วันที่ 12 กันยายน 2026

ออมสินเปิดให้กู้รวมหนี้ “สินเชื่อออมสินเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อย” ดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ให้ลูกหนี้ชีวิตเบาขึ้น-ลดภาระ-ได้เติมทุน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 สิงหาคม 2569 ออมสินเดินหน้าปลดกับดักหนี้ทุกอาชีพ ทุกชีวิต เปิดให้กู้รวมหนี้ “สินเชื่อออมสินเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อย” ดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ให้ลูกหนี้ชีวิตเบาขึ้น-ลดภาระ-ได้เติมทุน

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจสำคัญระยะนี้ ในการช่วยประชาชนบริหารจัดการหนี้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ให้ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น สามารถมีสภาพคล่องในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น เป็นการช่วยแบ่งเบาในภาวะที่กำลังต้องเผชิญปัญหาปากท้องและข้อจำกัดในการประกอบอาชีพอันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ แรงงานอิสระนอกระบบ เช่น อาชีพรับจ้างทั่วไป ค้าขาย ช่างฝีมือ หรืองานบริการต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มแรงงานในระบบที่แม้จะมีรายได้ประจำ แต่ก็อาจกำลังต้องเผชิญกับระดับรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นเร็วด้วยเช่นกัน

ล่าสุด ธนาคารจึงออกมาตรการช่วยรวมหนี้ไว้ที่เดียว “สินเชื่อออมสินเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อย” โดยเปิดให้กู้สำหรับผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้สม่ำเสมอและต้องการวางแผนแก้ไขหนี้อย่างเป็นระบบ โดยนำวงเงินไปชำระหนี้เดิมและรวมหนี้หลายทางมาไว้ที่ธนาคารออมสินแห่งเดียว รวมถึงใช้ลดภาระหนี้ ให้สามารถบริหารจัดการรายรับรายจ่ายและวางแผนชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม ให้วงเงินกู้สูงสุด 200,000 บาทต่อราย กรณีมีหนี้นอกระบบให้กู้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) เริ่มต้น 0.75% ต่อเดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับหลักประกันเงินกู้ และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 5 ปี หรือ 60 งวด

ทั้งนี้ ผู้สนใจขอสินเชื่อต้องเป็นผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้สม่ำเสมอ อายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาการชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 65 ปี ทั้งนี้ ธนาคารพิจารณาให้สินเชื่อตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืน โดยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th หรือ GSB Contact Center โทร. 1115

Advertisement

รัฐบาลสั่งเบรกสอบแข่งขันเด็กอนุบาล ชี้ขัดกฎหมาย-สร้างแรงกดดัน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 สิงหาคม 2569 รัฐบาลสั่งเบรกสอบแข่งขันเด็กอนุบาล ชี้ขัดกฎหมาย-สร้างแรงกดดัน ย้ำปรับวิธีประเมิน เน้นสังเกตพฤติกรรม-พัฒนาการเรียนรู้

วันนี้ (27 สิงหาคม 2569) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ออกข้อสั่งการเน้นย้ำไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ให้กำกับดูแลโรงเรียนทั้งของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามจัดสอบแข่งขัน หรือใช้ระบบแพ้-ชนะ จัดอันดับคะแนนในระดับเด็กเล็กโดยเด็ดขาด

สำหรับพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยนี้ ได้กำหนดให้เด็กปฐมวัยซึ่งมีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ได้รับการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยต้องให้เด็กเล็กเริ่มต้นการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ไม่ถูกผลักเข้าสู่การแข่งขันก่อนวัยอันควร

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการได้วางแนวทางปรับวิธีการวัดผลใหม่ทั่วประเทศอย่างสร้างสรรค์ โดยให้ยกเลิกข้อสอบวิชาการ การจัดอันดับแข่งขัน และให้โรงเรียนเปลี่ยนไปเน้นเรื่องการประเมินพัฒนาการแทน โดยควรใช้การสังเกตพฤติกรรม ทักษะการสื่อสาร การช่วยเหลือตนเอง และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม รวมทั้งใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เก็บสะสมผลงาน รวบรวมภาพกิจกรรม และติดตามความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคล แทนการใช้ตัวเลขตัดสินแบบเดิมๆ

ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มองเด็กปฐมวัยแค่ในมุมการเรียนหนังสือ แต่เน้นการพัฒนาแบบองค์รวม ซึ่งการเร่งรัดวิชาการหรือการบังคับสอบตั้งแต่วัยอนุบาล นอกจากจะขัดต่อกฎหมายแล้ว ยังเป็นการสร้างความกดดันเกินวัย ส่งผลเสียรุนแรงต่อพัฒนาการทางสมอง คลื่นความเครียด และการเจริญเติบโตทางอารมณ์ของเด็กในระยะยาว

ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังเดินหน้าจัดทำกรอบหลักสูตรการศึกษาของชาติ ที่ครอบคลุมการพัฒนาเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยเชิญกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น และผู้เชี่ยวชาญจากกรมสุขภาพจิตร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อให้หลักสูตรการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม

รัฐบาลเชื่อมั่นว่า นโยบายการยกระดับการศึกษาปฐมวัยดังกล่าว จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในการกวดวิชาเด็กเล็ก พร้อมกำชับให้สถานศึกษาปรับรูปแบบการรายงานพัฒนาการแก่ผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันดูแลเด็กไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สมวัย และมีความสุข

Advertisement

ออมสินเร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัย พักหนี้อัตโนมัติ 3 เดือน ไม่คิดดอก ระดมสินเชื่อฉุกเฉิน – ฟื้นฟู ช่วยประชาชน-ธุรกิจตั้งหลัก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 สิงหาคม 2569 ธนาคารออมสินเร่งออกมาตรการ “พักหนี้อัตโนมัติ ไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน” เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและให้มีเวลาจัดการค่าใช้จ่ายที่จำเป็น พร้อมฟื้นฟูที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และรายได้ในช่วงหลังน้ำลด

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคเหนือ เริ่มคลี่คลายและเข้าสู่ช่วงฟื้นฟู แต่ความเสียหายต่อบ้านเรือน เครื่องมือประกอบอาชีพ และสถานประกอบการยังคงกระทบต่อการดำเนินชีวิตและรายได้ของประชาชน ธนาคารออมสินจึงเร่งออกมาตรการ “พักหนี้อัตโนมัติ ไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน” เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและให้มีเวลาจัดการค่าใช้จ่ายที่จำเป็น พร้อมฟื้นฟูที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และรายได้ในช่วงหลังน้ำลด

มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องชำระคืนภายหลัง ส่วนเงินต้นที่พักไว้ 3 งวด จะถูกรวมไปชำระในงวดสุดท้าย และเมื่อครบกำหนดพักชำระหนี้แล้ว ลูกหนี้จะกลับมาชำระเงินงวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกกลุ่ม (ยกเว้นบางประเภทตามเงื่อนไข*) ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ภัยพิบัติตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยธนาคารจะแจ้งสิทธิ์ผ่าน SMS หรือจดหมายโดยตรง หากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถติดต่อแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ

นอกจากการลดภาระของลูกหนี้เดิมแล้ว ธนาคารยังเตรียมสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยที่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ฟื้นฟูอาชีพ หรือซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถขอ สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุนช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤต วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 20,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) = 0.60% ต่อเดือน และผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน ยื่นความประสงค์ได้ที่สาขาธนาคารออมสิน ส่วนผู้ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพหรือบรรเทาค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพมี สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) = 0.50% ต่อเดือน ปลอดชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือนแรก ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 60 เดือน

ธนาคารยังสนับสนุนการฟื้นฟูด้วย สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ  เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพหรือปรับปรุงซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 300,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย = 15.00% ต่อปี  ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี และ สินเชื่อฟื้นฟูบ้านสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ สำหรับซ่อมแซมที่อยู่อาศัย วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 24 อัตราดอกเบี้ย = 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 = MRR – 3.35% ต่อปี ปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.75% ต่อปี พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท

ส่วนภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สามารถยื่นขอสินเชื่อ ออมสิน SMEs Recharge เพื่อปรับปรุง ซ่อมแซม สถานประกอบการ การลงทุนในสินทรัพย์ของกิจการ เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องจักร ที่ใช้ในการดำเนินกิจการ หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง ให้กู้รายละไม่เกิน 30 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น ปีที่ 1-2 = 2.99% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี ยื่นคำขอสินเชื่อธุรกิจภายในวันที่ 30 กันยายน 2569

