วันที่ 7 สิงหาคม 2026

ครม. เห็นชอบให้สภากาชาดไทย ออกสลากบำรุงสภากาชาดไทย ประจำปี 2567

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 18 มิถุนายน 2567 ครม. มีมติเห็นชอบให้สภากาชาดไทย จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากบำรุงสภากาชาดไทย ประจำปี 2567 เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 แห่งยอดราคาสลากเช่นเดียวกับทุกๆ ปีที่ผ่านมา

วันที่ 18 มิถุนายน 2567 นางสาวเกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (18 มิถุนายน 2567) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้สภากาชาดไทย หรือเหล่ากาชาดจังหวัด หรือกิ่งกาชาดอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนของสภากาชาดไทย ผู้รับใบอนุญาต จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากบำรุงสภากาชาดไทยประจำปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้มอบให้สภากาชาดไทย เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 แห่งยอดราคาสลาก ซึ่งมีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่ายตามข้อ 12 (4) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ผ่านมา สภากาชาดไทยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และสภาบันการศึกษา จัดทำสลากบำรุงสภากาชาดไทยในทุกๆ ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย

การเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากบำรุงสภากาชาดไทย ตามบัญชี ข. หมายเลข 16 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ซึ่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ข้อ 12 (4) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2543) กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตการเล่นสลากกินแบ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจการสาธารณกุศล โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 แห่งยอดราคาสลาก ซึ่งมีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่าย (หากไม่ใช่การออกสลากกินแบ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจการสาธารณกุศล ผู้รับใบอนุญาตฯ ต้องเสียภาษีร้อยละ 5 หรือร้อยละ 10 แล้วแต่กรณี) และในครั้งนี้ สภากาชาดไทยจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้สภากาชาดไทย ผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากบำรุงสภากาชาดไทย ประจำปี 2567 เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 แห่งยอดราคาสลากเช่นเดียวกับทุกๆ ปีที่ผ่านมา

Advertisment

รัฐบาลเผยแก้หนี้นอกระบบ แล้วเสร็จทั่วประเทศ 150,015 ราย มูลหนี้ลด 1,202 ล้านบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 2 มิถุนายน 2567 รัฐบาลเผยผลสำเร็จแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แล้วเสร็จทั่วประเทศ จำนวน 150,015 ราย มูลหนี้ลดลง 1,202 ล้านบาท นายกฯ กำชับทุกภาคส่วนเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะสิ้นสุดโครงการ

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการดำเนินการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แล้วเสร็จทั่วประเทศ จำนวน 150,015 ราย มูลหนี้ลดลง 1,202 ล้านบาท โดยยังคงเหลืออีก 3,385 ราย ที่อยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยยังคงเดินหน้าให้ทุกจังหวัดไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบให้แล้วเสร็จ ถึงแม้จะครบกำหนดให้ประชาชนลงทะเบียนหนี้นอกระบบ

นายคารม กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทยดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายการจัดระเบียบสังคม และปราบปรามผู้มีอิทธิพลให้ครอบคลุมประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปัญหาหนี้นอกระบบ” ที่ต้องดำเนินการเชิงรุก ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้กลไกกระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ทุกจังหวัดดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบครอบคลุมทั้งระบบ ภายใต้การดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ รวมถึงสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งบูรณาการกับทุกภาคส่วน อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบตามนโยบายของรัฐบาล ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนให้สำเร็จ เพราะคนเป็นหนี้นอกระบบต้องเผชิญกับการชำระดอกเบี้ยสูงมากและเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

”นายกรัฐมนตรีชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกภาคที่ร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับพี่น้องประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีการดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ยังคงมีพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก นายกฯ กำชับทุกภาคส่วนดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน หลุดพ้นจากการเป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสารของปัญหาผู้มีรายได้น้อย“ นายคารม ระบุ

Advertisment

นายกฯแสดงความยินดีคู่รัก LGBTQIA+ สมรสถูกต้องตามกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 23 มกราคม 2568 นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีคู่รัก LGBTQIA+ สมรสถูกต้องตามกฎหมาย จุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่กฎหมายไทยสร้างความเท่าเทียมให้ทุกเพศ เคารพในความแตกต่างทั้งเพศสภาพ เพศวิถี เชื้อชาติ ศาสนา

