วันที่ 15 มีนาคม 2026

“AI Deepfake” เมื่อสแกมเมอร์ ลวงเราด้วยเสียงของคนใกล้ตัว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 กุมภาพันธ์ 2569 “AI Deepfake” เมื่อสแกมเมอร์ ลวงเราด้วยเสียงของคนใกล้ตัว

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรามากกว่าที่คิดไม่ว่าจะเป็น ภาพ วิดีโอ หรือเสียง ที่เราเห็นและได้ยินผ่านโลกออนไลน์เทคโนโลยีเหล่านี้มีประโยชน์มากแต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพเช่นกัน วันนี้ เทคโนโลยี AI Deepfake สามารถเลียนแบบ เสียง และ ภาพ ของคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนรัก หรือคนที่เราคุ้นเคยจนแทบแยกไม่ออกว่า…สิ่งที่ได้ยินหรือเห็นนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องปลอมมิจฉาชีพอาศัยความไว้ใจและความห่วงใยหลอกให้เราเชื่อ และตัดสินใจอย่างเร่งด่วน เช่น ขอให้โอนเงิน อ้างว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือมีปัญหาด่วน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ขอเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง และสร้างเกราะป้องกันให้กับตนเอง

แน่ใจได้จริงหรือ… ว่าเสียงที่คุณกำลังได้ยินอยู่ คือ คนรักของคุณจริง ๆ

วันนี้ มิจฉาชีพปรับกลโกงให้แนบเนียนยิ่งขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เลียนแบบเสียงของคนที่คุณรู้จักอาจเป็น พ่อ แม่ ลูก หลาน คนรัก หรือแม้แต่ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ มิจฉาชีพจะนำเสียงตัวอย่างของบุคคลเหล่านั้น ไปให้ AI เรียนรู้และลอกเลียนจนได้เสียงที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับมาก จากนั้นจะสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เกิดอุบัติเหตุ ถูกจับ หรือมีปัญหาทางกฎหมาย แล้วโทรมาขอให้โอนเงินทันที กลโกงรูปแบบนี้ อันตรายมาก เพราะเหยื่อจำนวนมากหลงเชื่อเสียงที่ฟังดูเหมือนคนใกล้ตัวจริง ๆ จึงตัดสินใจโอนเงิน โดยไม่มีเวลาไตร่ตรองหรือ ตรวจสอบให้แน่ชัดเพียงแค่ “เสียงที่คุ้นเคย” ก็อาจทำให้คุณสูญเสียเงินได้ในไม่กี่นาที

ลักษณะการหลอกลวงด้วย AI Deepfake

มิจฉาชีพมักเริ่มจากการโทรเข้ามาแล้วแอบอ้างว่าเป็นคนที่เรารู้จักเสียงที่ได้ยิน อาจเป็นเสียงของญาติสนิท คนรัก เพื่อนใกล้ตัว ผู้ใหญ่ที่เคารพ หรือแม้แต่ คนดัง เบื้องหลังเสียงเหล่านั้นคือการใช้เทคโนโลยี เลียนแบบเสียง หรือ Voice Clone ซึ่งสามารถทำให้เสียงใกล้เคียงกับเจ้าของเสียงจริงมากจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือของปลอมจากนั้น มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้เงินทันทีเพื่อทำให้เหยื่อตกใจ สับสน และรีบตัดสินใจเมื่อความรัก ความห่วงใย และความกังวลเข้ามาแทนที่การไตร่ตรองเหยื่อจำนวนมากจึงตัดสินใจ โอนเงินทันที โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดและเมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็โอนเงินไปให้มิจฉาชีพแล้ว

ในวันที่ AI กลายเป็นดาบสองคม ถ้าเราไม่ระวังให้มากพอ

ความไว้ใจ…อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ได้รับแจ้งคดีหลอกลวงในรูปแบบ แอบอ้างเป็นบุคคลใกล้ชิด ในกรณีตัวอย่างนี้ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างว่าเป็น “ลูกสาว” ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ปลายสายขอให้โอนเงินอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เสียงที่ได้ยิน เหมือนลูกสาวจริง ๆ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปกว่า 100,000 บาท ต่อมา เมื่อได้ติดต่อพูดคุยกับลูกสาวตัวจริงและสอบถามถึงกิจกรรมดังกล่าวจึงพบว่า ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ในขณะนั้นเองผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าเสียงที่โทรมาขอเงินก่อนหน้าคือเสียงที่ถูก ปลอมขึ้นด้วย AI

กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลโกงที่มิจฉาชีพนำเทคโนโลยี AI Deepfake มาใช้หลอกลวง แต่สิ่งที่ช่วยป้องกันเราได้ดีที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนคือ สติ และการรู้เท่าทันกลโกง เพราะมิจฉาชีพมักอาศัยการสร้างสถานการณ์เร่งด่วนให้เราตกใจ ในยุคนี้ อย่าเชื่อเพียงเพราะเห็น อย่าโอนเพียงเพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้ง ก่อนตัดสินใจ จำไว้ให้ขึ้นใจ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน เพียงหยุดคิดสักนิดก็ช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้

Advertisement

“ไชยชนก” รุกหนักมาตรการปราบสแกมเมอร์ ระงับบัญชีม้าแล้ว 1.18 ล้านบัญชี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 กุมภาพันธ์ 2569 “ไชยชนก” รุกหนักมาตรการปราบสแกมเมอร์ ระงับบัญชีม้าแล้ว 1.18 ล้านบัญชี เร่งรัดช่วย ปชช. ลดความเสียหายเดือน ธ.ค.68 เหลือ 1.7 พันล้านบาท

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กรณีที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ได้กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรากฏผลการดำเนินการเป็นรูปธรรม ในการป้องกันและปราบปรามสแกมมเอร์ ช่วยเหลือและลดผลกระทบความเสียหายจากสแกมเมอร์ให้กับประชาชน

ทั้งนี้ AOC 1441 ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ ตร. ปปง. สถาบันการเงิน ระงับธุรกรรมที่ผิดปกติทันที โดยเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ลดขั้นตอนและเวลาในการอายัด เพื่อป้องกันการถ่ายโอนเงินไปยังบัญชีม้าอื่นๆ ตัดเส้นทางการเงิน โดยสามารถระงับบัญชีธนาคารตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.66 – 30 ม.ค.69 จำนวน 1,183,326 บัญชี

ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการเร่งรัด ปิดกั้นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านทางการหลอกลวง และเว็บพนันออนไลน์อย่างรวดเร็ว และเข้มข้น ซึ่งในระยะเวลา 4 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ( 1 ต.ค.68 – 1 ก.พ.69) ปิดกั้นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย รวมเป็นจำนวน 304,631 URLs โดยเป็นเว็บไซต์พนันออนไลน์มากถึง 259,385 URLs

ด้านการบูรณาการทำงานร่วมกับ กสทช. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเร่งรัดมาตรการคุมเข้ม ซิม เสา สาย โดยออกมาตรการปราบปรามซิมผี การควบคุมเสา-สายสัญญาณแนวชายแดน ล่าสุดออกมาตรการจำกัดจำนวนการถือครองซิมไม่เกิน 5 หมายเลข/คน มาตรการยืนยันตัวตนผ่านระบบ KYC ก่อนเปิดใช้งานซิม ระงับการลงทะเบียนใช้งานซิมผ่านศูนย์ให้บริการ (ลูกตู้) ที่ไม่มีระบบ KYC และยกเลิกการลงทะเบียนซิมการ์ดและ e-SIM ผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด พร้อมกับการคุมเข้มการใช้งาน SIM Box ในประเทศไทย และการนำเข้าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องร่วมกับกรมศุลกากร

นอกจากนี้ กสทช. ยังได้ระงับการใช้งานเบอร์โทรที่มีการใช้งานผิดปกติ ซึ่งเข้าข่ายซิมผี และอาจใช้ในการสแกมเมอร์ โดยในเดือน ธ.ค. 2568 พบว่ามีจำนวนกว่า 23,057 เลขหมาย และมีการโทรออกรวมประมาณ 2,400,000 ครั้ง

ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังได้มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานรัฐ ยกเลิกการส่งอีเมล – SMS แนบลิงก์ให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ธปท. และสถาบันการเงิน ยังได้กำหนดมาตรการการเปิด Location ที่ตั้งของผู้ใช้บริการธนาคารเมื่อมีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน Mobile Banking

ด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ออกมาตรการคุมเข้มการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล เพื่อสกัดกั้น “บัญชีม้านิติบุคคล” โดยกรรมการ/ผู้ถือหุ้น จะต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน และยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และแสดงหลักฐานที่ตั้งสำนักงาน

ในส่วนของกรรมการ/ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีรายได้น้อย) ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน และยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน ในกรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ให้ผู้ถือหุ้นคนไทยทุกคนต้องส่ง Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และหากมีการใช้สถานที่ตั้งของบริษัทซ้ำๆกัน จะต้องจัดส่งหนังสือยินยอมการใช้สถานที่หรือหลักฐานแสดงสิทธิในการยืนยัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อกำหนดเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการกำหนดให้สถาบันการเงิน/เครือข่ายมือถือร่วมรับผิด หากปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำความผิดของสแกมเมอร์ รวมทั้งเร่งรัดการออกหลักเกณฑ์การคืนเงินให้กับผู้เสียหาย โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนการคืนเงินผู้เสียหายให้เร็วขึ้น

จากการดำเนินการเร่งรัดมาตรการการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ของคณะกรรมการฯ ที่มีกระทรวงดีอี ตร. กสทช. ปปง. สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรากฏผลทำให้มูลค่าความเสียหาย ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์ของ ตร. พบว่า เดือนธันวาคม 2568 มีปริมาณคดีที่เกิดขึ้นจำนวน 31,198 เคส เฉลี่ย 1,006 เคส/วัน มีมูลค่าความเสียหายรวม 1,792 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 58 ล้านบาท/วัน เมื่อเปรียบเทียบกับสถิตในช่วงเดือนธันวาคม 2567 ที่มีสถิติแจ้งความออนไลน์ จำนวน 33,624 เรื่อง เฉลี่ย 1,085 เคส/วัน มูลค่าความเสียหาย 2,209 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 71 ล้านบาท/วัน

“ผลจากการประชุมของคณะกรรมการฯ ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ มาตรา 13  มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อลดจำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรม” นายไชยชนก กล่าว

หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี โทรสายด่วน AOC 1441

แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)

Line ID: @antifakenewscenter

เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

Advertisement

รัฐบาลแนะคนหางาน ใช้บริการเว็บไซต์ “คนทำงานอิสระ.doe.go.th” หรือแอป “คนทำงานอิสระ”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลแนะคนหางาน ใช้บริการเว็บไซต์ “คนทำงานอิสระ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ” ศูนย์รวมงานและบริการอาชีพอิสระ ค้นหาตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีอาชีพ มีงานทำ และมีรายได้อย่างทั่วถึง ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” เพื่อเป็นศูนย์รวมงานและบริการอาชีพอิสระในรูปแบบออนไลน์ที่ทันสมัย ใช้งานง่าย และครบวงจรในจุดเดียว รองรับทั้งผู้ว่าจ้างที่ต้องการคนทำงานให้กับตนเอง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พนักงานประจำที่ต้องการหารายได้เสริม รวมถึงผู้ว่างงานที่มีทักษะความสามารถในการรับจ้างหรือให้บริการด้านต่าง ๆ เช่น ถ่ายและตัดต่อวิดีโอ รับจ้างรีวิวสินค้า งานช่าง ทำอาหารและเย็บปักถักร้อย

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า แพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” เปิดโอกาสให้ผู้ว่าจ้างและผู้ประกอบอาชีพอิสระสามารถติดต่อพูดคุย และตกลงจ้างงานกันได้โดยตรงและไม่มีค่าใช้จ่าย มีการอัปเดตตำแหน่งงานที่กำลังได้รับความนิยมอยู่เสมอ ซึ่งผู้ใช้งานทุกคนต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในการใช้งาน นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถให้คะแนนรีวิวการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งานรายอื่น ๆ ได้อีกด้วย แพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” มีอาชีพครอบคลุมหลากหลาย แบ่งเป็น 10 หมวดงานหลัก ได้แก่ 1.Graphic & Design 2.การตลาดและโฆษณา 3.พิมพ์/เขียน/แปลภาษา 4.ภาพและเสียง 5.Web & Programming 6.ปรึกษาและแนะนำ 7.การให้บริการ 8.รับจัดทำสินค้าและอาหาร 9.งานช่างนอกสถานที่ และ 10.การสอนพิเศษในวิชาหรือทักษะฝีมือต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้ทักษะความสามารถของตนเองมาใช้สร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้ ถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้งาน และผู้ว่าจ้างค้นหาคนทำงานที่ต้องการ ซึ่งสามารถใช้บริการ “คนทำงานอิสระ” ที่เว็บไซต์ “คนทำงานอิสระ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ”

“สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่สนใจลงประชาสัมพันธ์งานของตนเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ เริ่มจากลงทะเบียนยืนยันตัวตน นำเสนอผลงาน ลงประกาศผลงานของตนเองพร้อมรายละเอียด บนแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” ส่วนผู้ว่าจ้างสามารถเข้าใช้บริการได้ เริ่มจากลงทะเบียนเป็นผู้ว่าจ้าง ค้นหาผู้รับงานที่ถูกใจและพูดคุยรายละเอียดงานพร้อมส่งใบเสนอราคาอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทาง chat ของระบบ และรอรับการส่งงาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถให้เรตติ้งและรีวิวซึ่งกันและกัน ผ่านระบบออนไลน์ของแพลตฟอร์ม ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถใช้บริการได้ที่ เว็บไซต์ คนทํางานอิสระ.doe.go.th หรือ แอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ”  หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่  1 – 10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

‘เอกนิติ’ เผย TikTok พร้อมเดินหน้าลงทุนไทย ตอกย้ำความสำเร็จเวทีดาวอส หนุนเศรษฐกิจ Digital–AI และ SMEs ไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 กุมภาพันธ์ 2569 รองนายกฯ เอกนิติ กระตุ้นลงทุนต่อเนื่อง เร่งสร้างเชื่อมั่นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ย้ำความสำเร็จเวที World Economic Forum Annual Meeting 2026 หารือกับผู้บริหาร TikTok ประกาศเดินหน้าลงทุนไทยรับการเติบโตอุตสาหกรรม New S-Curve ดิจิทัลและ AI

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการนำทีมไทยแลนด์ เดินทางเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19–22 มกราคม 2569 ว่า รองนายกรัฐมนตรีฯ พร้อมทั้งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้หารือกับนางชนิดา คล้ายพันธ์ Head of Public Policy บริษัท TikTok เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการต่อยอดบทบาทแพลตฟอร์มในการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ บริษัทยืนยันแผนลงทุนระยะยาวรวมกว่า 270,000 ล้านบาท พร้อมหารือแนวทางใช้แพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพ SMEs ให้เข้าถึงตลาดและสร้างรายได้มากขึ้น รวมถึงเสนอให้ไทยเป็นฐานกิจกรรมระดับภูมิภาค อาทิ ด้านการพัฒนาคอนเทนต์

TikTok เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นและโซเชียลคอมเมิร์ซระดับโลก พัฒนาโดยบริษัท ByteDance จากประเทศจีน ปัจจุบัน TikTok มีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านราย รวมถึงในอาเซียนมากกว่า 368 ล้านราย และมีภาคธุรกิจใช้งานแพลตฟอร์มกว่า 15 ล้านราย โดย TikTok ได้จัดตั้งบริษัทในไทยชื่อ บจ. ติ๊กต๊อก เทคโนโลยีส์ เป็นสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และในปี 2568 ยังได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Hosting เพื่อให้บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคอมพิวเตอร์แม่ข่ายแก่บริษัท TikTok Pte. Ltd. ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นหลัก มูลค่าเงินลงทุนรวม 126,793 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในการหารือนี้ รองนายกฯ และเลขาบีโอไอ ได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค เสริมสร้างความรู้ทางการเงิน และการป้องกันภัยหลอกลวงออนไลน์ โดย TikTok ระบุว่ามีความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว และพร้อมขยายกิจกรรมร่วมกับภาคีเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงก่อนการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป พร้อมกันนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งภาครัฐอยู่ระหว่างเร่งยกระดับอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา TikTok ได้ยกระดับทักษะดิจิทัลให้คนไทยและขับเคลื่อนสังคมไทยในหลากหลายมิติ ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา 6 แห่ง เพื่อนำร่องหลักสูตร Digital Citizenship and Digital Media Literacy ซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมแล้วกว่า 2,500 คน ควบคู่กับการอบรมผู้ประกอบการ SMEs กว่า 10,000 ราย และผู้ประกอบการ OTOP กว่า 2,000 ราย พร้อมขับเคลื่อนโครงการ #คนไทยรู้ทัน ซึ่งมียอดรับชมสะสมมากกว่า 17,000 ล้านครั้ง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้านความปลอดภัยออนไลน์และการใช้สื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทันในวงกว้าง นอกจากนี้ TikTok ได้สนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ลดขยะกว่า 382,000 กิโลกรัม ลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 1.6 ล้านกิโลกรัม และแจกจ่ายอาหารมากกว่า 1.1 ล้านมื้อ สะท้อนบทบาทแพลตฟอร์มดิจิทัลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

“การที่ TikTok ยืนยันแผนเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลกต่อศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยภาครัฐพร้อมเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะดิจิทัลของแรงงาน และส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม New S-Curve ด้าน Digital และ AI ควบคู่กับการผลักดัน SMEs และผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เข้าถึงโอกาสทางการค้าในตลาดโลก พร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในระยะยาว ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก” นายเอกนิติ กล่าว

Advertisement

บอร์ด กบข. อนุมัติลาออก “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” พร้อมเดินหน้าสรรหาเลขาธิการคนใหม่ สานต่อ ‘เกษียณมีสุข’

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานบอร์ด กบข. เผย คณะกรรมการฯ อนุมัติการลาออกของ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” จากตำแหน่งเลขาธิการ กบข. พร้อมเดินหน้าสรรหาเลขาธิการคนใหม่ สานต่อ ‘เกษียณมีสุข : Freedom for Living’ คาดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ กบข. มีมติอนุมัติการลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการฯ กบข. ของนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินต่อไป ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569

โดยคณะกรรมการ กบข. มีการหารือเรื่องการสรรหาตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คนใหม่ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาคัดเลือกเลขาธิการ โดยมีนายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. เป็นประธาน ซึ่งคาดว่ากระบวนการคัดเลือกเลขาธิการ กบข. คนใหม่ จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ “เกษียณมีสุข : Freedom For Living” ให้สมาชิกมีเงินใช้เพียงพอหลังเกษียณได้อย่างมีสุข

Advertisement

ครม.รับทราบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนสินเชื่อ SME Credit Boost–ช่วยลูกหนี้ภัยพิบัติ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ครม.รับทราบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนสินเชื่อ SME Credit Boost–ช่วยลูกหนี้ภัยพิบัติ กำหนดวงเงินชดเชยรวมไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้เกิดการปล่อยสินเชื่ออย่างทั่วถึง

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแนวทางการดำเนินมาตรการทางการเงินเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยร้ายแรง โดยมีมาตรการสำคัญคือ โครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

โครงการ SMEs Credit Boost ใช้กลไกการชดเชยความเสียหายด้านเครดิตให้แก่สถาบันการเงินจากการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดวงเงินชดเชยรวมไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้เกิดการปล่อยสินเชื่ออย่างทั่วถึง คาดว่าจะช่วยให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ SMEs ประมาณ 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดสินเชื่อ SMEs ทั้งระบบ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวและขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังรับทราบ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) โดยครอบคลุมลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ให้สามารถพักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน เพื่อบรรเทาภาระหนี้และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจได้โดยเร็ว

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการเงินดังกล่าว คณะรัฐมนตรีรับทราบการ ปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF Fee) เป็นการชั่วคราว ระยะเวลา 1 ปี จากร้อยละ 0.46 ต่อปี เหลือร้อยละ 0.32 ต่อปี สำหรับรอบการนำส่งเงินประจำปี 2569 เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินรองรับทั้งสองมาตรการ รวมวงเงินประมาณ 23,400 ล้านบาท โดยยืนยันว่าการปรับลดอัตรา FIDF Fee ดังกล่าวไม่กระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินและแผนการชำระหนี้ของกองทุน ซึ่งคาดว่าจะสามารถชำระคืนหนี้ได้แล้วเสร็จภายในปี 2575

ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดได้รับความเห็นชอบในหลักการจากธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสภาพคล่อง ลดภาระหนี้ และสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ยังเผชิญความเปราะบางจากปัจจัยภายนอกและภัยพิบัติ

Advertisement

ดีอี ยันข่าวจริง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่ม “หวานปกติ” เท่ากับ หวาน 50%”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ดีอี ยันข่าวจริง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่ม “หวานปกติ” เท่ากับ หวาน 50%” ขอเลือกเชื่อ-แชร์ข้อมูลทางการเท่านั้น

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,083 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,034 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,034 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 3 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่ม “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%”

อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เปิดระบบ CIOS ยื่นคำร้อง “Take It Down” ครั้งแรกของไทย

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิออนไลน์ได้ทันที ผ่านแอปฯ ทางรัฐ

อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรมอุทยานฯ มีแนวคิดยิงลูกดอกวัคซีนให้ช้างป่า เพื่อให้ไข่ฝ่อหวังลดจำนวน

อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ครม.อนุมัติเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง-กากถั่วเหลือง

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ยึดทรัพย์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เฉลี่ยคืนเงินให้ผู้เสียหายจากการหลอกลงทุน ผ่านเพจ Office of Online Crime Reporting

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ AUS JOB 011 เปิดรับแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย รายได้เฉลี่ยหลักแสนบาทต่อเดือน

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่ม หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง”โดยกรมอนามัยเตรียมการปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ลดการบริโภคน้ำตาลเกินความจำเป็น ลดความเสี่ยงภาวะน้ำหนักเกินและโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนไทยอย่างยั่งยืน

ดังนั้นกรมอนามัยจึงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานและเตรียมการเปิดตัวมาตรฐานความหวานใหม่ของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนและการสื่อสารเชิงนโยบายให้เกิดผลในระดับประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

ธอส. ยกระดับความปลอดภัยการใช้บริการด้านดิจิทัล ลดความเสี่ยงมิจฉาชีพ จำกัดวงเงินโอน / ชำระเงิน ผ่าน Application : GHB ALL GEN

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ธอส. ยกระดับความปลอดภัยทำธุรกรรมทางการเงินให้กับลูกค้าที่ใช้บริการผ่าน App : GHB ALL GEN จัดทำมาตรการ “จำกัดวงเงินการโอนหรือชำระเงิน” ลดความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และเพิ่มโอกาสติดตามเงินคืนได้มากขึ้น มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.2569 เป็นต้นไป

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับลูกค้าที่ใช้บริการ ผ่าน Application : GHB ALL GEN  จัดทำมาตรการ “จำกัดวงเงินการโอนหรือชำระเงิน” เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และเพิ่มโอกาสในการติดตามเงินคืนได้มากขึ้น มีผลตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป โดยได้กำหนดวงเงินทำรายการสูงสุดต่อวันเฉพาะการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันที่แบ่งตามระดับการใช้งาน สอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สถาบันการเงินกำหนดวงเงินโอนหรือชำระเงินต่อวันให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากการทุจริตทางการเงิน โดยแบ่งระดับวงเงิน ประกอบด้วย ระดับ S จำกัดวงเงินโอนสูงสุดต่อวันไม่เกิน 50,000 บาท สำหรับลูกค้าที่มีความเสี่ยงมาก หรือพฤติกรรมโอนเงินต่ำ ระดับ M จำกัดวงเงินโอนสูงสุดต่อวันไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับลูกค้าทั่วไปที่มีพฤติกรรมการโอนเงินปานกลางและไม่มีสัญญาณเสี่ยงจากระบบธนาคาร และ ระดับ L วงเงินโอนต่อวันตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป สำหรับลูกค้าที่มีประวัติการทำธุรกรรมเป็นปกติและต้องการโอนเงินจำนวนมากเป็นประจำ อย่างไรก็ตามลูกค้าที่มีความจำเป็นสามารถยื่นขอเพิ่มวงเงินการโอนหรือชำระเงินชั่วคราวผ่านแอปพลิเคชัน GHB ALL GEN ได้ ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง

Advertisement

รัฐบาล แนะ ประชาชนโหลดแอป POLICE CARE “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาล แนะ ประชาชนโหลดแอปพลิเคชัน POLICE CARE “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ” เช็กได้ เช็กก่อน โหลดไว้ ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ ครอบคลุมทุกบริการ อุ่นใจ เหมือนมีตำรวจอยู่ใกล้ๆ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ รวมถึงภัยจากมิจฉาชีพในรูปแบบต่าง ๆ ถึงแม้รัฐบาลจะบูรณาการความร่วมมือป้องกันการหลอกลวงอย่างจริงจัง แต่ยังมีการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์จากมิจฉาชีพ ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พัฒนาแอป “POLICE CARE” แอปพลิเคชันตำรวจสำหรับประชาชน โดยแอปพลิเคชัน POLICE CARE มีฟีเจอร์หลัก บริการของตำรวจเพื่อประชาชนในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้กฎหมาย การเตรียมตัวไปแจ้งความ เตือนภัย ค้นหาสถานีตำรวจใกล้ฉัน คู่มือประชาชน แจ้งอายัดบัญชี แจ้งความออนไลน์ ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบข้อมูลใบสั่ง ข้อมูลคดี ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

นอกจากนี้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกบริการ เป็นแอปพลิเคชันตำรวจแบบครบวงจร ครบ จบ ที่แอปเดียว ล่าสุด “POLICE CARE” เปิด 2 ฟีเจอร์ใหม่ คือ “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ” สามารถใช้งานได้แล้ว โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ Android ผ่าน Play Store และ IOS ผ่าน App Strore

“นโยบายให้พัฒนาแอปพลิเคชันนี้เป็นตัวช่วยในเรื่องการป้องกันภัยอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้ด้วย รัฐบาล ให้ความสำคัญกับภัยออนไลน์จากสแกมเมอร์ที่มาหลากหลายรูปแบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงพัฒนาเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ ในแอปพลิเคชัน POLICE CARE ที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลแจ้งความออนไลน์ มีฐานข้อมูลหมายเลขบัญชีมิจฉาชีพ และฐานข้อมูลเบอร์โทรมิจฉาชีพ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบก่อนเกิดเหตุ ยับยั้งภัยสแกมเมอร์ ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปที่หน้าแอปพลิเคชัน POLICE CARE แล้วเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของฉัน จากนั้นต้องล็อกอินผ่าน ThaiD ก่อน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานและความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล แล้วสามารถกรอกเบอร์โทร หรือเลขบัญชีต้องสงสัย ระบบจะประมวลผลอย่างรวดเร็ว บอกว่าเป็นเบอร์โทรหรือบัญชีธนาคารของมิจฉาชีพหรือไม่ กรณีเป็นบัญชีธนาคารจะขึ้นข้อความแจ้งเตือนว่า “มิจฉาชีพ” “อันตราย! ห้ามโอนเด็ดขาด”

Advertisement

ธปท.ชี้คนไทยช่วงอายุ 29-30 ปี พบว่าครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้แล้ว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 มกราคม 2569 ธปท.ส่งสัญญาณวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย พบช่องว่างคนไทยเงินออมน้อย-รายจ่ายสูงกว่ารายได้เรื้อรัง ขณะที่คนรุ่นใหม่ติดหล่ม NPL เร็วขึ้น

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “จากความเปราะบางสู่ความยั่งยืน : FinLit เพื่อภูมิคุ้มกันทางการเงินของคนไทย” ในงานเปิดตัวรายวิชาการวางแผนการเงินเพื่อชีวิต ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกสะท้อนวิกฤตความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทยที่น่ากังวล

นางสาวชญาวดี ระบุว่า แรงบันดาลใจสำคัญในการขับเคลื่อนด้านความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) เกิดจากการเล็งเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก โดยข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน พบว่าอัตราเฉลี่ยของรายจ่ายครัวเรือนไทยอยู่ที่ 18,691 บาทแต่รายรับกลับอยู่ที่ 16,817 บาทซึ่งถือว่ารายจ่ายอยู่สูงกว่ารายได้มาอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าปัญหาหนี้สินจะยังคงอยู่กับสังคมไทยไปอีกนาน

นอกจากนี้นางสาวชญาวดี ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า ธปท.พบว่าคนไทยเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber ช่วงอายุ 29-30 ปี พบว่าครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้แล้ว และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ 1 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้เริ่มมีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) ตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน นอกจากนี้ปัญหาหนี้ยังติดตามไปจนถึงวัยหลังเกษียณ โดยพบว่ากลุ่มอายุ 60-69 ปี ยังมีภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 4 แสนกว่าบาท ทั้งที่อาจไม่มีรายได้ประจำแล้ว และหากเปรียบเทียบสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยกับต่างประเทศ แม้ในระดับตัวเลขรวมจะมีความใกล้เคียงกับประเทศอย่างเกาหลีใต้หรือสวิตเซอร์แลนด์ แต่เมื่อพิจารณาไส้ในกลับพบความแตกต่างที่สำคัญคือ หนี้สินทรัพย์ต่ำ คือ คนไทยมีสัดส่วนหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสินทรัพย์เพียง 34-35% ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักรมีสัดส่วนสูงถึง 90% ขณะที่หนี้บริโภคสูง โดยหนี้ส่วนใหญ่ของคนไทยเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคและหนี้บัตรเครดิต ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้การบริหารจัดการทำได้ยากกว่าและไม่ช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแม้ ธปท.จะมีมาตรการออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่มักเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเป็นหนี้ไปแล้ว แต่เป้าหมายถัดไปคือการย้อนกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ แม้ผลสำรวจทักษะทางการเงินปี 2567 จะระบุว่าคนไทย 91.5% มีเงินออม แต่มีเพียง 23% เท่านั้นที่มีการออมอย่างเป็นระบบ และมีเพียง 25% ที่มีเงินออมฉุกเฉินเพียงพอสำหรับ 6 เดือน ซึ่งสะท้อนว่าการวางแผนเพื่อการเกษียณที่ทำได้จริงยังมีน้อยมาก

นางสาวชญาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท.กำลังปรับเปลี่ยนบทบาทจากการทำหลักสูตรแบบ “On-shelf” หรือการฝึกอบรมแบบ Train the Trainer มาเป็นการรุกเข้าสู่กลุ่มผู้ใช้จริง (End User) มากขึ้น โดยการจับมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อจัดทำวิชาการวางแผนการเงินเข้าในหลักสูตรการศึกษาในครั้งนี้

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขเงิน แต่มันคือเรื่องของความสุขที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนสามารถควบคุมและออกแบบชีวิตทางการเงินของตัวเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อลดภาระความเหนื่อยล้าของคนทั้งประเทศในระยะยาว” นางสาวชญาวดี กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับความร่วมมือที่จัดทำหลักสูตรดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นเครื่องมือให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งกลุ่มที่ประสบปัญหาทางการเงินอยู่แล้ว หรือกลุ่มที่ยังไม่มีปัญหาแต่ต้องการป้องกันความเสี่ยง ให้สามารถปรับตัวและเรียนรู้กระบวนการบริหารจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ที่ต้องการเพิ่มรายได้ผ่านการลงทุนในรูปแบบต่างๆ โดยหลักสูตรนี้จะถือเป็นคอร์สความรู้พื้นฐานที่เบ็ดเสร็จ ครอบคลุมการบริหารจัดการชีวิตทางการเงินในทุกมิติ

โดย ธปท. ต้องการให้ประชาชนและกลุ่มนิสิตนักศึกษาให้ความสนใจเข้ามาศึกษาข้อมูลเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ธปท. ตั้งเป้าที่จะขยายผลหลักสูตรนี้ไปยังสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วประเทศ รวมถึงต้องการผลักดันให้ความรู้ทางการเงินลงไปถึงกลุ่มเด็กในระดับที่เล็กกว่ามหาวิทยาลัย

นางสาวชญาวดี ย้ำว่าวินัยทางการเงินเป็นสิ่งที่ควรเริ่มต้นปลูกฝังตั้งแต่เยาวชน ซึ่งปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาและดูแลหลักสูตรทางการเงินสำหรับเด็กอยู่แล้ว และในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาให้หลักสูตรนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างสู่ประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ในอนาคต ธปท. จะมีการปรับปรุงเนื้อหาและวิธีการสื่อสารให้มีความเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยจะกระจายความรู้ให้เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับคนไทยในระยะยาว

Advertisement

Verified by ExactMetrics