วันที่ 21 มีนาคม 2026

ข่าวดี “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปแล้ว เปิดประตูสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดพรีเมียม 27 ประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ข่าวดี “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปแล้ว เปิดประตูสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดพรีเมียม 27 ประเทศ

วันที่  21 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาแจ้งข่าวดีว่า “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ของไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ใน สหภาพยุโรป อย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่เวทีสากล ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่างประเทศ เปิดโอกาสทางการค้าในประเทศสมาชิก 27 ประเทศ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดพรีเมียมอย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกฯ กล่าวว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการส่งเสริมสินค้า GI ควบคู่การจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ และการสนับสนุนช่องทางตลาดทั้งออนไลน์–ออฟไลน์ พร้อมเร่งผลักดันสินค้า GI ไทยที่มีศักยภาพไปขึ้นทะเบียนในต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยและยกระดับมาตรฐานคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สหภาพยุโรปได้ประกาศขึ้นทะเบียน “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” หลังไทยยื่นคำขอในปี 2566 โดยสหภาพยุโรปถือเป็นตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมที่สำคัญของไทย มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยกว่า 300 ล้านบาทต่อปี การได้รับความคุ้มครอง GI จะช่วยป้องกันการแอบอ้างชื่อสินค้า เพิ่มความเชื่อมั่นผู้นำเข้า และขยายโอกาสทางการค้าไปยังประเทศสมาชิก อาทิ เนเธอร์แลนด์ สเปน เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก ไอร์แลนด์ และเดนมาร์ก พร้อมเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย สร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

จากการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ ส่งผลให้ “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” เป็นสินค้า GI รายการแรกของจังหวัดราชบุรีที่ได้รับความคุ้มครองในต่างประเทศ และเป็น GI ไทยลำดับที่ 5 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรป ต่อจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง กาแฟดอยตุง และกาแฟดอยช้าง โดยแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองราชบุรี ดำเนินสะดวก วัดเพลง บ้านโป่ง บางแพ ปากท่อ และโพธาราม ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศและดินน้ำเหมาะสม ทำให้มะพร้าวมีเอกลักษณ์เด่น น้ำหวานหอมคล้ายใบเตย เนื้อหนานุ่ม ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า ราชบุรีมีผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 550 ล้านลูก มูลค่าจำหน่ายในประเทศ 276 ล้านบาท และมูลค่าส่งออกทั่วโลกกว่า 5,244 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกอย่างชัดเจน

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนในต่างประเทศแล้วรวม 11 รายการ ครอบคลุม 33 ประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันสินค้า GI ไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและสินค้าเกษตรซึ่งเป็น Soft Power สำคัญของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ และยกระดับรายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นในระยะยาว

Advertisement

สมาคมธนาคารไทยชี้ GDP ปี 68 โตเกินคาด สะท้อนประสิทธิภาพรัฐบาล ผสานพลังภาคเอกชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สมาคมธนาคารไทยชี้ GDP ปี 68 โตเกินคาด สะท้อนประสิทธิภาพรัฐบาล ผสานพลังภาคเอกชน ขับเคลื่อนนโยบายอย่างตรงจุด สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

สศช. รายงาน GDP ไตรมาส 4/2568 เติบโต 2.5% สูงกว่าที่คาดไว้ 1.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เติบโต 2.4% สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ 2.0–2.2% และปรับเพิ่มประมาณการปี 2569 เป็น 1.5–2.5% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ทำงานอย่างมืออาชีพ

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า  เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาด แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงาน GDP ไตรมาส 4/2568 เติบโต 2.5% สูงกว่าที่คาดไว้ 1.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เติบโต 2.4% สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ 2.0–2.2% และปรับเพิ่มประมาณการปี 2569 เป็น 1.5–2.5% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำงานอย่างมืออาชีพ แม้ว่าจะเป็นในช่วงเวลาสั้นมากๆ โดยมีการประสานภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ทำให้มาตรการต่าง ๆ ออกแบบได้ตรงจุด โปร่งใส และเกิดผลจริง สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่เน้นการร่วมออกแบบและร่วมขับเคลื่อนอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มาตรการ “Quick Big Win” มีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมๆกับ การวางรากฐานในระยะยาว มีการกำหนดเจ้าภาพชัดเจน ตั้งเป้าหมายและกรอบเวลาที่วัดผลได้ ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การดำเนินนโยบายเป็นเอกภาพมากขึ้น  นอกจากนี้  ยังมีการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านวินัยการคลัง และกรอบการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน รวมถึงการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ Connect the Dots เพื่อจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น การติดตามเส้นทางการเงินและสินทรัพย์เสมือนเงิน ซึ่งช่วยลดปัญหาเงินเทา และแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

นายผยงกล่าวว่า โจทย์สำคัญจากนี้ไม่ใช่เพียงการรักษาอัตราการเติบโต แต่คือการสร้าง Trust and Confidence ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดย GDP ล่าสุด และผลการเลือกตั้งที่ออกมาในเชิง “Vote of Confidence” สะท้อนความคาดหวังต่อความต่อเนื่องของนโยบายและความมั่นคงของรัฐบาล ภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งพิจารณางบประมาณปี 2570 และการเบิกจ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐอย่างเต็มที่ โดยสมาคมธนาคารไทยร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าโครงการ PromptBiz ภาคเอกชน เพื่อลดต้นทุนการค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มสภาพคล่องด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม ลดการใช้หลักประกัน และผลักดัน Financial Inclusion ในระบบเศรษฐกิจจริง

“การที่รัฐบาลได้มืออาชีพที่มีประสบการณ์ตรงเข้ามาบริหารงานและสามารถ Action ได้เลย ดังเช่น ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนข้อมูล อยู่ในกรอบมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าได้ภายใต้ภาวะความผันผวนและความท้าทายที่เกิดขึ้น โมเมนตัมเศรษฐกิจปลายปี 2568 เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิด Positive Surprise ต่อเนื่องมาในปี 2569 และถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งความเปราะบางของครัวเรือนจากหนี้สูง ความสามารถแข่งขันของ SME และการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ทุจริต เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เปิดตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve และพลิกฟื้นประเทศไทยให้กลับมาโดดเด่นในภูมิภาคอีกครั้ง”

Advertisement

รัฐบาลคุมเข้มราคาสินค้าตรุษจีน–เครื่องชั่งทอง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลคุมเข้มราคาตรุษจีน–เครื่องชั่งทอง สินค้าส่วนใหญ่ราคาลดลงจากปีก่อน ย้ำฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษหนัก

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้เร่งกำกับดูแลสถานการณ์ราคาสินค้าและความเป็นธรรมทางการค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในย่านการค้าสำคัญ อาทิ เยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พร้อมตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งร้านทอง เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของ ญาณี ศรีมณี รองอธิบดี กรมการค้าภายใน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจน และร้านทองใช้เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐาน โดยภาพรวมราคาสินค้าในช่วงตรุษจีนปี 2569 ปรับลดลงจากปีก่อนหลายรายการ และมีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ วัตถุดิบสำคัญสำหรับเทศกาล เช่น เนื้อหมู ไข่ไก่ อาหารแห้ง ผักสด และผลไม้ หลายรายการมีราคาเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่อาหารสำเร็จรูปและเครื่องไหว้บางประเภทก็มีราคาปรับลดลงเช่นกัน แม้กระดาษเงิน–ทองบางรายการจะปรับสูงขึ้นตามต้นทุน ส่วนทองคำซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงตรุษจีน กรมการค้าภายในได้กำชับร้านทองทั่วประเทศให้ใช้เครื่องชั่งที่ผ่านการรับรอง และแสดงราคาซื้อ–ขายอย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดทั่วประเทศตรวจสอบร้านทองอย่างเข้มข้น ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเข้าตรวจสถานประกอบการกว่า 1,200 แห่ง และเครื่องชั่งดิจิทัลกว่า 1,400 เครื่อง พบว่าส่วนใหญ่ถูกต้องตามมาตรฐาน มีเพียงบางพื้นที่ที่พบค่าความคลาดเคลื่อนเกินกฎหมายกำหนด ซึ่งได้ดำเนินการผูกบัตรห้ามใช้และดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

รองโฆษกฯ ย้ำว่า ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยการไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท การฉวยโอกาสขึ้นราคามีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือดัดแปลง มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้ทันที

Advertisement

ขึ้นทะเบียน “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” สินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัดยะลา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ขึ้นทะเบียน “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” สินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัดยะลา เนื้อแน่น รสชาติหวาน ปราศจากกลิ่นโคลน คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดปีละ 19 ล้านบาท

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ ปลานิลสายน้ำไหลเบตง ซึ่งเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัดยะลา ต่อจากกล้วยหินบันนังสตา ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ส้มโชกุนเบตง มังคุดในสายหมอกเบตง และไก่เบตงยะลา ที่ขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสินค้า GI ในหมวดอาหาร โดยมั่นใจว่าการขึ้นทะเบียน GI จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าเป็นสินค้าคุณภาพมาจากแหล่งผลิต ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดให้กับเกษตรกรและเพิ่มรายได้มากขึ้น

สำหรับปลานิลสายน้ำไหลเบตง มีคุณภาพโดดเด่นแตกต่างจากปลานิลทั่วไปอย่างชัดเจน จากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำเกษตรกรรม โดยแหล่งผลิตอยู่ในบริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งมีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ได้รับอิทธิพลทั้งจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีอากาศเย็น อุณหภูมิเฉลี่ย 27.5–28.5 องศาเซลเซียส มีหมอกและฝนตกชุกตลอดปี และน้ำในลำธารมีปริมาณออกซิเจนสูง เนื่องจากสายน้ำไหลเวียนตลอดเวลา โดยเกษตรกรในพื้นที่ได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผันน้ำจากลำธารเข้าสู่บ่อเลี้ยง ส่งผลให้ปลามีเนื้อแน่นเด้ง มีไขมันแทรกเล็กน้อย และรสชาติหวานเป็นธรรมชาติ ทั้งยังโดดเด่นเรื่องความสะอาด ปราศจากกลิ่นโคลน และมีกลิ่นคาวน้อยกว่าปลานิลทั่วไป สามารถนำมาทำเป็นเมนูซาชิมิได้

“ด้วยเอกลักษณ์และคุณภาพของปลานิลสายน้ำไหลเบตงซึ่งเป็นที่ยอมรับมาอย่างยาวนาน ร้านอาหารและภัตตาคารต่าง ๆ จึงนิยมนำมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารหลากหลาย สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยง โดยมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 163,000 กิโลกรัมต่อปี ราคาขายเฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดได้กว่า 19 ล้านบาทต่อปี” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

วันนี้ (วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 11.40 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะ เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ปีม้า 2569 ตามคำเชิญของนายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา ได้รับชมการแสดงพื้นบ้านจีน อาทิ การแสดงอิงเกอ (Yingge) การแสดงเชิดสิงโต การแสดงวัฒนธรรมประเพณีตรุษจีน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการวัฒนธรรมพื้นบ้านจีนที่สะท้อนอัตลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมจีน รวมไปถึงการร่วมพิธีแต้มตาสิงโต ซึ่งเป็นพิธีกรรมตามประเพณีจีน โดยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดดวงตาและปลุกชีวิตให้สิงโตมงคล เปรียบเสมือนการนำพาความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่นคงมาสู่ประชาชน ตลอดจนสะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ภายใต้ชื่องาน “Embracing the Chinese New Year” เป็นภาษาจีน โดยแสดงความขอบคุณในนามของประชาชนชาวไทยต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนชาวจีน สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งขอบคุณเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย์ สำหรับไมตรีจิตและคำเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองในครั้งนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” (中泰一家亲) พร้อมอวยพรให้ชาวไทยเชื้อสายจีนและพี่น้องชาวจีนทุกคนมีความสุขในวันตรุษจีน ปีม้า มีความโชคดี สมปรารถนาในทุกประการ และขอให้มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศยั่งยืนยาวนานและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

Advertisement

 

“AI Deepfake” เมื่อสแกมเมอร์ ลวงเราด้วยเสียงของคนใกล้ตัว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 กุมภาพันธ์ 2569 “AI Deepfake” เมื่อสแกมเมอร์ ลวงเราด้วยเสียงของคนใกล้ตัว

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรามากกว่าที่คิดไม่ว่าจะเป็น ภาพ วิดีโอ หรือเสียง ที่เราเห็นและได้ยินผ่านโลกออนไลน์เทคโนโลยีเหล่านี้มีประโยชน์มากแต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพเช่นกัน วันนี้ เทคโนโลยี AI Deepfake สามารถเลียนแบบ เสียง และ ภาพ ของคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนรัก หรือคนที่เราคุ้นเคยจนแทบแยกไม่ออกว่า…สิ่งที่ได้ยินหรือเห็นนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องปลอมมิจฉาชีพอาศัยความไว้ใจและความห่วงใยหลอกให้เราเชื่อ และตัดสินใจอย่างเร่งด่วน เช่น ขอให้โอนเงิน อ้างว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือมีปัญหาด่วน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ขอเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง และสร้างเกราะป้องกันให้กับตนเอง

แน่ใจได้จริงหรือ… ว่าเสียงที่คุณกำลังได้ยินอยู่ คือ คนรักของคุณจริง ๆ

วันนี้ มิจฉาชีพปรับกลโกงให้แนบเนียนยิ่งขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เลียนแบบเสียงของคนที่คุณรู้จักอาจเป็น พ่อ แม่ ลูก หลาน คนรัก หรือแม้แต่ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ มิจฉาชีพจะนำเสียงตัวอย่างของบุคคลเหล่านั้น ไปให้ AI เรียนรู้และลอกเลียนจนได้เสียงที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับมาก จากนั้นจะสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เกิดอุบัติเหตุ ถูกจับ หรือมีปัญหาทางกฎหมาย แล้วโทรมาขอให้โอนเงินทันที กลโกงรูปแบบนี้ อันตรายมาก เพราะเหยื่อจำนวนมากหลงเชื่อเสียงที่ฟังดูเหมือนคนใกล้ตัวจริง ๆ จึงตัดสินใจโอนเงิน โดยไม่มีเวลาไตร่ตรองหรือ ตรวจสอบให้แน่ชัดเพียงแค่ “เสียงที่คุ้นเคย” ก็อาจทำให้คุณสูญเสียเงินได้ในไม่กี่นาที

ลักษณะการหลอกลวงด้วย AI Deepfake

มิจฉาชีพมักเริ่มจากการโทรเข้ามาแล้วแอบอ้างว่าเป็นคนที่เรารู้จักเสียงที่ได้ยิน อาจเป็นเสียงของญาติสนิท คนรัก เพื่อนใกล้ตัว ผู้ใหญ่ที่เคารพ หรือแม้แต่ คนดัง เบื้องหลังเสียงเหล่านั้นคือการใช้เทคโนโลยี เลียนแบบเสียง หรือ Voice Clone ซึ่งสามารถทำให้เสียงใกล้เคียงกับเจ้าของเสียงจริงมากจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือของปลอมจากนั้น มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้เงินทันทีเพื่อทำให้เหยื่อตกใจ สับสน และรีบตัดสินใจเมื่อความรัก ความห่วงใย และความกังวลเข้ามาแทนที่การไตร่ตรองเหยื่อจำนวนมากจึงตัดสินใจ โอนเงินทันที โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดและเมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็โอนเงินไปให้มิจฉาชีพแล้ว

ในวันที่ AI กลายเป็นดาบสองคม ถ้าเราไม่ระวังให้มากพอ

ความไว้ใจ…อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ได้รับแจ้งคดีหลอกลวงในรูปแบบ แอบอ้างเป็นบุคคลใกล้ชิด ในกรณีตัวอย่างนี้ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างว่าเป็น “ลูกสาว” ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ปลายสายขอให้โอนเงินอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เสียงที่ได้ยิน เหมือนลูกสาวจริง ๆ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปกว่า 100,000 บาท ต่อมา เมื่อได้ติดต่อพูดคุยกับลูกสาวตัวจริงและสอบถามถึงกิจกรรมดังกล่าวจึงพบว่า ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ในขณะนั้นเองผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าเสียงที่โทรมาขอเงินก่อนหน้าคือเสียงที่ถูก ปลอมขึ้นด้วย AI

กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลโกงที่มิจฉาชีพนำเทคโนโลยี AI Deepfake มาใช้หลอกลวง แต่สิ่งที่ช่วยป้องกันเราได้ดีที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนคือ สติ และการรู้เท่าทันกลโกง เพราะมิจฉาชีพมักอาศัยการสร้างสถานการณ์เร่งด่วนให้เราตกใจ ในยุคนี้ อย่าเชื่อเพียงเพราะเห็น อย่าโอนเพียงเพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้ง ก่อนตัดสินใจ จำไว้ให้ขึ้นใจ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน เพียงหยุดคิดสักนิดก็ช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้

Advertisement

“ไชยชนก” รุกหนักมาตรการปราบสแกมเมอร์ ระงับบัญชีม้าแล้ว 1.18 ล้านบัญชี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 กุมภาพันธ์ 2569 “ไชยชนก” รุกหนักมาตรการปราบสแกมเมอร์ ระงับบัญชีม้าแล้ว 1.18 ล้านบัญชี เร่งรัดช่วย ปชช. ลดความเสียหายเดือน ธ.ค.68 เหลือ 1.7 พันล้านบาท

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กรณีที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ได้กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรากฏผลการดำเนินการเป็นรูปธรรม ในการป้องกันและปราบปรามสแกมมเอร์ ช่วยเหลือและลดผลกระทบความเสียหายจากสแกมเมอร์ให้กับประชาชน

ทั้งนี้ AOC 1441 ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ ตร. ปปง. สถาบันการเงิน ระงับธุรกรรมที่ผิดปกติทันที โดยเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ลดขั้นตอนและเวลาในการอายัด เพื่อป้องกันการถ่ายโอนเงินไปยังบัญชีม้าอื่นๆ ตัดเส้นทางการเงิน โดยสามารถระงับบัญชีธนาคารตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.66 – 30 ม.ค.69 จำนวน 1,183,326 บัญชี

ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการเร่งรัด ปิดกั้นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านทางการหลอกลวง และเว็บพนันออนไลน์อย่างรวดเร็ว และเข้มข้น ซึ่งในระยะเวลา 4 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ( 1 ต.ค.68 – 1 ก.พ.69) ปิดกั้นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย รวมเป็นจำนวน 304,631 URLs โดยเป็นเว็บไซต์พนันออนไลน์มากถึง 259,385 URLs

ด้านการบูรณาการทำงานร่วมกับ กสทช. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเร่งรัดมาตรการคุมเข้ม ซิม เสา สาย โดยออกมาตรการปราบปรามซิมผี การควบคุมเสา-สายสัญญาณแนวชายแดน ล่าสุดออกมาตรการจำกัดจำนวนการถือครองซิมไม่เกิน 5 หมายเลข/คน มาตรการยืนยันตัวตนผ่านระบบ KYC ก่อนเปิดใช้งานซิม ระงับการลงทะเบียนใช้งานซิมผ่านศูนย์ให้บริการ (ลูกตู้) ที่ไม่มีระบบ KYC และยกเลิกการลงทะเบียนซิมการ์ดและ e-SIM ผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด พร้อมกับการคุมเข้มการใช้งาน SIM Box ในประเทศไทย และการนำเข้าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องร่วมกับกรมศุลกากร

นอกจากนี้ กสทช. ยังได้ระงับการใช้งานเบอร์โทรที่มีการใช้งานผิดปกติ ซึ่งเข้าข่ายซิมผี และอาจใช้ในการสแกมเมอร์ โดยในเดือน ธ.ค. 2568 พบว่ามีจำนวนกว่า 23,057 เลขหมาย และมีการโทรออกรวมประมาณ 2,400,000 ครั้ง

ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังได้มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานรัฐ ยกเลิกการส่งอีเมล – SMS แนบลิงก์ให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ธปท. และสถาบันการเงิน ยังได้กำหนดมาตรการการเปิด Location ที่ตั้งของผู้ใช้บริการธนาคารเมื่อมีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน Mobile Banking

ด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ออกมาตรการคุมเข้มการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล เพื่อสกัดกั้น “บัญชีม้านิติบุคคล” โดยกรรมการ/ผู้ถือหุ้น จะต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน และยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และแสดงหลักฐานที่ตั้งสำนักงาน

ในส่วนของกรรมการ/ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีรายได้น้อย) ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน และยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน ในกรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ให้ผู้ถือหุ้นคนไทยทุกคนต้องส่ง Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และหากมีการใช้สถานที่ตั้งของบริษัทซ้ำๆกัน จะต้องจัดส่งหนังสือยินยอมการใช้สถานที่หรือหลักฐานแสดงสิทธิในการยืนยัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อกำหนดเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการกำหนดให้สถาบันการเงิน/เครือข่ายมือถือร่วมรับผิด หากปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำความผิดของสแกมเมอร์ รวมทั้งเร่งรัดการออกหลักเกณฑ์การคืนเงินให้กับผู้เสียหาย โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนการคืนเงินผู้เสียหายให้เร็วขึ้น

จากการดำเนินการเร่งรัดมาตรการการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ของคณะกรรมการฯ ที่มีกระทรวงดีอี ตร. กสทช. ปปง. สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรากฏผลทำให้มูลค่าความเสียหาย ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์ของ ตร. พบว่า เดือนธันวาคม 2568 มีปริมาณคดีที่เกิดขึ้นจำนวน 31,198 เคส เฉลี่ย 1,006 เคส/วัน มีมูลค่าความเสียหายรวม 1,792 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 58 ล้านบาท/วัน เมื่อเปรียบเทียบกับสถิตในช่วงเดือนธันวาคม 2567 ที่มีสถิติแจ้งความออนไลน์ จำนวน 33,624 เรื่อง เฉลี่ย 1,085 เคส/วัน มูลค่าความเสียหาย 2,209 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 71 ล้านบาท/วัน

“ผลจากการประชุมของคณะกรรมการฯ ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ มาตรา 13  มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อลดจำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรม” นายไชยชนก กล่าว

หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี โทรสายด่วน AOC 1441

แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)

Line ID: @antifakenewscenter

เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

Advertisement

รัฐบาลแนะคนหางาน ใช้บริการเว็บไซต์ “คนทำงานอิสระ.doe.go.th” หรือแอป “คนทำงานอิสระ”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลแนะคนหางาน ใช้บริการเว็บไซต์ “คนทำงานอิสระ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ” ศูนย์รวมงานและบริการอาชีพอิสระ ค้นหาตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีอาชีพ มีงานทำ และมีรายได้อย่างทั่วถึง ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” เพื่อเป็นศูนย์รวมงานและบริการอาชีพอิสระในรูปแบบออนไลน์ที่ทันสมัย ใช้งานง่าย และครบวงจรในจุดเดียว รองรับทั้งผู้ว่าจ้างที่ต้องการคนทำงานให้กับตนเอง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พนักงานประจำที่ต้องการหารายได้เสริม รวมถึงผู้ว่างงานที่มีทักษะความสามารถในการรับจ้างหรือให้บริการด้านต่าง ๆ เช่น ถ่ายและตัดต่อวิดีโอ รับจ้างรีวิวสินค้า งานช่าง ทำอาหารและเย็บปักถักร้อย

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า แพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” เปิดโอกาสให้ผู้ว่าจ้างและผู้ประกอบอาชีพอิสระสามารถติดต่อพูดคุย และตกลงจ้างงานกันได้โดยตรงและไม่มีค่าใช้จ่าย มีการอัปเดตตำแหน่งงานที่กำลังได้รับความนิยมอยู่เสมอ ซึ่งผู้ใช้งานทุกคนต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในการใช้งาน นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถให้คะแนนรีวิวการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งานรายอื่น ๆ ได้อีกด้วย แพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” มีอาชีพครอบคลุมหลากหลาย แบ่งเป็น 10 หมวดงานหลัก ได้แก่ 1.Graphic & Design 2.การตลาดและโฆษณา 3.พิมพ์/เขียน/แปลภาษา 4.ภาพและเสียง 5.Web & Programming 6.ปรึกษาและแนะนำ 7.การให้บริการ 8.รับจัดทำสินค้าและอาหาร 9.งานช่างนอกสถานที่ และ 10.การสอนพิเศษในวิชาหรือทักษะฝีมือต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้ทักษะความสามารถของตนเองมาใช้สร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้ ถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้งาน และผู้ว่าจ้างค้นหาคนทำงานที่ต้องการ ซึ่งสามารถใช้บริการ “คนทำงานอิสระ” ที่เว็บไซต์ “คนทำงานอิสระ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ”

“สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่สนใจลงประชาสัมพันธ์งานของตนเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ เริ่มจากลงทะเบียนยืนยันตัวตน นำเสนอผลงาน ลงประกาศผลงานของตนเองพร้อมรายละเอียด บนแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” ส่วนผู้ว่าจ้างสามารถเข้าใช้บริการได้ เริ่มจากลงทะเบียนเป็นผู้ว่าจ้าง ค้นหาผู้รับงานที่ถูกใจและพูดคุยรายละเอียดงานพร้อมส่งใบเสนอราคาอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทาง chat ของระบบ และรอรับการส่งงาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถให้เรตติ้งและรีวิวซึ่งกันและกัน ผ่านระบบออนไลน์ของแพลตฟอร์ม ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถใช้บริการได้ที่ เว็บไซต์ คนทํางานอิสระ.doe.go.th หรือ แอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ”  หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่  1 – 10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

‘เอกนิติ’ เผย TikTok พร้อมเดินหน้าลงทุนไทย ตอกย้ำความสำเร็จเวทีดาวอส หนุนเศรษฐกิจ Digital–AI และ SMEs ไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 กุมภาพันธ์ 2569 รองนายกฯ เอกนิติ กระตุ้นลงทุนต่อเนื่อง เร่งสร้างเชื่อมั่นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ย้ำความสำเร็จเวที World Economic Forum Annual Meeting 2026 หารือกับผู้บริหาร TikTok ประกาศเดินหน้าลงทุนไทยรับการเติบโตอุตสาหกรรม New S-Curve ดิจิทัลและ AI

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการนำทีมไทยแลนด์ เดินทางเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19–22 มกราคม 2569 ว่า รองนายกรัฐมนตรีฯ พร้อมทั้งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้หารือกับนางชนิดา คล้ายพันธ์ Head of Public Policy บริษัท TikTok เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการต่อยอดบทบาทแพลตฟอร์มในการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ บริษัทยืนยันแผนลงทุนระยะยาวรวมกว่า 270,000 ล้านบาท พร้อมหารือแนวทางใช้แพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพ SMEs ให้เข้าถึงตลาดและสร้างรายได้มากขึ้น รวมถึงเสนอให้ไทยเป็นฐานกิจกรรมระดับภูมิภาค อาทิ ด้านการพัฒนาคอนเทนต์

TikTok เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นและโซเชียลคอมเมิร์ซระดับโลก พัฒนาโดยบริษัท ByteDance จากประเทศจีน ปัจจุบัน TikTok มีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านราย รวมถึงในอาเซียนมากกว่า 368 ล้านราย และมีภาคธุรกิจใช้งานแพลตฟอร์มกว่า 15 ล้านราย โดย TikTok ได้จัดตั้งบริษัทในไทยชื่อ บจ. ติ๊กต๊อก เทคโนโลยีส์ เป็นสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และในปี 2568 ยังได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Hosting เพื่อให้บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคอมพิวเตอร์แม่ข่ายแก่บริษัท TikTok Pte. Ltd. ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นหลัก มูลค่าเงินลงทุนรวม 126,793 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในการหารือนี้ รองนายกฯ และเลขาบีโอไอ ได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค เสริมสร้างความรู้ทางการเงิน และการป้องกันภัยหลอกลวงออนไลน์ โดย TikTok ระบุว่ามีความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว และพร้อมขยายกิจกรรมร่วมกับภาคีเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงก่อนการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป พร้อมกันนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งภาครัฐอยู่ระหว่างเร่งยกระดับอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา TikTok ได้ยกระดับทักษะดิจิทัลให้คนไทยและขับเคลื่อนสังคมไทยในหลากหลายมิติ ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา 6 แห่ง เพื่อนำร่องหลักสูตร Digital Citizenship and Digital Media Literacy ซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมแล้วกว่า 2,500 คน ควบคู่กับการอบรมผู้ประกอบการ SMEs กว่า 10,000 ราย และผู้ประกอบการ OTOP กว่า 2,000 ราย พร้อมขับเคลื่อนโครงการ #คนไทยรู้ทัน ซึ่งมียอดรับชมสะสมมากกว่า 17,000 ล้านครั้ง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้านความปลอดภัยออนไลน์และการใช้สื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทันในวงกว้าง นอกจากนี้ TikTok ได้สนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ลดขยะกว่า 382,000 กิโลกรัม ลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 1.6 ล้านกิโลกรัม และแจกจ่ายอาหารมากกว่า 1.1 ล้านมื้อ สะท้อนบทบาทแพลตฟอร์มดิจิทัลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

“การที่ TikTok ยืนยันแผนเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลกต่อศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยภาครัฐพร้อมเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะดิจิทัลของแรงงาน และส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม New S-Curve ด้าน Digital และ AI ควบคู่กับการผลักดัน SMEs และผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เข้าถึงโอกาสทางการค้าในตลาดโลก พร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในระยะยาว ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก” นายเอกนิติ กล่าว

Advertisement

บอร์ด กบข. อนุมัติลาออก “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” พร้อมเดินหน้าสรรหาเลขาธิการคนใหม่ สานต่อ ‘เกษียณมีสุข’

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานบอร์ด กบข. เผย คณะกรรมการฯ อนุมัติการลาออกของ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” จากตำแหน่งเลขาธิการ กบข. พร้อมเดินหน้าสรรหาเลขาธิการคนใหม่ สานต่อ ‘เกษียณมีสุข : Freedom for Living’ คาดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ กบข. มีมติอนุมัติการลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการฯ กบข. ของนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินต่อไป ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569

โดยคณะกรรมการ กบข. มีการหารือเรื่องการสรรหาตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คนใหม่ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาคัดเลือกเลขาธิการ โดยมีนายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. เป็นประธาน ซึ่งคาดว่ากระบวนการคัดเลือกเลขาธิการ กบข. คนใหม่ จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ “เกษียณมีสุข : Freedom For Living” ให้สมาชิกมีเงินใช้เพียงพอหลังเกษียณได้อย่างมีสุข

Advertisement

Verified by ExactMetrics