วันนี้ (23 มกราคม 2568)  นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  กล่าวเนื่องในโอกาส กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้วันนี้ว่า   ในนามของรัฐบาลขอแสดงความยินดีกับคนไทยทุกคนที่ต่อจากนี้ ทุกความรักของคนไทย จะถูกรับรองทางกฎหมาย ทุกคู่จะมีชีวิตอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี บนผืนแผ่นดินไทยกว่า 2 ทศวรรษของการต่อสู้ทั้งในทางกฎหมาย การเผชิญหน้ากับอคติ และการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม ชัยชนะในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จ จากความร่วมมือของทุกคน   พร้อมกันนี้  นายกฯ กล่าวขอบคุณนายเศรษฐา ทวีสิน  อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งมั่นทำงานร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเต็มที่ ตามที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน  ขอขอบคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทั้งพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมกันผลักดันกฎหมายฉบับนี้ผ่านกลไกของรัฐสภา ขอขอบคุณ สื่อมวลชนที่เป็นกระบอกเสียงในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ช่วยทำลายมายาคติและอคติที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ทำให้เรามาถึงวันนี้  และสำคัญที่สุด ขอบคุณภาคประชาชน พี่น้อง LGBTQIA+ แกนนำสำคัญที่ทำให้กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ในวันนี้ได้สำเร็จ รวมถึง ความทุ่มเททำงาน สร้างการรับรู้ต่อสู้กับอคติมาตลอดหลายปี ทำให้สังคมไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศด้วยหัวใจได้อย่างแท้จริงทำให้ธงสีรุ้งปักลงบนประเทศไทยอย่างภาคภูมิ ทำให้ประเทศไทยเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประเทศที่ 3 ของเอเชียที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญและยึดมั่นเสมอว่า คนไทยทุกเพศ และความรักทุกรูปแบบควรได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียมกฎหมายสมรสเท่าเทียมถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยรับรู้และเคารพในความแตกต่างหลากหลายทั้ง เพศสภาพ เพศวิถี เชื้อชาติ ศาสนา ทุกคนมีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เพราะความแตกต่าง ไม่ใช่ข้ออ้างในการเลือกปฏิบัตินายกฯ เชื่อมั่นพลังความรักของทุกคนที่ทำให้ในวันนี้ประเทศไทยได้บันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ทำให้ทั้งโลกได้รู้ว่า ประเทศไทยโอบรับความรักทุกรูปแบบ ยอมรับความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย  พร้อมเชิญชวนให้คนไทยมาร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จนี้ไปด้วยกัน และขอแสดงความยินดีกับคู่สมรสใหม่ทุกคู่

Advertisement

รมว.วัฒนธรรม ไม่เห็นด้วยต่อการแก้กฎหมายให้มีการผลิตหนังโป๊อย่างเสรี

People Unity News : อิทธิพล ยืนยันไม่เห็นด้วยต่อการแก้กฎหมายให้มีการผลิตหนังโป๊อย่างเสรี ขอให้คำนึงถึงวัฒนธรรมอันดีงาม

17 พฤศจิกายน 2564 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากกรณีที่กลุ่มเจริญ Porn ได้เข้ายื่นหนังสือต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอยื่นเรื่องริเริ่มเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ (พ.ศ…) ให้มีการแก้ไขกฎหมายมาตรา 287 ว่า ด้วยเรื่องสื่อลามกอนาจารเพื่อให้สามารถผลิตคอนเทนต์หนังโป๊ได้อย่างเสรีนั้น

ส่วนตัวไม่เห็นด้วยและยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของสังคมไทย แต่หากมีการรับเรื่องไว้ก็อาจต้องใช้ระยะเวลาพิจารณานาน เนื่องจากจะต้องผ่านความเห็นชอบจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง การที่กลุ่มออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมาย ก็ถือเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ เพราะอาจเห็นตัวอย่างจากในต่างประเทศที่เปิดเสรีเรื่องดังกล่าว  แต่ในมุมวัฒนธรรม ยืนยันว่า อยากให้มีการสงวนการรักษาวัฒนธรรมอันดีเอาไว้มากกว่าสิทธิเสรีภาพ  เพราะปัจจุบันมีเพียงการจัดเรตติ้งที่ใช้เป็นตัวกำกับดูแล ดังนั้นสื่อที่ออกผ่านแพลทฟอร์มต่างๆ ก็ไม่สามารถควบคุมได้อยู่แล้ว หากระบุว่าดูได้เฉพาะกลุ่ม ยิ่งห้ามยาก เพราะระบบการสื่อสารมีความทันสมัยและเข้าถึงได้ง่ายฐานะหนึ่งหน่วยงานภาคสังคม ไม่มีสิทธิที่จะไปขัดขวาง เพียงแต่อยากให้มีการพิจารณาจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ

Advertising

สาธารณสุขเตือนประชาชนระวังโรคลมร้อนหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ช่วงฤดูร้อน

People unity : กระทรวงสาธารณสุข  แนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงทำกิจกรรมกลางแดดจัดเป็นเวลานาน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่อากาศร้อน ป้องกันโรคลมร้อนในช่วงฤดูร้อน

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าทุกๆปี ตามแนวโน้มของอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากร่างกายปรับสภาพไม่ทันต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ง่าย กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นเป็นได้ตั้งแต่อาการเพียงเล็กน้อย เช่น ผื่น ผดแดด บวมแดด ตะคริวแดด การเกร็งจากแดด ส่วนอาการที่รุนแรงจนอาจเสียชีวิต ได้แก่ เพลียแดด โรคลมร้อนหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ถือว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัด ปวดศีรษะ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตลดลง และอาจเสียชีวิตได้ทันที

ในทุกๆปีจะมีผู้ป่วยโรคเหตุปัจจัยจากความร้อนเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลเฉลี่ยปีละประมาณ 3,500 ราย ข้อมูลเฝ้าระวังการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตเนื่องจากภาวะอากาศร้อน ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม พ.ศ.2558-2560 มีผู้เสียชีวิตสูงสุดในปี 2559 จำนวน 60 ราย ซึ่งเป็นปีที่มีอากาศร้อนกว่าทุกปี สำหรับหน้าร้อนปี 2561 พบผู้เสียชีวิต 18 ราย เป็นชาย 17 ราย หญิง 1 ราย ส่วนใหญ่ร้อยละ 30 มีอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 15 เป็นเกษตรกร โดยมีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ร้อยละ 27.8 มีพฤติกรรมเสี่ยงคือการดื่มสุราเป็นประจำร้อยละ 27.7 และเสียชีวิตสูงสุดในเดือนเมษายน

นายแพทย์สุขุมกล่าวต่อว่า ขอให้ประชาชนใส่ใจถึงสภาพแวดล้อม อุณหภูมิ ความชื้นรอบตัวที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน  ไม่ออกกำลังกายหรือทำงานกลางแดดจัดเป็นเวลานาน  ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละ 8-10 แก้ว ไม่ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำจนรู้สึกกระหายหรือริมฝีปากแห้ง สวมเสื้อผ้าเหมาะสมกับสภาพอากาศและระบายเหงื่อได้ดี สวมแว่นกันแดด กางร่ม ทาโลชั่นกันแดด SPF 15 ขึ้นไป ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่อากาศร้อน ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยเรื้อรังอย่างใกล้ชิด

หากพบผู้มีอาการสงสัยว่าเจ็บป่วยจากสภาวะอากาศร้อน ควรให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยรีบนำผู้ป่วยเข้าในที่ร่ม อากาศถ่ายเทได้สะดวก ให้ดื่มน้ำเย็น ให้นอนราบและยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นสูง ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามหน้าผาก ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ ร่วมกับใช้พัดลมเป่าช่วยระบายความร้อน เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายให้ต่ำลงโดยเร็วที่สุด ถ้ามีอาการรุนแรง หมดสติ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที หรือโทรสายด่วน 1669

สังคม : สาธารณสุขเตือนประชาชนระวังโรคลมร้อนหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ช่วงฤดูร้อน

People unity : post 3 มีนาคม 2562 เวลา 12.00 น.

“กนกวรรณ”มอบบ้านช่วยนักศึกษา กศน. ผู้พิการทางสายตา

People Unity News : “กนกวรรณ” เสมา 3 ชูกศน. ที่พึ่งสำหรับประชาชน มอบบ้านช่วยนักศึกษา กศน. ผู้พิการทางสายตา

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 เวลา 11.00 น. ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและมอบนโยบายในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกันนี้ได้ทำพิธีมอบบ้านให้กับนางสาวอุรักษ์  จงเจริญ นักศึกษาระดับประถมศึกษา กศน.อำเภอเดชอุดม ณ บ้านโคกเจริญ ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วย นายสมเกียรติ  ตันดิลกตระกูล  ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะทำงาน รมช.ศธ. โดยมี ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. นายณัฐพงษ์  นวลมาก  รองเลขาธิการ กศน. นายอำเภอเดชอุดม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเดช หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ

ดร.กนกวรรณ กล่าวตอนหนึ่งในช่วงมอบบ้านให้นักศึกษา กศน. ว่า “ขอชื่นชมผู้บริหาร กศน. ทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ ตลอดจนครู กศน.ที่ให้การดูแล ติดตามช่วยเหลือผู้เรียน โดยการจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้าน ทำให้ครูและนักศึกษาเกิดความสัมพันธ์ที่ดี และทำให้ครูได้รู้ได้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมต่างๆ และสภาพความเป็นอยู่ทางบ้านของนักศึกษา สามารถนำข้อมูลไปวางแผนพัฒนา ส่งเสริมและแก้ปัญหาของนักศึกษาได้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างบ้านให้กับนางสาวอุรักษ์ จงเจริญ นักศึกษาระดับประถมศึกษาศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเดชอุดม ทำให้ดิฉันรู้สึกปลาบปลื้มยินดีแทนเจ้าของบ้านที่ทุกฝ่าย ได้ให้การสนับสนุนและร่วมมือช่วยเหลือในการก่อสร้างบ้านเป็นอย่างดียิ่ง ได้เสียสละกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ช่วยเหลือการก่อสร้างบ้านจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ทำให้บ้านของท่านเป็นบ้านแห่งน้ำใจเอื้ออาทรอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในจิตใจอันดีงามของพี่น้องชาวอำเภอเดชอุดมทุกคน ขอบคุณทุกท่านแทนเจ้าของบ้าน ไว้ ณ โอกาสนี้และขอให้รักษาสิ่งดีงามนี้ไว้ตลอดไป ขอให้เจ้าของบ้านมีความภาคภูมิใจและระลึกอยู่เสมอว่าการที่ท่านได้รับความช่วยเหลือ เพราะท่านประพฤติดี เป็นคนดีที่สังคมยอมรับ ซึ่งนับว่าเป็นเกียรติแก่ครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ขอให้ท่านได้กระทำความดีต่อไป อย่าได้ย่อท้อ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและคุณความดีที่กระทำไว้ ได้ปกป้องคุ้มครองให้ปลอดจากภัยอันตรายและดลบันดาลให้ท่านมีความสุข ความเจริญ

สำหรับการสร้างบ้านให้กับนางสาวอุรักษ์ จงเจริญ นักศึกษาระดับประถมศึกษา กศน.อำเภอเดชอุดม นั้น สืบเนื่องจาก นายธฤติ  ประสานสอน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดอุบลราชธานี ได้ดำเนินการตามนโยบายโดยให้สถานศึกษาในสังกัดทุกแห่ง จัดกิจกรรมออกเยี่ยมบ้านผู้เรียนทุกภาคเรียน เพื่อเป็นการติดตามดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ซึ่ง นายอุกฤษฏ์  รินทรามี ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเดชอุดม ได้นำนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยได้มอบหมายให้ครูทุกคนออกเยี่ยมบ้านผู้เรียน เมื่อครูได้ออกเยี่ยมบ้านผู้เรียนจึงได้พบว่า นางสาวอุรักษ์ จงเจริญ นักศึกษาระดับประถมศึกษา ซึ่งเป็นนักศึกษาคนพิการด้านสายตา กลุ่มตำบลเมืองเดช อายุ 64 ปี มีรายได้น้อย ไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องอาศัยอยู่เล้าไก่ของชาวบ้าน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีห้องน้ำ เมื่อฝนตกหลังคารั่ว ฤดูหนาวก็ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม มีรายได้จากเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยคนพิการ เดือนละ 1,600 บาท เพื่อประทังชีวิต แต่นางสาวอุรักษ์ จงเจริญ เป็นคนดี ประกอบอาชีพด้วยความสุจริตและช่วยเหลืองานส่วนรวมด้วยดีตลอดมา

