วันที่ 5 พฤษภาคม 2026

เลขาฯ กกต. ยัน ม.84 กำหนดบัตรเลือกตั้ง ส.ส. 2 ประเภทต้องแตกต่าง

People Unity News : 3 เมษายน 2566 “แสวง” กาง กม.สู้ ยันบัตรเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 84 กำหนด 2 ประเภทต้องแตกต่าง บัตรแบ่งเขตมีได้แค่ช่องทำเครื่องหมาย-หมายเลข กกต.ต้องปฏิบัติตาม

วันนี้ (3 เม.ย.66) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. โพสต์เฟซบุ๊กถึงการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ส.ส.ของ กกต. ระบุว่า บัตรเลือกตั้ง…อีกครั้ง…ตามที่ได้เคยแจ้งไปก่อนแล้วว่า กกต.เป็นเพียงผู้กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้ง ตามที่รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกำหนด เท่านั้น

มาดูกันว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 84 กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภทไว้อย่างไร

1.ต้องเป็นแบบละ 1 ใบ 2. ต้องมีลักษณะ “แตกต่างกันที่สามารถจำแนกออกจากกันได้อย่างชัดเจน” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิดความสับสน ดังนั้น การกำหนดให้บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต มีชื่อพรรคการเมืองและเครื่องหมายพรรคการเมือง จึงเป็นบัตรที่มีลักษณะเดียวกันกับบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จึงต้องห้ามตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง

2.บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (มาตรา 84 วรรคสอง) “ต้องมี” 1) ช่องทำเครื่องหมาย และ 2) หมายเลขไม่น้อยกว่าจำนวนผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้น 4. บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (มาตรา 84 วรรคสาม) “ต้องมี” 1) ช่องทำเครื่องหมาย และ 2) หมายเลขของบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง และ 3) ชื่อพรรคการเมืองพร้อมเครื่องหมายพรรคการเมือง การกำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งของ กกต. จึงเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายทุกประการ

Advertisement

รัฐบาลพร้อมผลักดันไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

People Unity News : 2 เมษายน 2566 โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ ยินดีแนวทางการทำงานและวิสัยทัศน์สถาบันยานยนต์สอดคล้องนโยบายรัฐบาล พร้อมผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ พลิกโฉมสู่ยานยนต์แห่งอนาคต

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีที่แนวทางปฏิบัติงานในอนาคตของสถาบันยานยนต์ (สยย.) ภายใต้ความคิด “Reshape the future พลิกโฉมสู่ยานยนต์แห่งอนาคต” สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ตามเป้าหมาย รวมถึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นความร่วมมือนี้จะผลักดันให้ไทยผ่านช่วงการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีพร้อมรับโอกาสใหม่

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการตั้งเป้าการผลิตรถ ZEV (Zero Emission Vehicle) หรือรถที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ตามมาตรการด้านการผลิต 30@30 เพื่อผลักดันไทยก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ซึ่งในปี 2566 มีการประมาณตัวเลขการผลิตรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ 1,950,000 คัน แบ่งเป็น การผลิตเพื่อการส่งออก 1,050,000 คัน และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 900,000 คัน และคาดการณ์ว่าในปี 2573 ประเทศไทยจะมีการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นที่ 2.4 ล้านคัน และมีตัวเลขการผลิตรถ ZEV จำนวน 725,000 คัน ทั้งนี้ คาดว่า ตั้งแต่ปี 2566-2573 มีอัตราการผลิตรถยนต์เจริญเติบโตขึ้น 3.5% ต่อปี ทำให้ไทยมีบทบาทในการเป็นฐานการส่งออกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากมาตรการดังกล่าว สถาบันยานยนต์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบ Business Model เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งจะมีแนวทางดำเนินงานใหม่ด้วยยุทธศาสตร์ “3 Ribbons Strategy” หรือยุทธศาสตร์โบว์ 3 สี ฟ้า เขียว ขาว ประกอบด้วย สีฟ้า (Blue Ocean) คือ การสร้างนวัตกรรม สีเขียว (Green Growth) คือการสร้างความยั่งยืน และสีขาว (White Spirit) คือ การสร้างความน่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องการผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มีความพร้อม เป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลกเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาค เติบโตและเข้มแข็งอย่างมีศักยภาพ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลง และนำพาประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อสังคมที่สมดุล พัฒนาเศรษฐกิจตามกลไกเพื่อความยั่งยืน นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าด้วยการดำเนินนโยบายของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง ไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงในระดับสากล ประกอบกับ ศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภูมิภาค และพร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์สมัยใหม่” นายอนุชา กล่าว

