วันที่ 5 พฤษภาคม 2026

โฆษกรัฐบาลชี้คนภายนอกมักเข้าใจผิด นายกฯเป็นคนไม่ฟังใคร

People Unity News : 6 ธันวาคม 2565 โฆษกรัฐบาลยืนยันนายกรัฐมนตรีรับฟังทุกเหตุผล ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและรอบคอบทุกครั้งก่อนสั่งการ

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าเป็นคนไม่ฟังใครนั้น เป็นสิ่งที่คนภายนอกมักเข้าใจผิด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนละเอียดรอบคอบ คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตลอดเวลา ทุกครั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ นายกรัฐมนตรีจะเริ่มต้นด้วยการเชิญประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสียก่อน เพื่อรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้าน รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมาย และพิจารณาถึงผลดีและผลเสียที่จะตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ และเป็นผลดีต่อประเทศชาติโดยรวม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต นำมาพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปที่เป็นมติจากที่ประชุมเห็นชอบร่วมกัน แล้วจึงออกเป็นข้อสั่งการก่อนนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป

นายอนุชา กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีทำงานละเอียดรอบคอบและคำนึงถึงทุกกลุ่มเช่นนี้ บางครั้งจึงอาจดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรีต้องอธิบายเหตุผลของข้อสั่งการต่างๆอยู่เสมอ นั่นเพราะต้องการทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติที่ต้องนำนโยบายไปดำเนินการ ให้ทราบหลักคิดและที่มาของนโยบายต่างๆ อีกทั้งต้องการให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้เข้าใจและสนับสนุนการดำเนินงานตามมาตรการที่ออกมาในการปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ และพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้มากที่สุดเท่านั้นเอง

“นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง การจะสั่งการใดๆ มักจะเชิญผู้มีประสบการณ์ ผู้มีความรู้ความสามารถ รวมถึงผู้ปฏิบัติงาน และรับฟังทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยต้องการให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมและเห็นผลโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบกับประชาชน ซึ่งเมื่อมีแต่เรื่องงานอยู่ในใจ บางครั้งอาจดูเหมือนท่านเป็นคนใจร้อน หรือพูดอธิบายเยอะ แต่จริงๆแล้วท่านมีหัวใจที่คำนึงถึงแต่ประเทศชาติและประชาชน ต้องการให้งานสำเร็จ ช่วยพี่น้องประชาชนได้เร็วที่สุดและมากที่สุด เพื่อขับเคลื่อนประเทศชาติตามแผนที่ได้วางไว้” นายอนุชา กล่าว

Advertisement

นายกฯ ไม่ตอบ นั่งหัวหน้ารวมไทยสร้างชาติ หรือไม่

People Unity News : 1 ธันวาคม 2565 นายกฯ ไม่ตอบเตรียมนั่งหัวหน้ารวมไทยสร้างชาติ หลังศาล รธน.วินิจฉัยร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ไม่ขัด รธน.-ปรับ ครม.เรียบร้อย

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธตอบถึงความชัดเจนจะไปนั่งเป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเลยหรือไม่ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงวานนี้มีราชกิจจานุเบกษาประกาศเผยแพร่การปรับคณะรัฐมนตรี ก่อนที่จะเดินเข้าตึกสันติไมตรี เพื่อเป็นประธานมอบรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ครั้งที่ 8 ประจำปีงบประมาณ 2564

Advertisement

นายกฯกำชับทุกหน่วยบูรณาการแก้ปัญหายาเสพติดทุกมิติ

People Unity News : 23 พฤศจิกายน 2565 นายกฯ ย้ำทุกหน่วยงานบูรณาการป้องกัน ปราบปราม บำบัดรักษายาเสพติด สั่งคุมเข้มสารตั้งต้นส่วนผสมยาเสพติด หวังบ้านเมืองสงบเรียบร้อยสวยงามเหมือนช่วงประชุมเอเปค

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ระยะเร่งด่วน 3 เดือน โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงผู้แทนสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่สโมสรทหารบก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน ยิ่งปรับวิธีการและปรับการทำงาน แต่อีกฝ่ายก็ปรับเช่นกัน ดังนั้น ต้องทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนให้ได้ เพราะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะต้องแก้ให้ลดลง สิ่งสำคัญคือความเข้าใจ และต้องมีการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ และในหลายระดับ

“สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องดูว่าจะแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างไร เน้นการป้องกันปราบปราม และการบำบัดรักษา รวมถึงดีมานด์และซัพพลาย ลดผู้เสพรายใหม่ แก้ไขผู้เสพรายเก่า ทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก จำเป็นต้องบูรณาการกันอย่างใกล้ชิดและร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ และเป็น 1 ใน 12 นโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ผ่านมาได้ปฏิบัติและพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ทำในวันนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในระดับนโยบาย คือ การปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบต่างๆ ที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องในหลายกฎหมายด้วยกัน พร้อมกับต้องเร่งปราบปราม จับกุม และขยายผลไปสู่นายทุนและผู้ที่เกี่ยวข้อง จนสามารถยึดอายัดทรัพย์สินได้ถึง 11,000 ล้านบาท

“ขอเน้นย้ำให้ทุกคน ทุกหน่วยงานปฏิบัติการตามแผนการป้องกันและปรับปรามยาเสพติด ภายในระยะเวลา 3 เดือน ตามที่กำหนดไว้แล้ว ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ขณะที่การป้องกันคือทำอย่างไรให้คนไม่อยากเสพยาเสพติด เพราะจะทำให้การขายลดลงได้ ซึ่งการศึกษาเป็นส่วนสำคัญที่ต้องสร้างความรู้และหลักการที่ถูกต้องให้กับเยาวชน มีกลไกป้องกันยาเสพติด กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ สร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กองทัพต้องเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันสกัดกั้นยาเสพติดทางชายแดน ทั้งทางบกและทางน้ำ และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปราบปรามผู้ค้ายาและจับกุม ยึดทรัพย์ ทำลายเครือข่าย โดยเจ้าหน้าที่ที่ไปเกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษ ซึ่งถ้าทุกคนทำงานร่วมกันได้ ทุกอย่างจะต้องเบาบางลง เพื่อคืนอนาคตให้กับลูกหลาน ยกตัวอย่างกรณีที่จังหวัดหนองบัวลำภู ถือเป็นบทเรียน แต่ไม่ใช่การทำงานแบบวัวหายล้อมคอก แต่ต้องนำบทเรียนทุกอย่างมาดำเนินการ คิดวิเคราะห์ และหาวิธีการแก้ไขปัญหา ซึ่งพบว่าสถานการณ์ในขณะนี้ไม่ใช่เพียงผู้เสพ ผู้ซื้อและผู้ขาย แต่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จึงต้องให้ความสำคัญกับการบำบัดรักษาฟื้นฟู

“ขอให้กระทรวงสาธารณสุข เร่งรัดทำกฎหมายมารองรับสำหรับการปฏิบัติ ดูแลรักษาคัดกรองผู้ติดยาเสพติด เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการอย่างเหมาะสม จัดตั้งสถานที่รักษา โดยมีแนวคิดที่จะให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้การบำบัดรักษามีมาตรฐาน ให้กระทรวงแรงงานส่งเสริมให้ผู้บำบัดมีทักษะในด้านอาชีพ ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ประชาชนมีความมั่นใจและความเชื่อใจในการแจ้งเบาะแส และสิ่งสำคัญคือการสร้างความรับรู้ให้กับประชาชน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องสร้างความเชื่อมั่น เพราะคือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เห็นจากการประชุมเอเปคที่มีความร่วมมือที่กว้างมากขึ้น ไม่มีใครที่จะแก้ปัญหาได้เพียงหน่วยงานเดียว ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญกับหมู่บ้านและชุมชน ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องบูรณาการทรัพยากรทุกอย่าง ทั้งแผนงาน การปฎิบัติงานร่วมมือกับทุกหน่วยงานให้เป็นหนึ่งเดียว ให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเพื่อขจัดยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะเดียวกันต้องระดมสรรพกำลังในการร่วมมือกันปราบปรามยาเสพติด และจะต้องมีบทบาทในการคืนคนดีสู่สังคม เพื่อให้ทุกคนได้กลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว และทำให้สังคมไทยปลอดยาเสพติด ส่วนการดูแลควบคุมสารตั้งต้น ที่ใช้ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เพราะเป็นอันตรายและเป็นต้นตอ การนำไปสู่การผลิตยาเสพติด จึงขอให้มีการติดตามดำเนินคดีในเรื่องนี้ ซึ่งตนรอผลงานตรงนี้ด้วย อยากให้บ้านเมืองของเรามีความเจริญเติบโต อยากให้บ้านเมืองมีรายได้ที่ดี มีการค้าขายที่ดี ทุกคนมีความสุข สิ่งสำคัญที่สุดคือพื้นฐานด้านความมั่นคงทั้งสิ้น

“อยากให้ทุกคนได้ทราบว่า ความมั่นคงเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจ สังคม และทุกอย่าง ขณะนี้บ้านเมืองเราอยู่ในสถานการณ์สงบเรียบร้อย และในช่วงการประชุมเอเปคที่ผ่านมา ได้เห็นบ้านเมืองที่สวยงาม มีความสะอาด นี่คือประเทศไทย ทุกคนยิ้มแย้มมีความสุข ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จะหาได้ง่าย ๆ เพราะได้เห็นคนไทยมีรอยยิ้ม เป็นเจ้าบ้านที่ดี ดังนั้น หลังการประชุมเอเปค ก็หวังว่าทุกอย่างจะสงบเรียบร้อยไปได้ด้วยดี เพื่อให้ทุกอย่างดีกว่าเดิมในทุกมิติ สิ่งไหนที่เป็นปัญหาก็แก้ไข หากติดขัดก็ติดตามขับเคลื่อน หากทุกคนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในทุกประชาคมโลกและทุกภูมิภาค ดังนั้น ขอบคุณข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชน หากทุกคนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจ ทุกอย่างจะสำเร็จแน่นอนและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตลอดไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

ด่วน!! ศาล รธน.ชี้ขาด กม.ลูกพรรคการเมืองพรุ่งนี้

People Unity News : 22 พฤศจิกายน 2565 ศาลรัฐธรรมนูญ นัดลงมติร่างกฎหมายลูกพรรคการเมืองขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่พรุ่งนี้ ชี้เป็นปัญหาทางข้อกฎหมาย มีพยานหลักฐานเพียงพอวินิจฉัยได้ ยุติไต่สวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันพรุ่งนี้ (23 พ.ย.) เวลา 09.30 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติกรณีที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 77 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 132 ว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่.. ) พ.ศ. … มาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 9  และมาตรา 10 มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 มาตรา 83 มาตรา 86 มาตรา 90 มาตรา 91 และมาตรา 258 ก.ด้านการเมือง (2) หรือไม่ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่

ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าว ประธานรัฐสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่  29 สิงหาคมที่ผ่านมา และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมมีคำสั่งแจ้งผู้ร้อง และให้ผู้เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือ พร้อมส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาทางข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติพรุ่งนี้

Advertisement

“อนุทิน” เชื่อ ที่ประชุม ป.ป.ส. 22 พ.ย. ไม่ดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด

People Unity News : 21 พฤศจิกายน 2565 ทำเนียบรัฐบาล “อนุทิน” รับหนังสือจากสมาคมนักวิจัยฯ หนุนใช้กัญชาทางการแพทย์ เชื่อ ป.ป.ส.ไม่ดึงกลับไปเป็นยาเสพติด หากทำ เป็นการถ่มน้ำลายรดฟ้า ทางออกต้องออก พ.ร.บ.กัญชากัญชง

สมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทยและเครือข่ายนักวิจัย นำโดย นายพิพัฒน์ นนทนาธรณ์ นายกสมาคมนักวิจัยฯ พร้อมด้วยรายชื่อผู้สนับสนุนอีก 6,000 ชื่อ ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขอให้คงไว้ซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับปลดกัญชาออกจากยาเสพติดให้โทษ เพื่อสนับสนุนให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยหากกลับไปเป็นยาเสพติดจะเกิดผลกระทบจำนวนมาก และเป็นการทำลายโอกาสต่างๆของประเทศชาติที่จะสามารถพัฒนาต่อไปได้ ซึ่งทางสมาคมฯ ได้ตั้งคณะทำงานวิจัยกัญชาทางการแพทย์ และสมุนไพรเพื่อสิทธิและสังคม

นายอนุทิน ได้รับหนังสือ พร้อมระบุว่า ยินดีที่ทางสมาคมฯ เดินหน้าเรื่องนี้ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขจะให้ความร่วมมือด้วย ซึ่งการที่ได้รับหนังสือในวันนี้ เป็นการยืนยันว่า กัญชามีประโยชน์ ถ้าใช้ในทางที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการนำไปใช้ทางการแพทย์ สุขภาพ รวมถึงการส่งเสริมทางเศรษฐกิจ และยินดีที่ได้รู้จักกับนายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย ทางกระทรวงสาธารณสุขจะได้มีช่องทางในการอาศัยความร่วมมือซึ่งกันและกัน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายกัญชากัญชง ตรงไหนที่ทางกระทรวงฯ สามารถช่วยเหลือในเรื่องของข้อมูลได้ จะมีส่วนช่วยทำให้ความน่าเชื่อถือในเรื่องกัญชาเพิ่มมากขึ้น และประชาชนจะได้ประโยชน์

ส่วนรายชื่อสนับสนุนที่ยื่นในครั้งนี้ จะมีผลต่อการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ย.) หลังมีกระแสข่าวว่าดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดหรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่มี เพราะกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด ส่วนที่เป็นยาเสพติดคือสารสกัดจากกัญชา ที่มีค่า THC มากกว่า 0.2 เพราะฉะนั้น ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการควบคุมพืชสมุนไพร ที่ตนได้ลงนามเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับทาง ป.ป.ส. และไม่น่าจะมีผลเกี่ยวข้องใดๆกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งในประกาศนั้นไม่ใช่กฎกระทรวง แต่เป็นประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะที่เป็นผู้รักษากฎหมาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพืชสมุนไพร ได้ใช้อำนาจของรัฐมนตรีในการประกาศมาตรการต่างๆออกมา ซึ่งรัฐมนตรีก็ได้ใช้อำนาจไปแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทำงานเพียง 2 วัน และมีการประชุมเอเปค ดังนั้นอย่าเพิ่งตื่นตระหนกตกใจว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ และคงไม่มีนัยที่จะกลับไปเป็นพืชยาเสพติด

ส่วน ป.ป.ส. สามารถดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ป.ป.ส. ประกอบด้วยคณะกรรมการ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน โดยในกรณีนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแทน และคณะกรรมการชุดนี้ได้ประกาศให้กัญชาออกจากพืชยาเสพติด แล้วจะไปถ่มน้ำลายรดฟ้าได้อย่างไร และเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกับนายวิษณุ เพราะเป็นเรื่องของประโยชน์บ้านเมือง และเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

“ยืนยันไม่ได้ส่งเสริมในเรื่องของสันทนาการและนันทนาการ หากมีใครที่กำลังกังวล โดยเฉพาะห่วงใยเรื่องเยาวชนจะไปยุ่งเกี่ยว หรือห่วงใยผู้ที่ใช้ในทางที่ผิด ขอให้ร่วมกันออก พ.ร.บ.กัญชากัญชง ให้เรียบร้อย และสามารถให้ความเห็นเพิ่มเติมและเสนอแนะต่างๆได้ เพราะกรรมาธิการก็ประกอบด้วยตัวแทนจากพรรคการเมืองทุกพรรค ตัวแทนข้าราชการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเรื่องการใช้กัญชากัญชง” นายอนุทิน กล่าว

Advertisement

“ทิพานัน” โต้เพื่อไทย หลังกล่าวหาภาพลักษณ์นายกฯ

People Unity News : 17 พฤศจิกายน 2565 “ทิพานัน” โต้เพื่อไทย หลังกล่าวหาภาพลักษณ์นายกฯ ย้ำรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์” มาจากการเลือกตั้งในกติกาเดียวกับที่เพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน เย้ยออกอาการหวั่นไหวเพราะนานาชาติตอบรับเอเปค

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยกล่าวหาว่าภาพลักษณ์เผด็จการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นอุปสรรคในเวทีโลกว่า การแสดงความคิดเห็นดังกล่าว สะท้อนความหวั่นไหวและหวาดกลัวของพรรคเพื่อไทยที่ได้เห็นภาพความสำเร็จยของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ได้รับการยอมรับและให้การต้อนรับเป็นอย่างดีจากบรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้นำประเทศที่เดินทางมาร่วมการประชุมด้วยตนเอง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยิ่งมีเสียงชื่นชมการจัดงานการประชุมที่ได้มาตรฐานระดับโลก จากบุคลากรของเอเปคเอง คือนางรีเบคกา สตา มาเรีย ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการเอเปคด้วยแล้ว พรรคเพื่อไทยอาจรับไม่ได้ที่นานาประเทศชื่นชมไทย ส่วนที่กล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการ ความจริงแล้ว พรรคเพื่อไทยเองก็ตระหนักดีว่า พล.อ.ประยุทธ์มาจากการเลือกตั้งที่มีกติกาเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2562 ที่เป็นฝ่ายค้านในสภาฯ อยู่ในขณะนี้

“พรรคเพื่อไทยต้องยอมรับว่านักโทษชายทักษิณ หลอกคนไทยว่าจะไม่โกง เพราะรวยอยู่แล้ว จะเข้ามาบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ใช้วาทกรรมหลอกจนปังแต่ปัจจุบันพินาศไปแล้ว เพราะในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่พรรคเพื่อไทยมักจะนำมากล่าวอ้างถึงความสำเร็จต่างๆ โดยเฉพาะการจัดการประชุมเอเปคในยุคนั้น กลับมีพฤติกรรมที่เรียกว่า “เผด็จการรัฐสภา” ที่ก่อให้เกิดปัญหาคอร์รัปชันเชิงนโยบาย เช่น กรณีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพาสามิต ด้วยการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท  ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ฐานที่นายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทซึ่งเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยให้บุคคลอื่นมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทน ในกรณีของการถือหุ้น บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเองและผู้อื่น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต” น.ส.ทิพานัน กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังคงภาคภูมิใจกับเศษซากปรักหักพังของประเทศ ที่ต้องสูญเสียไปกับการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ที่ขโมยผลประโยชน์ชาติเข้าตระกูลตัวเองอยู่อีกหรือ ทั้งยังเป็นนักโทษหลบหนีคดี แต่จะขอกลับมาเมืองไทยแบบเท่ๆ สร้างความอับอาย และเป็นพฤติกรรมที่สังคมโลกรังเกียจ

Advertisement

ครม.มีมติให้ อปท.ปรับปรุงระบบด้านการเงิน ให้ ปชช.ตรวจสอบได้

People Unity News : 15 พฤศจิกายน 2565 ครม.มีมติให้ อปท.ปรับปรุงระบบการกำกับดูแลด้านการเงิน พร้อมให้เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐและ อปท. รูปแบบทั่วไป เป็นหน่วยรับงบประมาณตามกฎหมายงบประมาณและได้รับงบประมาณอุดหนุนจากรัฐสูง แต่ยังขาดเครื่องมือการตรวจสอบสถานะด้านการคลังและงบประมาณท้องถิ่น ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบและอนุมัติแนวทางเสริมสร้างศักยภาพการคลังท้องถิ่น (แบบประเมินสุขภาพการคลังท้องถิ่น) ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ เพื่อสร้างเครื่องมือการตรวจสอบสถานะด้านการคลังและงบประมาณท้องถิ่นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป 7,850 แห่ง นำไปใช้เพื่อปรับปรุงระบบการกำกับดูแลด้านการเงินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“แบบประเมินนี้ จะตรวจสอบภายใน การควบคุมภายใน และการบริหารจัดการความเสี่ยงตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และพัฒนาให้มีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ เพื่อให้ อปท. มีความเข้มแข็งสามารถให้บริการประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับแบบประเมินสุขภาพการคลังท้องถิ่นจะประเมินตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 โดยใช้ข้อมูลผลการปฏิบัติงานของปีงบประมาณ 2565 โดยจะชี้วัดในด้านต่างๆ 8 ด้าน ประกอบด้วย 1. ด้านรายได้ ประเมินประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของ อปท. รวมทั้งการใช้นวัตกรรมในการจัดเก็บรายได้ 2. ด้านการเงิน ประเมินประสิทธิภาพในการชำระเงินที่ผ่านหลายช่องทาง สะดวก รวดเร็ว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า 3. ด้านงบประมาณรายจ่าย ประเมินความสอดคล้องการจัดทำคำของบประมาณประจำปีกับแผนพัฒนาท้องถิ่น ความพร้อมในการดำเนินโครงการ และความสามารถในการก่อหนี้ผูกพัน 4. ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ประเมินความสามารถในการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐได้อย่างถูกต้องตามระยะเวลา ขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มีความโปร่งใส และมีการดำเนินการตามข้อตกลงคุณธรรม 5. ด้านการบัญชีและสินทรัพย์ จัดทำรายงานบัญชีและสินทรัพย์ตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐและรายงานต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า 6. ด้านการกำกับดูแลตนเอง ประเมินการควบคุมภายใน การตรวจสอบภายใน จัดทำรายงานการตรวจสอบภายใน และการจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยง 7. ด้านการก่อหนี้ระยะยาว ประเมินความคุ้มค่าของโครงการที่ก่อหนี้ระยะยาวหรือโครงการที่ใช้เงินกู้ว่าสอดคล้องกับวิสัยทัศน์การพัฒนาท้องถิ่น และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 8. ด้านเงินสะสม ประเมินประสิทธิผลของการใช้เงินสะสมตามวัตถุประสงค์ และรักษาระดับของเงินสะสมเพื่อเสถียรภาพทางการคลัง ทั้งนี้ การมีแบบประเมินนี้ เพื่อการบริการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ พร้อมกับสามารถนำไปปรับปรุงระบบการกำกับดูแลตนเองได้

Advertisement

พ.ร.ก.กู้เงินอุ้มกองทุนน้ำมันผ่านความเห็นชอบวุฒิสภา

People Unity News : 14 พฤศจิกายน 2565 ส.ว.เห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงินอุ้มกองทุนน้ำมัน “สุพัฒนพงษ์” ระบุเป็นรัฐบาลเดียวที่ไม่สร้างผลกระทบ ปชช.  ย้ำวิกฤติพลังงานของไทยวิกฤติพลังงานซ้อนวิกฤติค่าเงินบาท

การประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2565 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ซึ่งเป็นการพิจารณาอนุมัติต่อจากที่่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติเห็นชอบ ทั้งนี้ ในการพิจารณา ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเห็นด้วย  187 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯและ รมว.พลังงาน ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภาช่วงหนึ่งว่า จากปัญหาวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันที่ผ่านมา ถือเป็นวิกฤตที่ซ้อนวิกฤต ทั้งกรณีค่าน้ำมันที่ราคาสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทนั้นตกต่ำ โดยการแก้ปัญหาที่ผ่านมารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเดียวที่ไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชน ทั้งนี้การแก้ปัญหาต้องใช้การประคับประคองแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยที่ผ่านมามีดัชนีชี้วัดค่อนข้างดี ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอแนะว่าอย่าอุดหนุนจนบิดเบือน เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจ รัฐบาลต้องดูแลเรื่องดังกล่าว ขณะที่การชำระเงินกู้ รัฐบาลได้คำนึงในประเด็นดังกล่าวพร้อมกับการคงเสถียรภาพทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

ขณะที่แผนกการกู้เงินนั้นนายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายแลยุทธศาสตร์ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในฐานะผู้ช่วยเลขาคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ชี้แจงว่า สำหรับแผนการกู้เงินนั้นได้รับอนุมัติจากรัฐบาลแล้ว โดยจะมีการกู้เงินก้อนแรก 3 หมื่นล้านบาท ในปี 2565 และอีกก้อน จำนวน  1.2 แสนบ้านบาท จะดำเนินการในปี 2566 ขณะที่แผนการชำระเงินนั้น หนี้ก้อนแรกจะมีระยะเวลาใช้คืน 7 ปี ขณะที่ก้อนที่สองมีระยะเวลาการชดใช้ 7 ปีเช่นกัน

Advertisement

ป.ป.ช.ครบรอบ 23 ปี “ไม่ทำ ไม่ทน ไม่เฉย รวมไทยต้านโกง”

People Unity News : 11 พฤศจิกายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดงานวันสถาปนาสำนักงาน ป.ป.ช.ครบรอบ 23 ปี ภายใต้แนวคิด “23 ปี ป.ป.ช. สร้างสังคมไทย ไม่ทนทุจริต” โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ และพิธีสักการะบูชาพระภูมิเจ้าที่ เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมถึงกิจกรรมมอบรางวัล “เพชรน้ำเอก” สำหรับบุคคลภายใน รางวัลหน่วยงานในสังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. ส่วนกลาง สำนักงาน ป.ป.ช.ภาค และสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด ที่มีผลงานดีเด่น

ทั้งนี้ ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช.มุ่งมั่นสร้างสังคมที่ไม่ทนทุจริต ได้ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรมจริยธรรม โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มุ่งมั่นสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตอย่างต่อเนื่อง จากความพยายามสร้างสังคมที่ไม่ทน ต่อการทุจริตดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่สำคัญหลายประการ ได้แก่

1.มีการเฝ้าระวังและส่งเสียง (Watch and Voice) เมื่อพบเห็นความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรณีเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ (น้องแบม) และกรณีเงินทอนวัด เป็นต้น

2.ประชาชนทั่วประเทศช่วยกันเปิดโปงกรณีการทุจริตในพื้นที่จังหวัดของตน เช่น กรณีอาหารกลางวันเด็กนักเรียน

3.การมีคำพิพากษาของศาลเกี่ยวกับกรณีการใช้รถหลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งกรณีดังกล่าว จะเสริมพลังให้การปรับฐานคิดเกี่ยวกับการรู้จักแยกแยะประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ส่วนตนที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังผลักดันอยู่ประสบผลสำเร็จ

4.การร่วมกันตรวจสอบและติดตามมาตรการป้องกันการทุจริตในกรณีต่างๆ เช่น การรับแป๊ะเจี๊ยะ การทุจริตเกี่ยวกับนมโรงเรียน เป็นต้น ส่งเสริมมาตรการเสริม ได้แก่ การคุ้มครองพยาน การกันบุคคลไว้เป็นพยาน การจ่ายเงินสินบนเป็นรางวัลให้ผู้ชี้ช่อง แจ้งเบาะแส ให้ข้อมูล ให้ข้อเท็จจริงจนมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สิน จากการกระทำผิดตกเป็นของแผ่นดิน รวมถึงการประเมินระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) การสร้างเครือข่ายในการป้องกันการทุจริตกับภาคีต่างๆ เป็นต้น

โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.และบุคลากรทุกระดับพร้อมเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนทุจริต ภายใต้ค่านิยม “ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้” เพื่อขจัดการทุจริตให้หมดไปจากสังคมไทย หากพบเห็นการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ แจ้งมาที่หมายเลข 1205 หรือร้องเรียนผ่านเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ช. www.nacc.go.th หรือสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด

Advertisement

ฝ่ายค้านประกาศพร้อมคว่ำ พ.ร.บ.กัญชา หากไม่ปรับแก้ตามที่ฝ่ายค้านเสนอ

People Unity News : 10 พฤศจิกายน 2565 ฝ่ายค้านประกาศถ้าไม่ปรับแก้จะคว่ำร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง  ลั่นต้องควบคุมใช้ทางการแพทย์จริงจัง หลัง รมว.สธ.โพสต์รูปคู่ไอติม ชี้เป็นสันทนาการ

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน  กล่าวว่า หากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง ไม่ปรับแก้ตามที่ฝ่ายค้านเสนอในการพิจารณาวาระสอง จะลงมติไม่เห็นด้วยเป็นรายมาตรา และจะลงมติคว่ำในวาระสาม และเรื่องนี้ฝ่ายค้านมีความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  จึงนำเรื่องไปยื่นต่อศาลปกครองฟ้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคําสั่งเพิกถอนประกาศกระทรวงสาธารณสุข  ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์  2565 เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกประกาศ และให้กัญชาจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข  ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2563  เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 พ.ศ. 2563 เช่นเดิม พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคําสั่งคุ้มครองชั่วคราว  ด้วยการทุเลาการบังคับตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีด้วย

ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ กรรมการแพทยสภาและนายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ร่วมยื่นเรื่องและไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชา  เพราะเห็นว่าการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแสดงให้เห็นถึงการนำกัญชาไปผลิตเป็นอาหาร หรือไอติม เป็นความชัดเจนว่าไม่ได้ใช้กัญชาทางการแพทย์ แต่เป็นการใช้กัญชาในเชิงสันทนาการ นอกจากนี้ยังเป็นประกาศที่ทำให้การใช้กัญชาเสรีจนเกินไป

“ไม่มีการใคร่ครวญอย่างละเอียด ไม่มีกฎหมายควบคุมจนเด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย  หรือแม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติกัญชา กัญชงออกมาใช้ก็ไม่ทัน  รวมทั้งยังเสียเวลา เพราะกฎหมายนี้ไม่มีความพร้อม และไม่สมบูรณ์   จึงเห็นว่าควรจะทุเลาประกาศนี้ออกไปก่อน   ซึ่งจะไม่มีผลต่อการใช้ทางการแพทย์  เพราะมีประกาศเดิม 2563 รองรับการใช้งานทางการแพทย์อยู่แล้ว” ผศ.นพ.สมิทธิ์ กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics