วันที่ 15 กันยายน 2026

ออมสินเปิดให้กู้รวมหนี้ “สินเชื่อออมสินเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อย” ดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ให้ลูกหนี้ชีวิตเบาขึ้น-ลดภาระ-ได้เติมทุน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 สิงหาคม 2569 ออมสินเดินหน้าปลดกับดักหนี้ทุกอาชีพ ทุกชีวิต เปิดให้กู้รวมหนี้ “สินเชื่อออมสินเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อย” ดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ให้ลูกหนี้ชีวิตเบาขึ้น-ลดภาระ-ได้เติมทุน

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจสำคัญระยะนี้ ในการช่วยประชาชนบริหารจัดการหนี้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ให้ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น สามารถมีสภาพคล่องในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น เป็นการช่วยแบ่งเบาในภาวะที่กำลังต้องเผชิญปัญหาปากท้องและข้อจำกัดในการประกอบอาชีพอันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ แรงงานอิสระนอกระบบ เช่น อาชีพรับจ้างทั่วไป ค้าขาย ช่างฝีมือ หรืองานบริการต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มแรงงานในระบบที่แม้จะมีรายได้ประจำ แต่ก็อาจกำลังต้องเผชิญกับระดับรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นเร็วด้วยเช่นกัน

ล่าสุด ธนาคารจึงออกมาตรการช่วยรวมหนี้ไว้ที่เดียว “สินเชื่อออมสินเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อย” โดยเปิดให้กู้สำหรับผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้สม่ำเสมอและต้องการวางแผนแก้ไขหนี้อย่างเป็นระบบ โดยนำวงเงินไปชำระหนี้เดิมและรวมหนี้หลายทางมาไว้ที่ธนาคารออมสินแห่งเดียว รวมถึงใช้ลดภาระหนี้ ให้สามารถบริหารจัดการรายรับรายจ่ายและวางแผนชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม ให้วงเงินกู้สูงสุด 200,000 บาทต่อราย กรณีมีหนี้นอกระบบให้กู้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) เริ่มต้น 0.75% ต่อเดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับหลักประกันเงินกู้ และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 5 ปี หรือ 60 งวด

ทั้งนี้ ผู้สนใจขอสินเชื่อต้องเป็นผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้สม่ำเสมอ อายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาการชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 65 ปี ทั้งนี้ ธนาคารพิจารณาให้สินเชื่อตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืน โดยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

Advertisement

นายกฯชี้ความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ–เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งพาฟอสซิลต่างประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 สิงหาคม 2569 “อนุทิน” แถลงสภา ชี้ความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ–เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งพาฟอสซิลต่างประเทศ

วันที่ (26 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและราคาพลังงานปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง จึงกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน จำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้างและยืดเยื้อ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. คือแหล่งเงินและเครื่องมือทางการคลังตามปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 ซึ่งตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท ได้ถูกใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ทั้งภัยพิบัติ ความมั่นคงชายแดน และภารกิจตามกฎหมาย ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 140,000 ล้านบาท แม้รวมเงินทุนสำรองจ่ายอีก 50,000 ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังต้องรองรับแผนงานในช่วงที่เหลือของปี การจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ส่วนวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือเพียงประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่ทันต่อสถานการณ์ที่ต้องดำเนินการในขณะนี้

นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้รัฐบาลได้ใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เป็นเครื่องมือเร่งด่วน โดยมี 1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง เป้าหมายคือรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์คือ

1.ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และ 2.ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลโดยเร็ว ผ่านการลดค่าครองชีพและต้นทุนอาชีพ สนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตในประเทศ และพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน

สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการจากผลกระทบวิกฤตพลังงาน และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน โดยกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็น ทางเลือกสุดท้าย หลังรัฐบาลพยายามบริหารแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว โดยเมื่อรวมการกู้กรณีอื่นยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70 พร้อมวางแผนการกู้และชำระหนี้อย่างเป็นระบบเพื่อควบคุมต้นทุนและกระจายความเสี่ยง

ทั้งนี้ การใช้เงินจะผ่านการกลั่นกรอง โดยโครงการต้องตรงตามวัตถุประสงค์ จำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือแหล่งเงินอื่น และพร้อมดำเนินการทันที ภายใต้หลัก 5T ได้แก่ Target ตรงจุด, Transition เร่งเปลี่ยนผ่าน, Transformation ปรับโครงสร้าง, Transparent โปร่งใสตรวจสอบได้ และ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน

นายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า วิกฤตพลังงานเป็นสถานการณ์ร้ายแรงและเร่งด่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดฯ เพื่อให้ประเทศมีเครื่องมือเพียงพอและทันท่วงทีในการ ช่วยประชาชนวันนี้ พร้อมลดความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