ด้วยปณิธานและแนวคิดของ ดรกนกวรรณ รมช.ศธ.ที่ว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ” ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเดชอุดม จึงได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเดช ร่วมระดมทุนจากทุกภาคส่วน เพื่อจัดซื้อวัสดุในการก่อสร้างบ้าน ในส่วนของแรงงานในการก่อสร้าง ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเดชอุดม ได้จัดกิจกรรมจิตอาสาทำความดีจากพี่สู่น้อง โดยนักศึกษา คณะครู กศน.อำเภอเดชอุดม เพื่อนบ้าน ตลอดจนผู้นำท้องถิ่น ได้ช่วยเหลือแรงงานในการก่อสร้าง งานก่ออิฐ งานหลังคา งานฉาบปูน งานเทพื้นและงานก่อสร้างทั่วไป ทุกฝ่ายได้ช่วยเหลือให้คำปรึกษา แนะนำ ทำให้การก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จด้วยความเรียบร้อย  คิดเป็นมูลค่าก่อสร้างประมาณ 90,000 บาท นับเป็นภารกิจหนึ่งที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน อันจะยังประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

อธิบดีกรมสุขภาพจิต วิเคราะห์เหตุพ่อฆ่าลูก 5 ศพ จิตใจด้านชาต่อความรุนเเรง

People Unity News : 23 กันยายน 2566 อธิบดีกรมสุขภาพจิต วิเคราะห์เหตุพ่อฆ่าลูก 5 ศพ จิตใจด้านชาต่อความรุนเเรง เเนะสังคมร่วมใส่ใจกันเเละกัน

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยกับทีมข่าวกองบรรณาธิการข่าววิทยุสำนักข่าวไทย วิเคราะห์พฤติกรรม จากคดีพ่อแท้ๆ ฆ่าลูกตัวเองต่อเนื่อง 5 ศพ ซึ่งกำลังเป็นคดีสะเทือนใจ ว่า จากการวิเคราะห์สาเหตุจากนักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักอาชญวิทยานั้น พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นความโหดร้ายอย่างมาก ในแง่ของผู้กระทำต่อคนในสายเลือดเดียวกัน สะท้อนสภาพจิตใจที่ด้านชาต่อความรุนแรง มีแนวโน้มใช้ความสุข ความต้องการตัวเองเป็นใหญ่ ไม่เห็นใจใครเลย และเกือบ 100% มักเคยเป็นเหยื่อ หรือคลุกคลีกับความรุนแรงตั้งแต่อายุยังน้อย และเรียนรู้การกลบความรุนแรง เพื่อปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้ และปิดซ่อนเพื่อให้เหยื่อถูกทำร้ายไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ข่าวนี้จะน่าสนใจ น่าติดตาม รับฟังข่าวด้วยความเป็นห่วง แต่ผลกระทบทางอ้อม จากการติดตามข่าวคือ เกิดความกดดันความรู้สึกอย่างมาก ช่วงแรกจะรู้สึกเจ็บปวดเมื่อรับรู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทางอ้อม และน่าเป็นห่วงคือ ความชาชินต่อความรุนแรง หรือการชี้นำทิศทางให้เห็นความรุนแรง หากผู้ที่รับรู้ข่าวนี้มีภาวะจิตใจที่เอื้อต่อการก่อปัญหาได้

สำหรับการแก้ไขปัญหา ตั้งแต่ระดับเล็กที่สุด คือครอบครัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ต้องดูแลกันและกันโดยไม่ใช้ความรุนแรง รวมถึงการเป็นต้นแบบที่ดีในครอบครัว

นอกจากนี้ พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงเกินกว่าปกติ อาจเกิดจากเด็กบางคนมีปัญหาสุขภาพกายเข้ามาเกี่ยวข้อง มีข้อมูลว่า บางคนมีปัญหาทางสมองบางเรื่อง อาจมีสมองบางจุดไม่พัฒนาเท่าที่ควร สติปัญญาบางด้านไม่สมบูรณ์

