎาคม 2565 นางสาววารี แว่นแก้ว รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 อนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2565 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อแก้ไขเยียวยาความเดือนร้อนเสียหายในบางกรณี การจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษผู้สูงอายุ จำนวน 10.94 ล้านคน วงเงิน 8,382.20 ล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ โดยผู้สูงอายุที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษผู้สูงอายุ 100 – 250 บาท/คน/เดือน เป็นเวลา 6 เดือน (เมษายน – กันยายน 2565) กรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณดังกล่าว เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารให้แก่ผู้มีสิทธิรับเงินโดยตรงแทนกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

“โดยจะจ่ายเงินรอบแรกในวันที่ 19 กรกฎาคม 2565 รวม 4 เดือน (เมษายน – กรกฎาคม 2565) รอบถัดไปในวันที่ 19 สิงหาคม 2565 และ 19 กันยายน 2565 ตามลำดับ ซึ่งผู้มีสิทธิที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษผู้สูงอายุ (ตาราง) ทั้งนี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมบัญชีกลาง 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ” โฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics