วันที่ 29 เมษายน 2026

กฟผ. มอบส่วนลดซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 มูลค่า 500 บาท จำนวน 10,000 สิทธิ์ พรุ่งนี้-30 มิ.ย.

People Unity News : 31 มีนาคม 2565 กฟผ. ชวนคนไทยลดใช้พลังงาน มอบส่วนลดซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 มูลค่า 500 บาท จำนวน 10,000 สิทธิ์ ตั้งแต่พรุ่งนี้ – 30 มิ.ย.65

นายสุทธิพงษ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน ในฐานะรองโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กฟผ. ชวนประชาชนร่วมใจประหยัดพลังงานผ่านแคมเปญ “Save Energy for ALL ร่วมใจประหยัดพลังงาน ผ่านวิกฤตไปด้วยกัน” ด้วยการส่งเสริมการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ประสิทธิภาพสูงและประหยัดไฟ

โดยมอบส่วนลด 500 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 มูลค่ารวม 1,000 บาท ขึ้นไป จำนวน 10,000 สิทธิ์

เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย.65 หรือจนกว่าจะครบสิทธิ์ (สงวนสิทธิ์พนักงาน กฟผ. งดเข้าร่วมโครงการ)

เงื่อนไขการรับสิทธิ์ :

– แสดงบัตรประชาชน พร้อมสำเนาหรือรูปถ่ายทะเบียนบ้านที่มีรหัสประจำบ้าน ณ จุดขายที่เข้าร่วมโครงการ จำกัดครอบครัวละ 1 สิทธิ์

– แสดงหลักฐานการเพิ่มเพื่อนใน LINE@EGAT หรือ Facebook : กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อย่างใดอย่างหนึ่ง

– ต้องใช้สิทธิ์ภายในวันที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์เท่านั้น

สำหรับห้างสรรพสินค้าและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ โฮมโปร เมกาโฮม เดอะมอลล์ ดิเอ็มโพเรียม สยามพารากอน บลูพอร์ต พาวเวอร์บาย แกรนด์โฮมมาร์ท ไทวัสดุ baan&Beyond ร้านค้าในสังกัดสมาคมผู้ค้าเครื่องปรับอากาศไทย และร้านสหกรณ์ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ.

Advertisement

รัฐบาลปลื้ม เทศกาลสงกรานต์ไทยปีนี้กลายเป็นจุดเช็กอินระดับโลก นักท่องเที่ยวมุ่งหน้ามาไทยสุดคึกคัก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 27 มีนาคม 2568 เทศกาลสงกรานต์ไทยปีนี้กลายเป็นจุดเช็กอินระดับโลก…นักท่องเที่ยวมุ่งหน้ามาไทยสุดคึกคัก ยอดจองโรงแรมฮอต “เกาะสมุย” นำโด่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 2 หมื่นล้านบาท

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และมาตรการสร้างความเชื่อมั่นของรัฐบาลส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีการวางแผนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมาก โดยข้อมูลของ SiteMinder ผู้นำแพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายห้องพักและจัดการรายได้ระดับโลก พบว่า เทศกาลสงกรานต์ของประเทศไทย ยังคงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดี  โดยปี 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็น 86% ของยอดจองโรงแรมที่มีกำหนดเช็กอินระหว่างวันที่ 10-17 เมษายน ซึ่งเพิ่มขึ้น 15% โดยเกาะสมุยซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำของซีรีส์ The White Lotus  มียอดจองเพิ่มขึ้นถึง 65% ตามมาด้วยเชียงใหม่ เพิ่มขึ้น 41% และกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 20%

สำหรับระยะเวลาการเข้าพักในโรงแรมทั่วประเทศไทยช่วงสัปดาห์สงกรานต์เพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉลี่ยจาก 2.41 คืน เป็น 2.59 คืน และเกาะสมุยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวเข้าพักนานที่สุด มีระยะเวลาการเข้าพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.5% จาก 3.74 คืน เป็น 3.80 คืน คาดว่าอัตราค่าห้องพักในโรงแรมบนเกาะสมุยและภูเก็ตจะเพิ่มขึ้น โดยอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) เพิ่มขึ้น 38% เป็น 11,073 บาทในเกาะสมุย และในภูเก็ต เพิ่มขึ้น 8.1% เป็น 5,889 บาท

“เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างให้ความสนใจ เทศกาลสงกรานต์ในประเทศไทย ซึ่งได้รับการการันตีจากยูเนสโกที่ประกาศขึ้นทะเบียนให้ “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นรายการในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) บวกกับมาตรการของรัฐบาลที่นำมากระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดเดือนเมษายน คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ท่องเที่ยวกว่า 2 หมื่นล้านบาท” นายอนุกูล กล่าว

รัฐบาลแจ้งข่าวดี เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานภาคประมงตามฤดูกาล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 21 มิถุนายน 2567 “คารม” แจ้งข่าวดี เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานภาคประมงตามฤดูกาล ตำแหน่งเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล รายได้ 5.7 หมื่นบาท สัญญา 5 เดือน ทำงานดีต่อสัญญา 3 เดือน สมัครด่วนภายใน 21 มิ.ย นี้ ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th

วันนี้  21 มิถุนายน 2567  นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งข่าวดี โอกาสมาถึงแล้ว สำหรับแรงงานไทยที่ต้องการทำงานภาคประมงตามฤดูกาล ด้วยวีซ่า E – 8 ไม่ต้องทดสอบทักษะภาษาเกาหลี อำเภอวันโด จังหวัดชอลลานัม สาธารณรัฐเกาหลี  แจ้งความต้องการรับสมัครคนหางานไทยเพื่อไปทำงานภาคประมงตามฤดูกาลในอำเภอวันโด ตำแหน่งการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล จำนวน 37 อัตรา เงินเดือน 2,176,720 วอนต่อเดือน หรือประมาณ 57,900 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนเงินวันที่ 14 มิถุนายน 2567)  มีระยะเวลาการจ้างงาน 5 เดือน และสามารถขยายระยะเวลาเพิ่มได้อีก 3 เดือน ผู้สนใจสามารถสมัครทางเว็บไซต์ toea.doe.go.th โดยลงทะเบียนระบบอิเล็กทรอนิกส์การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนคนหางาน และดำเนินการสมัครไปทำงาน โดยเลือกหัวข้อ “สมัครไปทำงานโดยรัฐ” และเลือกรายการ “การรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานภาคประมงตามฤดูกาลในอำเภอวันโด จังหวัดชอลลานัม สาธารณรัฐเกาหลี” ภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2567 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับคุณสมบัติคนหางานเพื่อไปทำงานภาคประมงตามฤดูกาลในอำเภอวันโด จังหวัดชอลลานัม สาธารณรัฐเกาหลี มีดังนี้

  1. อายุ 25 -50 ปีบริบูรณ์
  2. เป็นแรงงานประมงชาวไทยที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสตูล หรือจังหวัดสงขลา หรือจังหวัดอื่น ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานด้านการประมงไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยจะพิจารณาคัดเลือกจากผู้สมัครที่อยู่ในจังหวัดสตูล หรือจังหวัดสงขลา ก่อนตามความต้องการของนายจ้างในสาธารณรัฐเกาหลี และจึงคัดเลือกจากผู้สมัครที่อาศัยในจังหวัดอื่นต่อไป
  3. ร่างกายสมบูรณ์ สุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน
  4. ไม่เป็นบุคคลที่เป็นโรคติดต่อ เช่น วัณโรค ซิฟิลิส และอื่นๆ และไม่เป็นผู้ติดยาเสพติด
  5. ไม่เป็นบุคคลที่มีประวัติอาชญากรรม มีประวัติพำนักผิดกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลีหรือบุคคลที่ถูกห้ามไม่ให้เดินทางเข้าสาธารณรัฐเกาหลี

“การรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยวิธีรัฐจัดส่ง ผู้สมัครไม่ต้องเสียค่าสอบภาษาเกาหลี ค่าใช้จ่ายในการสมัคร หรือค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปทำงานจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพและตรวจสารเสพติด ค่าตรวจประวัติอาชญากรรม ค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ ค่าประกันการเดินทาง และค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงาน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 35,000 บาท ทั้งนี้ หากมีผู้แอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือในการจัดหาและส่งแรงงานภาคเกษตรหรือประมงตามฤดูกาลไปทำงานในสาธารณรัฐเกาหลีใด้ โปรดอย่าหลงเชื่อ ขอให้แจ้งและตรวจสอบข้อมูลกับกรมการจัดหางานก่อน หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ทางโทรศัพท์หมายเลข 02 245 1034 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694” นายคารม กล่าว

Advertisment

นายกฯอนุทิน ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 มีนาคม 2569 นายกฯ ยันขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคุกรุ่น ขอประชาชนมั่นใจน้ำมันไม่ขาดแคลนแน่นอน ลดความเดือดร้อนในประเทศให้น้อยที่สุด พร้อมร่วมกันประหยัด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ว่า ราคาเป็นไปตามกลไก เราพยายามทำให้อย่างน้อยความมั่นคงทางการมีน้ำมันในประเทศมีมาก ราคาถ้าอุ้มมากงบประมาณที่เอามาใช้ก็ร่อยหรอไปทุกวัน และที่สำคัญถ้าราคาต่ำกว่า โอกาสที่จะรั่วไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน การกักตุนก็เพิ่มมากขึ้น ก็พยายามให้อยู่ในราคาตลาดโลก ทุกประเทศก็ต้องรับในราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งในภูมิภาคอาเซียนเองไทยอยู่ในลำดับท้ายๆที่ราคาน้ำมันไม่สูงเท่าประเทศอื่น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เองราคาน้ำมันเขาก็ยังสูงกว่าเรา

เมื่อถามว่าราคาน้ำมันจะขยับขึ้นอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีโอกาส เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคุกกรุ่นอยู่ เมื่อสักครู่มีรายงานว่าเขาประกาศปิดช่องแคบอีกแล้ว ตนก็ต้องถามว่าตรงนี้ไทยได้รับผลกระทบหรือเปล่า สถานการณ์เปลี่ยนทุกวัน แต่สิ่งที่เราทำได้เรียบร้อยสำเร็จแล้วคือประเทศไทยไม่ขาดน้ำมัน เรายังสามารถใช้ศักยภาพในการจัดหาน้ำมันดิบเข้ามา เมื่อสักครู่มีการประชุมได้ให้ ปตท.จัดหาน้ำมันที่กลั่นแล้ว ดีเซลในส่วนที่เอาไปขายประเทศลาว ขอให้เราใช้น้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาแล้วขายไปที่ลาวเลย เก็บน้ำมันที่กลั่นโดยปตท.ไว้ในประเทศไทย นี่เป็นการสร้างความมั่นใจเพิ่มให้ประชาชน ตอนที่เราขายไปลาวก็ไม่มีปัญหาอะไรวันละ 5 ล้านลิตร แต่เพื่อให้ความมั่นใจขึ้นมาอีก เพราะสถานการณ์อาจดูยืดเยื้อไปอีก ส่วนของโรงกลั่นที่ไม่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลจะไปเจรจากับเขาว่าสั่งดีเซลจากต่างประเทศเข้ามา แล้วทรานชิปเม้นท์ส่งไปลาว ซึ่งเราพูดคุยตกลงราคาแล้วว่าสู้ได้ในราคาไหน เราไม่ได้เอากำไรเขามากมาย แต่ที่สำคัญน้ำมันที่กลั่นโดยโรงกลั่นในประเทศไทยก็เก็บรักษาในเมืองไทยมากที่สุด ก็เพิ่มจำนวนน้ำมันดีเซลในประเทศมากขึ้น

เมื่อถามว่า วันนี้ประชาชนมั่นใจได้ใช่หรือไม่ว่าเราจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแน่นอน นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้มั่นใจได้เลย เรื่องราคาที่ตอนแรกเราพยายามอุ้ม 15 วัน แล้วที่มีคนบอกว่าไม่ควรไปอุ้มเลย ตนเห็นควรว่าควรพยุง 15 วันแรก เพราะรัฐบาลต้องไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม ซึ่งประชาชนก็เห็นแล้วว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ดีขึ้นเลย โอกาสที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นก็มี แต่จะให้เราพยุงราคาน้ำมันไปตลอดที่มีความขัดแย้งก็ไม่ได้

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และสร้างความมั่นใจว่าจะลดความเดือดร้อนในประเทศให้น้อยที่สุด ก็ต้องขอร้องให้ประชาชน ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ร่วมกันทำตามมาตรการ ประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟ เวิร์กฟรอมโฮม ถ้าอยู่เส้นทางเดียวกันไปด้วยกัน ใช้รถสาธารณะ เพราะประเทศไทยมีความสะดวกสบายเรื่องรถสาธารณะ ไม่แพ้ประเทศใดในโลก ทั้งนี้ตนได้กำชับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ขอให้ขนส่ง รถสาธารณะ รถทัวร์ต่างๆ เตรียมความพร้อมรองรับประชาชนให้เต็มที่

Advertisement

แบงก์ชาติเผยลูกหนี้ SMEs ได้รับการช่วยเหลือสินเชื่อ soft loan รอบแรกกระจายตัวดี

People Unity News : ธปท. เผยลูกหนี้ SMEs ได้รับการช่วยเหลือสินเชื่อ soft loan รอบแรกกระจายตัวดี

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่ ธปท. ได้แจ้งข้อมูลการให้สินเชื่อ soft loan ของ ธปท. ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 ว่า มีลูกหนี้ได้รับสินเชื่อ soft loan จำนวน 16,326 ราย วงเงินรวม 22,788 ล้านบาท นั้น ขอแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมว่า สินเชื่อมีการกระจายตัวค่อนข้างทั่วถึงโดยไม่ได้กระจุกตัวแก่ลูกหนี้กลุ่มใดเป็นพิเศษ และกระจายไปในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กในหลายอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

โดย 76% ของ SMEs ที่ได้รับ soft loan เป็น SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินต่ำกว่า 20 ล้านบาท (วงเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) ทั้งนี้ คาดว่าในสัปดาห์ต่อไปจะมีสถาบันการเงินยื่นคำขอสินเชื่อมาเพิ่มอีก ซึ่งจะทำให้สามารถเร่งช่วยเหลือ SMEs ได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

โฆษณา

ประยุทธ์ พอใจส่งออกยางพารา ครองแชมป์โลก

People Unity News : 13 สิงหาคม 65 นายกฯ พอใจผลงานส่งออกยางพารา ครองแชมป์โลก ก.เกษตร ออก 6 มาตรการเสริม เจาะตลาดใหม่ ดันราคายางเพิ่ม

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายใต้แนวทาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ของรัฐบาล ทำให้ยอดการส่งออกยางพาราครึ่งปีแรกปี 2565 ของไทย ครองตำแหน่งผู้ส่งออกยางอันดับ 1 ของโลก โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รายงานว่า ช่วง ม.ค.-มิ.ย. ปีนี้ มีปริมาณการส่งออกยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยาง 2.19 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 2.4 แสนล้านบาท จีนนำเข้ายางไทยเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 49% ของการส่งออกทั้งหมด รองลงมาได้แก่ มาเลเซีย 10% สหรัฐอเมริกา 7% ญี่ปุ่น 6% เกาหลีใต้ 4%

