วันที่ 7 สิงหาคม 2026

รัฐบาลเดินหน้าโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ดันสินค้าแบรนด์ไทย

22 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ดันสินค้าแบรนด์ไทย กระตุ้นยอดใช้จ่ายนักท่องเที่ยวกลางปี ช่วง มิ.ย – ส.ค 69 เผยปี 68 สร้างรายได้กว่า 700 ล้านบาท

วันนี้ (22 พฤษภาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าเตรียมความพร้อมร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกว่า 100 ราย สำหรับการเข้าร่วมโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกลที่เติบโตดี

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า จากสถิติปี 2566-2567 นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายด้านช้อปปิ้งและของที่ระลึกอยู่ที่สัดส่วนร้อยละ 15-20 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งเป็นอันดับ 3 รองจากค่าที่พักและค่าอาหารและเครื่องดื่ม โดยตลาดหลักที่มีกำลังซื้อสูงสุด ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลี และฮ่องกง ตามลำดับ  รัฐบาล โดย ททท.  จึงได้เตรียมจัดโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026  พร้อมมอบส่วนลดและสิทธิพิเศษทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วง Green Season โดยมีพื้นที่หลักในการดำเนินกิจกรรม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา (หาดใหญ่) เพื่อเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายและตอบโจทย์แคมเปญ Unforgettable Experience ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว ควบคู่กับการผลักดันเสน่ห์ไทยผ่านสินค้าแบรนด์ไทยและสนับสนุนนักออกแบบไทย ครอบคลุมสินค้าแฟชั่น งานคราฟต์ เครื่องประดับ และสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อมอบประสบการณ์การชอปปิงรูปแบบใหม่ด้วยคุณภาพระดับพรีเมียมที่เข้าถึงได้

“จากข้อมูลผลการดำเนินโครงการ Amazing Thailand Grand Sale ปี 2568 พบว่ามีรายได้หมุนเวียนระหว่างดำเนินโครงการฯ กว่า 700 ล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อโครงการร้อยละ 92.92 และมีความต้องการบอกต่อถึงกิจกรรมโครงการฯ ร้อยละ 98.67 ขณะที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ร่วมโครงการฯ 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน และอินเดีย” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

รัฐบาลเชิญชวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวร่วมนำเสนอโปรโมชัน สิทธิพิเศษ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมภายใต้โครงการฯ โดยโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ในปีนี้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569  ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @thailandgrandsale

Advertisement

“ศุภมาส” บุกคลองถม สั่งฟันโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน

20 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” บุกคลองถม สั่งฟันโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน อายัดสินค้าจำนวนมาก ลุยตรวจทั่วประเทศ ดันเป็น “สินค้าควบคุมฉลากเฉพาะ” และคุมเข้ม “สัญญาติดตั้ง”

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พร้อมด้วย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่ สคบ. ผู้แทนจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ผู้แทนจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และสภาองค์กรของผู้บริโภค ลงพื้นที่ตรวจสอบฉลากสินค้าโซลาร์เซลล์ ณ ศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สืบเนื่องจากความห่วงใยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคจากการใช้สินค้าและบริการที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมในหลายครัวเรือน แต่กลับพบปัญหาผู้บริโภคถูกหลอกให้ใช้อุปกรณ์และติดตั้งระบบไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยที่ผ่านมาได้สั่งการให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ และเลขาธิการ สคบ. เข้าร่วมประชุมหารือมาตรการกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

“ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ว่าจ้างผู้ประกอบการติดตั้งระบบการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาโซลาร์เซลล์ แล้วพบว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน อุปกรณ์ชำรุด เสี่ยงไฟไหม้ และค่าไฟไม่ลดลง สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค ดิฉันจึงสั่งการให้ สคบ. รวบรวมข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานเพื่อเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาดำเนินคดีแทนผู้บริโภค ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน สคบ. รับเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาแล้ว 156 เรื่อง ดำเนินการช่วยเหลือผู้บริโภคปิดเรื่องไปแล้ว 84 เรื่อง โดยมีมูลค่าที่ผู้ร้องเรียกค่าเสียหายรวมกว่า 40 ล้านบาท ส่วนที่เหลือกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุดคือ อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน รองลงมาคือ ใช้บริการแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่าปัญหาดังกล่าวกระทบพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง” นางสาวศุภมาส กล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบในวันนี้ ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่เราจะไม่หยุดเรียนเท่านี้  ดิฉันได้สั่งการให้ สคบ. บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปูพรมตรวจสอบอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่พบสินค้าโซลาร์เซลล์ที่ฉลากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่ระบุผู้นำเข้า ไม่มีคำเตือน เจ้าหน้าที่จะทำการยึดอายัดสินค้าตามที่กฎหมายกำหนดทันที และส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจมาตรฐานต่อไป รวมทั้งให้เรียกจะเรียกผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นผู้นำเข้าและผู้ขายมาให้ถ้อยคำ ต่อ สคบ. ภายใน 7 วัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 31 และ 52 กำหนดให้ผู้ขายสินค้าที่ไม่ติดฉลากหรือฉลากไม่ถูกต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ามีโทษหนักกว่า จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท นอกจากนี้ สคบ. จะขยายผลการลงพื้นที่ตรวจสอบในลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ

“ในระยะยาว สคบ. จะยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค โดยผลักดันให้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุมฉลากเป็นการเฉพาะ และยกระดับธุรกิจการติดตั้งระบบการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ให้เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรม รัฐบาลสนับสนุนพลังงานสะอาด แต่ต้องมาพร้อมกับมาตรฐาน ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองผู้บริโภค  สคบ. ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค  ในขณะเดียวกันเราจะไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการ ดิฉันขอฝากถึงผู้ประกอบการทุกราย ขายสินค้าต้องได้มาตรฐาน ติดฉลากให้ถูกต้อง หากเจอของไม่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบ ส่วนพี่น้องประชาชนก่อนซื้อหรือติดตั้งโซลาร์เซลล์ ขอให้ตรวจดูฉลากทุกชิ้น ดูผู้ผลิต ผู้นำเข้า แหล่งที่มา และหากมีเครื่องหมาย มอก. ด้วยจะจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ ที่สำคัญเก็บสัญญาและใบเสร็จไว้ให้ครบ อย่าหลงเชื่อของถูกผิดปกติ หรือโฆษณาออนไลน์ที่ไม่มีเอกสารรับรอง เพราะอาจเสียทั้งเงิน เสียทั้งทรัพย์สิน และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ดิฉันและ สคบ. จะลุยต่อ ตรวจต่อ จนกว่าตลาดโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยจะปลอดภัยและเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนทุกคน” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ประสบปัญหาจากการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด

Advertisement

ครม.เห็นชอบยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน 4 สาขา เพิ่มค่าจ้างตามทักษะ 550–650 บาท/วัน

19 พฤษภาคม 2569 ครม. เห็นชอบยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน 4 สาขา เพิ่มค่าจ้างตามทักษะ 550–650 บาท/วัน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ

วันนี้ (19 พ.ค. 69) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา จากเดิมที่กระทรวงแรงงานเคยกำหนดไว้แล้ว 141 สาขา รายละเอียดเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 29 มกราคม 2569 เพื่อให้แรงงานฝีมือได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมและเป็นธรรม จูงใจให้แรงงานพัฒนาฝีมือให้เป็นที่ยอมรับ เพิ่มหลักประกันรายได้ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ

โดยเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา สำหรับลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในแต่ละสาขาอาชีพและแต่ละระดับ ดังนี้

  1. สาขาช่างเชื่อมฟลักซ์คอร์

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน

  1. สาขาช่างเชื่อมมิก

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน

  1. สาขาช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Off Grid System)

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 560 บาท/วัน

  1. สาขาช่างบำรุงรักษาหุ่นยนต์อุตสาหกรรม

– อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 630 บาท/วัน

ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับ 90 วัน นับจากวันที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

Advertisement

ออมสิน แจกจริง! สลากออมสิน 113 ล้านบาท จับรางวัลรอบที่ 1 ผู้โชคดี 26 ราย รับเงินรางวัลรวม 13 ล้านบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 พฤษภาคม 2569 ออมสิน แจกจริง! สลากออมสินแคมเปญ 113 ล้านบาท จับรางวัลรอบที่ 1 วันที่ 16 พ.ค. 69 ผู้โชคดี 26 ราย รับเงินรางวัลรวม 13 ล้านบาท ลุ้นรอบต่อไป 16 มิ.ย. 69 รีบซื้อสลากยิ่งมีโอกาสมาก

ผลการจับรางวัลสลากออมสินแคมเปญใหญ่แห่งปี ฉลอง 113 ปี ธนาคารออมสิน เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท จับรางวัล 3 รอบ โดยจับรางวัลรอบแรกกันไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จำนวน 26 รางวัล รางวัลละ 500,000 บาท มีผู้โชคดีรวม 26 ราย

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ผลการจับรางวัลสลากออมสินแคมเปญใหญ่แห่งปี ฉลอง 113 ปี ธนาคารออมสิน เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท จับรางวัล 3 รอบ โดยจับรางวัลรอบแรกกันไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จำนวน 26 รางวัล รางวัลละ 500,000 บาท มีผู้โชคดีรวม 26 ราย กระจายความสุขไปในหลากหลายพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ นครสวรรค์ ลพบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สงขลา และกรุงเทพมหานคร เงินรางวัลรวม 13 ล้านบาท โดยธนาคารได้โอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนของลูกค้าผู้โชคดีทั้ง 26 รายเรียบร้อยแล้ว

สำหรับการจับรางวัลรอบที่ 2 จะมีขึ้นในงวดวันที่ 16 มิถุนายน 2569 รางวัลละ 1 ล้านบาท จำนวน 30 รางวัล รวมเงินรางวัลรอบที่ 2 จำนวน 30 ล้านบาท จากนั้นกำหนดจับรางวัลรอบสุดท้ายในงวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 อีก 70 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรางวัลละ 10 ล้านบาท จำนวน 7 รางวัล  รวมมูลค่ารางวัลพิเศษ 3 รอบรวมกันทั้งสิ้น 113 ล้านบาท ผู้สนใจซื้อสลากออมสินเพิ่มเติมเพื่อจะได้มีโอกาสลุ้นรางวัลพิเศษมากยิ่งขึ้นในการจับรางวัลรอบที่ 2 และรอบที่ 3 สามารถติดต่อซื้อสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี ทั้งแบบใบสลากและสลากดิจิทัล ได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือกดซื้อทางแอปพลิเคชัน MyMo ด้วยตัวเองได้ตลอด 24 ชม.

แคมเปญส่งเสริมการออมแห่งปีของธนาคารออมสิน “ฉลอง 113 ปี เพิ่มเงินรางวัล เพิ่มจำนวนรางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล) เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท” เพื่อส่งเสริมการออม และกระจายความสุขส่งต่อกำลังใจให้คนไทยในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจ โดยมีการเพิ่มจำนวนรางวัล และเพิ่มเงินรางวัล ตลอดจนเปิดโอกาสให้ลูกค้าเดิมที่ถือครองสลากอยู่แล้วได้รับสิทธิ์จับรางวัลอีกด้วย ทั้งนี้ การออมเงินในรูปแบบสลากออมสินเป็นการฝากเงินที่มีความมั่นคง ผู้ออมได้รับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด โดยเงินต้นและดอกเบี้ยเงินฝากของลูกค้าธนาคารออมสินได้รับการค้ำประกันจากรัฐบาลทั้งจำนวน และยังมีโอกาสลุ้นรางวัลประจำงวด ตลอดจนรางวัลพิเศษที่ธนาคารจัดขึ้นในโอกาสต่าง ๆ ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ได้ที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th หรือติดต่อที่ GSB Contact Center โทร.1115

Advertisement

“ยศชนัน” ดึงหลักสูตรดัง “KOSEN” จากญี่ปุ่นสู่มหาวิทยาลัยไทย หวังปั้นกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 พฤษภาคม 2569 อว. ดึงหลักสูตรดัง “KOSEN” จากญี่ปุ่นสู่มหาวิทยาลัยไทย หวังปั้นกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย

วันนี้ (16 พฤษภาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ดร. ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลว่า ล่าสุดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ยกระดับความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น ผลักดันการขยายหลักสูตร “KOSEN” เพื่อสร้างกำลังคนเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้านอวกาศ เซมิคอนดักเตอร์ และซินโครตรอน ต่อยอดสู่ New Growth Engine หรือ ของประเทศในระยะยาว

สำหรับ “KOSEN” นี้ คือโมเดลการศึกษาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ที่มุ่งผลิตบุคลากรสายเทคนิคระดับสูง เน้นการทำงานได้จริง ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยก่อนหน้านี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้หารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ถึงความร่วมมือในการขยายหลักสูตร KOSEN ระยะที่ 2 เข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาอีก 1–2 แห่ง พร้อมผลักดันการรับรองหลักสูตรให้เทียบเท่ามาตรฐานญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเยาวชนไทยในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก

นอกจากนี้ ไทยและญี่ปุ่นยังเดินหน้าขยายความร่วมมือในอีกหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยีอวกาศ การใช้ดาวเทียมและ IoT เพื่อเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลในการยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเตรียมทำบันทึกความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งลงทุนกับ “คน” และ “เทคโนโลยี” ควบคู่กัน โดยใช้การศึกษาและนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล และเตรียมประเทศให้พร้อมแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตบนเวทีโลก

Advertisement

รัฐบาลยกระดับคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถ–ลีสซิ่ง เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ 1 มิ.ย. 69 ดูแลดอกเบี้ย ค่าบริการ และสิทธิลูกค้าให้เป็นธรรม

15 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลยกระดับคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถ–ลีสซิ่ง เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ 1 มิ.ย. 69 ดูแลดอกเบี้ย ค่าบริการ และสิทธิลูกค้าให้เป็นธรรม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างครบวงจร

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศ ธปท. ที่ 55/2568 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในส่วนสำคัญตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

รองโฆษกฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายให้การให้บริการเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์–รถจักรยานยนต์มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น ครอบคลุมทั้งสถาบันการเงิน บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน

สาระสำคัญที่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้แก่ การกำหนดหลักเกณฑ์การเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการ เบี้ยปรับ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้สมเหตุสมผล ไม่ซ้ำซ้อน และไม่เอาเปรียบลูกค้า โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจภาระค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจทำสัญญา

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการคำนวณค่าบริการและเบี้ยปรับอย่างเป็นธรรม การคืนค่าบริการตามสัดส่วนกรณีลูกค้ายกเลิกบริการก่อนครบกำหนด การดูแลลูกหนี้ที่มีปัญหาชำระหนี้ และการกำหนดแนวปฏิบัติด้านการโฆษณาและการให้ข้อมูลที่ต้องไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระประชาชน ควบคู่กับการสร้างระบบสินเชื่อที่เป็นธรรมและยั่งยืน มาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองมากขึ้น ลดปัญหาการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไม่ชัดเจน และทำให้ธุรกิจเช่าซื้อ–ลีสซิ่งดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้าพลังงานสะอาด “มท.2” ดัน Solar Rooftop แบบ One Stop Service

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าพลังงานสะอาด “มท.2” ดัน Solar Rooftop แบบ One Stop Service ลดค่าไฟ–ลดต้นทุนประชาชน ย้ำพลังงานสะอาดต้องเข้าถึงได้จริง ไม่สร้างภาระหนี้

วันนี้ (13 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดและการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับระบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เข้าถึงง่าย และสอดรับกับการพัฒนาเมืองสมัยใหม่อย่างยั่งยืน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ณ อาคารวัฒนวิภาส สำนักงานใหญ่คลองเตย โดยเน้นย้ำการผลักดันพลังงานสะอาด การลดค่าไฟฟ้า และการพัฒนาระบบบริการพลังงานให้ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มอบนโยบายให้ MEA ศึกษาแนวทางลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน พร้อมเร่งสนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop ในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยย้ำชัดว่า “พลังงานสะอาดต้องไม่เป็นภาระหรือสร้างหนี้ให้ประชาชน” แต่ต้องเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้จริง คุ้มค่า และช่วยลดรายจ่ายระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ MEA เร่งจัดทำระบบ “One Stop Service” ด้าน Solar Rooftop ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยบูรณาการความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนตั้งแต่การให้คำปรึกษา การขออนุญาตติดตั้ง การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ไปจนถึงการประสานงานด้านสินเชื่อและบริการหลังการติดตั้งแบบครบวงจรในจุดเดียว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมอบนโยบายให้ MEA และ PEA ใช้จุดแข็งด้านมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของรัฐวิสาหกิจ มายกระดับบริการและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกเกี่ยวกับข้อดีของการติดตั้ง Solar Rooftop ทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัย การรับประกัน และการบริการระยะยาว รวมถึงศึกษาแนวทางลดต้นทุนและค่าติดตั้ง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ในวงกว้างมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเมืองอัจฉริยะ ผ่านโครงการ Smart Metro Grid ระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) การขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) และโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน เพื่อยกระดับความปลอดภัย ทัศนียภาพเมือง และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในอนาคต

“สิ่งที่ประชาชนจะได้รับ คือ การเข้าถึงพลังงานสะอาดที่สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น ลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและรองรับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

นายกฯ อนุทิน หารือ ส.อ.ท. ชุดใหม่ เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 พฤษภาคม 2569 นายกฯ อนุทิน หารือ ส.อ.ท. ชุดใหม่ เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมไทย หนุน SMEs เข้าถึงทุน–เทคโนโลยี–พลังงานสะอาด

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วาระปี 2569-2571 เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือแลกเปลี่ยนความเห็นในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้พบคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ชุดใหม่ พร้อมเชื่อมั่นว่าทีมผู้บริหารชุดนี้เป็นผู้ที่มีความเข้าใจภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ทั้งในฐานะผู้ประกอบการและนักอุตสาหกรรมที่มีประสบการณ์ตรง เชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของประธานสภาอุตสาหกรรมฯ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน จะสามารถร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็ง สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของผู้ใช้แรงงานไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอแนะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยนำเสนอในวันนี้ มีความสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดใหม่ ๆ ได้มากขึ้น รวมถึงการปรับโครงสร้างพลังงานสู่พลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของประเทศ

รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน และรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยย้ำว่า หากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีข้อเสนอหรือแนวทางใดเพิ่มเติม รัฐบาลพร้อมเปิดรับฟังและร่วมกันผลักดันอย่างเต็มที่ เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะที่ให้เข้าพบ พร้อมแนะนำตัวคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วาระปี 2569-2571 และนำเสนอแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย ภายใต้แนวคิด The New Chater of Thai Industry 5I ได้แก่ (1) Intelligent Industry (2) Innovation & Creative Industry (3) International Alliance % Network (4) Industrial Infrastructure Reform และ (5) Inclusive & Sustainable Growth โดยมุ่งส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand : MIT) การบูรณาการความร่วมมือเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม แหล่งเงินทุน และตลาดใหม่ ๆ การส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ (Legal Reform) การเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยมุ่งสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สร้างสมดุลเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

Advertisement

นายกฯ ผนึกทุกภาคส่วน เตรียมไทยเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 ชูโอกาสครั้งสำคัญของประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 พฤษภาคม 2569 นายกฯ ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เตรียมไทยเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 ชูโอกาสครั้งสำคัญของประเทศ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับภาพลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมกันต้อนรับผู้แทนกว่า 15,000 คนจากทั่วโลก

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569

ภายหลังการประชุม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings หรือ AM2026 ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลก เปรียบเสมือน “โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง” ที่จะทำให้สายตาจากทั่วโลกจับจ้องมายังประเทศไทย โดยไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีฯ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีฯ ถึง 2 ครั้ง สะท้อนว่าไทยเป็นประเทศที่ประชาคมโลกเชื่อมั่นและให้ความสนใจในด้านการเงินการคลังระดับโลก

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็น “โอกาสของประเทศและคนไทยทุกคน” ในการแสดงศักยภาพ ความพร้อม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อผู้นำเศรษฐกิจ โดยสอดแทรกผ่านองค์ประกอบในการจัดประชุม อาทิ การใช้ผ้าไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การลงทุน และรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม บริการ และธุรกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมจะนำแนวคิด Green Meeting และผนังห้องประชุมแบบ Isowall มาใช้ ซึ่งสามารถรื้อและนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 189 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยจะมีการประชุมหลัก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และการประชุมย่อยอีกประมาณ 1,000 การประชุม โดยคาดว่า การประชุมดังกล่าวจะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยจำนวนมาก

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และอยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกว่า “เราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน” ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ภาคบริการ อาสาสมัคร หรือประชาชนทั่วไป เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจและสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ได้แก่

(1) คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ

(2) คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ

(3) คณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และสาธารณสุข เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมงานในทุกมิติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจ ปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมประชุม

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพ ภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาของไทยในโลกยุคใหม่ ผสมผสานกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในปีหน้าจะครบรอบ 100 ปี ชาตกาล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนเชื่อมโยงสู่ประเด็นยุทธศาสตร์ในระดับสากล ผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI
  2. ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก
  3. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างสมดุล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน

“ช่วงเวลาต่อจากนี้คือการนับถอยหลังอีกประมาณ 5 เดือน สู่การต้อนรับแขกจากทั่วโลก ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยสร้างความประทับใจ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นให้กับประเทศและประชาชนไทยในระยะยาว” นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำ

Advertisement

สั่งปิดโรงงานปลากระป๋องไม่ตรงปกเป็นการชั่วคราวแล้ว “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ทุกจังหวัด ตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” จี้ติดเคสปลากระป๋อง ล่าสุดผู้ว่าฯสมุทรสาคร สั่งหยุดกิจการชั่วคราว จนกว่าจะปรับปรุงมาตรฐานโรงงาน กำชับฉลาก-สินค้า ต้องตรงปก เพื่อความเป็นธรรมของผู้บริโภค

วันนี้ (7 พฤษภาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีปลากระป๋องไม่ตรงปก ภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน บริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ตำบลกาหลง อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานในจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร แจ้งว่า จากการตรวจสอบของอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า โรงงานดังกล่าวมีระบบการบำบัดน้ำเสียไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงได้สั่งให้บริษัทหยุดประกอบกิจการชั่วคราวแล้ว เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขสถานที่ผลิตให้ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP)

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความผิดในกรณีใช้ปลาชนิดอื่นแทนหลาแมคเคอเรลตามที่แสดงบนฉลาก ที่เข้าข่ายการผลิตอาหารปลอม ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท รวมถึงการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้า มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถปรับปรุงสถานที่และกระบวนการผลิตให้ถูกต้อง เป็นไปตามมาตรฐาน จะมีการตรวจสอบอีกครั้งจนกว่าจะผ่านเกณฑ์เชิงคุณภาพ จึงจะสามารถกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ท่านได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด  ซึ่งการดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในการคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค และส่งสัญญาณชัดเจนถึงผู้ประกอบการรายอื่นว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมุ่งคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่ไปกับการให้โอกาสผู้ประกอบการในการแก้ไขปรับปรุง ดิฉันได้สั่งการให้ สคบ. ทุกจังหวัด ตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก” นางสาวศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ส่วนการร้องเรียนเรื่องอาหารและยา แจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556

Advertisement

Verified by ExactMetrics