ทั้งนี้ ธนาคารพิจารณาให้สินเชื่อตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืน ผู้ที่สนใจโปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ธนาคาร www.gsb.or.th หรือสอบถามที่ GSB Contact Center โทร.1115

ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่น้ำยังท่วมสูง ธนาคารออมสินได้เร่งลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อส่งมอบ “ถุงออมสินห่วงใย” รวมกว่า 1,500 ชุด ประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้ผู้ประสบภัยใช้ประทังชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ทำความสะอาดหลังน้ำลด ธนาคารออมสินขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยก้าวผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้โดยเร็ววัน และพร้อมเคียงข้างประชาชนในการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกสถานการณ์ ตามจุดยืน “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต”

*หมายเหตุ : มาตรการพักหนี้ไม่รวมสินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์, สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ โดยสินเชื่อ Soft loan สินเชื่อองค์กรชุมชน และสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

Advertisement

รัฐบาลหนุน “ห้องเรียนใจดี” ดูแลจิตใจนักเรียนเชิงรุก ลดการบูลลี่ สร้างโรงเรียนปลอดภัยทั้งกายและใจ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 สิงหาคม 2569 รัฐบาลหนุน “ห้องเรียนใจดี” ดูแลจิตใจนักเรียนเชิงรุก ลดการบูลลี่ สร้างโรงเรียนปลอดภัยทั้งกายและใจ

วันนี้ (22 ส.ค. 69) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อสร้าง “ห้องเรียนใจดี” ให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งกายและใจสำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา

แนวทางดังกล่าวสอดรับกับการยกระดับครูแนะแนวและครูที่ปรึกษาให้เป็นด่านหน้าในการดูแลสุขภาพจิตนักเรียน โดยต้องฟังเป็น สังเกตได้ และช่วยเบื้องต้นเป็น พร้อมเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพจิตเมื่อพบกรณีที่ต้องได้รับการดูแลเฉพาะทาง นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างโรงเรียนปลอดภัยและห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ที่สามารถดูแลทั้งผู้เรียนและผู้สอนให้พร้อมทางกายและใจอย่างยั่งยืน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลได้กำหนดแนวทางสำคัญในการสร้าง “ห้องเรียนใจดี” 4 ข้อ ได้แก่ การดูแลสุขภาพจิตนักเรียน ซึ่งเป็นภารกิจร่วมกันของทุกฝ่าย , การสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างเป็นระบบ , การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางใจ และการส่งเสริมให้ครูสังเกต รับฟัง ให้คำปรึกษา และประสานส่งต่ออย่างเหมาะสม

โดยกรมสุขภาพจิตกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ผลักดันการฝึกปฐมพยาบาลทางใจ การให้คำปรึกษาเบื้องต้น และการเฝ้าระวังปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ และสังคมของนักเรียน ควบคู่กับการป้องกันและจัดการปัญหาการกลั่นแกล้งรังแก หรือ Bullying ทั้งในชีวิตจริงและโลกออนไลน์

นอกจากนี้ ยังมีกลไกสนับสนุนการดูแลนักเรียนอย่างเป็นระบบ ด้วยการใช้ระบบ HERO OBEC Care และ Mental Health Check-in เพื่อคัดกรอง เฝ้าระวัง ช่วยเหลือ และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังเปิดช่องทางให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านสายด่วน 1323

Advertisement

รัฐบาลเผย ยามะเร็งพระราชทาน “IMCRANIB” กระจายให้โรงพยาบาลแล้ว 2,880 กล่อง คาดกระจายครบ 23,000 กล่อง ภายในเดือนตุลาคม 2569

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเผย ยามะเร็งพระราชทาน “IMCRANIB” กระจายให้โรงพยาบาลแล้ว 2,880 กล่อง ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองได้รับยาแล้ว 215 ราย คาดกระจายครบ 23,000 กล่อง ภายในเดือนตุลาคม 2569

วันนี้ (21 สิงหาคม 2569)  นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการกระจายยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าพระราชทาน “IMCRANIB” รัฐบาล โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ทยอยจัดส่งยา IMCRANIB ให้แก่โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และโรงพยาบาลราชวิถีแล้ว รวม 2,880 กล่อง มีผู้ป่วยได้รับยาแล้ว 215 ราย จากจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 4,420 ราย เตรียมส่งมอบเพิ่มอีก 3 งวด ให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ครบตามจำนวน 23,000 กล่อง ภายในสิ้นเดือนตุลาคม 2569  เพื่อเพิ่มโอกาสให้ “ผู้ป่วยมะเร็งสิทธิบัตรทอง” เข้าถึงยารักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ยา IMCRANIB เป็นยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าชนิดรับประทาน มีตัวยาสำคัญคือ อิมาทินิบ ใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบไมอีลอยด์ (Chronic Myeloid Leukemia: CML) และเนื้องอกในระบบทางเดินอาหารชนิด Gastrointestinal Stromal Tumor (GIST) ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ในชั้นกล้ามเนื้อของทางเดินอาหาร ยาดังกล่าวได้รับพระราชทานจากศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ผ่านทาง สปสช. จำนวน 690,000 เม็ด หรือ 23,000 กล่อง เพื่อนำไปกระจายแก่โรงพยาบาลต่าง ๆ สนับสนุนให้ผู้ป่วยทั่วประเทศเข้าถึงยารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2570 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะสามารถผลิตยาอิมาทินิบ ได้ทั้งขนาด 100 และ 400 มิลลิกรัม ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถเลือกขนาดยาได้เหมาะสมกับแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย เพิ่มความสะดวกในการรับประทานยา และส่งเสริมให้ผู้ป่วยใช้ยาได้อย่างต่อเนื่อง

“การกระจายยาพระราชทานครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษา ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและครอบครัว ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านยา เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถดูแลผู้ป่วยมะเร็ง นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ผู้ป่วยและประเทศไทย ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง 30 บาท เข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงและต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่าย” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเผย TH-AI Passport กระแสตอบรับแรง ยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้านราย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเผย TH-AI Passport กระแสตอบรับแรง ยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้านรายในเวลา 17.00 น. วันนี้ หลังเพิ่มกว่า 5 แสนรายภายในวันเดียว

วันนี้ (20 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า กระแสตอบรับจากประชาชนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ณ เวลา 17.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 มียอดลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 1,033,635 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อวาน ซึ่งอยู่ที่ 532,692 ราย ถึง 500,943 รายภายใน 24 ชั่วโมง และทำให้ยอดลงทะเบียนผ่านหลัก 1 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ เพราะเท่ากับว่าภายในเวลาเพียงหนึ่งวันมีประชาชนลงทะเบียนเพิ่มเกือบเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนไทยต่อเทคโนโลยี AI และความต้องการเข้าถึงเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียน การทำงาน การสร้างสรรค์ผลงาน และการประกอบอาชีพ

“เมื่อวานเวลา 17.00 น. เรามีผู้ลงทะเบียน 532,692 ราย วันนี้ในเวลาเดียวกันเพิ่มเป็น 1,033,635 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนรายในวันเดียว สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการผ่านหลักล้าน แต่คือความเร็วของการตอบรับจากประชาชน ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยพร้อมเปิดรับและเรียนรู้ AI อย่างมาก ภารกิจต่อจากนี้คือทำอย่างไรให้ความสนใจดังกล่าวต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในวงกว้าง” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายของ TH-AI Passport ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้สมัคร แต่ต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนได้ทดลองใช้ AI หลายรูปแบบและเรียนรู้ว่าเครื่องมือประเภทใดเหมาะกับงานของตนเอง โดยโครงการตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย ซึ่งยอดล่าสุดกว่า 1.03 ล้านราย คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 20 ของเป้าหมายแล้ว

สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนสำเร็จ ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำผู้ลงทะเบียนเข้าสู่การทดลองและประยุกต์ใช้ AI ในชีวิตจริง โดยรัฐบาลคาดหวังว่าโครงการจะช่วยขยายฐานผู้ใช้ AI จากกลุ่มที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

“รัฐบาลต้องการให้ AI เป็นโอกาสของคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วัยทำงาน เป็นผู้ประกอบการ หรือประชาชนทั่วไป การมีคนลงทะเบียนเกิน 1 ล้านรายในระยะเวลาอันรวดเร็วเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายที่สำคัญกว่าคือทำให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้เพิ่มทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับตนเองได้จริง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport ตั้งเป้ารองรับประชาชนสูงสุด 5 ล้านราย และมีกำหนดเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซต์ de.aipass.net โดยหากพบปัญหาในการลงทะเบียนสามารถสอบถาม Call Center โทร. 02-021-0300 ได้

Advertisement

รัฐบาลจัดมหกรรมด้านการพัฒนาสังคมครั้งยิ่งใหญ่ “SDX 2026” 21-23 ส.ค. นี้ ที่เมืองทองธานี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 สิงหาคม 2569 รัฐบาลจัดมหกรรมด้านการพัฒนาสังคมครั้งยิ่งใหญ่ “SDX 2026” ดันนวัตกรรม-สวัสดิการ ดูแลคนไทยทุกช่วงวัย รองโฆษกรัฐบาลชวนร่วมมหกรรมครั้งสำคัญ 21-23 ส.ค. นี้ ที่เมืองทองธานี

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายสังคมทุกภาคส่วน เตรียมจัดงานมหกรรมด้านสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ “Social Development Expo 2026” (SDX 2026) ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

สำหรับงาน SDX 2026 ครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Co-Creating a Better Society ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน” ซึ่งรัฐบาลตั้งใจให้งานนี้เป็นมากกว่างานแสดงนิทรรศการทั่วไป แต่เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน ได้มาร่วมกันคิดและออกแบบอนาคตสังคมไทย โดยเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า กิจกรรมภายในงานมีความหลากหลาย ทั้งเวทีปาฐกถาพิเศษ นิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์จากเครือข่ายด้านสังคมทั่วประเทศ โดยมีไฮไลต์สำคัญ 3 โซนหลัก ได้แก่ 1. โซน Co-Protect นำเสนอระบบคุ้มครอง สิทธิประโยชน์ และหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมการดูแลคนไทยทุกช่วงวัย รวมถึงกลุ่มเปราะบาง 2. โซน Co-Develop เวทีเปิดมุมมองใหม่ในการยกระดับศักยภาพมนุษย์ การสร้างอาชีพ และการเปิดพื้นที่โอกาสให้แก่คนไทยทุกกลุ่ม และ 3. โซน Co-Create พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีทางสังคม งานวิจัย และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน

นอกจากนี้ งาน SDX 2026 ยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเปิดพื้นที่จัดแสดงด้านคนพิการในรูปแบบมหกรรมระดับประเทศเป็นครั้งแรก โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และองค์กรคนพิการทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก และการคุ้มครองสิทธิ ผ่านการออกแบบพื้นที่ตามหลักการเข้าถึงที่เป็นสากล (Universal Design) เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมงานได้อย่างเท่าเทียม

Advertisement

รัฐบาลรุกปราบภัยออนไลน์ สกัดบัญชีม้าคริปโตแล้ว 62,516 บัญชี ย้ำประชาชนเช็กให้ชัด อย่าเชื่อโฆษณาอ้างผลตอบแทนสูง-เสี่ยงต่ำ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 สิงหาคม 2569 รัฐบาลรุกปราบภัยออนไลน์ สกัดบัญชีม้าคริปโตแล้ว 62,516 บัญชี ย้ำประชาชนเช็กให้ชัด อย่าเชื่อโฆษณาอ้างผลตอบแทนสูง-เสี่ยงต่ำ

วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เชิงรุก โดยเน้นการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการจับกุมดำเนินคดี การสกัดกั้นบัญชีม้า เส้นทางการเงิน และการปิดกั้นช่องทางสื่อสารของมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ผลจากการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.2569 )สามารถยับยั้งบัญชีม้าคริปโตได้แล้ว จำนวน 62,516 บัญชี เพื่อปิดช่องทางไม่ให้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินหรือสนับสนุนอาชญากรรมทางการเงิน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ภาครัฐ ก.ล.ต. และภาคเอกชนได้ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยเกี่ยวกับการหลอกลวงให้ลงทุน ซึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนได้จำนวนมาก ภายใต้ความร่วมมือของคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์เชิงรุกป้องกันการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี โดยอาศัยช่องทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง กรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยงานด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น กระจายข้อมูลเตือนภัยแก่ประชาชนในวงกว้าง  นอกจากนี้ ข้อมูลของ ก.ล.ต. ยังพบว่าสามารถปิดกั้นแพลตฟอร์มที่หลอกลวงให้ลงทุน ช่วงเดือน ม.ค.–พ.ค.2569 จำนวน 368 ครั้ง ซึ่งลดลงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 2,162 ครั้ง

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพมีการใช้กลโกงหลากหลายรูปแบบ ทั้งแชร์ลูกโซ่ การหลอกให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงการส่งลิงก์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคล โดยมักใช้คำโฆษณา อาทิ “ผลตอบแทนสูง ได้เงินเร็ว ความเสี่ยงต่ำ” และแอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียงหรือใช้เอกสารปลอม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเร่งให้เหยื่อตัดสินใจ จึงขอเตือนประชาชนให้หยุดตรวจสอบก่อนเชื่อหรือโอน ไม่คลิกลิงก์แปลกปลอม และอย่าหลงเชื่อเพียงเพราะภาพบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือภาพความสำเร็จ หากพบการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย สามารถสอบถามหรือแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ก.ล.ต. โทร. 1207 กด 22 และในเร็วๆนี้ รัฐบาลเตรียมเพิ่มช่องทางรับแจ้งเหตุหลอกลวงลงทุนผ่านฟีเจอร์ “แจ้งรัฐ” บนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ด้วย

Advertisement

“ศุภมาส” ลุยรักษาสิทธิผู้โดยสาร! สั่ง สคบ. สอบปมขายตั๋วเกินที่นั่ง ดันคุมสัญญาบริการสายการบินทั้งระบบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 สิงหาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยรักษาสิทธิผู้โดยสาร! สั่ง สคบ. สอบปมขายตั๋วเกินที่นั่ง ดันคุมสัญญาบริการสายการบินทั้งระบบ

วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีผู้โดยสารร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ได้จองบัตรโดยสารเที่ยวบินภายในประเทศล่วงหน้า พร้อมเลือกที่นั่งและชำระค่าบริการอาหารบนเครื่องไว้เรียบร้อย แต่เมื่อถึงวันเดินทางกลับไม่สามารถขึ้นเครื่องได้ จนต้องซื้อบัตรโดยสารของสายการบินอื่นด้วยตนเอง โดยได้มอบหมาย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ติดตามกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งเลขาธิการ สคบ. ได้มอบหมายกองคุ้มครองผู้บริโภค 1 เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏเป็นข่าว

การติดตามกรณีดังกล่าวเป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายและดูแลสิทธิของประชาชน โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลไม่ให้ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสียหายจากการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ นางสาวศุภมาสจึงกำหนดให้การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในธุรกิจบริการที่มีการชำระเงินล่วงหน้าเป็นภารกิจเชิงรุกของ สคบ. พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบทั้งเงื่อนไขสัญญา การโฆษณา และการให้บริการควบคู่กันไป เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำกับผู้บริโภครายอื่น

สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบ กองคุ้มครองผู้บริโภค 1 ได้ประสานสายการบินที่ถูกร้องเรียน โดยสายการบินชี้แจงว่า เที่ยวบินดังกล่าวมีจำนวนการจอง 191 ราย ขณะที่มีที่นั่ง 189 ที่นั่ง ผู้ร้องมาแสดงตนเช็กอินภายในกรอบเวลาที่กำหนดและเป็นรายสุดท้าย จึงถูกปฏิเสธการรับขน โดยสายการบินระบุว่าได้หาผู้โดยสารที่สมัครใจสละที่นั่งแล้วแต่ไม่มีผู้ประสงค์ และได้เสนอเงินชดเชย 1,500 บาท เปลี่ยนเที่ยวบินให้ใหม่ พร้อมมอบคูปองอาหาร แต่ผู้ร้องไม่รับข้อเสนอและเลือกซื้อบัตรโดยสารของสายการบินอื่นเอง

“ตั๋วเครื่องบิน 1 ใบ คือสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อผู้บริโภคชำระเงิน เลือกที่นั่ง และจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมแล้ว สิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังคือการได้รับบริการตามที่ตกลงกันไว้ ไม่ใช่ต้องมารับภาระเพิ่มเติมในวันเดินทาง ดิฉันไม่สบายใจที่ผู้บริโภคดำเนินการทุกอย่างถูกต้องมาตั้งแต่ต้น แต่สุดท้ายต้องควักเงินซื้อตั๋วใหม่เอง การบริหารจัดการที่นั่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องบริหารจัดการให้รอบคอบ ความเสี่ยงจึงไม่ควรถูกผลักมาให้ผู้โดยสารเป็นฝ่ายรับภาระเพียงฝ่ายเดียว” นางสาวศุภมาสกล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้ สคบ. ขยายผลจากกรณีดังกล่าวไปสู่การตรวจสอบเชิงระบบ ทั้งเงื่อนไขสัญญาการซื้อบัตรโดยสาร การคิดค่าบริการเสริม เช่น การเลือกที่นั่งและการสั่งอาหารล่วงหน้าที่ผู้บริโภคชำระเงินแล้วแต่ไม่ได้รับบริการ รวมถึงข้อความโฆษณาที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าที่นั่งได้รับการยืนยันแล้ว พร้อมให้ศึกษาแนวทางกำหนดให้ธุรกิจสายการบินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อวางมาตรฐานเงื่อนไขที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ขณะที่ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า กรณีถูกปฏิเสธการรับขนจากการขายเกินจำนวนที่นั่ง ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับการดูแลตามข้อบังคับฯ ฉบับที่ 101 ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม การติดต่อสื่อสาร ที่พักพร้อมรถรับส่งกรณีต้องค้างคืน สิทธิเลือกแนวทางเดินทางทดแทน และเงินชดเชย 1,500 บาท สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ โดยได้สั่งการให้กองคุ้มครองผู้บริโภค 1 ทำงานร่วมกับ กพท. เพื่อพิจารณาให้ครบทั้งสิทธิของผู้โดยสารตามข้อบังคับและความเป็นธรรมของเงื่อนไขสัญญา

“ดิฉันขอย้ำว่า แม้การขายบัตรโดยสารเกินจำนวนที่นั่งอาจเป็นแนวปฏิบัติที่มีอยู่ในธุรกิจการบิน แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจต้องดูแลและรับผิดชอบผู้โดยสารอย่างเหมาะสม ไม่ใช่เพียงจ่ายเงินชดเชยแล้วให้ผู้โดยสารไปแก้ปัญหาด้วยตัวเอง สิ่งที่ สคบ. กำลังทำจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะราย แต่จะขยายผลไปดูมาตรฐานและเงื่อนไขการให้บริการของธุรกิจสายการบินทั้งระบบ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมและเกิดมาตรฐานที่ชัดเจนในอนาคต”

“สำหรับพี่น้องประชาชนที่พบเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน ขอให้เก็บหลักฐานไว้ให้ครบ ทั้งหมายเลขการจอง บัตรโดยสาร หลักฐานการชำระเงินค่าบริการเสริม และเอกสารที่สายการบินออกให้ที่สนามบิน แล้วร้องเรียนเข้ามาได้ทันทีที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด รวมถึงร้องเรียนสิทธิผู้โดยสารต่อสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ดิฉันจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรม” นางสาวศุภมาสกล่าวทิ้งท้าย

Advertisement

รัฐบาลเตรียมเปิดทดลองใช้ฟรี 2 มอเตอร์เวย์ “M6 บางปะอิน–ปากช่อง” และ “M82 บางขุนเทียน–บ้านแพ้ว”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเตรียมเปิดทดลองใช้ฟรี 2 มอเตอร์เวย์ “M6 บางปะอิน–ปากช่อง” และ “M82 บางขุนเทียน–บ้านแพ้ว” ย้ำเช็กวัน–ด่าน–ประเภทรถก่อนเดินทาง

วันนี้ ( 16 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวง เตรียมเปิดทดลองให้ประชาชนใช้ฟรีมอเตอร์เวย์สายใหม่ 2 เส้นทางในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่ มอเตอร์เวย์หมายเลข 6 (M6) สายบางปะอิน–นครราชสีมา ช่วงบางปะอิน–ปากช่อง และมอเตอร์เวย์หมายเลข 82 (M82) สายบางขุนเทียน–เอกชัย–บ้านแพ้ว เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทาง ลดระยะเวลา และช่วยบรรเทาการจราจรบนถนนมิตรภาพและถนนพระราม 2

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้ทั้งสองเส้นทางจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ฟรีเช่นเดียวกัน แต่มีวัน เวลา จุดขึ้น–ลง และประเภทรถที่อนุญาตแตกต่างกัน เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและติดตั้งระบบในบางส่วน จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบเงื่อนไขให้ชัดเจนก่อนวางแผนเดินทาง

สำหรับ M6 ช่วงบางปะอิน–ปากช่อง ระยะทาง 110 กิโลเมตร จะเริ่มเปิดทดลองใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 โดยเปิดเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ ตั้งแต่วันศุกร์ เวลา 12.00 น. ถึงวันอาทิตย์ เวลา 24.00 น. ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ 2570 อนุญาตเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ และจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ประชาชนสามารถเข้า–ออก M6 ช่วงดังกล่าวได้ 5 ด่าน ได้แก่ ด่านบางปะอิน ด่านหินกอง ด่านแก่งคอย ด่านมวกเหล็ก และด่านปากช่อง อย่างไรก็ตาม สำหรับฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ช่วงปากช่อง–มวกเหล็กยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ผู้เดินทางจากปากช่องต้องใช้ถนนธนะรัชต์และถนนมิตรภาพเพื่อไปเข้าด่านมวกเหล็กแทน

ขณะเดียวกัน จุดพักรถทับกวางทั้งสองฝั่งเปิดให้บริการห้องน้ำและเครื่องดื่ม แต่ยังไม่มีสถานีบริการน้ำมันและจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จึงขอให้ผู้เดินทางตรวจสอบปริมาณน้ำมันหรือระดับแบตเตอรี่ให้เพียงพอก่อนขึ้นมอเตอร์เวย์ ทั้งนี้ M6 ช่วงปากช่อง–ทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมา ยังคงเปิดให้ประชาชนใช้ฟรีทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงตามเดิม

ส่วน M82 กรมทางหลวงเตรียมเปิดทดลองช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว ระยะทาง 16.4 กิโลเมตรเพิ่มเติม ทำให้สามารถเดินทางต่อเนื่องบนเส้นทางบางขุนเทียน–เอกชัย–บ้านแพ้ว รวมระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร โดยจะเริ่มเปิดตั้งแต่วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป และเปิดให้ทดลองใช้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

M82 อนุญาตให้รถยนต์ รถบรรทุก และรถโดยสารใช้เส้นทางได้ โดยรถยนต์จำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถบรรทุกและรถโดยสารจำกัดความเร็วไม่เกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะแรกเปิดให้ขึ้น–ลง 4 ด่าน ได้แก่ ด่านพันท้ายนรสิงห์ ด่านมหาชัย 1 ด่านมหาชัย 2 และด่านบ้านแพ้ว ขณะที่ด่านสมุทรสาคร 1 และด่านสมุทรสาคร 2 ยังไม่เปิดให้บริการ

ทั้งนี้ ห้ามคนเดินเท้า รถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รถสามล้อ และรถล้อเลื่อนทุกประเภทใช้ทางยกระดับ M82 โดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ทาง

“เปิดฟรีเหมือนกัน แต่เงื่อนไขการใช้ไม่เหมือนกัน โดย M6 บางปะอิน–ปากช่อง เปิดเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์และอนุญาตเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ ส่วน M82 บางขุนเทียน–บ้านแพ้ว เปิดตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับทั้งรถยนต์ รถบรรทุก และรถโดยสาร จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบวัน เวลา ด่านที่เปิด และประเภทรถที่อนุญาตก่อนออกเดินทาง เพื่อให้ได้รับความสะดวกและเดินทางถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดทดลองใช้มอเตอร์เวย์ทั้งสองเส้นทางเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มทางเลือกและประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน โดย M6 จะช่วยแบ่งเบาปริมาณรถบนถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ M82 จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางบนแนวถนนพระราม 2 เชื่อมกรุงเทพฯ และสมุทรสาคร ก่อนทยอยพัฒนาและเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบต่อไป

ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

Verified by ExactMetrics