สำหรับแผนการขยายตลาดสู่ตลาดใหม่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี ว่า ได้สั่งการให้คณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายาง ทำการระดมสมองจากทูตเกษตรทุกภูมิภาคทั่วโลก เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลและออกมาตรการเชิงรุก ซึ่งได้ข้อสรุป 6 มาตรการ ดังนี้

1.มาตรการสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุก เช่น การผลิตสื่อดิจิทัลเผยแพร่ในตลาดต่างประเทศ

2.มาตรการการตลาดเชิงรุก เน้นความต้องการผลิตภัณฑ์ยางรายตัวสินค้าและรายประเทศคู่ค้า (product based &country based) เช่น ความต้องการยางจักรยานและยางรถบัสเพิ่มขึ้นในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปและผลิตภัณฑ์ยางที่อียูแบนสินค้าจากรัสเซีย หรือผลิตภัณฑ์ยางที่รัสเซียระงับการนำเข้าจากอียู

3.มาตรการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ใช้แนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน สวนยางยั่งยืนและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อตอบโจทย์ ประเด็นสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะเป็นเรื่องที่หลายประเทศในยุโรปให้ความสำคัญ

4.มาตรการระยะสั้นรายไตรมาส เพื่อการบริหารจัดการตามปฏิทินฤดูการผลิตประจำปี โดยมอบ กยท. ภาคเอกชน และภาคเกษตรกรหารือกันเพื่อกำหนดมาตรการร่วมกัน

5.มาตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ยางมูลค่าสูง เน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เช่น วัสดุภัณฑ์ก่อสร้างบ้านและอาคาร ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์ด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อเพิ่มรายได้ชาวสวนยาง สถาบันยางและผู้ประกอบการ ผ่านการทำงานร่วมระหว่าง กยท. และศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์AIC) นำงานวิจัยมาประยุกต์ใช้จริง

6.มาตรการเชิงกลไกการตลาด เช่น การบริหารซัพพลายและดีมานด์ กลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบจริง และระบบการประมูลยางออนไลน์เป็นระบบที่เปิดกว้างเพิ่มผู้ซื้อทั้งลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการกำหนดราคาโดยผู้ซื้อน้อยราย หรือการฮั้วหรือการผูกขาด

นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจต่อเกษตรกรชาวสวนยาง ในแนวทางการรักษาเสถียรภาพราคายาง และพอใจผลงานกระทรวงเกษตรฯ ที่สามารถผลักดันให้ประเทศไทยครองแชมป์ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งหมายถึงรายได้ที่จะมาสู่เกษตรกรเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ นายกฯได้เน้นย้ำเรื่องการใช้นวัตกรรมพัฒนาสินค้ายางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า และเจาะตลาดประเทศใหม่ๆ

Advertisement

คลัง”ชิมช้อปใช้”สัญจรโคราช! เข้าครม. 22 ต.ค.ต่อยอดเฟส2

People Unity : คลังเตรียมต่อยอดชิมช้อปใช้เฟส 2 หลังคลังเตรียมเสนอ ครม. 22 ต.ค. หวังสำรวจยอดการจับจ่ายใช้สอยผ่านร้านค้ารายย่อยในโคราช พร้อมกระตุ้นนักท่องเที่ยวจับจ่ายใช้สอยผ่านกระเป๋า 2

วันที่ 19 ต.ค.2562 นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฎิบัติงานกระทรวงการคลัง) เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ได้เดินทางลงพื้นที่ที่ตลาดนัดเซฟวัน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นตลาดนัดกลางคืนใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อสำรวจยอดการจับจ่ายใช้สอยของผู้ได้รับสิทธิ์โครงการชิมช้อปใช้ผ่านร้านค้ารายย่อยในจังหวัดนครราชสีมา พร้อมทั้งรณรงค์ให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ออกมาจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะกระเป๋า 2 เพราะสามารถได้รับเงินคืนสูงถึง 15%