Advertisement

นายกฯสั่งเร่งแก้โรงแรม-ร้านอาหารฉวยโอกาสขึ้นราคาเท่าตัว หลังท่องเที่ยวฟื้น

People Unity News : 29 มีนาคม 2566 ทำเนียบรัฐบาล – รองโฆษกรัฐบาล เผยนายกฯ มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลปัญหาราคาโรงแรม ร้านอาหาร พุ่งเท่าตัวหลังท่องเที่ยวฟื้น ขอผู้ประกอบการคิดค่าบริการเป็นธรรม ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบถึงข้อมูลภาคการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ฟื้นตัวรวดเร็ว โดยตั้งแต่ต้นปี ถึง 27 มี.ค.66 มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 6.15 ล้านคน แต่พร้อมกับการฟื้นตัวก็ได้มีประเด็นปัญหาที่ตามมา คือ ราคาโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ได้ปรับขึ้นเป็นเท่าตัว

“นายกรัฐมนตรีมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ให้ดูแลกำกับตรวจสอบว่า ระดับราคาบริการต่างๆในภาคท่องเที่ยวที่ปรับตัวขึ้นขณะนี้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลหรือไม่ เพื่อไม่ให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ถูกเอารัดเอาเปรียบ และกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจสถานการณ์ทางธุรกิจของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลก็ได้ออกมาตรการต่าง ๆ มาช่วยเหลือ ทั้งมาตรการด้านการเงิน มาตรการฟื้นฟู เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ที่ขณะนี้ดำเนินมาถึงเฟส 5 แล้ว ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ร่วมกันดูแลบรรยากาศให้การฟื้นตัวเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยขอให้กำหนดอัตราค่าบริการให้สมเหตุสมผล ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคามากจนเกินไป เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

“นายกรัฐมนตรีเข้าใจว่าอัตราค่าบริการ ทั้งโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร มีการปรับเปลี่ยนไปตามกลไกตลาด แต่เพื่อภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ หลังโควิด ตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ตอนนี้ก็เลือกเที่ยวในประเทศกันมากขึ้น ขอให้ผู้ประกอบการช่วยกันดูแลเรื่องของราคาค่าบริการต่างๆ ที่เป็นธรรม และขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องติดตามกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

รัฐบาลแนะโหลดแอป Thai Consular ก่อนเที่ยว ตปท.ช่วงสงกรานต์

People Unity News : 27 มีนาคม 2566 รัฐบาลแนะผู้จะเดินทางไปต่างประเทศช่วงหยุดยาวสงกรานต์ เตรียมความพร้อมตามแนวทาง กต. ดาวน์โหลดแอป Thai Consular เป็นช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อมีเหตุด่วน

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้ คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งในส่วนผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปต่างประเทศนั้น ขอให้ศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางที่กระทรวงการต่างประเทศได้มีข้อแนะนำ โดยให้ตรวจสอบเงื่อนไขการเข้าประเทศต่างๆ ศึกษาข้อมูลประเทศปลายทาง มีกฎหมายข้อห้ามใดที่สำคัญหรือไม่ รวมทั้งเตรียมเอกสารต่างๆ และหนังสือเดินทางของตนให้พร้อม

ทั้งนี้ ตามข้อกำหนดของสายการบินต่างๆ จะไม่อนุญาตให้ผู้เดินทางที่หนังสือเดินทางมีอายุน้อยกว่า 6 เดือนเดินทาง จึงขอให้ตรวจว่าหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตเหลืออายุในเกณฑ์ที่ใช้เดินทางได้หรือไม่ หากเหลืออายุไม่ถึง 6 เดือนก็ให้ติดต่อกรมการกงสุลต่อไป ซึ่งปัจจุบันสามารถบริการหนังสือเดินทางได้สะดวกและรวดเร็ว นอกจากกรมการกงสุล แจ้งวัฒนะแล้ว ประชาชนสามารถติดต่อที่สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวอีก 7 แห่งในกรุงเทพฯ และอีก 18 แห่งทั่วประเทศด้วย โดยสามารถลงทะเบียนจองคิวออนไลน์ก่อนเข้ารับบริการได้ที่ https://www.qpassport.in.th/#/landing

นอกจากนี้ หากประสงค์จะทำหนังสือเดินทางด้วยตู้ kiosk ก็ทำได้ด้วยการกรอกข้อมูลและถ่ายรูปได้ด้วยตนเอง มีจุดให้บริการที่สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ปทุมวัน ณ ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ชั้น 5 และสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางใหญ่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต ชั้น G

