วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026

เผยแบงก์รัฐระดม 21 มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยปี 65

People Unity News : 18 ตุลาคม 2565 ครม. รับทราบมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยปี 2565 ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จำนวน 7 แห่ง รวม 21 มาตรการ

วันที่ 18 ตุลาคม 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฎิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยปี 2565 ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จำนวน 7 แห่ง  ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) รวม 21 มาตรการ ประกอบด้วย มาตรการพักชำระหนี้ ลดเงินต้นและดอกเบี้ยและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำนวน 9 มาตรการ  มาตรการสนับสนุนด้านสินเชื่อ จำนวน 10 มาตรการ มาตรการสินไหมเร่งด่วน จำนวน 1 มาตรการ และมาตรการพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันและค่าจัดการค้ำประกันจำนวน 1 มาตรการ  รายละเอียด ดังนี้

1.ธนาคารออมสิน จำนวน 5 มาตรการ ได้แก่ มาตรการพักชำระหนี้/ มาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ /มาตรการสินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ที่ประสบภัยพิบัติ / มาตรการสินเชื่อเคหะแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ /มาตรการสินเชื่อบุคคลแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ

2.ธ.ก.ส. จำนวน 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการขยายระยะเวลาชำระหนี้ /  มาตรการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ปี 2565-2566 / มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต

3.ธอส. จำนวน 4 มาตรการ ได้แก่ มาตรการลดเงินงวดและลดอัตราดอกเบี้ย สำหรับลูกค้าปัจจุบัน /มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ / มาตรการประนอมหนี้ สำหรับลูกค้าที่ค้างชำระเงินงวดติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน หรือมีสถานะอยู่ระหว่างประนอมหนี้ / มาตรการสินไหมเร่งด่วน สำหรับผู้มีกรมธรรม์ประกันภัย

4.ธพว. จำนวน 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และมาตรการสินเชื่อ SMEs Re-Start

5.ธอท. จำนวน 1 มาตรการ คือ มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุทกภัย 2565

6.ธสน. จำนวน 4 มาตรการ ได้แก่ มาตรการเพิ่มวงเงินหมุนเวียนชั่วคราว / มาตรการเพิ่มวงเงินกู้/ มาตรการลดเงินต้นและดอกเบี้ย / มาตรการขยายระยะเวลาตั๋วสัญญาใช้เงิน

7.บสย. จำนวน 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการค้ำประกัน และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ บสย.

ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ จะมีผลตั้งแต่วันที่ธนาคาร/สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้ออกประกาศเป็นต้นไป

รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฎิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับทุกส่วนราชการ ต้องสร้างการรับรู้ว่าประชาชนจะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอะไรบ้าง และเร่งดูแลเยียวยาโดยเร็วที่สุด พร้อมเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรการที่ขัดเจน ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ขัดต่อกรอบนโยบายหรือกฎหมายด้วย

Advertisement

“พาณิชย์” จัด 703 จุดทั่วไทย ขายข้าวสารราคาประหยัดกว่า 1.5 ล้านกิโล ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ก.ค.

People Unity News : 8 กรกฎาคม 2565 กระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน (ข้าวถุงราคาประหยัด) Lot 19” ร่วมกับสมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย และผู้ให้บริการปั๊มน้ำมัน จัดจำหน่ายข้าวถุงในราคาถูก 703 จุดทั่วประเทศ ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมผสม ข้าวขาว และข้าวเหนียว ขนาด 1 กก. 5 กก. และ 48 กก. รวม 228 ยี่ห้อ คิดเป็นปริมาณกว่า 1.5 ล้านกิโลกรัม (1,500 ตัน)

สถานที่จำหน่ายข้าวถุงมีดังนี้

– 3 บริษัทปั๊มน้ำมันที่ร่วมโครงการ (PTT Station 244 จุด/ ปั๊มพีที 193 จุด/ ปั๊มบางจาก 43 จุด)

– กลุ่มโรงสีโกดังและร้านค้าของโรงสีทั่วประเทศ 46 จุด

– จุดที่พาณิชย์จังหวัดไปจัดในชุมชน 77 จุดทั่วประเทศ

– รถโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ประชาชนสามารถติดตามจุดจำหน่ายได้ที่เว็บไซต์ https://mobilepanich.com หรือเว็บไซต์กรมการค้าภายใน www.dit.go.th

Advertisement

พาณิชย์เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

10 ธันวาคม 2568 พาณิชย์เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์รายงาน ภาพรวมดัชนีเศรษฐกิจการค้าเดือนตุลาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลงร้อยละ 0.76 (YoY) สะท้อนทิศทางค่าครองชีพที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการภาครัฐและราคาพลังงานโลกที่ลดลง

ปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคากลุ่มพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้นโยบายบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล อาทิ โครงการ Quick Big Win รวมถึงราคาสินค้าอาหารหลายรายการที่ปรับลดลงจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด และผลไม้สด

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในอันดับต่ำของโลก สะท้อนเสถียรภาพด้านราคาและการดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 50.9 ปรับเพิ่มขึ้นเข้าสู่ระดับ “เชื่อมั่น” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน จากแรงหนุนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ขยายตัว และมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้นโยบายการเงิน การคลัง และมาตรการด้านการค้าควบคู่กัน เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

แบงก์ชาติเผยลูกหนี้ SMEs ได้รับการช่วยเหลือสินเชื่อ soft loan รอบแรกกระจายตัวดี

People Unity News : ธปท. เผยลูกหนี้ SMEs ได้รับการช่วยเหลือสินเชื่อ soft loan รอบแรกกระจายตัวดี

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่ ธปท. ได้แจ้งข้อมูลการให้สินเชื่อ soft loan ของ ธปท. ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 ว่า มีลูกหนี้ได้รับสินเชื่อ soft loan จำนวน 16,326 ราย วงเงินรวม 22,788 ล้านบาท นั้น ขอแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมว่า สินเชื่อมีการกระจายตัวค่อนข้างทั่วถึงโดยไม่ได้กระจุกตัวแก่ลูกหนี้กลุ่มใดเป็นพิเศษ และกระจายไปในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กในหลายอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

โดย 76% ของ SMEs ที่ได้รับ soft loan เป็น SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินต่ำกว่า 20 ล้านบาท (วงเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) ทั้งนี้ คาดว่าในสัปดาห์ต่อไปจะมีสถาบันการเงินยื่นคำขอสินเชื่อมาเพิ่มอีก ซึ่งจะทำให้สามารถเร่งช่วยเหลือ SMEs ได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

โฆษณา

เปิดรายละเอียด! มติ ครม. อนุมัติสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ – โคราช

การประชุมคณะรัฐมนตรี 11 กรกฎาคม 2560

People unity news online : อ่านรายละเอียด! มติ ครม. อนุมัติสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ – หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอเรื่องขออนุมัติดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ – หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ดังนี้

1.อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศ (รฟท.) ดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้าความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ในวงเงิน 179,413 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (ปีงบประมาณ 2560 – 2563) โดยดำเนินการประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-auction) หรือการจัดจ้างลักษณะอื่นๆตามระเบียบ รฟท. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ระเบียบกรมบัญชีกลาง มติคณะรัฐมนตรี และระเบียบราชการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

2.ให้รัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งสิ้น  โดยให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณรายปีและ /หรือกระทรวงการคลัง (กค.) จัดหาแหล่งเงินกู้และค้ำประกันเงินกู้ภายในประเทศให้ตามความเหมาะสม  เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ทั้งนี้ หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ดำเนินการโครงการฯโดยใช้เงินกู้ เห็นควรอนุญาตให้ รฟท. กู้เงินได้ตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 39 (4)

3.เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 และมาตรา 178 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งกำหนดให้การกระทำสัญญาที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ  สังคม หรือการค้าหรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพันต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

คค. รายงานว่า รฟท. ได้เสนออนุมัติให้ รฟท. ดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟขนาดทางมาตรฐาน ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา- หนองคาย ตามกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการกระชับความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ  ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ.2558-2565 โดยคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มีมติ (21 มิถุนายน 2559  27 กันยายน 2559 และ 29 พฤษภาคม 2560) อนุมัติให้ รฟท. ดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว

ความสำคัญของโครงการฯ มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ นำไปสู่โอกาสทางการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว อันจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ดังนี้

1.จะเป็นการเชื่อมโยงโอกาสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไปสู่จังหวัดในโครงข่ายในการพัฒนา ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ในระยะแรก  และนำไปสู่เขตจังหวัดขอนแก่น  อุดรธานี  และหนองคาย  ในระยะต่อไป  อันเป็นการเปิดโอกาสด้านการพัฒนาเมือง การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว  นำไปสู่การกระจายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน  รวมทั้งสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  อีกทั้งลดการย้ายถิ่นฐาน สร้างงานในพื้นที่และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนทำงานยังคงอยู่อาศัยกับครอบครัวในสังคมผู้สูงอายุในอีก 5 ปีข้างหน้า

2.จะนำไปสู่การเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและเชื่อมโยงกับสาธารณรัฐประชาชนจีน  ผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งจะสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมขนส่งทางบกของประเทศไทยในกลุ่มประเทศอาเซียนที่แท้จริง  ตลอดจนจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายคมนาคม One Belt One Road  เชื่อมไปสู่กลุ่มประเทศที่สำคัญผ่านโครงข่ายสาธารณรัฐประชาชนจีนในอนาคต เป็นลู่ทางการค้าการลงทุน การท่องเที่ยวให้แก่นักธุรกิจของไทย ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร  เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply  Chain)  ไปสู่การเปิดตลาดใหม่ๆได้อย่างยั่งยืน

ลักษณะโครงการ มีระยะทางรวม 253  กิโลเมตร  ประกอบด้วย 6 สถานี  โดยเริ่มต้นที่สถานีกลางบางซื่อ  สถานีดอนเมือง สถานีอยุธยา  สถานีสระบุรี  สถานีปากช่อง  และสิ้นสุดที่สถานีนครราชสีมา  ใช้ระยะเวลาการเดินทางจากสถานีกลางบางซื่อถึงสถานีนครราชสีมา  ประมาณ  1 ชั่วโมง 30 นาที และมีศูนย์ซ่อมบำรุงและควบคุมการเดินรถตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟเชียงรากน้อย  ทั้งนี้ ใช้รถโดยสารที่มีความจุของขบวนรถ 600 ที่นั่ง / ขบวนความเร็วสูงสุด  250 กม./ชม. โดยมีอัตราค่าโดยสาร 80 บาท +1.8 บาท/คน/กิโลเมตร

ผลประโยชน์ทางตรง ได้แก่  มูลค่าของการประหยัดเวลาในการเดินทาง มูลค่าของการประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้รถ  มูลค่าการประหยัดจากการกำจัดมลพิษ  มูลค่าความสูญเสียเนื่องจากอุบัติเหตุที่ลดลงของโครงการ

ผลประโยชน์ทางอ้อม จากการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้เกิดการกระจายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจากส่วนกลางไปยังพื้นที่ส่วนภูมิภาค  ซึ่งจะเป็นการพัฒนาเมืองอย่างก้าวกระโดด  โดยเฉพาะต่อระบบเศรษฐกิจของเมืองในพื้นที่โครงการ  4 จังหวัด  และพื้นที่โดยรอบสถานี และเมื่อโครงข่ายมีความสมบูรณ์ทั้งระบบจะเกิดการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคอาเซียนกับสาธารณรัฐประชาชนจีน  และส่งผลให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนอีกทางหนึ่งด้วย โดยสามารถสร้างผลตอบแทนเชิงกว้างที่มีต่อระบบเศรษฐกิจในพื้นที่โครงการ 4 จังหวัด ได้แก่  จังหวัดปทุมธานี  พระนครศรีอยุธยา  สระบุรี  และนครราชสีมา ซึ่งจากผลการวิเคราะห์ผลประโยชน์ของโครงการ ทั้งทางตรงและทางอ้อม  (Project Benefit) ถือว่าโครงการความร่วมมือฯมีความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ คุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ส่วนรวม

People unity news online : post 12 กรกฎาคม 2560 เวลา 13.00 น.

