วันที่ 16 กรกฎาคม 2026

แจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ไทยนิยม ยั่งยืน) ผลิตรอบ 2 ให้ผู้มีสิทธิอีก 78,572 ราย

People Unity : กรมบัญชีกลางมอบหมายให้สำนักงานคลังจังหวัด / ทีมหมอคลังอุ่นใจ แจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ขณะนี้ได้ผลิตบัตรฯสำหรับผู้มีสิทธิที่ข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง ไม่ชัดเจน เพิ่มเติมครั้งที่ 2 เรียบร้อยแล้ว พร้อมส่งมอบให้แก่ผู้มีสิทธิ 78,572 ราย

18 เมษายน 2562 นางญาณี แสงศรีจันทร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมบัญชีกลางได้มอบหมายให้สำนักงานคลังจังหวัด / ทีมหมอคลังอุ่นใจ 76 จังหวัด แจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่ผู้มีสิทธิจากโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ในปี 2560 ที่ยังไม่ได้ไปรับบัตรสวัสดิการฯ จากทีมไทยนิยม ยั่งยืน และอำเภอ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2562 เป็นต้นมา

โฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า กรมบัญชีกลางได้ผลิตบัตรสวัสดิการฯ ให้แก่ผู้มีสิทธิไปแล้ว จำนวน 3,121,307 ราย โดยผลิตครั้งแรก จำนวน 3,042,735 ราย และผลิตครั้งที่ 2 สำหรับผู้มีสิทธิที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง ไม่ชัดเจนเพิ่มเติมอีก จำนวน 78,572 ราย โดยได้แจกบัตรสวัสดิการฯ ให้แก่ผู้มีสิทธิซึ่งได้นำไปใช้จ่ายแล้ว จำนวน 2,984,727 ราย คิดเป็นร้อยละ 95.62 (ข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2562) สำหรับผู้มีสิทธิที่ยังไม่ได้รับบัตรสวัสดิการฯ สามารถเดินทางไปรับบัตรสวัสดิการฯด้วยตนเองได้ที่สำนักงานคลังจังหวัด / กรุงเทพมหานคร ตามที่อยู่ปัจจุบันที่ได้ลงทะเบียนไว้ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงไปแสดงตน เพื่อขอรับบัตรสวัสดิการฯ และลงลายมือชื่อเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการรับบัตรสวัสดิการฯ หรือกรณีจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นรับบัตรสวัสดิการฯแทน ต้องดำเนินการ ดังนี้ 1. ให้ผู้มีสิทธิทำหนังสือมอบอำนาจและลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ 2. นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิที่เซ็นรับรองสำเนาแล้ว แนบไปพร้อมกับหนังสือมอบอำนาจ 3. ผู้รับมอบอำนาจนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้มีสิทธิและของผู้รับมอบ ไปยื่นที่สำนักงานคลังจังหวัด / กรุงเทพมหานคร เพื่อขอรับบัตรสวัสดิการฯแทน สำหรับการใช้งานบัตรสวัสดิการฯจะดำเนินการเช่นเดิม คือ ผู้มีสิทธิจะนำบัตรสวัสดิการฯไปใช้ได้หลังจากวันที่ได้รับบัตรสวัสดิการฯ 2 วัน เนื่องจากต้องดำเนินการ Activate บัตร เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธินำเงินในบัตรไปใช้

เศรษฐกิจ : แจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ไทยนิยม ยั่งยืน) ผลิตรอบ 2 ให้ผู้มีสิทธิอีก 78,572 ราย

People Unity : post 18 เมษายน 2562 เวลา 11.50 น.

นายกฯ เร่งเครื่องกระตุ้นท่องเที่ยว เครื่องยนต์หลัก ศก.ไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 11 เมษายน 2568 นายกฯ เร่งเครื่องกระตุ้นการท่องเที่ยว เครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทย

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความ ถึงการประชุมติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ว่า เรายกให้ปีนี้ต้องเป็นปีแห่งการท่องเที่ยว Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 เป้าหมายคือนักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องกลับมาเกือบเท่าก่อนสถานการณ์โควิด หรือต้องแตะ 40 ล้านคน ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายเรา ไม่เพียงจำนวนนักท่องเที่ยว แต่คือรายจ่ายต่อหัว (Spending per head) และ จำนวนวันที่อยู่ในประเทศ (Length of stay) ต้องมากขึ้นด้วย

แต่ตัวเลขในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่เป็นที่น่าพอใจค่ะ การประชุมวันนี้ดิฉันจึงอยากมาหารือร่วมกับทุกท่าน เพื่อหามาตรการใหม่ๆ การท่องเที่ยวแบบเดิมคงทำไม่ได้อีกต่อไป แต่เราต้องทำการท่องเที่ยวแบบมีวัตถุประสงค์ชัดเจน สร้างจุดมุ่งหมายใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย เช่น การมาเพื่อรักษาพยาบาล, มาเพื่อพักผ่อนระยะยาว, มาเพื่ออยู่อาศัยช่วงวัยเกษียณ, มาเพื่อทำงานของกลุ่ม digital nomad เป็นต้น ซึ่งนี่จะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะยาวและทำให้การมาไทยนานขึ้น ตลอดจนมาตรการเร่งด่วนระยะสั้น เช่น มาตรการท่องเที่ยวภายในประเทศในเมืองหลักและเมืองรอง เพื่อทำให้เม็ดเงินดันลงไปสู่เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้นค่ะ

ประเทศไทยมีรากฐานที่แข็งแรงหลายมิติ แต่หากต้องจัดลำดับเพื่อลงลึกในการพัฒนา เราอาจต้องเลือกบางแง่มุมที่เป็นจุดแข็งและมีศักยภาพอยู่แล้ว เช่น อาหาร กีฬา นอกจากนี้ ยืนยันว่าการพัฒนาผลักดันเรื่องการท่องเที่ยว ภาคเอกชนมีส่วนสำคัญ จึงอยากให้ทุกภาคส่วน รวมถึงทีมไทยแลนด์ที่ทำงานต่างประเทศ ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน เพราะภาคเอกชนเป็นส่วนที่เห็นหน้างานและปัจจัยที่สุด ซึ่งประเด็นนี้จะมีการทำเวิร์กช็อปร่วมกันต่อไปเพื่อพัฒนาต่อไป เพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทย เดินเครื่องอย่างเต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น

Advertisement

ฟรุ้ทบอร์ด เตรียมความพร้อม “ฤดูการผลิตผลไม้ปี 65” หลังจีนเปิดนำเข้าผลไม้ไทย 4 ด่านหลัก

People Unity News : ฟรุ้ทบอร์ด เตรียมความพร้อม “ฤดูการผลิตผลไม้ปี 65” หลังจีนเปิดนำเข้าผลไม้ไทย 4 ด่านหลัก

18 ม.ค. 65 คกก.บริหารการจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด) เตรียมความพร้อม “ฤดูการผลิตผลไม้ปี 65” บริหารจัดการผลไม้ของภาคเหนือฤดูการผลิตปี 2565 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือน มี.ค. 65 หลังทางการจีนเปิดนำเข้าผลไม้ไทย 4 ด่านหลัก

เร่งจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ และลงพื้นที่ภาคเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย พร้อมตรวจเยี่ยมด่านเชียงแสนซึ่งเป็นด่านนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตรทางลำน้ำโขง รวมทั้งเพิ่มความเข้มข้นสำหรับมาตรการ SPS และโควิดฟรี (Covid Free) เพื่อรองรับการส่งออกผลไม้ไทย หลังทางการจีนเปิด 4 ด่านหลัก คือ

✅ด่านโม่ฮาน บนเส้นทาง R2A (เชียงของ – บ่อเตน – โมฮ่าน) เปิดให้บริการทุกวัน กำหนดเปิดด่านตั้งแต่เวลา 07.30 – 16.30 น. สำหรับรถขนส่งผลไม้ และ 16.30 – 20.00 น.

✅ด่านโหย่วอี้กวน เปิดให้บริการปกติ แต่ยังจำกัดรถบรรทุกสินค้าเข้าด่านไม่เกิน 100 คัน

✅ด่านรถไฟผิงเสียง เปิดนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารที่ขนส่งผ่านห่วงโซ่ความเย็น (รวมผลไม้ไทย) ระหว่างวันที่ 4 – 17 ม.ค. 65 (ตามมาตรการเปิด 14 วัน ปิด 14 วัน)

✅ด่านตงซิง เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 65 โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าล้งใหญ่ที่เป็นบริษัทไทยกำลังขึ้นตู้คอนเทนเนอร์เป็นทุเรียนทวาย (นอกฤดู) จากชุมพรและภาคใต้ แจ้งว่าส่งออกไปที่ด่านตงซิง

ส่วนการขนส่งผลไม้ทางเรือจากแหลมฉบับมีแนวโน้มดีขึ้น มีสายการเดินเรือเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นหลายสาย และจากประกาศค่าระวางเมื่อ 9 ม.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าระวางลดลงเหลือ 4,800 เหรียญสหรัฐ จากเดิม 6 พันดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ นับเป็นสัญญาณที่ดีตั้งแต่ต้นปี

Advertising

ธอส.ออกสินเชื่อบ้าน 5 แพ็คเกจ ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย

People unity news online : ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เตรียมวงเงินรวม 28,500 ล้านบาท จัดทำแพ็คเกจสินเชื่อบ้านเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าทุกระดับรายได้ ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์การกู้ ตอบโจทย์ลูกค้าทุกระดับ

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2561 ได้ตามเป้าหมายจำนวน 189,000 ล้านบาท ธนาคารจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์การกู้ และตรงกับความต้องการของลูกค้าทุกระดับ เพื่อให้ ธอส. ก้าวสู่การเป็นที่ 1 ในใจของลูกค้า และเป็นธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับการมีบ้าน ธนาคารจึงได้จัดทำแพ็คเกจสินเชื่อบ้านเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าทุกระดับรายได้ภายใต้กรอบวงเงินกว่า 28,500 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.สินเชื่อบ้านสวัสดิการ / รายย่อย (Housing Solution) ปี 2561 (กรอบวงเงิน 11,500 ล้านบาท) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ MRR-3.95% ต่อปี หรือเท่ากับ 2.80% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.25% ต่อปี หรือเท่ากับ 3.50% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.25% ต่อปี หรือเท่ากับ 4.50% ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี กรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR  (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส.เท่ากับ 6.75% ต่อปี) สำหรับพนักงานเอกชนที่มีสิทธิขอกู้เงินตามคำนิยามในข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยประเภทไม่มีเงินฝากที่หน่วยงานได้ลงนามกับธนาคาร ลูกค้ารายย่อยทั่วไป ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ซื้อที่ดินเปล่าที่เป็นทรัพย์ NPA ของ ธอส. ไถ่ถอนจำนอง ชำระหนี้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกฯ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม

2.สินเชื่อบ้านโครงการจัดสรร (Developer) ปี 2561 (กรอบวงเงิน 5,000 ล้านบาท) อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 เท่ากับ MRR-4.00% ต่อปี หรือเท่ากับ 2.75% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.50% ต่อปี หรือเท่ากับ 3.25% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.25% ต่อปี หรือเท่ากับ 4.50% ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี และกรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR สำหรับลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรรที่ธนาคารรับเป็นโครงการ Fast Track / Smart Fast Track / Regional Fast Track / LTF ที่ดำเนินโครงการ โดยผู้ประกอบการจัดสรร (Developer) ที่มีข้อตกลงร่วมกับธนาคาร ให้กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกฯ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม

3.สินเชื่อบ้านสุขสันต์ (Refinance In) ปี 2561 (กรอบวงเงิน 5,000 ล้านบาท) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-3 เท่ากับ MRR-3.85% ต่อปี หรือเท่ากับ 2.90% ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี และกรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR สำหรับลูกค้าที่มีประวัติหนี้ที่ดีกับสถาบันการเงินเดิมย้อนหลัง 12 เดือน ให้กู้เพื่อไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น และเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมกับไถ่ถอนจำนอง ยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม

4.โครงการสินเชื่อบ้านเพิ่มสุข ปี 2561 (กรอบวงเงิน 2,000 ล้านบาท) อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 เท่ากับ MRR-2.85% ต่อปี หรือเท่ากับ 3.90% ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR ต่อปี สำหรับลูกค้าปัจจุบันของธนาคารที่มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ย้อนหลัง 24 เดือน สม่ำเสมอและปกติ และมียอดเงินต้นที่ชำระคืนให้ธนาคารแล้วทุกบัญชีรวมกันไม่น้อยกว่า 50,000 บาท สามารถกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม

5.โครงการสินเชื่อบ้านมั่งมี ศรีสุข (กรอบวงเงิน 5,000 ล้านบาท) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-2 เท่ากับ MRR-3.85% ต่อปี หรือเท่ากับ 2.90% ปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี และกรณีกู้ซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR สำหรับลูกค้าที่มีสวัสดิการและลูกค้ารายย่อยทั่วไป ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมกับเพื่อซื้อ ยกเว้นค่าธรรมเนียม 4 ฟรี ได้แก่ (1)ฟรีค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินทำนิติกรรม (2)ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกัน (3)ฟรีค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และ (4)ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง

ลูกค้าที่สนใจสามารถยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมได้ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2561 หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

People unity news online : post 10 มีนาคม 2561 เวลา 11.00 น.

เลขาฯ กอช. ยันปลายปีนี้ เตรียมเปิดขาย “สลาก กอช.” หรือ “หวยเกษียณ”

11 ตุลาคม 2568 เลขาธิการ กอช. บรรยายหัวข้อ Secure Retirement with Thailand’s Big 3: GPF-PVD-NSF” สะสมความมั่งคั่ง สร้างชีวิตมั่นคงด้วยเกษียณ 3 กอง ในงาน Money Freedom Forum 2025 มหกรรมความรู้ สู่อิสรภาพการเงิน จัดโดย Money Coach และ Creative Talk ณ ไอคอนสยาม

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ Secure Retirement with Thailand’s Big 3: GPF-PVD-NSF” สะสมความมั่งคั่ง สร้างชีวิตมั่นคงด้วยเกษียณ 3 กอง ในงาน Money Freedom Forum 2025 มหกรรมความรู้ สู่อิสรภาพการเงิน จัดโดย Money Coach และ Creative Talk ณ TRUE ICON HALL ชั้น 7 ไอคอนสยาม

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ กล่าวว่า กอช. เป็นกองทุนบำนาญภาคสมัครใจ สำหรับคนไทยที่ไม่มีสวัสดิการบำเหน็จบำนาญจากรัฐ ได้แก่ แรงงานนอกระบบ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร รับจ้าง ค้าขาย นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 15-60 ปี สามารถสมัครเป็นสมาชิก และเริ่มต้นออมเงินกับ กอช. ได้ตั้งแต่ 50 บาทต่อครั้ง สูงสุด 30,000 บาทต่อปี พร้อมรับเงินออมสมทบเพิ่มจากภาครัฐในเดือนถัดไปตามช่วงอายุสูงถึง 100% หรือ 1,800 บาทต่อปี เพื่อสร้างแรงจูงใจและเพิ่มโอกาสให้แรงงานนอกระบบมีเงินบำนาญใช้ในวัยเกษียณ ดังนี้

– อายุ 15-30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ของเงินออม แต่ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี

– อายุ >30-50 ปี รัฐสมทบให้ 80% ของเงินออม แต่ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี

– อายุ >50-60 ปี รัฐสมทบให้ 100% ของเงินออม แต่ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี

กอช. ไม่เพียงแต่ช่วยให้ประชาชนออมเงินได้อย่างยืดหยุ่นและได้รับเงินสมทบจากรัฐ แต่ยังมีโอกาสได้รับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีพ เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และรัฐค้ำประกันผลตอบแทนการลงทุนไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน เฉลี่ย 7 ธนาคาร ซึ่งเงินออมยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30,000 บาทต่อปี จึงขอเชิญชวนคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เริ่มต้นออมกับ กอช. ตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่มั่นคงและคุณภาพชีวิต  ที่ดีในภายภาคหน้า

นอกจากนี้ ในช่วงปลายปีนี้ กอช. ยังเตรียมเปิดขาย “สลาก กอช.” หรือ “หวยเกษียณ” ซึ่งเป็นสลากขูดดิจิทัล ราคาฉบับละ 50 บาท เป็นทางเลือกในการออมเงินรูปแบบใหม่ ให้แก่ผู้มีสัญชาติไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปทุกคน สามารถซื้อได้สูงสุดเดือนละ 3,000 บาท (60 ฉบับ) ผ่านแอปพลิเคชัน กอช. โดยออกรางวัลทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น. ประกอบด้วย รางวัลที่ 1 มูลค่า 1 ล้านบาท (5 รางวัล) รางวัลที่ 2 มูลค่า 1,000 บาท (10,000 รางวัล) ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกรางวัลจะได้รับเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ทันที โดยเงินซื้อสลากทุกบาทจะถูกสะสมไว้เป็นเงินออม และผู้ซื้อสลากจะได้รับเงินออม พร้อมผลประโยชน์เป็นก้อนในครั้งเดียว 4 กรณี ดังนี้ 1) อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ 2) ทุพพลภาพ, เสียสัญชาติไทย 3) เสียชีวิต คืนเงินให้แก่บุคคลที่ระบุไว้ หรือทายาท และพิเศษสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีจะได้รับเงินคืนทั้งหมดเมื่อครบ 5 ปี นับแต่วันที่ซื้อสลาก และสามารถซื้อต่อไปได้คราวละ 5 ปี

“กอช. หวังว่า “สลาก กอช.” หรือ “หวยเกษียณ” จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยผลักดันให้สามารถเพิ่มเงินออมของประชาชนทุกคน และจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ประชาชนไทยออมเงินผ่านการลุ้นรางวัลและสร้างระบบการออมที่ยั่งยืนรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทย” นางสาวจารุลักษณ์ กล่าว

Advertisement

“พีระพันธ์ุ” โพสต์ กม.คุมราคาน้ำมันฉบับใหม่ ให้ผู้ค้าปรับราคาได้เดือนละครั้ง กันขึ้น-ลงตามใจชอบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 10 กันยายน 2567 “พีระพันธ์ุ” โพสต์ กม.คุมราคาน้ำมันฉบับใหม่ ให้ผู้ค้าปรับราคาได้เดือนละครั้ง กันขึ้น-ลงตามใจชอบ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว เผยความคืบหน้ากฎหมายด้านพลังงานฉบับใหม่ ให้ผู้ค้าปรับราคาได้เดือนละครั้ง กันขึ้น-ลงตามใจชอบ โดยระบุว่า สวัสดีครับ ผมขออนุญาตเรียนถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับกฎหมายด้านพลังงานฉบับใหม่ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ ล่าสุดวันนี้ ผมได้เรียกประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและด้านพลังงาน เพื่อตรวจทานรายละเอียดของกฎหมายกำกับดูแลการประกอบกิจการค้าน้ำมันที่ผมได้ยกร่างขึ้นมาในเบื้องต้นทั้งหมด 180 มาตรา โดยกฎหมายฉบับนี้จะกำหนดให้การปรับราคาน้ำมันทำได้เดือนละหนึ่งครั้ง ไม่ใช่ปรับทุกวัน และให้ปรับราคาได้ตามความเป็นจริงของต้นทุนน้ำมัน โดยจะนำระบบ Cost Plus ซึ่งหมายถึงระบบที่คิดราคาตามต้นทุนที่แท้จริง เข้าใช้แทนระบบอ้างอิงราคาน้ำมันต่างประเทศ และจะกำกับดูแลไปถึงเรื่องของการจำหน่ายก๊าซหุงต้มด้วย

ในกฎหมายฉบับนี้ยังจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ให้บริการสาธารณะกุศล รวมไปถึงสหกรณ์การเกษตร การประมง สามารถจัดหาน้ำมันมาใช้ได้เอง เพราะถือเป็นการค้าเสรีอย่างแท้จริง ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีในการหาพลังงานของตัวเอง ถ้าหากผู้ประกอบการสามารถจัดหาน้ำมันมาใช้เองได้ในราคาที่ถูกกว่าราคาจำหน่ายหน้าปั๊ม ก็สามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และเมื่อภาระต้นทุนน้ำมันของผู้ประกอบการลดลงแล้ว ก็จะอ้างต้นทุนค่าขนส่งแพงไม่ได้ และจะนำไปสู่การปรับลดราคาสินค้าตามมาด้วย ซึ่งจะเป็นการลดภาระของประชาชนในอีกทางหนึ่ง

ผมใช้เวลาร่างกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 หลังจากที่ได้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับต้นทุนราคาน้ำมันที่กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี และคาดว่าการตรวจสอบร่างกฎหมายนี้จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ได้ภายในปีนี้ พร้อม ๆ กับกฎหมายกํากับดูแลการติดตั้งระบบไฟฟ้าโซลาร์บนหลังคาบ้าน และขอให้เชื่อมั่นว่า ผมจะเร่งผลักดันกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ รวมทั้งกฎหมายด้านพลังงานอื่น ๆ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุดเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และเพื่อให้การ “รื้อ ลด ปลด สร้าง” ระบบพลังงานไทย เพื่อความมั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ

Advertisement

“คนละครึ่งพลัส” ไม่จำกัดยอดขั้นต่ำต่อวัน ยอดที่เหลือใช้ต่อได้ในวันถัดไป

31 ตุลาคม 2568 รัฐบาล ยืนยัน “คนละครึ่งพลัส” ใช้สิทธิได้ถึง 31 ธันวาคม 2568 ไม่จำกัดยอดขั้นต่ำต่อวัน ยอดที่เหลือใช้ต่อได้ในวันถัดไป

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่าหากประชาชนใช้สิทธิไม่ถึงวันละ 200 บาทจะถูกตัดสิทธิ์นั้น ไม่เป็นความจริง โดยรัฐบาลขอยืนยันว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้เต็มจำนวน ไม่มีกำหนดยอดขั้นต่ำต่อวัน และหากยอดใช้จ่ายในวันใดไม่ถึง 200 บาท ระบบจะทยอยยกยอดไปใช้ได้ในวันถัดไป ภายในระยะเวลาโครงการ ซึ่งเปิดให้ใช้สิทธิได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในทุกพื้นที่ ประชาชนสามารถใช้สิทธิร่วมจ่าย 50% ผ่านแอป G-Wallet ได้ทั้งในร้านค้าทั่วไปและร้านบริการรายย่อย เช่น ร้านตัดผม ร้านนวดแผนไทย ร้านซักรีด ร้านอาหาร คาเฟ่ และบริการเดลิเวอรี ที่เข้าร่วมโครงการ

รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่องภายในกำหนดเวลา โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตัดสิทธิ์หากใช้จ่ายไม่ครบ 200 บาทต่อวัน พร้อมขอเชิญชวนให้ประชาชนใช้สิทธิ์อย่างทั่วถึง เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนและสนับสนุนธุรกิจรายย่อยให้เข้มแข็ง เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

Advertisement

เร่งติดตั้งเครื่องรูดบัตร 5,700 ร้านค้า-รถเมล์ 800 คัน รองรับการใช้บัตรสวัสดิการคนจน

People unity news online : รัฐบาลเดินหน้าติดเครื่องรูดบัตรกว่า 5 พันร้านค้า รถโดยสารอีก 800 คัน รองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมเตรียมประเมินผลทุกเดือน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อย

24 กันยายน 2560 – พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  รัฐบาลเตรียมความพร้อมโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐ เพื่อรองรับการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค.60 นี้ โดยได้เร่งติดตั้งเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีดีซี ในร้านธงฟ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว 3,000 แห่งทั่วประเทศ และมีเป้าหมายจะติดตั้งให้ได้ถึง 5,700 ร้านค้าภายในต้นเดือน ต.ค.60

“ส่วนในพื้นที่ที่ร้านธงฟ้าไม่สามารถติดตั้งเครื่องรูดบัตรได้ทัน กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมจัดรถโมบายเคลื่อนที่ประมาณ 200 คัน ที่ติดตั้งเครื่องรูดบัตรแล้ว ออกไปจำหน่ายสินค้าธงฟ้าประชารัฐให้แก่ประชาชน ซึ่งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าอื่นๆที่เข้าร่วมโครงการ โดยขณะนี้กรมบัญชีกลางกำลังรวบรวมข้อมูลร้านค้าและสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ และจะส่งไปยังสาขาต่างๆของ ธ.กรุงไทย ธ.ออมสิน และ ธ.ก.ส. เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น”

นอกจากนี้ รถโดยสารของ ขสมก. ก็ได้ติดตั้งระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) แล้วเช่นกัน โดยติดตั้งในรถโดยสารธรรมดา จำนวน 200 คัน และจะทยอยติดตั้งให้ครบ 800 คัน ให้ครอบคลุมพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ซึ่งรถที่ร่วมโครงการจะติดสติ๊กเกอร์สีเขียวระบุข้อความว่า “รถคันนี้ใช้ระบบเก็บเงินอัตโนมัติ” ซึ่งผู้ถือบัตรเพียงนำบัตรแตะที่เครื่องอ่านบัตร ระบบจะหักค่าใช้จ่ายทันที

ทั้งนี้ ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนไว้ใน 7 จังหวัด ได้แก่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นครปฐม และสมุทรสาคร ซึ่งมีจำนวนประมาณ 1.3 ล้านคน จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในวันที่ 17 ต.ค.60 เนื่องจากภาครัฐมีความจำเป็นต้องบรรจุข้อมูลลงในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่สอดคล้องกับมาตรฐานกลางระบบตั๋วร่วม (แมงมุม) ของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ซึ่งจะเชื่อมโยงการเดินทางด้วยรถโดยสาร ขสมก. และรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดิน เพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน จึงทำให้ต้องเพิ่มขั้นตอนการผลิตและควบคุมคุณภาพ ก่อนนำไปทดสอบกับเครื่องอ่านบัตร (E-Ticket) ต่อไป

“รัฐจะชดเชยสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย อันเนื่องมาจากขั้นตอนการผลิตที่ใช้เวลานานขึ้น โดยกรมบัญชีกลางจะยกยอดวงเงินสวัสดิการที่คงเหลือจากการใช้จ่ายในเดือน ต.ค.60 ให้ไปใช้ต่อได้ในเดือน พ.ย.60 ส่วนเดือนอื่นจะไม่มีการทบยอดคงเหลือแต่อย่างใด”

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระเตรียมรองรับการใช้งานบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เกิดความรัดกุม และในระยะแรกควรศึกษาและประเมินผลการทำงานและข้อบกพร่องทุกเดือน เพื่อให้สามารถปรับปรุงแก้ไขให้สำเร็จอย่างทันท่วงที พร้อมทั้งย้ำว่าการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เป็นเพียงการช่วยแบ่งเบาภาระในระยะสั้น ส่วนในระยะยาวรัฐบาลก็มีหน้าที่ส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมตามนโยบายของรัฐบาล

People unity news online : post 25 กันยายน 2560 เวลา 09.30 น.

“เศรษฐา” ขอให้เชื่อมั่นในตัวนายกฯ เข้าใจธุรกิจ พร้อมนำประเทศแก้วิกฤติ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 29 มีนาคม 2567 โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ – “เศรษฐา” ขอให้เชื่อมั่นในตัวนายกฯ เข้าใจธุรกิจ พร้อมนำประเทศแก้วิกฤติ เหน็บบางคนนั่งบนหอคอย ลงมามือเปื้อนดิน ตีนเปื้อนโคลนบ้าง น้อยใจ รมว.คลัง ไม่มีอำนาจลดดอกเบี้ย

นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นักธุรกิจรุ่นใหม่กับโอกาสในการสร้างธุรกิจและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ” โดยกล่าวว่า ถ้าย้อนหลังไป 10 กว่าปีที่ผ่านมา ตนถือเป็นหนึ่งในผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ แต่วันนี้มาเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้ว และหลายๆ ท่านได้ติดตามเรื่องวิสัยทัศน์  ซึ่งวันนี้พยายามที่จะสรุปให้ได้ใจความและโดยที่ไม่เป็นการเปิดเผยความลับของประเทศ การทำธุรกิจของทุกประเทศไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์อย่างเดียว ก่อนที่จะเป็นนายกฯ คนก็บอกว่าทำเถอะ ไม่มีทางสู้ตนได้ เพราะตนทำงาน 7 วัน 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ต้องมาช่วยสังคมกันบ้าง แต่เรื่องสำคัญคือทำให้วงการอุตสาหกรรมดีด้วยการแข่งขัน  พวกเรามีคู่แข่งที่ดีมีคุณภาพ ทำให้พัฒนาไปในอนาคต มีลูกค้าเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่แข่งขันแล้วเจ๊ง

“หากจะทำอสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นงานจริงๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เปราะบางในปัจจุบันนี้ ดอกเบี้ยแพงโคตรขนาดนี้ ควรจะลดตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่ลด พวกเราก็เดือดร้อนพอสมควร ผมเองก็เป็นคนอสังหาริมทรัพย์มาก่อน  จะเรียกร้องให้หนักกว่านี้ ผมก็มีความลำบากใจ เดี๋ยวจะหาว่าไปทำเพื่อตัวเองอีก แต่เรื่องดอกเบี้ยเป็นเรื่องสำคัญที่กำหนดกำลังซื้อ วันนี้ขอถามตรงๆ อสังหาริมทรัพย์มีใครพูดเรื่องเก็งกำไรหรือไม่ ก็ไม่มี ไม่มีใครโง่ไปเก็งกำไรหรอก  อย่ามีทิฐิเลยดีกว่า บังเอิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่มีอำนาจตรงนี้เลยไม่สามารถทำได้” นายเศรษฐา กล่าว

นายเศรษฐา ยังกล่าวว่าเรื่องสำคัญการเข้าถึงที่อยู่อาศัย  ถือเป็นการออมอย่างหนึ่ง ในเรื่องของการเก็งกำไร เลิกไปได้แล้ว วันนี้อย่าพูดเรื่องของวิกฤตหรือไม่วิกฤติ เป็นวาทกรรมเท่าไหร่ก็ไม่จบ จริงๆ แล้วเศรษฐกิจไทยต้องการการกระตุ้นใช่หรือไม่ ตนว่า 99% เห็นว่าจะต้องมีการกระตุ้น แต่ท่านมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากภาคอสังหาฯ ทำอะไรก็ต้องระวังตัว  ดูให้ดี และเหมาะสม ต้องใช้เวลาในการที่จะทำอะไรหลายอย่าง เพราะเป็นที่เพ่งเล็งของสังคม ฉะนั้นการจะทำอะไรก็ต้องรอบคอบ ระมัดระวัง ประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นหลัก

“มีอีกหลายอย่าง ซึ่งผมเคยพลาดแล้วโดนทัวร์ลงไปแล้ว อย่างเรื่องการครอบครองที่ดิน 1 ไร่ ที่ให้ชาวต่างชาติมาครอบครองได้ เขาบอกว่าทำให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่ได้ลำบากขึ้น ที่ 1 ไร่ที่เราขายได้ หรือว่าคอนโดบ้านที่อยู่อาศัยขายคนต่างชาติได้มันราคาเท่าไหร่ ในตลาดที่ซื้อ โครงการต่างๆ ราคา 50 ล้าน 100 ล้านบาท มันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถก้าวข้ามเรื่องขายชาติได้  อะไรก็ขายชาติ มันขายไม่ได้หรอก เพราะชาติ คือจิตวิญญาณของพวกเรา มันคือชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน เรื่องที่ดินเอากลับไปไม่ได้ ขายไม่ได้ แต่รัฐบาลที่แล้ว โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ  มีเจ้าหน้าที่หลายคนระดับสูงเข้ามาปรึกษาผมว่าทำอย่างไรจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำอย่างไรให้ต่างชาติเข้ามาถือที่ดินได้ ผมบอกว่าต่อให้มี 749 เสียงกับ 750 เสียงในสภา ก็ไม่มีทางให้ต่างชาติมาถือที่ดิน เพราะอย่างไรก็ไม่ผ่าน และจิตใจคนไทยสังคมไทยรับไม่ได้ให้ต่างชาติมาถือที่ดิน อย่าพูดด้วยเหตุผล  เป็นความรู้สึกมากกว่า ที่เขายอมไม่ได้ ยังไงก็ยอมไม่ได้ ฉะนั้นตรงนี้ลำบากจริงๆ“ นายเศรษฐา กล่าว

ฉะนั้นกฎหมายเหล่านี้จะต้องมาแก้ไขให้ถูกต้องให้เหมาะสม เพื่อให้การทำธุรกรรมผ่านไปได้ ในฐานะที่เคยทำธุรกิจมาก่อน จะพยายามทำกฎข้อบังคับเหล่านี้ เพื่อให้กฎหมายลูกที่มารองรับสามารถทำงานได้ง่าย และสะดวกสบายขึ้น  หากพูดถึงประเทศ ถ้าจีดีพีดี อัตราการเจริญเติบโตภาคอสังหาริมทรัพย์จะไปได้ดี

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต ว่า ประเทศไทย 10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโต 1.8% ภาคอสังหาฯ ไม่มีอะไรดี หยอดน้ำข้าวต้มไปเรื่อยๆ แต่การทำดิจิทัลวอลเล็ต ยืนยันไม่มีการทุจริต เป็นการส่งตรงจากภาครัฐ ผ่านเทคโนโลยีเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล ที่สามารถตรวจสอบได้ เหมือนสมัยก่อนที่ให้เอาเงินใส่กระเป๋า แต่ถามว่าได้หมดทุกคนหรือไม่ อยู่ที่ฐานเงินเดือนที่กำหนดไว้ 70,000 บาท และที่ช้ามานานขนาดนี้ เพราะบอกไม่ให้คนรวย แต่ไม่ได้บอกว่าคือใคร ซึ่งตนก็ขอให้กำหนดมาเลยดีกว่าคนรวยคืออะไร ตนก็คอยอยู่เดือนกว่า ก็ไม่บอกมาคนรวยคืออะไร ไม่มีใครกล้าบอกว่าใครคือคนรวย เงินเดือน 70,000 บาท ยังบอกอยู่เลยว่ายังเป็นหนี้ แต่ไม่ใช่คนรวย