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศยังแนะนำให้ผู้จะเดินทางไปต่างประเทศดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Thai Consular ซึ่งมีข้อมูลด้านกงสุลและรายละเอียดหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทย(สอท.) สถานกงสุลใหญ่(สกญ.) ในประเทศต่าง ๆ อย่างครบถ้วน และสามารถขอรับความช่วยเหลือหากเกิดเหตุด่วนในต่างประเทศได้ผ่านการกดเมนู SOS ในแอปพลิเคชัน หรือประสานหมายเลขสายด่วนของ สอท. สกญ. ในประเทศนั้น ๆ ได้ โดยแม้ สอท. และสกญ. หลายแห่งจะปิดทำการช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่ชาวไทยในต่างประเทศท่านสามารถติดต่อสายด่วนทุกแห่งได้ ส่วนในประเทศไทยสามารถติดต่อสายด่วนกรมการกงสุลที่เบอร์ 02 572 8442 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

นายกฯ ยังติดตามงานแม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ

People Unity News : 20 มีนาคม 2566 นายกฯ ให้กระทรวงอุตสาหกรรม-หน่วยงานเกี่ยวข้องติดตามกรณี “ซีเซียม-137” ย้ำยังทำงานติดตามปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะรักษาการหรือไม่รักษาการ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  กล่าวถึงกรณีกัมมันตรังสี “ซีเซียม-137” ที่ จ.ปราจีนบุรี ว่า ให้กระทรวงอุตสาหกรรมติดตามและดูว่าหายไปตั้งแต่เมื่อใด และอยู่ตรงไหนแล้ว เพราะหายไปนานแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องรับผิดชอบ และติดตามอย่างใกล้ชิด

“จะให้นายกรัฐมนตรีไปตามเองคงไม่ใช่  เช่นเดียวกับกรณีเรือรั่ว น้ำมันรั่ว และสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ก็ติดตามทุกวันเช่นกัน และแก้ไขปัญหาทุกอย่างเช่นเดิม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม จะเป็นรักษาการหรือไม่รักษาการก็ทำงานไป เพราะยังมีปัญหาอีกจำนวนมาก” นายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

 

นายกฯ ขอของขวัญวันเกิด ขอคนไทยรักกัน รักษาสถาบันหลัก ปท.

People Unity News : 20 มีนาคม 2566 นายกฯ ขอของขวัญวันคล้ายวันเกิดพรุ่งนี้ ขอประชาชนมีความสุข ไม่แตกแยก ช่วยกันรักษา 3 สถาบันหลักของประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงของขวัญที่อยากได้ที่สุดในวันคล้ายวันเกิด 21 มีนาคม 2566 ว่า ขอให้ประชาชนมีความสุข ไม่แตกแยก ไม่แบ่งแยกกัน มีความรักความสามัคคี รักษา 3 สถาบันของประเทศไว้ให้ได้ ฝากไว้แค่นั้น

Advertisement

นายกฯ ปลื้ม Oxford บรรจุชื่อ pad thai ศัพท์สากลทั่วโลกรู้จัก

People Unity News : 18 มีนาคม 2566 นายกฯ ปลื้ม Oxford Dictionaries บรรจุชื่อ pad thai (ผัดไทย) อาหารยอดนิยม ให้เป็นคำศัพท์สากลที่ทั่วโลกรู้จัก สะท้อนอีกความสำเร็จ Soft Power อาหารไทย

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีอย่างยิ่งที่เว็บไซต์ Oxford Dictionaries บรรจุชื่อ pad thai (ผัดไทย) ให้เป็นคำศัพท์สากลที่ทั่วโลกรู้จัก สะท้อนอีกความสำเร็จในการผลักดัน Soft Power อาหารไทยของรัฐบาลที่ดำเนินการมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีชื่อเสียงในวัฒนธรรม Soft Power หลากหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอาหารเป็น Soft Power ที่สำคัญของไทย ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อาหารไทยอย่าง “ผัดไทย” ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเว็บไซต์ Oxford Dictionaries ได้บรรจุชื่อ “pad thai” (ผัดไทย) ให้เป็นคำศัพท์สากล ตั้งแต่ปี 2565 โดยระบุไว้ในหมวด C2 คือหมวดศัพท์ทั่วไปที่ถูกบัญญัติใช้เพื่อแสดงให้รู้ถึงแหล่งที่มาต้นกำเนิด หรือพื้นถิ่นของสิ่งนั้น และใช้เป็นชื่อสากล เหมือนกับคำว่า pizza, tacos, lasagna โดยที่ไม่ต้องพิมพ์ขึ้นต้นตัวพิมพ์ใหญ่แบบชื่อเฉพาะ โดยหากพิมพ์ภาษาอังกฤษตัวเล็กว่า pad thai จะพบกับความหมายว่า เป็นอาหารจากประเทศไทย ซึ่งเป็นชนิดเส้นที่ทำมาจากข้าว เครื่องปรุง ไข่ ผัก และเนื้อสัตว์หรืออาหารทะเล

“นายกรัฐมนตรียินดีที่ ผัดไทย หนึ่งใน Soft Power ด้านอาหารที่มีชื่อเสียงของประเทศ ได้บรรจุชื่อในพจนานุกรม Oxford ให้เป็นชื่อสากลที่ทั่วโลกรู้จัก สะท้อนความสำเร็จในนโยบายของรัฐบาล ผลักดัน Soft Power อาหารไทยจนได้รับเสียงตอบรับที่ดี นอกจากนี้ รัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยวางยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการกำหนดยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomic Tourism) ให้มีจุดเด่น เพิ่มกิจกรรมให้เป็นที่สนใจ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ” นายอนุชา กล่าว

Advertisement

จ่อเสนอ “ครูบาเจ้าศรีวิชัย” เป็นบุคคลสำคัญของโลก

People Unity News : 17 มีนาคม 2566 เชียงใหม่ – นายกฯ สนับสนุนข้อเสนอการสนับสนุนแผนแม่บทโครงการเสนอชื่อ ครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นบุคคลสำคัญของโลก

ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับฟังข้อเสนอการสนับสนุนแผนแม่บทโครงการเสนอชื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นบุคคลสำคัญของโลก กลุ่ม 10 จังหวัดภาคเหนือ จากพระเทพรัตนนายก เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร จังหวัดลําพูน ในฐานะประธานมูลนิธิครูบาเจ้าศรีวิชัย

ภายหลังรับฟังบรรยายสรุป นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุน โครงการเสนอชื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นบุคคลสำคัญของโลก พร้อมกล่าวชื่นชมว่าเป็นโครงการที่ดี เป็นการเชิดชูยกย่องบุคคลสำคัญของประเทศไทย ซึ่งครูบาศรีวิชัยเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งที่เป็นที่เคารพบูชาอย่างยิ่งของพุทธศาสนิกชนชาวล้านนา เป็นแบบอย่างในการมีอุดมคติที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในการปฏิบัติตามพระธรรมไทยทั่วประเทศ และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในการอุทิศตนเพื่อบำรุงพระธรรมวินัยโดยได้นำธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างในการเสียสละ อดทนอดกลั้นในการบำรุงพระพุทธศาสนา ทำให้พุทธศาสนิกชนที่เดินทางตามแนวทางการปฏิบัติของท่าน มีความสามัคคีในหมู่คณะ มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม เอื้ออาทรต่อกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ แม้เกิดปัญหาก็จะแก้ไขปัญหาด้วยขันติธรรมและปัญญา

นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการ โดยมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำแผนและรายละเอียดต่างๆ ให้ครอบคลุมและชัดเจน และเตรียมพร้อมการนำเสนอต่อการพิจารณา

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รายงานต่อที่ประชุมว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้เตรียมแผนดำเนินการไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งในส่วนของงบประมาณและรายละเอียดการนำเสนอ มีความพร้อมเป็นอย่างมาก

นายกรัฐมนตรี ขอบคุณในความร่วมมือของทุกภาคส่วน พร้อมกล่าวย้ำว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักของคนไทย สอนให้คนเป็นคนดีมีความรักความสามัคคี และอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบ สถาบันศาสนามีส่วนสำคัญต่อจิตใจของประชาชน ฝากให้วัดช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สร้างความศรัทธา เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ผู้นำท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันแก้ไขปัญหาการเผาป่า ลดมลพิษสร้างอากาศที่ดีให้กลับคืนมา ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะทำไม่ได้ ถ้าทุกคนร่วมมือกัน เพราะทุกคนคือคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนต้องรักประเทศไทย ส่วนใครจะรักหรือไม่รักตนเองก็ไม่เป็นไร

Advertisement

พล.อ.ประวิตร สั่งเร่งพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำขนาดเล็กในทุกพื้นที่

People Unity News : 16 มีนาคม 2566 “พล.อ.ประวิตร” พอใจการบริหารจัดการน้ำ หลังลงตรวจหลายพื้นที่ กำชับ ต้องตื่นตัว สั่งเร่งพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำขนาดเล็กในทุกพื้นที่

