วันที่ 29 เมษายน 2026

เผยนายกฯอนุทิน เข้าใจความรู้สึกเหยื่อสแกมเมอร์ ปปง.จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 เมษายน 2569 นายกฯ อนุทิน เข้าใจความรู้สึกผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ข้ามชาติ ล่าสุด ปปง. เตรียมคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ คลายกังวลผู้เสียหาย

วันนี้ (16 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN และนางสาวแคทรียาฯ กับพวก มูลค่าทั้งสิ้นกว่า 2 หมื่นล้านบาทนั้น  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มท. ยังคงติดตามคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะเข้าใจความรู้สึกและความเดือดร้อนของผู้เสียหายที่โดนหลอกลวง

โดยให้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เร่งคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดีดังกล่าว เพื่อนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหาย แทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

ล่าสุด สำนักงาน ปปง. กำลังจัดทำประกาศเปิดรับคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ กรณีที่เกี่ยวข้องกับนางสาวแตงไทย บ้านมะหิงษ์ กับพวก กรณี MR. LEAK YIM นางสาววิรินยา ยิมจ์   MR. SMITH BEN และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ กับพวก คาดว่าจะเปิดรับได้ในเร็วๆนี้

ทั้งนี้ ได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งจุดรับคำร้องที่สำนักงาน ปปง. และสถานีตำรวจทั่วประเทศ พร้อมเปิดช่องทางยื่นคำร้องออนไลน์และทางไปรษณีย์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหาย

“ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงขอให้ ปชช. ติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์ ปปง. และเตรียมหลักฐานให้พร้อม เช่น สลิปโอนเงิน รายการเดินบัญชี หลักฐานแจ้งความ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง” นางสาวรัชดาระบุ

Advertisement

นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” ใครก็เคลมไม่ได้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 เมษายน 2569 นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดึงความสนใจทั่วโลก ใครก็เคลมไม่ได้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง  อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP  Reuters  Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล  จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว  โดย  The Straits Times  ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม  “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ  ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น   สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

โฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

“ท่านนายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

ฉลองสงกรานต์..กยศ.สั่งนายจ้าง 80,000 แห่ง หักเงินเดือนลูกจ้างเป็นหนี้ กยศ. 120,000 ราย นำส่งภายใน 16 เม.ย.69 พร้อมกับสั่งอีก 9,900 แห่ง หักและนำส่ง พ.ค.69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 เมษายน 2569 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างที่เริ่มดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ให้นำส่งเงินครั้งแรกผ่านระบบ e-PaySLF ภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปไม่เกินวันที่ 15 ของทุกเดือน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนนักศึกษารุ่นน้อง

นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “กยศ. ได้ส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างจำนวนกว่า 80,000 แห่ง ที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมจำนวนกว่า 120,000 ราย ให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืน กยศ. ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืน กยศ. ผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ดังนั้น สำหรับนายจ้างที่ได้ดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างซึ่งเป็นผู้กู้ยืมแล้ว ขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน

ทั้งนี้ กยศ. ได้ตรวจพบข้อมูลนายจ้างอีกกว่า 9,900 แห่ง ที่มีผู้กู้ยืมเงินเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง และได้จัดส่งหนังสือแจ้งหน้าที่ให้เริ่มดำเนินการหักและนำส่งตั้งแต่เดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยองค์กรนายจ้างสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการใช้งานระบบ e-PaySLF ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง”

กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือในการนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเงินงบประมาณจากภาษีของประชาชน เพื่อนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

Advertisement

“นายกฯอนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 เมษายน 2569 “นายกฯอนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบนโยบาย 10 พลัส

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.35 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่

1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ

3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป

ประเทศไทยในวันนี้เผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และภัยด้านความมั่นคง การเข้ารับหน้าที่ของรัฐบาลในวาระนี้ จึงมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน และปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ทั้งจะเร่งรัดพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ

1) สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย

1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้

1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม

1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ

1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่

2) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล

2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล

3) ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า”

3.1 สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย

3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย

3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า

3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการ

4) ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคง ทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

5) ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ

5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand)

5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อม ในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน

5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว

5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

6) เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

7) เสริมสร้างเสถียรภาพ

8) ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงาน ในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”

9) ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค

9.1 ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร

9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

10) สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

10.1 บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น

10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง

10.3 ทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

11) พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

12) พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

ด้านสังคม

13) เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

13.1 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

13.2 ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม

13.3 พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

14) พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที

14.1 ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ

14.2 ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม

14.3 ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย

15) สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

15.1 พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย

15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

16) บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

17) พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

18) ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

18.1 พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

18.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

18.3 ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

18.4 จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

18.5 เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก

19) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

20) ราชการทันใจ

21) การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

22) การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

22.1 ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

22.2 เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น

22.3 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่

22.4 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

22.5 การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น

22.6 กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย

23) แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ

3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

4. ด้านสังคมและสวัสดิการ

5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

“กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าวให้คำมั่นในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

อ่านคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฉบับเต็ม ที่ https://www.thaigov.go.th/th/media/ebook/read/244

Advertisement

กรมทางหลวง ยกระดับการเดินทางสงกรานต์ 2569 เน้น 4 มาตรการหลัก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 เมษายน 2569 กรมทางหลวง ยกระดับการเดินทางสงกรานต์ 2569 เน้น 4 มาตรการหลัก อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยทั่วไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชน จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางอย่างเต็มที่ ภายใต้แนวคิด “ออกเวลาไหนก็ถึงบ้านเหมือนกัน Smart Travel Songkran 2569” โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า กระจายช่วงเวลาเดินทาง เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจร และตั้งเป้าลดอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บบนโครงข่ายคมนาคมลงอย่างน้อยร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี นอกจากนี้ ยังได้กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอย่างครอบคลุม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการจราจร และการให้บริการประชาชน พร้อมมอบ “ของขวัญสงกรานต์” โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางในหลายเส้นทาง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวง (ทล.) ได้เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินมาตรการบริหารจัดการจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์ผ่าน 4 มาตรการหลัก ครอบคลุมทุกมิติ ดังนี้

  1. มิติด้านการเตรียมความพร้อม ได้ดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงสภาพทางให้พร้อมใช้งาน โดยซ่อมแซมผิวทาง ปะซ่อมหลุมบ่อ เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ตรวจสอบระบบไฟฟ้าแสงสว่างและสัญญาณจราจรให้พร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงตัดหญ้าและกิ่งไม้บริเวณสองข้างทางและทางแยก ตลอดจนทำความสะอาดป้ายจราจรและอุปกรณ์สะท้อนแสง เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่
  2. มิติด้านการอำนวยความปลอดภัย มีการนำข้อมูลสถิติอุบัติเหตุมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนป้องกันและลดความเสี่ยง พร้อมเร่งแก้ไขจุดเสี่ยงและจุดอันตราย ปิดจุดกลับรถและทางร่วมทางแยกที่มีความเสี่ยง บริหารจัดการจุดตัดทางรถไฟอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการบูรณาการร่วมกับตำรวจทางหลวงในการกวดขันวินัยจราจรและรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ” ผ่านสื่อออนไลน์
  3. มิติด้านการอำนวยความสะดวก ได้จัดตั้งจุดให้บริการประชาชนทั่วประเทศ เพื่อเป็นจุดพักรถและให้ข้อมูลเส้นทาง พร้อมมอบ “ของขวัญสงกรานต์” ด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางบนมอเตอร์เวย์ ระหว่างวันที่ 10 – 16 เมษายน 2569 ได้แก่ M7 สายกรุงเทพฯ – ชลบุรี – พัทยา – มาบตาพุด M9 สายวงแหวน รอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ช่วงบางปะอิน – บางพลี และช่วงพระประแดง – ต่างระดับบางขุนเทียน M81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี พร้อมเปิดทดลองใช้ 2 เส้นทาง ได้แก่ M6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 10 – 19 เมษายน 2569 และ M82 ทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน – เอกชัย ระยะทาง 10 กิโลเมตร
  4. มิติด้านการรายงานและติดตามสถานการณ์ มีการนำระบบ HDMS มาใช้ในการรายงานและบันทึกข้อมูลอุบัติเหตุทุกกรณี เพื่อให้สามารถติดตาม วิเคราะห์ และบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุรุนแรง จะมีการรายงานข้อมูลโดยตรงต่อผู้บริหารทันที เพื่อสั่งการแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ทล. ขอความร่วมมือประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เลือกช่วงเวลาเดินทางที่เหมาะสม เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจร และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความสุข สอบถามข้อมูลเส้นทางหรือขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน ทล. โทร. 1586 (ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของ ทล.

Advertisement

ปลัด มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ บรรเทาผลกระทบวิกฤติตะวันออกกลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 เมษายน 2569 ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติม บรรเทาผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย คุมเข้มราคาสินค้าเกษตร รณรงค์ใช้ยานพาหนะสาธารณะ ดูแลเส้นทาง และความพร้อมสถานีบริการน้ำมัน ให้เพียงพอการเดินทางช่วงสงกรานต์

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย (ศบก.มท.) เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เร่งยกระดับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาพลังงานและภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง

“เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกิดผลเป็นรูปธรรมและครอบคลุมทุกมิติ ตนได้ลงนามในโทรสารสั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งดำเนินการใน 4 มาตรการสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ 1. การกำกับดูแลต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่สุ่มตรวจและควบคุมราคาปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสขึ้นราคาที่เป็นการเอาเปรียบเกษตรกร โดยกำชับว่าหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น 2. บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อเร่งรัดมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง กลุ่มเปราะบาง และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด 3. ดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการอย่างเคร่งครัด ทั้งการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) มาตรการประหยัดพลังงานโดยใช้ทรัพยากร และพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า และงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ และ 4. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการสาธารณะในการเดินทางไป – กลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจัดหารถโดยสารสาธารณะและเพิ่มจำนวนเที่ยวการเดินทางให้เหมาะสมและเพียงพอ และกำหนดจุด/สถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้รถโดยสารสาธารณะสามารถเติมน้ำมันได้อย่างเพียงพอครอบคลุมทุกพื้นที่การเดินทาง เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดการใช้พลังงาน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเน้นย้ำว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ใช้กลไกมหาดไทยในระดับพื้นที่ สื่อสารสร้างความเข้าใจและเข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันทุกพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมสนับสนุนและบูรณาการทุกสรรพกำลังในการยกระดับเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทำให้พี่น้องประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในเร็ววัน

Advertisement

PEA รณรงค์ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 มีนาคม 2569 จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลก และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน PEA จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการใช้พลังงานของประเทศอย่างคุ้มค่า

PEA ขอความร่วมมือประชาชนประหยัดพลังงาน เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้า หมั่นตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังการใช้งาน หลีกเลี่ยงการเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดในรางปลั๊กเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและอัคคีภัย ควรตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส หมั่นล้างแอร์เป็นประจำทุก 6 เดือน เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED แทนหลอดไส้ และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) รวมถึงการปลูกต้นไม้เพื่อลดความร้อนและช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก

PEA มุ่งมั่นดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้พลังงานไฟฟ้ามีประสิทธิภาพต่อเนื่อง

Advertisement

รัฐบาลเตรียมพร้อมน้ำมันช่วงสงกรานต์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจในความกังวลของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงขอชี้แจงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการและติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดในประเด็นหลักๆ ดังนี้

  1. การกระจายน้ำมัน มีแผนในรายละเอียด คือ 1) กระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรและลดความแออัดในสถานีบริการ 2) กำชับผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น พร้อมจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสแตนด์บายในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง 3) จัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม 4) อำนวยความสะดวกการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า
  2. ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น
  3. เร่งบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกผ่านกลไกทางการทูตและการเจรจา เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่ง อาทิ บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมสนับสนุน และอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศไทย
  4. ติดตามการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศให้เป็นตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ และในระยะยาวก็จะมีการนำเข้าเป็นระยะๆสอดรับระดับความต้องการ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันให้ถึงมือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเข้มในเรื่องการจับกุมผู้กักตุนน้ำมัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สนธิกำลังร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าอิสระในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ กรมสรรพสามิตบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานในพื้นที่ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในเขตพื้นที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มี.ค. และตรวจพบน้ำมันดีเซล จำนวน 85,000 ลิตร ซึ่งไม่สามารถแสดงที่มาของน้ำมันได้จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท

“เพื่อดูแลการเดินทางของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามานี้ รัฐบาลเตรียมพร้อม เร่งระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง ประชาชนยังสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือที่เว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ สำหรับสถานีน้ำมันในแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

กรมทางหลวง เตรียมเปิดทดลองใช้ M6 “บางปะอิน-โคราช” ตลอดสาย รับสงกรานต์ปี 69 เริ่ม 10-19 เม.ย.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 มีนาคม 2569 กรมทางหลวง เตรียมเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์ M6 ตลอดสาย ตั้งแต่บางปะอิน-ปากช่อง-นครราชสีมา ระยะทางรวม 196 กม. ระหว่าง 10-19 เม.ย.69 รองรับปริมาณการเดินทางของประชาชน ลดความแออัดบนถนนมิตรภาพ และถนนพหลโยธิน

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงได้เตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านสำหรับการเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์ M6 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ที่จะถึงนี้ โดยได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความปลอดภัย และการบริการประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก ปลอดภัย ตลอดการเดินทาง

สำหรับรูปแบบการเปิดให้บริการช่วง “ปากช่อง – นครราชสีมา” เปิดให้สัญจรได้สองทิศทางตามปกติ ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนช่วง “บางปะอิน – ปากช่อง” จะเป็นการจัดการจราจรแบบเดินรถทางเดียว (One-way) ตามช่วงเวลา ดังนี้

⬆️ ช่วงต้นเทศกาล วิ่งทิศขาออกกรุงเทพฯ เท่านั้น

เปิดให้สัญจร ระหว่างวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 00.01 น. ถึง 13 เมษายน 2569 เวลา 24.00 น. โดยผู้ใช้ทางสามารถเข้าสู่มอเตอร์เวย์ M6 ได้ที่ด่านบางปะอิน ด่านหินกอง ด่านสระบุรี และด่านแก่งคอย ทั้งนี้ หากพบว่ามีปริมาณรถสะสมหนาแน่นบริเวณด่านปากช่อง กรมทางหลวงจะเปิดใช้งาน “ด่านมวกเหล็ก” เพื่อเร่งระบายการจราจรออกสู่ถนนมิตรภาพให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

⬇️ ช่วงปลายเทศกาล วิ่งทิศขาเข้ากรุงเทพฯ เท่านั้น

เปิดให้สัญจร ระหว่างวันที่ 14 เมษายน 2569 เวลา 06.00 น. ถึง 19 เมษายน 2569 เวลา 24.00 น. โดยผู้ใช้ทางสามารถวิ่งเข้า – ออก M6 ได้ที่ ด่านแก่งคอย ด่านสระบุรี ด่านหินกอง หรือออกที่ด่านบางปะอิน เพื่อเชื่อมต่อสู่ถนนพหลโยธิน และวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านตะวันตกและตะวันออก

ทั้งนี้ จะมีการปิดพื้นที่ชั่วคราว ตั้งแต่บริเวณต่างระดับบางปะอิน ถึง ด่านปากช่อง ในวันอังคารที่ 14 เมษายน 2569 เวลา 00.00-06.00 น. เพื่อสลับทิศทางการจราจรและเตรียมพร้อมรองรับการจราจรขาเข้า

สำหรับการอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง กรมทางหลวงได้จัดเตรียมจุดบริการห้องน้ำชั่วคราวรวมทั้งหมด 17 จุด ประกอบด้วยบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง 14 จุด (ทั้งขาเข้าและขาออก) จุดพักรถทับกวาง กม.64+900 (ขาออก) และจุดพักรถสีคิ้ว กม.147+000 (ทั้งขาเข้าและขาออก)

อธิบดีกรมทางหลวงเน้นย้ำว่า เนื่องจากเป็นช่วงทดลองให้บริการ จึงอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ และจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เพื่อความปลอดภัย โดยเส้นทางดังกล่าวยังไม่มีสถานีบริการน้ำมัน จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งร้านค้าบริการ กรมทางหลวงจึงขอแนะนำให้ประชาชนศึกษาเส้นทางและเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เติมน้ำมัน และจัดเตรียมอาหาร/น้ำดื่มให้พร้อมก่อนเข้าสู่มอเตอร์เวย์

กรมทางหลวงให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน โดยได้จัดเจ้าหน้าที่บริหารจัดการจราจรและหน่วยเคลื่อนที่เร็วอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ ทั้งนี้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

ออมสิน จับมือ OKMD ปั้น “GSB Museum” สู่พิพิธภัณฑ์ด้านการออมทรัพย์ แหล่งเรียนรู้ระดับสากล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 มีนาคม 2569 ออมสิน ผนึก OKMD ปั้น “GSB Museum” สู่พิพิธภัณฑ์ด้านการออมทรัพย์ที่ได้มาตรฐานแหล่งเรียนรู้ระดับสากล

นางสาววชิรา การสุทธิ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มการตลาดเพื่อความยั่งยืน และ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD โดย สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงาน “พิพิธภัณฑ์ออมสิน” (GSB Museum) เพื่อพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาบุคลากร การประชาสัมพันธ์ และการดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการพิพิธภัณฑ์ออมสิน ยกระดับสู่แหล่งเรียนรู้ด้านการออมทรัพย์สำหรับประชาชน ภายใต้แนวคิดพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ (Discovery Museum)

โดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ จะสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ การพัฒนาบุคลากร และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานแหล่งเรียนรู้ในระดับสากล โดยมี นางสาวจารุพร กำธรนพคุณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสิน สายงานการตลาดและสื่อสารเพื่อความยั่งยืน และนางสาวสุขุมาล ผดุงศิลป์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ร่วมในพิธี ณ อาคารออมสินพิพัฒน์ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569

พิพิธภัณฑ์ออมสิน ตั้งอยู่ ณ อาคารราชฤทธิ์รังสรรค์ ถนนราชดำเนิน ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของธนาคารออมสิน ในช่วง พ.ศ. 2493–2509 และเป็นอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ โดยมีแผนพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ออมสิน หมุดหมายใหม่แห่งการเรียนรู้ด้านการออมทรัพย์ ที่รวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และการจัดแสดงวัตถุทรงคุณค่าด้านการเงินและการออม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และปลูกฝังวินัยทางการเงินแก่คนรุ่นใหม่ เตรียมเปิดให้ประชาชนเข้าชมภายในปีนี้

Advertisement

Verified by ExactMetrics