“เมื่อมีองค์กรเสนอแนะมา เราก็พยายามที่จะรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนให้เหมาะสม ผมพยายามฟังจากทุกคน  ทั้งสถาบันการเงิน ฝ่ายปกครอง  ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายดิจิทัล เราพยายามทำให้เหมาะสมที่สุดแล้ว ว่าทำไมถึงต้องเป็นดิจิทัลวอลเล็ต ทำไมถึงต้อง 10,000 บาท  และทำไมถึงต้อง 5 แสนล้านบาท ได้อธิบายไปแล้ว และเชื่อว่าจะมีการจ้างงานมีการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 5 แสนล้านบาท ประมาณ 17% ของงบประจำปี ยืนยันไม่มีการทุจริต” นายเศรษฐา กล่าว

นายเศรษฐา ยังกล่าวถึงการเดินทางไปต่างประเทศว่า ไปเมืองนอกมา 10 กว่าครั้ง ไปประกาศให้ชาวโลกรู้ ว่าประเทศไทยเปิดแล้ว เพื่อรองรับการลงทุน คนที่ไม่ใช่แฟนคลับบอกไปตั้งหลายหนอะไรก็ไม่เกิด ขอถามหน่อยว่า 7 เดือน มีใครตกลงได้ การลงทุนเป็นแสนล้าน คุณจะทำคอนโดหมู่บ้านจัดสรรใช้เวลาตัดสินใจเท่าไหร่ กว่าจะตรวจเสาเข็ม ผลงานยังไม่ออก ให้คอยไปก่อน

“วันนี้ขี้เกียจไปตอบ ผู้ที่นั่งทางในอยู่บนหอคอยทั้งหลาย  ลงมามือเปื้อนดิน ตีนเปื้อนโคลนบ้าง การเดินทางไปเมืองนอกไม่สนุก ถามว่าผมเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยไปเมืองนอกหรือเปล่า สนุกกว่าสบายกว่า แต่เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ และประเทศไทยปิดมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ตารางงานผมแน่น วันหนึ่งไป 19 วงไม่สนุก ไม่เห็นเดือน เห็นตะวัน แต่ต้องไป เพื่อให้เกิดการกระตุ้นการลงทุน เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมทุกภาคส่วนของประเทศไทย ทำให้เรามีกินมีใช้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นี่ผ่านไปแค่ 7 เดือน จริงๆ 6 เดือนกว่า  ฉะนั้นงบประมาณยังไม่ได้ใช้สักบาท เพิ่งผ่านไปสภาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วใช้แต่นโยบายอย่างเดียวที่ประกาศไป” นายเศรษฐา กล่าว

นายกฯ ยังกล่าวถึงปัญหาในภาคใต้ ว่าเป็นนายกฯ คนแรกที่ลงในพื้นที่ภาคใต้ 2 คืน 3 วันยอมรับมีความเสี่ยง  ตนบอกไม่ให้มีใครใส่เสื้อเกาะ หรือทหารนำรถถังตามมา เพราะตนมั่นใจว่าไปด้วยเจตนารมณ์ที่ดี  ไปด้วยความตั้งใจจริง  และขอหาเสียงด้วย เพราะพรรคเพื่อไทยไม่มี สส.ในพื้นที่ อย่าไปเชื่อวาทกรรมที่ผู้นำบางคนพูด ว่าเพื่อไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับภาคใต้   สนามบินจังหวัดภูเก็ต พรรคเพื่อไทยไม่มี สส. แต่ลงทุนไปหลายหมื่นล้านบาท การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าไม่มีสนามบินสุวรรณภูมิวันนี้เราอยู่ตรงไหนของโลก

“แต่มีวาทกรรมบอกว่า  นายกฯ เลียรองเท้าบูทบ้าง อะไรบ้าง ผมไม่ได้เลีย แต่เราพูดคุยด้วยภาษาที่เหมาะสม ไม่ได้ไปบอกว่าทหารมีพื้นที่เยอะไป ยึดพื้นที่มา ไม่ใช่ ผมไม่ได้ไปยึด หรือไปขอ ไปพูดคุยและไม่ได้บอกว่าจะไปยึดคืนทุกที่ แต่ไปขอร้อง ไปอธิบายให้ฟัง หากท่านคืนสนามกอล์ฟตรงนี้มาประโยชน์กับประเทศไทยจะไปขนาดไหน ท่านต้องการอะไรเป็นผลตอบแทน เขาบอกว่าสนามกอล์ฟปีละ 5 ล้านบาท  ไม่เป็นอะไร ผมให้เอาสนามกอล์ฟออกไป ตรงนั้นจะเป็น Part 1 ของสนามบินดอนเมือง อาจจะเป็นศูนย์ซ่อมเครื่องบินของโบอิ้งหรือแอร์บัส หรือเป็นไพรเวทเจ็ท ซึ่งเรื่องนี้สำคัญและต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”  นายเศรษฐา กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงจุดยืนของประเทศไทย ว่าเรามีความเป็นกลาง วันนี้ความเป็นกลางของเรา จะนำให้ประเทศพ้นจากวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ  เป็นความต้องการอย่างสูงจากทุกประเทศที่อยากมาพูดคุย มาลงทุนใช้ประเทศไทยเป็นเวทีกลางในการเจรจา โดยไม่ต้องสงสัยทำไมไทยมีทุกๆ ประเทศมาลงทุน เพราะความเป็นกลางทางด้านการเมืองของเรา  หากเราฝักใฝ่กับชาติใดชาติหนึ่ง ไม่เป็นกลาง ทั่วโลกจะไม่มั่นใจลงทุนกับเรา

“สิ่งสำคัญเราต้องยอมรับว่ากำลังมีปัญหา ทางความมั่นคงเราดีขึ้นมาก เสถียรภาพทางด้านการเมืองดีขึ้นมาก เศรษฐกิจเรามีปัญหา การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นความจำเป็น ตนไม่ได้หมายถึงเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเดียว แต่อีกหลายเรื่องที่จะต้องทำ ซึ่งเราจะทำต่อไป แต่ผลที่จะเกิดขึ้น คงต้องอีกพอสมควร คิดว่าประมาณ 18 เดือน แต่อย่าลืมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้นมีความไวต่อสัญญาณที่ดี หาก 6 เดือนหรือ 12 เดือนตลาดจะเด้งแรงมาก ข่าวดีอันนึง หมดปีงบประมาณไปแล้ว 6 เดือน ยังไม่ได้ใช้งบประมาณสักบาท ในวันที่ 1 พ.ค.ใช้ได้เหลืออีกแค่ 5 เดือน งบประมาณตัวนี้บวกกับงบประมาณหน้า 24 เดือน  ก็ใช้ไปแค่ 16 เดือน ฉะนั้นจะมีการลงทุนเยอะมาก อันนี้เป็นเรื่องของข่าวดี และข่าวดีอีกเรื่องคือ ประเทศไทยมีนายกฯที่เข้าใจ และมีความตั้งใจจริง ที่จะทำให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิต การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้าง เราจะดูทั้งหมด เพราะเราทราบดี เคยทำมาก่อน ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด  และขอให้เป็นกำลังใจและขอให้มีความอดทนต่อไป” นายเศรษฐา กล่าว

Advertisement

เผยสถิติ ต.ค.66 – พ.ค.67 เพียง 8 เดือน มีผู้โดยสารใช้สนามบินในไทย 81.05 ล้านคน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 7 กรกฎาคม 2567 นายกฯ มุ่งมั่นขับเคลื่อนไทยสู่การเป็น Aviation Hub ภูมิภาค เผยสถิติตุลาคม 2566 – พฤษภาคม 2567 เพียง 8 เดือน มีผู้โดยสารใช้บริการสนามบินในไทย 81.05 ล้านคน คมนาคมตั้งเป้าผลักดันสนามบินไทยติดอันดับ 1 ใน 20 สนามบินระดับโลกในปี 2572

วันนี้ (7 ก.ค. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มุ่งพัฒนาศักยภาพท่าอากาศยานของไทย ยกระดับมาตรฐาน การให้บริการ และความปลอดภัยด้านการขนส่งทางอากาศตามมาตรฐานสากล เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมการบินของไทยสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค พร้อมสั่งการกระทรวงคมนาคมจัดทำแผนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเติบโตด้านคมนาคมทางอากาศ เพิ่มเที่ยวบินอย่างเต็มศักยภาพตามวิสัยทัศน์นายกรัฐมนตรี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขานรับนโยบายตามวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี จัดทำแผนดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรองรับการเติบโตด้านการคมนาคมทางอากาศของไทยในทุกมิติ มั่นใจว่าด้วยความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ไทยจะดำเนินการตามมาตรฐานการบินขององค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA CAT1) สามารถเปิดให้บริการ เพิ่มเที่ยวบิน หรือเพิ่มจุดบินใหม่ๆ ในสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ที่ใช้มาตรฐานด้านการบินของ FAA

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ด้วยศักยภาพ ทรัพยากร และความพร้อมของประเทศ กระทรวงคมนาคมได้เดินหน้าแผนขยายขีดความสามารถท่าอากาศยาน พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยสามารถผลักดันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้ติด 1 ใน 58 สนามบินที่ดีที่สุดในโลก (World’s Best Airport) ประจำปี 2567 ขยับขึ้น 10 อันดับ จากอันดับที่ 68 ประจำปี 2566 ขณะที่ท่าอากาศยานดอนเมืองติดอันดับ 1 ใน 10 สนามบินโลว์คอสต์ที่ดีที่สุดในโลก (World’s Best Low-Cost Airline Terminals) ประจำปี 2567 และอยู่ระหว่างการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับผู้โดยสารอีก 81,000 ตารางเมตร และเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดให้บริการทางวิ่งเส้นที่ 3 ในช่วงเดือนกันยายน 2567 เพื่อรองรับเที่ยวบินเป็น 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมงจาก 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

อนึ่ง ภายในปี 2572 ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันท่าอากาศยานของไทยติดอันดับ 1 ใน 20 สนามบินของโลก สามารถรองรับผู้โดยสารประมาณ 170 ล้านคน และเที่ยวบินประมาณ 1 ล้านเที่ยวบิน และในปี 2577 สามารถรองรับผู้โดยสารประมาณ 210 ล้านคน และเที่ยวบินประมาณ 1.2 ล้านเที่ยวบิน

ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคม ยังชี้ให้เห็นว่า สถิติตัวเลขผู้โดยสารระหว่างเดือนตุลาคม 2566 – พฤษภาคม 2567 มีผู้โดยสารใช้บริการเดินทางเข้า-ออกท่าอากาศยานของประเทศไทยรวม 81.05 ล้านคน ฟื้นตัวร้อยละ 83.4 เมื่อเทียบกับช่วงปี 2562 ก่อนเกิดสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 48.95 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 32.09 ล้านคน มีเที่ยวบินรวม 490,970 เที่ยวบิน ฟื้นตัวร้อยละ 80.9 เมื่อเทียบกับช่วงปี 2562 แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 274,410 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศ 216,560 เที่ยวบิน

“นายกรัฐมนตรีมุ่งมั่นพัฒนาท่าอากาศยานไทยตามวิสัยทัศน์ Aviation Hub ยกระดับศักยภาพท่าอากาศยานไทยเพื่อความสะดวกของผู้ใช้บริการ เดินหน้าบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบินขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานไทยตั้งเป้าให้ติดระดับท่าอากาศยานระดับโลก ให้สามารถรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์การเดินทาง เชื่อมั่นสามารถเพิ่มเม็ดเงินเข้าไทย ขยายโอกาสประเทศ” นายชัย กล่าว

Advertisment

Verified by ExactMetrics