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( กนช.) ครั้งที่ 1/66  ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำ หลังจากลงตรวจกำกับในหลายพื้นที่จังหวัด โดยที่ประชุมรับทราบ ผลการดำเนินงานที่สำคัญของคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 6 คณะ และรับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการแก้ปัญหาอุทกภัย ระยะเร่งด่วน ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ จำนวน 205 โครงการ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช.เสนอขอรับการสนับสนุนงบกลาง ปี 66 วงเงิน 1,455 ล้านบาท และรับทราบสรุป ผลการถอดบทเรียนการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 65 ที่ให้ความสำคัญกับ การบริหารจัดการน้ำเชิงภาพรวม ให้สอดรับกับสถานการณ์น้ำและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ตลอดจนการทำงานเชิงรุกและการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนมากขึ้น และรับทราบความคืบหน้าแผนงานบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 66 และปี 67

จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบ ร่างมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 66  และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม ปี 66 โดยใช้แนวทางปี 65 ไปพลางก่อน ซึ่งให้ความสำคัญกับ หน่วยรับผิดชอบหลักและหน่วยสนับสนุนการจัดเตรียมและการใช้ประโยชน์ข้อมูล การบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดจากภาวะน้ำท่วม การจัดทำระบบเตือนภัยและการเผยแพร่ข้อมูลกับประชาชน วิธีการระบายน้ำที่รวดเร็วและถูกต้องตามหลักวิชาการ การกักเก็บน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน

พล.อ.ประวิตร กล่าวพอใจภาพรวมการบริหารจัดการน้ำระดับพื้นที่ ซึ่งมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมไปมาก หลังลงตรวจติดตามพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำและพื้นที่น้ำท่วมในหลายพื้นที่ พร้อมทั้งย้ำ การบริหารจัดการน้ำ เป็นเรื่องที่ต้องตื่นตัวตลอดทั้งปี ทั้งกลไกระดับนโยบายและระดับปฏิบัติงานในพื้นที่ ในการเตรียมการป้องกันและการแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งต่อเนื่องกันไป

พร้อมกันนี้ ขอให้ สทนช.และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานกับทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและทุกจังหวัด ให้มีความตื่นตัว เตรียมพร้อมรับกับทุกสถานการณ์น้ำท่วมและสภาพอากาศที่ผันแปร โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยให้เตรียมเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและเร่งเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำทุกประเภทไปพร้อมกัน  ทั้งนี้ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาขยายผลการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พลเอกประวิตร กำชับ ขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งส่งเสริมการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในทุกพื้นที่ เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝนแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้ง ขอให้ทุกส่วนราชการเตรียมมาตรการรับมือฤดูฝนและแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม ปี 66 ที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบความเสียหายและความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นอย่างมีพัฒนาการร่วมกัน

Advertisement

พล.อ.ประวิตร ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมพัฒนา ปท.อย่างยั่งยืน

People Unity News : 8 มีนาคม 2566 3 เมษายน 2566 “พล.อ.ประวิตร” ประชุม กพย. ให้ความสำคัญพลังเยาวชน-เอกชน-ภาคีเครือข่าย ควบคู่หลัก ศก.พอเพียง ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน รองรับความท้าทายใหม่  ตั้งเป้าบรรลุ กรอบ UN ปี 2030

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) ครั้งที่1/2566 ณ ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ประชุมรับทราบสรุปผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand’s  SDG  Roadmap) โดยมีผลการดำเนินการ 6 ด้านหลักได้แก่ 1.การสร้างการตระหนักรู้ 2. ความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กับแผน 3 ระดับของประเทศ 3. กลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน 4. การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 5.ภาคีการพัฒนา และ 6. การติดตาม ประเมินผล

ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ออกกฎระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อน SEA มีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม โดยสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐนำไปจัดทำแผนในทางปฏิบัติสอดคล้องกัน และเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานภายใต้ กพย. เพื่อให้การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ตอบสนองและรับมือกับความท้าทายใหม่

ประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ผ่านคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ภาคเอกชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พลังเยาวชนขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน และคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของไทยตามกรอบ UN

พล.อ.ประวิตร กล่าวขอบคุณคณะทำงานที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกำชับให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติงานตามแผนงาน อย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเยาวชน เอกชน ที่มีความรู้ความสามารถ เข้าร่วมดำเนินการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้บรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ในปีค.ศ. 2030 ร่วมกับประชาคมโลก โดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกต่อไป

Advertisement

Verified by ExactMetrics