ฟรุ้ทบอร์ด เตรียมความพร้อม “ฤดูการผลิตผลไม้ปี 65” หลังจีนเปิดนำเข้าผลไม้ไทย 4 ด่านหลัก

People Unity News : ฟรุ้ทบอร์ด เตรียมความพร้อม “ฤดูการผลิตผลไม้ปี 65” หลังจีนเปิดนำเข้าผลไม้ไทย 4 ด่านหลัก

18 ม.ค. 65 คกก.บริหารการจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด) เตรียมความพร้อม “ฤดูการผลิตผลไม้ปี 65” บริหารจัดการผลไม้ของภาคเหนือฤดูการผลิตปี 2565 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือน มี.ค. 65 หลังทางการจีนเปิดนำเข้าผลไม้ไทย 4 ด่านหลัก

เร่งจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ และลงพื้นที่ภาคเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย พร้อมตรวจเยี่ยมด่านเชียงแสนซึ่งเป็นด่านนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตรทางลำน้ำโขง รวมทั้งเพิ่มความเข้มข้นสำหรับมาตรการ SPS และโควิดฟรี (Covid Free) เพื่อรองรับการส่งออกผลไม้ไทย หลังทางการจีนเปิด 4 ด่านหลัก คือ

✅ด่านโม่ฮาน บนเส้นทาง R2A (เชียงของ – บ่อเตน – โมฮ่าน) เปิดให้บริการทุกวัน กำหนดเปิดด่านตั้งแต่เวลา 07.30 – 16.30 น. สำหรับรถขนส่งผลไม้ และ 16.30 – 20.00 น.

✅ด่านโหย่วอี้กวน เปิดให้บริการปกติ แต่ยังจำกัดรถบรรทุกสินค้าเข้าด่านไม่เกิน 100 คัน

✅ด่านรถไฟผิงเสียง เปิดนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารที่ขนส่งผ่านห่วงโซ่ความเย็น (รวมผลไม้ไทย) ระหว่างวันที่ 4 – 17 ม.ค. 65 (ตามมาตรการเปิด 14 วัน ปิด 14 วัน)

✅ด่านตงซิง เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 65 โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าล้งใหญ่ที่เป็นบริษัทไทยกำลังขึ้นตู้คอนเทนเนอร์เป็นทุเรียนทวาย (นอกฤดู) จากชุมพรและภาคใต้ แจ้งว่าส่งออกไปที่ด่านตงซิง

ส่วนการขนส่งผลไม้ทางเรือจากแหลมฉบับมีแนวโน้มดีขึ้น มีสายการเดินเรือเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นหลายสาย และจากประกาศค่าระวางเมื่อ 9 ม.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าระวางลดลงเหลือ 4,800 เหรียญสหรัฐ จากเดิม 6 พันดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ นับเป็นสัญญาณที่ดีตั้งแต่ต้นปี

Advertising

ก.แรงงานออกระเบียบใหม่ ยึด-อายัด-ขายทอดตลาดทรัพย์สินนายจ้างค้างจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มีนาคม 2569 แรงงานออกระเบียบใหม่ วางแนวยึด-อายัด-ขายทอดตลาดทรัพย์สินนายจ้างค้างจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นกลไกสำคัญในการช่วยคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้ออก ระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2569 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการให้มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น

ระเบียบดังกล่าวได้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดให้มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศ

ระเบียบฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นแนวทางในการติดตามเงินจากผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่ไม่นำส่ง นำส่งไม่ครบ หรือค้างชำระ รวมถึงกรณีที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้จ่ายเงินช่วยเหลือลูกจ้างไปก่อน แล้วต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยคืนจากนายจ้างหรือผู้มีหน้าที่ชดใช้เงิน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ คือการกำหนดขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายให้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การส่งคำเตือน การตรวจสอบทรัพย์สิน การออกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์ การขายทอดตลาด และการนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้แก่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