พร้อมกันนี้ ยังได้กำชับให้ผู้ประกอบการทุกรายห้ามละเมิดกฎอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกปิดแอ๊พถุงเงินทันที และจะถูกขึ้นบัญชีดำ ห้ามเข้าร่วมโครงการต่างๆของรัฐบาลในอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากมีประชาชนร้องเรียนเข้ามาว่า ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งของกระทรวงการคลัง ด้วยการเปิดรับแลกสิทธิ์ 1,000 บาท เป็นเงินสดหรือแลกสิทธิ์ข้ามจังหวัด เป็นต้น

สำหรับความคืบหน้าของเฟส 2 นั้น กระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 ต.ค. หวังดึงประชาชนร่วมโครงการจาก 10 ล้านคน ประมาณ 2-5 ล้านคน การเพิ่มจำนวนร้านค้าด้วยการดึงเครือข่ายลูกค้าของธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมอีกราว 1 แสนร้านค้า หลังจากเฟสแรก มีร้านค้าใหม่มาร่วมโครงการเกือบแสนราย รวมทั้งต้องปรับเวลาการลงทะเบียนเป็นกลางวัน และหวังขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการออกไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 62 เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว เมื่อ ครม.พิจารณาเห็นชอบแล้ว จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียน สิ่งจูงใจในการร่วมลงทะเบียนโครงการชิมช้อปใช้เฟส 2 กระซิบบอกได้เลยว่าน่าสนใจไม่แพ้ชิมช้อปใช้เฟสแรกอย่างแน่นอน

สรุปยอดการใช้จ่ายจนถึงวันที่ 18 ต.ค. 62 มียอดการใช้จ่ายทั้งสิ้น 8,676.8 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดจากกระเป๋า 1 จำนวน 8,537.2 ล้านบาท จากกระเป๋า 2 จำนวน 139.6 ล้านบาท แบ่งเป็นร้านชิม จำนวน 1,241.0 ล้านบาท ร้านช้อป จำนวน 4,847.1 ล้านบาท ร้านใช้ จำนวน 116.4 ล้านบาท และร้านค้าทั่วไป 2,472.3 ล้านบาท

นายกฯ หารือบริษัทปิโตรเลียมรายใหญ่ของอิตาลี เพิ่มโอกาสความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 20 พฤษภาคม 2567 นายกฯ หารือ บริษัท Eni บริษัทปิโตรเลียมชั้นนำรายใหญ่ของอิตาลี เพิ่มโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยีด้านพลังงาน รวมทั้งพลังงานสะอาด

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2567) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า วันนี้ เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโรม ซึ่งช้ากว่ากรุงเทพฯ 5 ชั่วโมง) ณ ห้อง Earth Lab Creative Event Space โรงแรม Six Senses นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พบหารือกับนาย Guido Brusco, Chief Operating Officer Natural Resources บริษัท Eni

บริษัท Eni เป็นบริษัทปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี และเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก โดยเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจน้ำมันและก๊าซ การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน การกลั่น กิจกรรมทางเคมี และกระบวนการทางเศรษฐกิจหมุนเวียน บริษัทมีกิจการใน 61 ประเทศ

นายกรัฐมนตรีหารือเพื่อโอกาสการลงทุน พร้อมพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายการค้าในประเทศไทยร่วมกัน ซึ่งครอบคลุมธุรกิจ LNG รวมถึงการศึกษาวัตถุดิบในประเทศไทยสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งกิจการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งรวมถึง โอกาสความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และพลังงานทางเลือก

Advertisement

ธ.ออมสิน เดินหน้าสร้าง Social Impact ต่อเนื่อง เปิดให้บริการ “GOOD MONEY เงินดีดีเพื่อคนไทย” ให้คนไทยเข้าถึงดอกเบี้ยเป็นธรรม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 5 พฤศจิกายน 2567 ออมสิน เปิดตัว Non-Bank บริษัทใหม่ในเครือ พร้อมให้บริการ GOOD MONEY แอปสินเชื่อของรัฐ อนุมัติเร็ว ให้คนไทยเข้าถึงดอกเบี้ยเป็นธรรม ตั้งเป้า 4 ปี ปล่อยกู้ได้ 500,000 ราย

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใต้บทบาทธนาคารเพื่อสังคม ได้เดินหน้าขยายผล Social Impact ผ่านภารกิจ Financial Inclusion เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนฐานรากเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งหลักเกณฑ์ของระบบธนาคารไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ ทำให้ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ หรือสินเชื่อในระบบที่ดอกเบี้ยสูงเกินจริง จึงจัดตั้งบริษัทให้บริการสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชัน ชื่อว่า “GOOD MONEY – เงินดีดีเพื่อคนไทย แพลตฟอร์มสินเชื่อเพื่อความเท่าเทียมในสังคม” ดำเนินธุรกิจภายใต้บริษัท เงินดีดี จำกัด กิจการ Non-Bank กลุ่มบริษัทในเครือธนาคารออมสิน เพื่อเป็นกลไกในการลดดอกเบี้ยในตลาดสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ภายใต้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (Nano Finance) ที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น ประกอบกับการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มความคล่องตัวในการปล่อยสินเชื่อ จะดึงคนเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ให้เศรษฐกิจและสังคมเติบโตอย่างยั่งยืน

นางสาวสิรินันท์ จิรดิลก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เงินดีดี จำกัด เปิดเผยว่า แพลตฟอร์ม GOOD MONEY – เงินดีดีเพื่อคนไทย จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ในการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน และส่งมอบประสบการณ์ใช้บริการสินเชื่อดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายและครบวงจร ซึ่งประชาชนทุกคนสามารถสมัครสินเชื่อจนถึงการรับผลอนุมัติด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชันได้ทุกที่ทุกเวลา ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการอนุมัติสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ให้กู้ตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืน โดยมีการนำระบบ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความรวดเร็วและปลอดภัย มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลและประเมินความสามารถในการชำระหนี้ ทั้งนี้ หลังได้รับอนุญาตฯ จากธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 ได้ทดลองเปิดใช้ระบบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยมีผู้สนใจใช้บริการยื่นขอสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันแล้วกว่า 100,000 ราย บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า แพลตฟอร์ม GOOD MONEY – เงินดีดีเพื่อคนไทย จะช่วยให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายในการสร้างอนาคตทางการเงินที่ดีและยั่งยืน เพื่อคนไทยทุกอาชีพไปด้วยกัน

แพลตฟอร์ม GOOD MONEY – เงินดีดีเพื่อคนไทย นำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย 2 ประเภท ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) และ Nano Finance สำหรับผู้ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการสร้างหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ (Productive Loan) ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม เริ่มต้นที่ 19% ต่อปี นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ โดยใช้ระบบการประเมินคุณสมบัติผู้ขอกู้ที่พิจารณาจากอัตราส่วนภาระการชำระหนี้ต่อรายได้ (DSR) และอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing) เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้ามีความสามารถในการชำระหนี้ได้โดยไม่เกิดปัญหาหนี้เกินตัว ที่สำคัญลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดีอย่างต่อเนื่องจะมีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ซึ่งเป็นการส่งเสริมวินัยทางการเงินที่ดี และเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถพัฒนาไปสู่การใช้บริการสินเชื่อของธนาคารออมสินในอนาคต ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Good Money by GSB ได้แล้ว ทั้งในระบบ iOS และ Android โดยลูกค้าธนาคารออมสินสามารถยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ส่วนลูกค้าทั่วไปสามารถยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนที่สาขาธนาคารออมสิน ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดที่ https://goodmoneybygsb.com/ หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ https://goodmoneybygsb.go.link/64pm7

ทั้งนี้ บริษัท เงินดีดี จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารออมสิน (49%) และบริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด (51%) กลุ่มบริษัทในเครือธนาคารออมสิน ทำธุรกิจสินเชื่อที่ดินและขายฝาก เพื่อขยายการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่ม SMEs บริษัท เงินดีดี มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 400 ล้านบาท ให้บริการแพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัลเพื่อสังคม GOOD MONEY – เงินดีดีเพื่อสังคม สร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมเพื่อการประกอบอาชีพและสนับสนุนให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารการใช้จ่ายอย่างยั่งยืน ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจเมื่อเดือนมิถุนายน 2567

Advertisement

ชาวบัตรคนจน เฮ! ครม.ช่วยค่าน้ำค่าไฟ ค่าซื้อสินค้า ค่าเดินทาง คงเบี้ยผู้พิการ ตั้งแต่ ต.ค 64-ก.ย. 65

People Unity News : บัตรคนจน เฮ! ครม. เคาะงบกลาง 27,005.66 ล้านบาท ขยายเวลาลดค่าน้ำ/ค่าไฟ อุดหนุนค่าซื้อสินค้าอุปโภค/บริโภค และค่าเดินทาง คงเบี้ยผู้พิการ 1,000 บาท ตั้งแต่ ต.ค 64-ก.ย. 65 พร้อมเตรียมเปิดลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รอบใหม่

21 กันยายน 2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการและขยายมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา อนุมัติงบกลางปี 64 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 27,005.66 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

1) วงเงิน 2,018 ล้านบาท เพื่อขยายระยะเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำ/ค่าไฟ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 – กันยายน 2565 (12 เดือน) -กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกัน 3 เดือน ให้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรี ตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน กรณี ใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วย/เดือน ให้ใช้สิทธิตามมาตรการนี้ในวงเงิน 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน กรณีใช้เกินวงเงินที่กำหนด ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด ครอบคลุม 1.9 ล้านครัวเรือน โดยประมาณ

-สนับสนุนค่าน้ำประปา วงเงิน 100 บาท /ครัวเรือน /เดือน ในกรณีใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท โดยส่วนเกินต้องชำระด้วยตนเอง และกรณีการใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีบัตรฯ รับภาระในการชำระค่าน้ำประปาเองทั้งหมด ครอบคลุมประมาณ 186,625 ครัวเรือน

2) วงเงิน 18,815 ล้านบาท สนับสนุน ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการเพิ่มเบี้ยความพิการ

-ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สำหรับค่าซื้อสินค้าอุปโภค/บริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตร จากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆ โดยผู้มีสิทธิที่มีรายได้เกินกว่า 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ได้รับ 200 บาท/คน/เดือน ในส่วนผู้มีสิทธิที่มีรายได้ ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี ได้รับ 300 บาท/คน/เดือน และได้รับส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาท/คน/3 เดือน

-ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อาทิ ค่าโดยสาร ขสมก. ระบบ e-Ticket /รถไฟฟ้า บขส. รถไฟ อย่างละ 500 บาท/คน/เดือน

-เบี้ยความพิการ จำนวน 1,000 บาท/คน/เดือน อีกด้วย

3) วงเงิน 1,642 ล้านบาท ดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (รอบใหม่) เพื่อรองรับกระบวนการลงทะเบียนรอบใหม่ โดยจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรับลงทะเบียนของหน่วยรับลงทะเบียน และค่าใช้จ่ายในการผลิตและบริหารจัดการบัตรฯ

4) วงเงิน 4,530.66 ล้านบาท สำหรับจัดสรรสวัสดิการแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาสำหรับผู้มีรายได้น้อย ภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (รอบใหม่) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีบัตรฯ และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาจทำให้ผู้สมัครรอบใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้น

“การช่วยเหลือลดอัตราค่าน้ำ/ค่าไฟ ตลอดจนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลห่วงใยเพื่อให้สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ รวมทั้งการยกระดับและพัฒนา คุณภาพชีวิตแก่ประชาชนให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นตามนโยบายของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี” นายธนกร กล่าว

Advertising

Verified by ExactMetrics