วันที่ 5 พฤษภาคม 2026

รัฐบาลขยายเวลาเก็บภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 ถึงกันยายน ผ่อนชำระได้ 3 งวด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 เมษายน 2569 รัฐบาลขยายเวลาจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 ถึงกันยายน โดยผ่อนชำระได้ 3 งวด เพื่อบรรเทาภาระประชาชน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการจัดเก็บ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี 2569” ครอบคลุมทุกขั้นตอน เพื่อบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจและเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ

โดยกำหนดระยะเวลาใหม่ มีสาระสำคัญ ดังนี้

การแจ้งประเมินภาษี

จากเดิมภายในเดือนเมษายน 2569

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

การชำระภาษี

จากเดิมภายในเดือนมิถุนายน 2569

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนกรกฎาคม 2569

การผ่อนชำระภาษี (3 งวด)

➤ งวดที่ 1 ภายใน กรกฎาคม 2569

➤ งวดที่ 2 ภายใน สิงหาคม 2569

➤ งวดที่ 3 ภายใน กันยายน 2569

การแจ้งเตือนภาษีค้างชำระ

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนสิงหาคม 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การขยายเวลาในครั้งนี้ช่วยให้ประชาชนมีเวลาวางแผนทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว พร้อมทั้งยังคงเปิดทางเลือกให้สามารถผ่อนชำระได้โดยไม่กระทบภาระในคราวเดียว

ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศจะดำเนินการตามกรอบระยะเวลาใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

“รัฐบาลมุ่งดูแลประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งการลดภาระในระยะสั้น และสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวม” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับ Baa1 – ไทยหวนติด Top 25 FDICI

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 เมษายน 2569 นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับ Baa1 – ไทยหวนติด Top 25 FDICI สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นตัว

วันนี้ (วันพุธที่ 22 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความยินดีต่อกรณีที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับมุมมองดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายช่วยลดความไม่แน่นอน และเอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล อาทิ Thailand Fast Pass ซึ่งช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตในอนาคต แม้ระดับหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม อีกทั้งประเทศไทยยังมีฐานะการเงินระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง และมีเงินสำรองเพียงพอรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประจำปี 2569 (The 2026 Kearney FDI Confidence Index: FDICI) ระบุว่า ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกได้อีกครั้ง หลังจากไม่ติดอันดับต่อเนื่อง 2 ปี (2567–2568) นับจากปี 2566 สะท้อนว่าประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ

ทั้งนี้ เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจน ผ่านการขยายสิทธิประโยชน์ของ BOI ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

การที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” ควบคู่กับการที่ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) สะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของเสถียรภาพเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนใหม่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดในระยะปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเร่งวางรากฐานเพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ มุ่งสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน”

Advertisement

“เอกนิติ” หนึ่งเดียวจากอาเซียน ร่วมเสวนาเศษฐกิจบนเวทีการเงินโลก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 เมษายน 2569 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนาเศรษฐกิจโลก “The Debate on the Global Economy” ซึ่งเป็นเวทีหลัก (flagship) ในการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนาเศรษฐกิจโลก “The Debate on the Global Economy” พร้อมกับ (1) Dr. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2) นาย Mohammed Al-Jadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย (3) นาย François Villeroy ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส (4) Dr. Eswar Prasad ศาสตราจารย์อาวุโสด้านนโยบายการค้าและเศรษฐศาสตร์ Cornell University และ (5) นาง Martina Cheung ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและคณะกรรมการบริษัท S&P Global  ซึ่งเป็นเวทีหลัก (flagship) ในการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

รองนายกรัฐมนตรีฯ เอกนิติ  เปิดเผยว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer) เช่นเดียวกันกับอีกหลาย ๆ ประเทศ จึงได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างมากทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอุปสงค์อ่อนแอและเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ได้ในที่สุด

รองนายกฯ เอกนิติ ยังกล่าวอีกว่าในโลกยุคใหม่ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” (Economic Security) จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา ในการนี้ ประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยชูจุดแข็งเรื่องความเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Secure Place) ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังมีแผนเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Energy Transition)

ในการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด (Limited Fiscal Space) ประเทศไทยได้ยึดถือหลักการ 4T ได้แก่ Target, Transition, Transformation และ Together เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้า

สุดท้าย ท่านได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพภายนอกของประเทศไทย โดยระบุว่าดุลการชำระเงินของไทยยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก และมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากกว่า 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ากับการนำเข้าถึง 10 เดือน พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และธนาคารโลก เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือและระดมทุนให้แก่ประเทศที่ต้องการการสนับสนุน โดยรากฐานที่มั่นคงจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่ “New Horizons” ซึ่งเป็นธีมหลักของการประชุมประจำปี IMF–World Bank ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป

Advertisement

นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” ใครก็เคลมไม่ได้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 เมษายน 2569 นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดึงความสนใจทั่วโลก ใครก็เคลมไม่ได้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง  อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP  Reuters  Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล  จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว  โดย  The Straits Times  ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม  “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ  ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น   สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

โฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

“ท่านนายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พัน ลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 เมษายน 2569 ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พัน ลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนขนส่งและจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท  แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้

1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง  ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท  และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 คัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน
  2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน

โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่

  1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น
  2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท
  3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

Advertisement

นายกฯเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% ดีเดย์ 1 เมษายนเป็นต้นไป

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 เมษายน 2569 นายกฯ kick off โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% ดีเดย์ 1 เมษายนเป็นต้นไป ย้ำ! เดินหน้าเต็มกำลังดูแลปากท้อง – เสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (1 เมษายน 2569) เวลา 13.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยเป็นการผนึกกำลังภาคเอกชน ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกกว่า 10 ราย และผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของประเทศกว่า 20 ราย ปล่อยสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ลดสูงสุด 58% จำหน่ายทั่วประเทศ คิกออฟวันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ให้ประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานผันผวน

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ว่า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนอย่างทันท่วงที จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ยังคงทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ต่อราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชนในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว ที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินมาตรการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการสร้างทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการร่วมมือกับผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนให้สินค้าจำเป็นมีราคาที่เหมาะสม และเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ได้จัดหาสินค้าเหล่านี้เพื่อลดภาระความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหลายราย ที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้งกลุ่ม House Brand ของห้างร้านต่าง ๆ และ แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน คุณภาพดี สามารถใช้อุปโภค-บริโภคได้ในราคาสมเหตุสมผลที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ง่าย และช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า ราคาสมเหตุสมผลสามารถจับต้องได้ง่าย

“กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายรัฐบาล ในการหาสินค้าที่ผู้ผลิตยินดีที่จะลดราคาต้นทุนทางการตลาดให้ เนื่องจากผู้ผลิตเหล่านี้ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนและต้องการเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่น้องประชาชนคนไทย ขณะเดียวกันก็จะทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกแพร่กระจายไปยังผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ถึงแม้สินค้าดังกล่าวจะเป็น แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) แต่คุณภาพสินค้ามีความเหมาะสม ทำให้มั่นใจว่าประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้ โดยสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือพี่น้องประชาชนสามารถประหยัดเงินในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ พร้อมขอบคุณพันธมิตรภาคเอกชน ที่ได้แสดงถึงพลังแห่งความร่วมมือและความมีน้ำใจในการร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทยในยามวิกฤต ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาด ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และสินค้าแบรนด์ทางเลือก ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วนของราคาสินค้ารัฐบาลก็จะยังคงเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดให้กับประชาชน และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่มีตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อให้พี่น้องประชาชน สามารถก้าวผ่าน ความท้าทายทางเศรษฐกิจนี้ไปได้อย่างมั่นคง” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีประกาศเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ อย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และขออำนวยพร ให้โครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จากนั้นโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำการสัมผัสที่หน้าจอเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการ Kick-off โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ” อย่างเป็นทางการ

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าจากห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) รวมถึงผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย (Suppliers) ที่นำเสนอสินค้าราคาพิเศษที่เข้าร่วมลดราคาภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” มาแสดง ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี โดย นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมอุดหนุนสินค้าหลากหลายรายการ อาทิ ยาสี โฟมล้างมือ ข้าวสาร น้ำยาล้างจาน และกระดาษทิชชู เป็นต้น

ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หน่วยงานภาคเอกชนจากทั้งในส่วนห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ร่วมด้วย

Advertisement

สวทช. เปิด 2 โครงการ ดันสมุนไพรไทยสู่ “สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง” รุกตลาด Longevity

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 31 มีนาคม 2569 สวทช. โดยแพลตฟอร์ม PhytoEX จับมือเซเลบฯ-เอกชน เปิดตัว 2 โครงการสำคัญ ตั้งเป้าปี 69 พัฒนา 15 ผลิตภัณฑ์สุขภาพ-ชะลอวัย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท ดันนวัตกรรมไทยสู่เวทีโลก

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สวทช. โดยแพลตฟอร์ม PhytoEX เดินหน้าผลักดันนวัตกรรมจากสมุนไพรไทยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ผ่าน 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ PhytoEX Celebrity Accelerator Program และ PhytoEX Innovation Competition 2026 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง” รองรับเทรนด์สังคมสูงวัยและเศรษฐกิจอายุยืนยาว (Longevity Economy) โดยตั้งเป้าพัฒนา 15 ผลิตภัณฑ์ภายในปี 2569 คาดมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 650,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า เทรนด์ Longevity กำลังเป็นเมกะเทรนด์ของโลก ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตระยะยาว ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีสารออกฤทธิ์ (Bioactive Ingredients) เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในการยกระดับจากผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่ผู้ผลิตสารมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันในตลาดโลก

ด้าน ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรม PhytoEX สวทช. ระบุว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวมุ่งแปรรูปสมุนไพรไทยสู่สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง ผ่านเทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่การสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การกักเก็บระดับนาโน ไปจนถึงการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย พร้อมเชื่อมโยงภาคเอกชนสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จริง

ทั้งนี้ โครงการ Celebrity Accelerator จะดึงบุคคลมีชื่อเสียง 5 ทีม ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์กับผู้ผลิตชั้นนำ ขณะที่ Innovation Competition เปิดโอกาสให้ 10 บริษัทนำสารสกัดไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ พร้อมการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ เงินทุน และการตลาด เพื่อสร้างสินค้าแข่งขันได้จริงในตลาด

สวทช. เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย สร้างธุรกิจใหม่ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ พร้อมผลักดันนวัตกรรมไทยเข้าสู่ตลาดโลก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพและความงามให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

Advertisement

PEA รณรงค์ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 มีนาคม 2569 จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลก และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน PEA จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการใช้พลังงานของประเทศอย่างคุ้มค่า

PEA ขอความร่วมมือประชาชนประหยัดพลังงาน เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้า หมั่นตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังการใช้งาน หลีกเลี่ยงการเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดในรางปลั๊กเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและอัคคีภัย ควรตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส หมั่นล้างแอร์เป็นประจำทุก 6 เดือน เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED แทนหลอดไส้ และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) รวมถึงการปลูกต้นไม้เพื่อลดความร้อนและช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก

PEA มุ่งมั่นดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้พลังงานไฟฟ้ามีประสิทธิภาพต่อเนื่อง

Advertisement

รัฐบาลเตรียมพร้อมน้ำมันช่วงสงกรานต์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจในความกังวลของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงขอชี้แจงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการและติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดในประเด็นหลักๆ ดังนี้

  1. การกระจายน้ำมัน มีแผนในรายละเอียด คือ 1) กระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรและลดความแออัดในสถานีบริการ 2) กำชับผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น พร้อมจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสแตนด์บายในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง 3) จัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม 4) อำนวยความสะดวกการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า
  2. ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น
  3. เร่งบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกผ่านกลไกทางการทูตและการเจรจา เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่ง อาทิ บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมสนับสนุน และอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศไทย
  4. ติดตามการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศให้เป็นตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ และในระยะยาวก็จะมีการนำเข้าเป็นระยะๆสอดรับระดับความต้องการ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันให้ถึงมือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเข้มในเรื่องการจับกุมผู้กักตุนน้ำมัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สนธิกำลังร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าอิสระในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ กรมสรรพสามิตบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานในพื้นที่ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในเขตพื้นที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มี.ค. และตรวจพบน้ำมันดีเซล จำนวน 85,000 ลิตร ซึ่งไม่สามารถแสดงที่มาของน้ำมันได้จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท

“เพื่อดูแลการเดินทางของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามานี้ รัฐบาลเตรียมพร้อม เร่งระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง ประชาชนยังสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือที่เว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ สำหรับสถานีน้ำมันในแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

นายกฯ ยันไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย นักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่น

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 มีนาคม 2569 นายกฯ ตอบสื่อต่างประเทศ ไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย นักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่น มีโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงาน เพียงพอรองรับภาคอุตสาหกรรม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อต่างประเทศกรณีที่เคยพูดว่าประเทศไทยจะไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย แต่ตอนนี้เป็นอย่างไรเพราะไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน ว่า เรายังโอเคอยู่ เราไม่ได้ป่วย

เมื่อถามต่อว่ามีอะไรอยากจะบอกกับนักลงทุนชาวต่างชาติหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า พวกเขาทั้งหมดยังคงมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย โครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างของเรายังเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไป

เมื่อถามย้ำถึงเรื่องวิกฤตพลังงานล่ะครับ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า ใช่ครับ แต่เรามีพลังงานเพียงพอที่จะรองรับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด และยังมีศักยภาพที่ดียิ่งกว่า สำหรับนักลงทุนด้วย

Advertisement

Verified by ExactMetrics