ในส่วนของการตรวจสอบทรัพย์สิน ระเบียบใหม่นี้เปิดทางให้พนักงานตรวจแรงงานสามารถขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการเงิน กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานของรัฐอื่นที่มีข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน เพื่อใช้ประกอบการติดตามและบังคับชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามารถถูกยึดหรืออายัดได้อย่างชัดเจน ทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้อง หุ้น หลักทรัพย์ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิการเช่า หรือสิทธิอื่นที่มีมูลค่า รวมถึงกำหนดวิธีดำเนินการในกรณีทรัพย์สินอยู่ต่างพื้นที่ ทรัพย์สินมีเจ้าของร่วม หรือมีผู้คัดค้านการยึดและอายัดไว้ด้วย

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ระเบียบฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม โดยเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลภายนอกที่อ้างสิทธิในทรัพย์สิน สามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ตามขั้นตอน และหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ควรยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าว ก็สามารถมีคำสั่งถอนการยึดหรืออายัดได้

สำหรับการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ได้กำหนดแนวทางไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องการประกาศขาย ระยะเวลา สถานที่ เงื่อนไขการวางเงินมัดจำ การชำระเงิน และการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มครองประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“ระเบียบฉบับใหม่นี้จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีความชัดเจน รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นอีกกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างและสร้างหลักประกันให้ลูกจ้างได้รับความช่วยเหลือตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

Krungthai COMPASS ชี้การยกเครื่องการลงทุนตามแนวทาง Reinvent Thailand จะช่วยเพิ่มอัตราเติบโตจีดีพีระยะข้างหน้าได้อีกประมาณ 0.2-0.4% ต่อปี

22 ธันวาคม 2568 Krungthai COMPASS ชี้การยกเครื่องการลงทุนตามแนวทาง Reinvent Thailand จะช่วยเพิ่มอัตราเติบโตจีดีพีระยะข้างหน้าได้อีกประมาณ 0.2-0.4% ต่อปี

Krungthai COMPASS มองการเร่งรัดการลงทุนโดยมุ่งเป้าใน 6 อุตสาหกรรมตามแนวทาง Reinvent Thailand ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและสร้าง Multiplier ได้สูง จะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพีระยะข้างหน้าได้อีกประมาณ 0.2-0.4% ต่อปี

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS มองการเร่งรัดการลงทุนโดยมุ่งเป้าใน 6 อุตสาหกรรมตามแนวทาง Reinvent Thailand ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและสร้าง Multiplier ได้สูง จะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพีระยะข้างหน้าได้อีกประมาณ 0.2-0.4% ต่อปี ผ่านการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับผลิตภาพ และทักษะแรงงาน โดยใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ออกมา เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) และการค้ำประกันสินเชื่อที่จะช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อปรากฏการณ์เศรษฐกิจโตต่ำของไทยมาจากการลงทุนที่แผ่วลงกว่าเดิม 5 เท่า และฉุดรั้งให้การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงไปถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงกว่า 20 ปีก่อน ด้วยผลพวงจากรอยแผลเป็นหลังวิกฤตหลายระลอก และความท้าทายในการรับมือกับบริบทโลกใหม่ที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“การลงทุนของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สะท้อนภาพชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนกระแสเงินสดในกิจกรรมลงทุนต่อสินทรัพย์รวม และอัตราการเติบโตของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนชะลอลงเหลือปีละ 3.8% และ 2.6% ตามลำดับ ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบจากช่วงกว่า 20 ปีก่อน โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในระยะหลังๆ มานี้ (ปี 2560-2567 ) พบว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม สามารถดึงดูด FDI ได้สูงกว่าไทยถึง 3 เท่าตัว ขณะที่บทบาทการมีส่วนร่วมของไทยต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Semiconductors ยังค่อนข้างน้อย เนื่องจากแรงงานทักษะสูงมีน้อยกว่าคู่แข่ง นอกจากนี้ การลงทุนที่อ่อนแอยังกดดันการผลิตภาคอุตสาหกรรมให้โตช้าลง โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นการพึ่งพาปัจจัยทุน”

ดร.ฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย กล่าวว่า ไทยต้องเร่งลงทุนทั้งในมิติการพัฒนากระบวนการผลิตไปสู่การใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรใหม่และโรงงานอัฉริยะ (Smart Factory) ให้สอดรับกับโครงสร้างแรงงานที่เปลี่ยนไปตามสังคมสูงวัย และในมิติการพัฒนาทักษะแรงงานแบบ Right Re-Skill & Up-skill ขณะเดียวกันยังต้องเสริมศักยภาพด้วยการต่อยอดจากจุดแข็งที่มีเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยอาศัยแนวทาง Reinvent Thailand ที่จะสนับสนุนการยกระดับใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น (Priority Sectors) ได้แก่ Agri & Food Processing, Automotive, Smart Electronics, Medical & Wellness, Tourism และ Retail & Trading ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนผู้ประกอบการราว 2.4 แสนราย (46% ของจำนวนผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็น SMEs) มีการจ้างงานมากถึงกว่า 10.6 ล้านคน (55% ของการจ้างงานจากธุรกิจทั้งหมด) และสร้างรายได้ต่อปีรวมกว่า 38 ล้านล้านบาท (64% ของรายได้รวมทุกธุรกิจ)

นายกฤตตฤณ  เหล่าฤทธิ์ นักวิเคราะห์ กล่าวว่า การพุ่งเป้ายกระดับการลงทุนตามแนวทาง Reinvent Thailand จะสามารถช่วยสร้างผลตอบแทนกลับมาเป็นมูลค่าเพิ่มสูง โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากไทยสามารถเพิ่มการลงทุนใน Priority Sectors ทั้ง 6 สาขาข้างต้น อย่างน้อยให้มีอัตราการเติบโตเทียบเท่ากับอัตราการเติบโตในช่วง 10 ปีก่อนเกิดโควิด-19 (ปี 2553 – 2562) จะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพีระยะข้างหน้าได้อีกประมาณ 0.2-0.4% ต่อปี อีกทั้งยังเป็นการช่วยปรับโครงสร้างธุรกิจและแรงงานไทยให้สอดรับกับบริบทโลกมากขึ้น  เพิ่มผลิตภาพ ซ่อมสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (New growth engine) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศ อันเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เป็นรากฐานสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

Advertisement

กระทรวงแรงงานเตรียมปลดล็อคอาชีพสงวน ให้ต่างชาติทำอาชีพก่อสร้างได้

People unity news online : เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560 กระทรวงแรงงานได้สัมมนารับฟังความคิดเห็น พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แบ่ง 3 กลุ่มพิจารณาปรับบทลงโทษ อาชีพสงวน และกระบวนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย เผยงานภูมิปัญญา ศิลปหัตถกรรมอนุรักษ์ไว้สำหรับคนไทย พร้อมพิจารณาผ่อนคลายให้ต่างด้าวทำงานก่อสร้างได้ให้สอดคล้องกับยุคสมัย

หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนารับฟังความคิดเห็น “พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560” ณ ห้องประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงานว่า กระทรวงแรงงานได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น “พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560” ซึ่งจากการที่ได้บังคับใช้กฎหมายเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2560 พบว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งเพื่อให้เวลา 180 วันในการปรับปรุงชะลอบทลงโทษจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2561 ในระหว่างนี้ให้กระทรวงแรงงานพิจารณารับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องเหมาะสม ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับฟังความคิดเห็นไปพร้อมกัน ซึ่ง พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก

ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า การสัมมนาในวันนี้มีการบรรยายสาระสำคัญของ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 โดยผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมการจัดหางาน จากนั้นจะแบ่งกลุ่มรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สภาองค์การนายจ้าง สภาองค์การนายจ้าง ผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวน 250 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเรื่องบทลงโทษ กลุ่มที่สองเรื่องอาชีพสงวน 39 อาชีพ เพื่อพิจารณาว่าอาชีพใดควรห้ามหรือยกเลิกเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม กลุ่มที่สามเรื่องการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย เพื่อพิจารณาข้อขัดข้องในกระบวนการนำเข้าให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น จากนั้นสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น ขณะเดียวกันหากมีประเด็นเพิ่มเติมผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถส่งแอกสารให้กระทรวงแรงงานพิจารณาต่อไปได้

“การพิจารณาอาชีพสงวนสำหรับคนไทยนั้น เบื้องต้นในหลักการเห็นว่า อาชีพที่เป็นภูมิปัญญาของคนไทย งานที่เป็นเอกลักษณ์ไทย งานที่ต้องอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมของคนไทย รวมถึงงานที่มีองค์กรสภาวิชาชีพรับรองเป็นการเฉพาะ ยังคงสงวนไว้สำหรับคนไทย ส่วนอาชีพอื่นๆ เช่น งานก่อสร้าง ก็จะพิจารณาในรายละเอียดเพื่อผ่อนคลายให้แรงงานต่างด้าวสามารถทำได้ ขณะเดียวกันเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในแต่ละยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย” ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว

People unity news online : post 8 กันยายน 2560 เวลา 22.25 น.