การเเก้ไขปัญหาระดับสังคม ต้องร่วมกันใส่ใจกันและกันอย่างถูกวิธี ไม่ปล่อยให้ผู้ใหญ่ใช้เด็กที่พิการ หรือน่าสงสาร น่าเห็นใจ กลายเป็นแหล่งเรียกร้องความช่วยเหลือแบบผิดๆ ซึ่งในคดีนี้ยังต้องรอการพิสูจน์จากตำรวจ แต่ที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีแบบนี้ โดยการทำให้เด็กเกิดความพิการและนำไปขอทาน ดังนั้นสังคมต้องฉุกคิดว่ากำลังช่วยเหลือ หรือทำให้เด็กตกเป็นเหยื่อมากขึ้น และสังคมต้องช่วยกันสอดส่องเหยื่อที่กำลังถูกคุกคาม ว่ามีมากแค่ไหน ช่วยเหลืออย่างไร ยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิในการช่วย และปกป้องเด็กตามกฎหมาย หากพบเห็นความรุนแรงสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล อำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเข้าช่วยเหลือได้ และสังคมต้องรีบปรับตัว อย่าเกรงกลัวต่อการต้องเผชิญกับเรื่องยุ่งยาก

Advertisement

รองโฆษก รบ. แนะทำใบขับขี่ใหม่ จองคิวผ่านแอป DLT สะดวก เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปลอมหลอกทำใบขับขี่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 6 มิถุนายน 2567 “เกณิกา” เผย กรมการขนส่งทางบก แนะทำใบขับขี่ใหม่ จองคิวผ่านแอป DLT สะดวก เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปลอมหลอกทำใบขับขี่

วันนี้ (6 มิ.ย. 67)  น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กระทรวงคมนาคม นำโดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับการขอรับใบขับขี่ใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยผู้ขับขี่สามารถจองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue โดยเลือกสำนักงานขนส่ง วันและเวลาที่สะดวก เพื่อเข้าตรวจสอบเอกสาร รับการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม การทดสอบข้อเขียน และการทดสอบขับรถได้ที่สำนักงานขนส่ง

โดยเตรียมเอกสาร ดังนี้ 1) บัตรประชาชนตัวจริง 2) ใบรับรองแพทย์ ซึ่งมีอัตราค่าธรรมเนียมการทำใบขับขี่ใหม่ตามกฎหมายกำหนด (รวมค่าคำขอ) ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว 205 บาท ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว 105 บาท สำหรับผู้ที่ฝึกหัดขับรถด้วยตนเองสามารถศึกษาผ่าน e-Book คู่มือการอบรมใบอนุญาตขับรถและฝึกทำข้อสอบได้ที่ www.safedrivedlt.com หรือ www.ขับขี่ปลอดภัย.com กรณีผู้ขับขี่ที่เรียนกับโรงเรียนสอนขับรถที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รับรอง ผู้ขับขี่จะได้เรียนรู้ทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัยโดยครูผู้สอนที่ได้รับการรับรอง พร้อมทั้งดำเนินการอบรม ทดสอบข้อเขียน ทดสอบขับรถ ณ โรงเรียนสอนขับรถได้เลย และเมื่อผ่านการทดสอบแล้วจะได้รับหนังสือรับรองเพื่อนำไปยื่นและถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาตขับรถที่สำนักงานขนส่ง

“รัฐบาลขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเพจมิจฉาชีพแอบอ้างรับทำใบขับขี่ อย่าโอนเงินหรือส่งเอกสารส่วนบุคคลให้เด็ดขาด โดยพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพจะนำรูปตราสัญลักษณ์กรมการขนส่งทางบกมาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือนำรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่มาแอบอ้าง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยจะโฆษณาหลอกลวงว่า ทำใบขับขี่ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปอบรม ไม่มีเวลาสอบจะดำเนินการให้ทั้งหมด สามารถออกใบขับขี่โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานขนส่ง”

น.ส.เกณิกา กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมการขนส่งทางบกขอแจ้งว่า การดำเนินการธุรกรรมด้านใบอนุญาตขับรถต้องดำเนินการด้วยตนเองที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น และเตือนประชาชนอย่าโพสต์รูปใบขับขี่ลงสื่อโซเชียลต่าง ๆ เพราะอาจถูกนำรูปภาพไปโพสต์หลอกลวงได้ หากมีข้อสงสัยในการรับบริการทำธุรกรรมกับ ขบ. สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisment

“จิราพร” เผยประชาชนพอใจงานปราบบุหรี่ไฟฟ้ามากที่สุด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 6 เมษายน 2568 “จิราพร” เผยประชาชนโหวตปราบบุหรี่ไฟฟ้า เป็นผลงานที่พอใจมากที่สุดประจำเดือน มี.ค.68 ย้ำรัฐบาลเดินหน้าปราบต่อ พร้อมเปิดแจ้งเบาะแสผ่านแอปทางรัฐ

นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อนโยบายรัฐบาล ประจำเดือนมีนาคม 2568 ของ Line Today ซึ่งมีการสำรวจระหว่างวันที่ 1-24 มีนาคม 2568 พบว่า ประชาชนกว่า 26.69% โหวตให้การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เป็นอันดับที่ 1 รองลงมาคือ มาตรการลดราคาเบนซิน-ดีเซล 1 บาท ของขวัญวันสงกรานต์ คิดเป็น 21.62% และมาตรการขยายสิทธิบัตรทอง พบหมอออนไลน์-จัดส่งยาถึงบ้าน คิดเป็น 12.13%

นางสาวจิราพร กล่าวว่า การปราบปรามการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในข้อสั่งการที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการป้องกันการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชน รัฐบาลจึงได้ดำเนินการกวาดล้างอย่างจริงจัง จนสามารถจับกุมได้ 2,236 คดี ยึดของกลางได้จำนวน 1,608,445 ชิ้น มูลค่ารวม 295,686,734 ล้านบาท ในระยะเวลาเพียงเดือนเศษ ซึ่งถือเป็นยอดการจับกุมและการยึดของกลางที่สูงกว่าตลอดสองปีที่ผ่านมา

“นอกจากการทำงานปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าเชิงรุกของเจ้าหน้าที่แล้ว เรายังได้เปิดให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสร้านค้าที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งรูปแบบร้านค้าออนไลน์ และร้านมีที่ตั้ง ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐอีกด้วย” นางสาวจิราพร กล่าว

Advertisement

 

ธอส.รับนโยบายนายกรัฐมนตรีช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ลงพื้นที่แจกถุงยังชีพ จ.อยุธยา

People Unity News : ธอส. รับนโยบายนายกรัฐมนตรี เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ลงพื้นที่แจกถุงยังชีพในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ณ วัดสะตือ ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 300 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน พร้อมให้คำปรึกษาแนวทางช่วยเหลือผ่าน 7 มาตรการ ตาม “โครงการเงินกู้ที่อยู่อาศัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปี 2564”

14 ตุลาคม 2564 นายยุทธนา หยิมการุณ ประธานกรรมการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้รัฐมนตรี รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ร่วมกันลงพื้นที่ประสบอุทกภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วนนั้น ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง ได้ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้ความช่วยเหลือลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องผ่าน “โครงการเงินกู้ที่อยู่อาศัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปี 2564”  และในวันนี้ (14 ตุลาคม 2564) ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานของธนาคาร นำโดย นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. จึงได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ จำนวน 300 ชุด ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ณ บริเวณวัดสะตือ ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และยังได้รับฟังความต้องการของประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวมถึงให้คำแนะนำแนวทางความช่วยเหลือของธนาคารทั้ง 7 มาตรการตาม “โครงการเงินกู้ที่อยู่อาศัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปี 2564” กรอบวงเงินรวมของโครงการ 100 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการลดดอกเบี้ย ให้กู้เพิ่ม/กู้ใหม่อัตราดอกเบี้ยต่ำ มาตรการประนอมหนี้ ปลอดหนี้ และพิจารณาสินไหมเร่งด่วนให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนได้รับทราบ โดยมีเจ้าหน้าที่ธนาคารเปิดจุดบริการพิเศษเพื่อรับคำขอเข้ามาตรการและให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่ง ธอส. ยืนยันว่าพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายนถึงปัจจุบัน ธอส. ได้ส่งมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยมาแล้วกว่า 3,000 ชุด ให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างภาคกลาง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 13 จังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร ด้วยความห่วงใยและตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน อีกทั้งเป็นการสร้างจิตสำนึกในการเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือสังคมให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

Advertising

Verified by ExactMetrics