Advertisement

ออมสินเร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัย พักหนี้อัตโนมัติ 3 เดือน ไม่คิดดอก ระดมสินเชื่อฉุกเฉิน – ฟื้นฟู ช่วยประชาชน-ธุรกิจตั้งหลัก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 สิงหาคม 2569 ธนาคารออมสินเร่งออกมาตรการ “พักหนี้อัตโนมัติ ไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน” เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและให้มีเวลาจัดการค่าใช้จ่ายที่จำเป็น พร้อมฟื้นฟูที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และรายได้ในช่วงหลังน้ำลด

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคเหนือ เริ่มคลี่คลายและเข้าสู่ช่วงฟื้นฟู แต่ความเสียหายต่อบ้านเรือน เครื่องมือประกอบอาชีพ และสถานประกอบการยังคงกระทบต่อการดำเนินชีวิตและรายได้ของประชาชน ธนาคารออมสินจึงเร่งออกมาตรการ “พักหนี้อัตโนมัติ ไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน” เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและให้มีเวลาจัดการค่าใช้จ่ายที่จำเป็น พร้อมฟื้นฟูที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และรายได้ในช่วงหลังน้ำลด

มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องชำระคืนภายหลัง ส่วนเงินต้นที่พักไว้ 3 งวด จะถูกรวมไปชำระในงวดสุดท้าย และเมื่อครบกำหนดพักชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้จะกลับมาชำระเงินงวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกกลุ่ม (ยกเว้นบางประเภทตามเงื่อนไข*) ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ภัยพิบัติตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยธนาคารจะแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS หรือจดหมายโดยตรง หากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถติดต่อแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ

นอกจากการลดภาระของลูกหนี้เดิมแล้ว ธนาคารยังเตรียมสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยที่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ฟื้นฟูอาชีพ หรือซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถขอ สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุนช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤต วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 20,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) = 0.60% ต่อเดือน และผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน ยื่นความประสงค์ได้ที่สาขาธนาคารออมสิน ส่วนผู้ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพหรือบรรเทาค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพมี สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) = 0.50% ต่อเดือน ปลอดชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือนแรก ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 60 เดือน

ธนาคารยังสนับสนุนการฟื้นฟูด้วย สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ  เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพหรือปรับปรุงซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 300,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย = 15.00% ต่อปี  ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี และ สินเชื่อฟื้นฟูบ้านสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ สำหรับซ่อมแซมที่อยู่อาศัย วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 24 อัตราดอกเบี้ย = 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 = MRR – 3.35% ต่อปี ปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.75% ต่อปี พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท

ส่วนภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สามารถยื่นขอสินเชื่อ ออมสิน SMEs Recharge เพื่อปรับปรุง ซ่อมแซม สถานประกอบการ การลงทุนในสินทรัพย์ของกิจการ เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องจักร ที่ใช้ในการดำเนินกิจการ หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง ให้กู้รายละไม่เกิน 30 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น ปีที่ 1-2 = 2.99% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี ยื่นคำขอสินเชื่อธุรกิจภายในวันที่ 30 กันยายน 2569

ทั้งนี้ ธนาคารพิจารณาให้สินเชื่อตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืน ผู้ที่สนใจโปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคาร www.gsb.or.th หรือสอบถามที่ GSB Contact Center โทร.1115

ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่น้ำยังท่วมสูง ธนาคารออมสินได้เร่งลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อส่งมอบ “ถุงออมสินห่วงใย” รวมกว่า 1,500 ชุด ประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้ผู้ประสบภัยใช้ประทังชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ทำความสะอาดหลังน้ำลด ธนาคารออมสินขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยก้าวผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้โดยเร็ววัน และพร้อมเคียงข้างประชาชนในการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกสถานการณ์ ตามจุดยืน “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต”

*หมายเหตุ : มาตรการพักหนี้ไม่รวมสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์, สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ โดยสินเชื่อ Soft loan สินเชื่อองค์กรชุมชน และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

Advertisement

กรุงไทยผนึกกรมธนารักษ์ เปิดตัว “Treasury Coin Market” ระบบประมูลเหรียญกษาปณ์ออนไลน์ครั้งแรกของไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 สิงหาคม 2569 ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เปิดตัว “ระบบประมูลขายผลิตภัณฑ์เหรียญผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์” (Treasury Coin Market) ระบบประมูลขายผลิตภัณฑ์เหรียญผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจรครั้งแรกของประเทศไทย พร้อมนำร่องเปิดประมูลจริงแบบ Live ภายในงาน โดยนำเหรียญกษาปณ์ราคา 10 บาท ที่ระลึกการประชุม Mint Directors Conference ปี 2533 เปิดประมูลผ่านระบบ และปิดการประมูลด้วยราคาสูงสุด 2,540,000 บาท ภายในเวลา 10.39 นาที สะท้อนการทำงานของระบบจริง ตั้งแต่การเสนอราคาแบบ Real Time จนถึงการปิดประมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “The Next Generation of Collectible Assets” ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่สินทรัพย์ในโลกจริงถูกนำเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจสินทรัพย์สะสมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเรื่องราว ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญจากเหรียญกษาปณ์และเหรียญที่ระลึกที่บันทึกเรื่องราวของชาติมาอย่างยาวนาน การเปิดตัว “Treasury Coin Market” จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางประมูล แต่เป็นการวางรากฐานตลาดเหรียญไทยยุคใหม่ที่เข้าถึงได้ โปร่งใส และน่าเชื่อถือ โดยภาครัฐมีบทบาทในการสร้างกติกาและมาตรฐาน เพื่อให้มูลค่าเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมจากกลไกตลาด พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาตลาดรองที่มีราคาอ้างอิงและใบรับรองคุณภาพเหรียญที่น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงตลาดเหรียญไทยกับตลาดสากล เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางตลาดเหรียญและสินทรัพย์สะสมของภูมิภาค โดยการประมูลครั้งนี้ ได้เปิดประมูลเหรียญกษาปณ์ ราคา 10 บาท ที่ระลึกจากการประชุม Mint Directors Conference ครั้งที่ 16 ในปี 2533 ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งปิดประมูลไปด้วยราคาสูงสุด 2,540,000 บาท ภายในเวลา 10.39 นาที สะท้อนความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ไทย โดยนำระบบดิจิทัลมาตรฐานสากลของธนาคารกรุงไทย มาช่วยสร้างคุณค่า และสร้างมูลค่าให้กับวัฒนธรรมความเป็นไทย

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า การเปิดตัว Treasury Coin Market ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางประมูลรูปแบบใหม่ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มและทุกพื้นที่เข้าถึงคุณค่าของเหรียญไทย ภายใต้กติกาที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ สอดคล้องกับภารกิจของกรมธนารักษ์ในการเพิ่มทั้ง “มูลค่า” และ “คุณค่า” ของทรัพย์สินแผ่นดิน และเพื่อขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าว กรมธนารักษ์จึงพัฒนา Coin Market Platform โดยมี Treasury Coin Market เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ควบคู่กับการประเมินคุณภาพเหรียญ (Coin Grading) การจัดทำฐานข้อมูลเหรียญ และการเผยแพร่องค์ความรู้ โดยนำความเชี่ยวชาญและมาตรฐานด้านเหรียญมาเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการจัดทำข้อมูลและการประเมินคุณภาพเหรียญให้เป็นระบบและมีมาตรฐาน สร้างความน่าเชื่อถือให้ตลาดเหรียญไทย และส่งเสริมการเกิดนักสะสมรุ่นใหม่

นายธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การพัฒนา “Treasury Coin Market” เป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงไทยและกรมธนารักษ์ในการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีการเงินมายกระดับบริการภาครัฐ ต่อยอดความร่วมมือด้าน Digital Treasury ทั้งระบบประมูลขายทรัพย์สินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ และการเชื่อมโยง D-Value เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้สะดวก โปร่งใส และเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

ในการพัฒนาระบบ Treasury Coin Market ธนาคารได้ยึดหลัก “Trust by Design” โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้และมาตรฐานของกรมธนารักษ์เข้ากับกระบวนการดิจิทัล ตั้งแต่การยืนยันตัวตน การเสนอราคา การชำระเงิน การคุ้มครองข้อมูล ไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการตรวจสอบย้อนหลัง เพื่อให้ทุกขั้นตอนมีความโปร่งใส ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ พร้อมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถต่อยอดรองรับผลิตภัณฑ์เหรียญในอนาคต และนำคุณค่าของทรัพย์สินแผ่นดินมาต่อยอดสู่โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างธนาคารกรุงไทยและกรมธนารักษ์ ในการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐ เทคโนโลยี และระบบการเงิน เพื่อยกระดับบริการภาครัฐและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”

Advertisement

รัฐบาลเผย TH-AI Passport กระแสตอบรับแรง ยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้านราย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเผย TH-AI Passport กระแสตอบรับแรง ยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้านรายในเวลา 17.00 น. วันนี้ หลังเพิ่มกว่า 5 แสนรายภายในวันเดียว

วันนี้ (20 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า กระแสตอบรับจากประชาชนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ณ เวลา 17.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 มียอดลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 1,033,635 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อวาน ซึ่งอยู่ที่ 532,692 ราย ถึง 500,943 รายภายใน 24 ชั่วโมง และทำให้ยอดลงทะเบียนผ่านหลัก 1 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ เพราะเท่ากับว่าภายในเวลาเพียงหนึ่งวันมีประชาชนลงทะเบียนเพิ่มเกือบเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนไทยต่อเทคโนโลยี AI และความต้องการเข้าถึงเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียน การทำงาน การสร้างสรรค์ผลงาน และการประกอบอาชีพ

“เมื่อวานเวลา 17.00 น. เรามีผู้ลงทะเบียน 532,692 ราย วันนี้ในเวลาเดียวกันเพิ่มเป็น 1,033,635 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนรายในวันเดียว สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการผ่านหลักล้าน แต่คือความเร็วของการตอบรับจากประชาชน ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยพร้อมเปิดรับและเรียนรู้ AI อย่างมาก ภารกิจต่อจากนี้คือทำอย่างไรให้ความสนใจดังกล่าวต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในวงกว้าง” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายของ TH-AI Passport ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้สมัคร แต่ต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนได้ทดลองใช้ AI หลายรูปแบบและเรียนรู้ว่าเครื่องมือประเภทใดเหมาะกับงานของตนเอง โดยโครงการตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย ซึ่งยอดล่าสุดกว่า 1.03 ล้านราย คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 20 ของเป้าหมายแล้ว

สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนสำเร็จ ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำผู้ลงทะเบียนเข้าสู่การทดลองและประยุกต์ใช้ AI ในชีวิตจริง โดยรัฐบาลคาดหวังว่าโครงการจะช่วยขยายฐานผู้ใช้ AI จากกลุ่มที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

“รัฐบาลต้องการให้ AI เป็นโอกาสของคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วัยทำงาน เป็นผู้ประกอบการ หรือประชาชนทั่วไป การมีคนลงทะเบียนเกิน 1 ล้านรายในระยะเวลาอันรวดเร็วเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายที่สำคัญกว่าคือทำให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้เพิ่มทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับตนเองได้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport ตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย และมีกำหนดเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซต์ de.aipass.net โดยหากพบปัญหาในการลงทะเบียนสามารถสอบถาม Call Center โทร. 02-021-0300 ได้

Advertisement

รัฐบาลรุกปราบภัยออนไลน์ สกัดบัญชีม้าคริปโตแล้ว 62,516 บัญชี ย้ำประชาชนเช็กให้ชัด อย่าเชื่อโฆษณาอ้างผลตอบแทนสูง-เสี่ยงต่ำ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 สิงหาคม 2569 รัฐบาลรุกปราบภัยออนไลน์ สกัดบัญชีม้าคริปโตแล้ว 62,516 บัญชี ย้ำประชาชนเช็กให้ชัด อย่าเชื่อโฆษณาอ้างผลตอบแทนสูง-เสี่ยงต่ำ

วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เชิงรุก โดยเน้นการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการจับกุมดำเนินคดี การสกัดกั้นบัญชีม้า เส้นทางการเงิน และการปิดกั้นช่องทางสื่อสารของมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ผลจากการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.2569 )สามารถยับยั้งบัญชีม้าคริปโตได้แล้ว จำนวน 62,516 บัญชี เพื่อปิดช่องทางไม่ให้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินหรือสนับสนุนอาชญากรรมทางการเงิน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ภาครัฐ ก.ล.ต. และภาคเอกชนได้ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยเกี่ยวกับการหลอกลวงให้ลงทุน ซึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนได้จำนวนมาก ภายใต้ความร่วมมือของคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์เชิงรุกป้องกันการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี โดยอาศัยช่องทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง กรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยงานด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น กระจายข้อมูลเตือนภัยแก่ประชาชนในวงกว้าง  นอกจากนี้ ข้อมูลของ ก.ล.ต. ยังพบว่าสามารถปิดกั้นแพลตฟอร์มที่หลอกลวงให้ลงทุน ช่วงเดือน ม.ค.–พ.ค.2569 จำนวน 368 ครั้ง ซึ่งลดลงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 2,162 ครั้ง

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพมีการใช้กลโกงหลากหลายรูปแบบ ทั้งแชร์ลูกโซ่ การหลอกให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงการส่งลิงก์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคล โดยมักใช้คำโฆษณา อาทิ “ผลตอบแทนสูง ได้เงินเร็ว ความเสี่ยงต่ำ” และแอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียงหรือใช้เอกสารปลอม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเร่งให้เหยื่อตัดสินใจ จึงขอเตือนประชาชนให้หยุดตรวจสอบก่อนเชื่อหรือโอน ไม่คลิกลิงก์แปลกปลอม และอย่าหลงเชื่อเพียงเพราะภาพบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือภาพความสำเร็จ หากพบการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย สามารถสอบถามหรือแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ก.ล.ต. โทร. 1207 กด 22 และในเร็วๆนี้ รัฐบาลเตรียมเพิ่มช่องทางรับแจ้งเหตุหลอกลวงลงทุนผ่านฟีเจอร์ “แจ้งรัฐ” บนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ด้วย

Advertisement

“ศุภมาส” ลุยรักษาสิทธิผู้โดยสาร! สั่ง สคบ. สอบปมขายตั๋วเกินที่นั่ง ดันคุมสัญญาบริการสายการบินทั้งระบบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 สิงหาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยรักษาสิทธิผู้โดยสาร! สั่ง สคบ. สอบปมขายตั๋วเกินที่นั่ง ดันคุมสัญญาบริการสายการบินทั้งระบบ

วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีผู้โดยสารร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ได้จองบัตรโดยสารเที่ยวบินภายในประเทศล่วงหน้า พร้อมเลือกที่นั่งและชำระค่าบริการอาหารบนเครื่องไว้เรียบร้อย แต่เมื่อถึงวันเดินทางกลับไม่สามารถขึ้นเครื่องได้ จนต้องซื้อบัตรโดยสารของสายการบินอื่นด้วยตนเอง โดยได้มอบหมาย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ติดตามกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งเลขาธิการ สคบ. ได้มอบหมายกองคุ้มครองผู้บริโภค 1 เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏเป็นข่าว

การติดตามกรณีดังกล่าวเป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายและดูแลสิทธิของประชาชน โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลไม่ให้ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสียหายจากการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ นางสาวศุภมาสจึงกำหนดให้การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในธุรกิจบริการที่มีการชำระเงินล่วงหน้าเป็นภารกิจเชิงรุกของ สคบ. พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบทั้งเงื่อนไขสัญญา การโฆษณา และการให้บริการควบคู่กันไป เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำกับผู้บริโภครายอื่น

สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบ กองคุ้มครองผู้บริโภค 1 ได้ประสานสายการบินที่ถูกร้องเรียน โดยสายการบินชี้แจงว่า เที่ยวบินดังกล่าวมีจำนวนการจอง 191 ราย ขณะที่มีที่นั่ง 189 ที่นั่ง ผู้ร้องมาแสดงตนเช็กอินภายในกรอบเวลาที่กำหนดและเป็นรายสุดท้าย จึงถูกปฏิเสธการรับขน โดยสายการบินระบุว่าได้หาผู้โดยสารที่สมัครใจสละที่นั่งแล้วแต่ไม่มีผู้ประสงค์ และได้เสนอเงินชดเชย 1,500 บาท เปลี่ยนเที่ยวบินให้ใหม่ พร้อมมอบคูปองอาหาร แต่ผู้ร้องไม่รับข้อเสนอและเลือกซื้อบัตรโดยสารของสายการบินอื่นเอง

“ตั๋วเครื่องบิน 1 ใบ คือสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อผู้บริโภคชำระเงิน เลือกที่นั่ง และจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมแล้ว สิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังคือการได้รับบริการตามที่ตกลงกันไว้ ไม่ใช่ต้องมารับภาระเพิ่มเติมในวันเดินทาง ดิฉันไม่สบายใจที่ผู้บริโภคดำเนินการทุกอย่างถูกต้องมาตั้งแต่ต้น แต่สุดท้ายต้องควักเงินซื้อตั๋วใหม่เอง การบริหารจัดการที่นั่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องบริหารจัดการให้รอบคอบ ความเสี่ยงจึงไม่ควรถูกผลักมาให้ผู้โดยสารเป็นฝ่ายรับภาระเพียงฝ่ายเดียว” นางสาวศุภมาสกล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้ สคบ. ขยายผลจากกรณีดังกล่าวไปสู่การตรวจสอบเชิงระบบ ทั้งเงื่อนไขสัญญาการซื้อบัตรโดยสาร การคิดค่าบริการเสริม เช่น การเลือกที่นั่งและการสั่งอาหารล่วงหน้าที่ผู้บริโภคชำระเงินแล้วแต่ไม่ได้รับบริการ รวมถึงข้อความโฆษณาที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าที่นั่งได้รับการยืนยันแล้ว พร้อมให้ศึกษาแนวทางกำหนดให้ธุรกิจสายการบินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อวางมาตรฐานเงื่อนไขที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ขณะที่ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า กรณีถูกปฏิเสธการรับขนจากการขายเกินจำนวนที่นั่ง ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับการดูแลตามข้อบังคับฯ ฉบับที่ 101 ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม การติดต่อสื่อสาร ที่พักพร้อมรถรับส่งกรณีต้องค้างคืน สิทธิเลือกแนวทางเดินทางทดแทน และเงินชดเชย 1,500 บาท สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ โดยได้สั่งการให้กองคุ้มครองผู้บริโภค 1 ทำงานร่วมกับ กพท. เพื่อพิจารณาให้ครบทั้งสิทธิของผู้โดยสารตามข้อบังคับและความเป็นธรรมของเงื่อนไขสัญญา

“ดิฉันขอย้ำว่า แม้การขายบัตรโดยสารเกินจำนวนที่นั่งอาจเป็นแนวปฏิบัติที่มีอยู่ในธุรกิจการบิน แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจต้องดูแลและรับผิดชอบผู้โดยสารอย่างเหมาะสม ไม่ใช่เพียงจ่ายเงินชดเชยแล้วให้ผู้โดยสารไปแก้ปัญหาด้วยตัวเอง สิ่งที่ สคบ. กำลังทำจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะราย แต่จะขยายผลไปดูมาตรฐานและเงื่อนไขการให้บริการของธุรกิจสายการบินทั้งระบบ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมและเกิดมาตรฐานที่ชัดเจนในอนาคต”

“สำหรับพี่น้องประชาชนที่พบเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน ขอให้เก็บหลักฐานไว้ให้ครบ ทั้งหมายเลขการจอง บัตรโดยสาร หลักฐานการชำระเงินค่าบริการเสริม และเอกสารที่สายการบินออกให้ที่สนามบิน แล้วร้องเรียนเข้ามาได้ทันทีที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด รวมถึงร้องเรียนสิทธิผู้โดยสารต่อสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ดิฉันจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรม” นางสาวศุภมาสกล่าวทิ้งท้าย

Advertisement

รัฐบาลเตรียมเปิดทดลองใช้ฟรี 2 มอเตอร์เวย์ “M6 บางปะอิน–ปากช่อง” และ “M82 บางขุนเทียน–บ้านแพ้ว”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเตรียมเปิดทดลองใช้ฟรี 2 มอเตอร์เวย์ “M6 บางปะอิน–ปากช่อง” และ “M82 บางขุนเทียน–บ้านแพ้ว” ย้ำเช็กวัน–ด่าน–ประเภทรถก่อนเดินทาง

วันนี้ ( 16 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวง เตรียมเปิดทดลองให้ประชาชนใช้ฟรีมอเตอร์เวย์สายใหม่ 2 เส้นทางในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่ มอเตอร์เวย์หมายเลข 6 (M6) สายบางปะอิน–นครราชสีมา ช่วงบางปะอิน–ปากช่อง และมอเตอร์เวย์หมายเลข 82 (M82) สายบางขุนเทียน–เอกชัย–บ้านแพ้ว เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทาง ลดระยะเวลา และช่วยบรรเทาการจราจรบนถนนมิตรภาพและถนนพระราม 2

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้ทั้งสองเส้นทางจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ฟรีเช่นเดียวกัน แต่มีวัน เวลา จุดขึ้น–ลง และประเภทรถที่อนุญาตแตกต่างกัน เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและติดตั้งระบบในบางส่วน จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบเงื่อนไขให้ชัดเจนก่อนวางแผนเดินทาง

สำหรับ M6 ช่วงบางปะอิน–ปากช่อง ระยะทาง 110 กิโลเมตร จะเริ่มเปิดทดลองใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 โดยเปิดเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ ตั้งแต่วันศุกร์ เวลา 12.00 น. ถึงวันอาทิตย์ เวลา 24.00 น. ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ 2570 อนุญาตเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ และจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ประชาชนสามารถเข้า–ออก M6 ช่วงดังกล่าวได้ 5 ด่าน ได้แก่ ด่านบางปะอิน ด่านหินกอง ด่านแก่งคอย ด่านมวกเหล็ก และด่านปากช่อง อย่างไรก็ตาม สำหรับฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ช่วงปากช่อง–มวกเหล็กยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ผู้เดินทางจากปากช่องต้องใช้ถนนธนะรัชต์และถนนมิตรภาพเพื่อไปเข้าด่านมวกเหล็กแทน

ขณะเดียวกัน จุดพักรถทับกวางทั้งสองฝั่งเปิดให้บริการห้องน้ำและเครื่องดื่ม แต่ยังไม่มีสถานีบริการน้ำมันและจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จึงขอให้ผู้เดินทางตรวจสอบปริมาณน้ำมันหรือระดับแบตเตอรี่ให้เพียงพอก่อนขึ้นมอเตอร์เวย์ ทั้งนี้ M6 ช่วงปากช่อง–ทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมา ยังคงเปิดให้ประชาชนใช้ฟรีทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงตามเดิม

ส่วน M82 กรมทางหลวงเตรียมเปิดทดลองช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว ระยะทาง 16.4 กิโลเมตรเพิ่มเติม ทำให้สามารถเดินทางต่อเนื่องบนเส้นทางบางขุนเทียน–เอกชัย–บ้านแพ้ว รวมระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร โดยจะเริ่มเปิดตั้งแต่วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป และเปิดให้ทดลองใช้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

M82 อนุญาตให้รถยนต์ รถบรรทุก และรถโดยสารใช้เส้นทางได้ โดยรถยนต์จำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถบรรทุกและรถโดยสารจำกัดความเร็วไม่เกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะแรกเปิดให้ขึ้น–ลง 4 ด่าน ได้แก่ ด่านพันท้ายนรสิงห์ ด่านมหาชัย 1 ด่านมหาชัย 2 และด่านบ้านแพ้ว ขณะที่ด่านสมุทรสาคร 1 และด่านสมุทรสาคร 2 ยังไม่เปิดให้บริการ

ทั้งนี้ ห้ามคนเดินเท้า รถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รถสามล้อ และรถล้อเลื่อนทุกประเภทใช้ทางยกระดับ M82 โดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ทาง

“เปิดฟรีเหมือนกัน แต่เงื่อนไขการใช้ไม่เหมือนกัน โดย M6 บางปะอิน–ปากช่อง เปิดเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์และอนุญาตเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ ส่วน M82 บางขุนเทียน–บ้านแพ้ว เปิดตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับทั้งรถยนต์ รถบรรทุก และรถโดยสาร จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบวัน เวลา ด่านที่เปิด และประเภทรถที่อนุญาตก่อนออกเดินทาง เพื่อให้ได้รับความสะดวกและเดินทางถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดทดลองใช้มอเตอร์เวย์ทั้งสองเส้นทางเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มทางเลือกและประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน โดย M6 จะช่วยแบ่งเบาปริมาณรถบนถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ M82 จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางบนแนวถนนพระราม 2 เชื่อมกรุงเทพฯ และสมุทรสาคร ก่อนทยอยพัฒนาและเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบต่อไป

ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

นายกฯ อนุทิน เปิด “Digital Shield” สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ย้ำปราบอย่างเดียวไม่พอ ต้องป้องกันก่อนเงินหาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 สิงหาคม 2569 นายกฯ อนุทิน เปิด “Digital Shield” สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ย้ำปราบอย่างเดียวไม่พอ ต้องป้องกันก่อนเงินหาย ดึงแบงก์–ค่ายมือถือ–แพลตฟอร์มร่วมปิดช่องโหว่มิจฉาชีพ

วานนี้ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร (DE Digital Shield Forum) ครั้งที่ 1 เพื่อสร้างความรู้เท่าทันภัยออนไลน์ให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและคนในครอบครัว ก่อนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมงาน

ก่อนเริ่มพิธี ผู้เข้าร่วมงานได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เทคโนโลยีทำให้ชีวิตประชาชนสะดวกขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน มิจฉาชีพก็ใช้เทคโนโลยีหลอกลวงได้รวดเร็วและแนบเนียนขึ้น ภัยออนไลน์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว บางครั้งเพียงรับโทรศัพท์หนึ่งสาย กดลิงก์หนึ่งครั้ง หรือหลงเชื่อข้อความไม่กี่บรรทัด เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตก็อาจสูญหายได้

ล่าสุดมีกรณีเตือนภัยการใช้เสียงปลอมเลียนแบบลูก โทรศัพท์ไปหลอกพ่อให้รีบโอนเงิน แต่ผู้เป็นพ่อมีสติและตั้งคำถามเพื่อยืนยันตัวตน จึงไม่ตกเป็นเหยื่อ สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากระบบป้องกันของภาครัฐแล้ว “สติและความรู้เท่าทัน” สามารถเป็นเกราะด่านแรกที่ช่วยปกป้องเงินและทรัพย์สินของประชาชนได้จริง

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลกำหนดให้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ และจะดำเนินการอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการจัดการบัญชีม้า ซิมม้า เส้นทางการเงิน โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรม ตลอดจนเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาเป็นหน้าที่ๆหลายฝ่ายได้ร่วมมือกัน ทั้ง ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์ แพลตฟอร์มดิจิทัล หน่วยงานด้านความมั่นคง และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันปิดช่องโหว่ ไม่ให้ระบบหรือบริการของตนกลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ

“รัฐบาลมีหน้าที่สร้างระบบป้องกัน จัดการคนร้าย และช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุ แต่เกราะที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด คือสติและความรู้เท่าทัน หากมีโทรศัพท์หรือข้อความผิดปกติ อย่ารีบเชื่อ อย่ารีบโอน และหากไม่แน่ใจให้ตรวจสอบกับคนใกล้ตัวหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้ก่อน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรียังต้องการให้ความรู้จาก DE Digital Shield Forum ขยายออกไปมากกว่าผู้ที่มาร่วมงาน โดยขอให้ประชาชนนำสิ่งที่เรียนรู้ไปบอกต่อคนในครอบครัวและคนใกล้ตัว เพราะหากคนหนึ่งคนรู้เท่าทัน ก็สามารถช่วยป้องกันความเสียหายได้มากกว่าหนึ่งคน

“ถ้าคนหนึ่งคนมีเกราะ ก็ป้องกันได้หนึ่งคน แต่ถ้าความรู้ถูกส่งต่อ เกราะนี้ก็จะปกป้องได้ทั้งครอบครัวและทั้งสังคม Digital Shield จึงไม่ใช่เพียงทำให้คนไทยใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ต้องทำให้ทุกคนใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย รับผิดชอบ และไม่ตกเป็นเหยื่อ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือทำให้ประชาชนสามารถนำความรู้กลับไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การสังเกตสายโทรศัพท์และข้อความหลอกลวง การระวังลิงก์หรือการขอข้อมูลส่วนบุคคล การตรวจสอบก่อนโอนเงิน ไปจนถึงการรู้ช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อพบเหตุผิดปกติ เพราะความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่หมายถึงเงินเก็บ รายได้ และความมั่นคงของครอบครัวประชาชน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการและกิจกรรมให้ความรู้จากหน่วยงานภายในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย ไปรษณีย์ไทย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้ประชาชนรู้จักรูปแบบภัยออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองและช่องทางรับความช่วยเหลือเมื่อประสบเหตุ

Advertisement

“ยศชนัน-ประเสริฐ” คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบายผ่านพื้นที่นวัตกรรมฯ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 สิงหาคม 2569 “ยศชนัน-ประเสริฐ” คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบายผ่านพื้นที่นวัตกรรมฯ ดันระบบ Credit Bank เชื่อม TCAS คืนครูสู่ห้องเรียน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยข้อสั่งการเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทย โดยใช้กลไก “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” (Education Sandbox) เป็นพื้นที่นำร่องในการปฏิบัติจริง ก่อนนำผลสัมฤทธิ์ไปขยายผลบังคับใช้ทั่วประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนดังกล่าว ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการวางเข็มทิศการทำงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 6 มิติสำคัญ ดังนี้

1.คืนเวลาให้ครูผ่านระบบ “ครัวกลาง”

มุ่งลดภาระงานบริหารจัดการอาหารกลางวันและงานพัสดุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน นำร่องให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้ง “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กใกล้เคียง ซึ่งจะช่วยให้ครูมีเวลากลับเข้าสู่ห้องเรียนเพื่อจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ 100%

2.ปรับสูตรคำนวณงบประมาณ ลดความเหลื่อมล้ำ

ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวถัวเฉลี่ย และเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ “ต้นทุนความจำเป็นที่แท้จริง” ของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1–2 เดือนนี้ ควบคู่ไปกับการนำร่อง “ระบบรถรับส่งนักเรียน” ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เด็กในการเข้าถึงโรงเรียนคุณภาพโดยไม่เพิ่มภาระค่าเดินทางให้ผู้ปกครอง ซึ่งจะช่วยรองรับแผนการควบรวมทรัพยากรโรงเรียนขนาดเล็ก

3.ปรับวิชาเดิมให้ทันโลก ไม่เพิ่มวิชาใหม่

เตรียมนำร่องปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Curriculum & AI Literacy Framework) ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้ โดยมุ่งวัดผล 4 ทักษะหลักตามแนวทาง PISA ได้แก่ การอ่าน การคิดคำนวณและวิทยาศาสตร์ การสื่อสาร และทักษะดิจิทัล/AI ผ่านวิธีการปรับรูปแบบการเรียนและการประเมินผลในรายวิชาเดิม โดยไม่เพิ่มวิชาใหม่ให้เป็นภาระแก่ผู้เรียน

4.สร้างการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Thailand Zero Dropout PLUS)

พัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank Sandbox) ที่รองรับผลการเรียนรู้จากทั้งระบบออนไลน์ สายอาชีพ และชุมชน พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้ากับระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) โดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบสามารถสะสมหน่วยกิตและสมรรถนะ สำหรับนำไปยื่นเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ในอนาคต

5.ปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างการบริหารจัดการ

สั่งการให้ศึกษาแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมให้มีความคล่องตัว โดยต้องสอดคล้องกับกลไกของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) พร้อมทั้งเตรียมแผนรองรับกรณี พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ สิ้นสุดอายุ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงและสอดรับกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

6.ยกระดับโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Student Safety and Protection Sandbox)

ขับเคลื่อนมาตรการไม่อดทนต่อความรุนแรง (Zero Tolerance) ทั้งการกลั่นแกล้ง (Bullying) และการคุกคามทุกรูปแบบ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตเพื่อคัดกรองและดูแลจิตใจนักเรียน พร้อมเปิดช่องทางแจ้งเหตุลับผ่านระบบ Traffy Fondue for Education รวมถึงจัดอบรมทักษะให้ครูและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ

ในตอนท้าย ทั้งรองนายกฯ และ รมว.ศธ. ได้กำชับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นระยะ เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ที่สามารถวัดผลได้จริง ก่อนพิจารณานำโมเดลความสำเร็จนี้ไปขยายผลเป็นนโยบายหลักเพื่อใช้งานทั่วประเทศต่อไป

Advertisement

Verified by ExactMetrics