ธ.ก.ส. เปิดตัวโรงเรียนเกษตรธนากร สร้างเยาวชนเข้าภาคเกษตร ทดแทนเกษตรสูงอายุ นำร่อง 18 โรงเรียนทั่วประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 11 สิงหาคม 2568 ธ.ก.ส. เปิดตัวโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร สร้างเยาวชนเข้าสู่ภาคการเกษตร ผ่านการยกระดับการเกษตรเพื่อการบริโภคเป็น “เกษตรการค้า” เพื่อก้าวไปสู่การเป็นเกษตรกรหัวขบวน หรือผู้ประกอบการในภาคการเกษตร ทดแทนเกษตรกรสูงวัยในอนาคต พร้อมเติมเงินทุน องค์ความรู้ ระบบการออม ช่องทางการตลาดและการจัดจำหน่าย ประเดิมนำร่องในช่วงเทศกาลวันแม่ใน 18 โรงเรียนจากทั่วประเทศ ครอบคลุมเยาวชนที่จะได้รับความรู้และประสบการณ์ตรงกว่า 7.7 พันคน

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างเยาวชน รวมถึงทายาทของเกษตรกรให้เข้าสู่ภาคการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างของประเทศไทยในปัจจุบันที่พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ธ.ก.ส. จึงได้จัดทำ โครงการโรงเรียนเกษตรธนากร โดยมุ่งเพิ่มทักษะให้กับเยาวชนมีความรู้และเข้าใจการทำ “เกษตรการค้า” ทั้งด้านการบริหารเงิน การออม การลงทุน การจัดจำหน่าย และด้านการตลาด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์ในการทำการเกษตร ผ่านกิจกรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้เยาวชนสามารถก้าวเข้าสู่การเป็นเกษตรกรหัวขบวน หรือผู้ประกอบการในภาคการเกษตรได้ต่อไป โดยธนาคารคัดเลือกโรงเรียนที่มีความพร้อมทั่วประเทศมา 18 โรงเรียน พร้อมเสริมการพัฒนาใน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย

1.ด้านเงินทุน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การก่อสร้างหรือปรับปรุงโรงเรือนหรือแปลงปลูกผัก โรงเลี้ยงไก่ โรงเพาะเห็ดหรือพืชผักสวนครัว บ่อปลา ระบบรดน้ำอัตโนมัติ/น้ำหยด ถังหมักปุ๋ย ระบบบำบัดน้ำเสีย และซื้อเครื่องมือหรือปัจจัยการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย อาหารสัตว์ เครื่องจักร และเทคโนโลยี เป็นต้น และเงินทุนหมุนเวียน คือ การนำเงินออกไปใช้ในการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ โดยจะต้องนำกลับมาคืน เพื่อทำให้เยาวชนได้เรียนรู้การวางแผนงบประมาณ การลงทุน การคืนเงินตามรอบที่กำหนด ช่วยสร้างนิสัยการใช้เงินอย่างรอบคอบ ไม่ใช้จ่ายเกินความจำเป็น ฝึกการบริหารความเสี่ยง เปรียบเหมือนการลงทุนทำธุรกิจจริง และโรงเรียนสามารถนำเงินที่ได้รับกลับมาไปใช้ในการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง

2.ส่งเสริมองค์ความรู้ ด้านการทำการเกษตรในรูปแบบต่าง ๆ โดยพนักงานของ ธ.ก.ส. ด้านการพัฒนา ที่มีความรู้และประสบการณ์เข้าไปให้คำแนะนำและติดตามการดำเนินงานในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโดยตรง พร้อมกับเปิดให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทาง “Facebook : โรงเรียนเกษตรธนากร” ซึ่งจะรวบรวมสื่อการเรียนการสอนที่เป็นข้อมูลสำคัญในการทำการเกษตรที่นำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งในเรื่องเทคนิคการปลูกพืช การทำโรงเรือน การพัฒนาใช้ระบบน้ำ การผลิตปุ๋ย การจัดการขยะ เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปสินค้า ตลอดจนแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเล่าเรื่องเพื่อสร้างคุณค่าให้กับสินค้า และการทำการตลาด เป็นต้น

3.พัฒนาระบบการออม ตามรูปแบบของโครงการโรงเรียนธนาคารของ ธ.ก.ส. เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้มีทักษะ ด้านการบริหารเงิน และการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ มีการบันทึกบัญชีรายรับ – รายจ่าย และสร้างนิสัยการใช้เงินแบบมีเป้าหมายให้กับเยาวชน ลดโอกาสในการใช้เงินเกินตัวหรือมีภาระหนี้สินในอนาคต และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองอีกด้วย

4.ช่องทางการตลาด และการจัดจำหน่าย อาทิ การนำผลิตภัณฑ์สินค้าของโครงการไปจำหน่ายที่ BAAC Branch Outlet ในที่ทำการสาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ตลาด BAAC Farmer Market ที่ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ และการเชื่อมโยงการจำหน่ายสินค้าไปยังภาคีเครือข่ายของธนาคาร อาทิ ผู้ประกอบกิจการโรงแรมที่พัก ชุมชนท่องเที่ยว หรือส่วนราชการอื่น ๆ รวมถึงให้คำแนะนำแนวทางการจำหน่ายให้กับตลาดของโรงเรียนและตลาดชุมชนโดยรอบ หรือจัดจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจผ่านช่องทางออนไลน์ที่โรงเรียนสามารถพัฒนาได้โดยไม่มีต้นทุนค่าใช้จ่าย

“โครงการโรงเรียนเกษตรธนากร ถือเป็นการบูรณาการโครงการเดิมที่ ธ.ก.ส. จัดทำขึ้น เพื่อเยาวชน จำนวน 2 โครงการ คือ โรงเรียนธนาคาร ที่มุ่งส่งเสริมการออมของเยาวชน และโครงการปลูกความรู้ด้านการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ด้านการทำการเกษตรเพื่อเป็นอาหารกลางวันภายในโรงเรียนมายกระดับจากเกษตรเพื่อการบริโภคเกิดเป็น “เกษตรการค้า” โดยมุ่งส่งเสริมความรู้ให้กับเยาวชน โดยเฉพาะในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งถือเป็นวัยเริ่มต้นของความสนใจต่ออาชีพ ได้มีประสบการณ์และรายได้จากการเรียนรู้การทำการเกษตรไปพร้อมกัน เพื่อสะท้อนให้เยาวชนเห็นว่า อาชีพเกษตรกรมีความมั่นคง สามารถสร้างรายได้ประจำ เพื่อใช้ดำรงชีพได้จำนวนไม่น้อยไปกว่าการเดินทางออกจากบ้านเกิดไปประกอบอาชีพอื่น ๆ เช่น ไปเป็นพนักงานประจำในกรุงเทพฯ และจังหวัดหัวเมืองหลักได้เช่นกัน” นายฉัตรชัย กล่าว

สำหรับ “โรงเรียนเกษตรธนากร” เต็มรูปแบบ จำนวน 18 โรงเรียน และยังมีอีก 9 โรงเรียนจะได้รับการสนับสนุนในฐานะ “โรงเรียนสาธิตเกษตรธนากร” ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเป็นโครงการโรงเรียนเกษตรธนากรอย่างเต็มรูปแบบได้ต่อไปในอนาคต รวมจำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ 7,795 คน เริ่มดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป และจะสรุปผลการดำเนินโครงการภายในเดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ ธ.ก.ส. พร้อมขยายผลโครงการไปทุกจังหวัด และเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสมทบทุนกับกองทุนโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร เพื่อมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้เกิดเยาวชนในภาคการเกษตรได้มากขึ้นต่อไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ www.baac.or.th หรือ Call Center 02 555 0555

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics