วันที่ 7 พฤษภาคม 2026

รัฐบาลขยายเวลาเก็บภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 ถึงกันยายน ผ่อนชำระได้ 3 งวด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 เมษายน 2569 รัฐบาลขยายเวลาจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 ถึงกันยายน โดยผ่อนชำระได้ 3 งวด เพื่อบรรเทาภาระประชาชน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการจัดเก็บ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี 2569” ครอบคลุมทุกขั้นตอน เพื่อบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจและเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ

โดยกำหนดระยะเวลาใหม่ มีสาระสำคัญ ดังนี้

การแจ้งประเมินภาษี

จากเดิมภายในเดือนเมษายน 2569

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

การชำระภาษี

จากเดิมภายในเดือนมิถุนายน 2569

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนกรกฎาคม 2569

การผ่อนชำระภาษี (3 งวด)

➤ งวดที่ 1 ภายใน กรกฎาคม 2569

➤ งวดที่ 2 ภายใน สิงหาคม 2569

➤ งวดที่ 3 ภายใน กันยายน 2569

การแจ้งเตือนภาษีค้างชำระ

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนสิงหาคม 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การขยายเวลาในครั้งนี้ช่วยให้ประชาชนมีเวลาวางแผนทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว พร้อมทั้งยังคงเปิดทางเลือกให้สามารถผ่อนชำระได้โดยไม่กระทบภาระในคราวเดียว

ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศจะดำเนินการตามกรอบระยะเวลาใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

“รัฐบาลมุ่งดูแลประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งการลดภาระในระยะสั้น และสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวม” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับ Baa1 – ไทยหวนติด Top 25 FDICI

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 เมษายน 2569 นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับ Baa1 – ไทยหวนติด Top 25 FDICI สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นตัว

วันนี้ (วันพุธที่ 22 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความยินดีต่อกรณีที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับมุมมองดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายช่วยลดความไม่แน่นอน และเอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล อาทิ Thailand Fast Pass ซึ่งช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตในอนาคต แม้ระดับหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม อีกทั้งประเทศไทยยังมีฐานะการเงินระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง และมีเงินสำรองเพียงพอรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประจำปี 2569 (The 2026 Kearney FDI Confidence Index: FDICI) ระบุว่า ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกได้อีกครั้ง หลังจากไม่ติดอันดับต่อเนื่อง 2 ปี (2567–2568) นับจากปี 2566 สะท้อนว่าประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ

ทั้งนี้ เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจน ผ่านการขยายสิทธิประโยชน์ของ BOI ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

การที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” ควบคู่กับการที่ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) สะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของเสถียรภาพเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนใหม่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดในระยะปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเร่งวางรากฐานเพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ มุ่งสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน”

Advertisement

“เอกนิติ” หนึ่งเดียวจากอาเซียน ร่วมเสวนาเศษฐกิจบนเวทีการเงินโลก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 เมษายน 2569 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนาเศรษฐกิจโลก “The Debate on the Global Economy” ซึ่งเป็นเวทีหลัก (flagship) ในการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนาเศรษฐกิจโลก “The Debate on the Global Economy” พร้อมกับ (1) Dr. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2) นาย Mohammed Al-Jadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย (3) นาย François Villeroy ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส (4) Dr. Eswar Prasad ศาสตราจารย์อาวุโสด้านนโยบายการค้าและเศรษฐศาสตร์ Cornell University และ (5) นาง Martina Cheung ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและคณะกรรมการบริษัท S&P Global  ซึ่งเป็นเวทีหลัก (flagship) ในการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

รองนายกรัฐมนตรีฯ เอกนิติ  เปิดเผยว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer) เช่นเดียวกันกับอีกหลาย ๆ ประเทศ จึงได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างมากทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอุปสงค์อ่อนแอและเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ได้ในที่สุด

รองนายกฯ เอกนิติ ยังกล่าวอีกว่าในโลกยุคใหม่ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” (Economic Security) จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา ในการนี้ ประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยชูจุดแข็งเรื่องความเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Secure Place) ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังมีแผนเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Energy Transition)

ในการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด (Limited Fiscal Space) ประเทศไทยได้ยึดถือหลักการ 4T ได้แก่ Target, Transition, Transformation และ Together เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้า

สุดท้าย ท่านได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพภายนอกของประเทศไทย โดยระบุว่าดุลการชำระเงินของไทยยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก และมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากกว่า 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ากับการนำเข้าถึง 10 เดือน พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และธนาคารโลก เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือและระดมทุนให้แก่ประเทศที่ต้องการการสนับสนุน โดยรากฐานที่มั่นคงจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่ “New Horizons” ซึ่งเป็นธีมหลักของการประชุมประจำปี IMF–World Bank ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป

Advertisement

นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” ใครก็เคลมไม่ได้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 เมษายน 2569 นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดึงความสนใจทั่วโลก ใครก็เคลมไม่ได้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง  อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP  Reuters  Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล  จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว  โดย  The Straits Times  ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม  “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ  ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น   สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

โฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

“ท่านนายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พัน ลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 เมษายน 2569 ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พัน ลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนขนส่งและจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท  แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้

1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง  ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท  และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 คัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน
  2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน

โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่

  1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น
  2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท
  3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

Advertisement

ฉลองสงกรานต์..กยศ.สั่งนายจ้าง 80,000 แห่ง หักเงินเดือนลูกจ้างเป็นหนี้ กยศ. 120,000 ราย นำส่งภายใน 16 เม.ย.69 พร้อมกับสั่งอีก 9,900 แห่ง หักและนำส่ง พ.ค.69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 เมษายน 2569 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างที่เริ่มดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ให้นำส่งเงินครั้งแรกผ่านระบบ e-PaySLF ภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปไม่เกินวันที่ 15 ของทุกเดือน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนนักศึกษารุ่นน้อง

นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “กยศ. ได้ส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างจำนวนกว่า 80,000 แห่ง ที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมจำนวนกว่า 120,000 ราย ให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืน กยศ. ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืน กยศ. ผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ดังนั้น สำหรับนายจ้างที่ได้ดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างซึ่งเป็นผู้กู้ยืมแล้ว ขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน

ทั้งนี้ กยศ. ได้ตรวจพบข้อมูลนายจ้างอีกกว่า 9,900 แห่ง ที่มีผู้กู้ยืมเงินเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง และได้จัดส่งหนังสือแจ้งหน้าที่ให้เริ่มดำเนินการหักและนำส่งตั้งแต่เดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยองค์กรนายจ้างสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการใช้งานระบบ e-PaySLF ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง”

กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือในการนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเงินงบประมาณจากภาษีของประชาชน เพื่อนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

Advertisement

“รมว.สุรศักดิ์” เปิดงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ 2569” ชูมรดกโลก UNESCO

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 เมษายน 2569 “รมว.สุรศักดิ์” เปิดงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ 2569” ชูมรดกโลก UNESCO มุ่งเป้ายกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับสากล

วานนี้ 9 เมษายน 2569 เวลา 17.30 น. ณ ฟาวน์เท่น สแควร์ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” เพื่อเฉลิมฉลองประเพณีสงกรานต์และต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว คณะผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง เพื่อร่วมกันบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

นายสุรศักดิ์  กล่าวในพิธีเปิดว่า รัฐบาลมีนโยบายยกระดับสงกรานต์ไทยให้เป็นเทศกาลระดับนานาชาติ เพื่อแสดงศักยภาพความพร้อมของประเทศไทยในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสงกรานต์ในประเทศไทยให้เป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ” ซึ่งช่วยตอกย้ำคุณค่าอันเป็นสากลและสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวไทยทุกคน พร้อมเชื่อมั่นว่างานในครั้งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคัก และส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีงามของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางของงานเฟสติวัลระดับโลก

การจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามและตอบสนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ตั้งแต่ระดับชุมชนย่านรางน้ำไปจนถึงระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนรายได้จากการสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวใหม่ๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกลุ่มบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยกระดับย่านรางน้ำให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กการเล่นน้ำสำคัญของประเทศ ผ่านรูปแบบงานที่ผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับเทศกาลดนตรีร่วมสมัย หรือ POP-CULTURE FESTIVAL ที่รวบรวมทั้งร้านอาหารชื่อดังกว่า 20 ร้าน กิจกรรมความบันเทิง และโปรโมชันพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว

สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ตลอดการจัดงานระหว่างวันที่ 9 – 14 เมษายน 2569 ประกอบด้วยขบวนพาเหรดอภิมหาสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ที่นำโดยศิลปินชื่อดัง อาทิ อาโป ณัฐวิญญ์, จิมมี่ จิตรพล และซี ทวินันท์ ในวันเปิดงาน รวมถึงการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปิน T-POP กว่า 60 ชีวิต เช่น VVV, PIXXIE, PROXIE, THE TOYS และ BOWKYLION

นอกจากนี้ ในวันที่ 13 เมษายน ซึ่งเป็นวันมหาสงกรานต์ จะมีการจัดขบวนแห่สุดอลังการพร้อมปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นำโดยศิลปิน เจฟ วรกมล, ปอนด์ ณราวิชญ์ และภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน เพื่อสร้างปรากฏการณ์ความสนุกและเฉลิมฉลองประเพณีไทยอย่างยิ่งใหญ่

Advertisement

“นายกฯอนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 เมษายน 2569 “นายกฯอนุทิน” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบนโยบาย 10 พลัส

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.35 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่

1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ

3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป

ประเทศไทยในวันนี้เผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และภัยด้านความมั่นคง การเข้ารับหน้าที่ของรัฐบาลในวาระนี้ จึงมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน และปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ทั้งจะเร่งรัดพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ

1) สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย

1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้

1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม

1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ

1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่

2) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล

2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล

3) ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า”

3.1 สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย

3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย

3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า

3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการ

4) ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคง ทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

5) ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ

5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand)

5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อม ในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน

5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว

5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

6) เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

7) เสริมสร้างเสถียรภาพ

8) ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงาน ในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”

9) ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค

9.1 ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร

9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

10) สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

10.1 บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น

10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง

10.3 ทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

11) พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

12) พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

ด้านสังคม

13) เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

13.1 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

13.2 ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม

13.3 พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

14) พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที

14.1 ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ

14.2 ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม

14.3 ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย

15) สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

15.1 พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย

15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

16) บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

17) พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

18) ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

18.1 พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

18.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

18.3 ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

18.4 จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

18.5 เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก

19) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

20) ราชการทันใจ

21) การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

22) การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

22.1 ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

22.2 เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น

22.3 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่

22.4 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

22.5 การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น

22.6 กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย

23) แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ

3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

4. ด้านสังคมและสวัสดิการ

5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

“กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าวให้คำมั่นในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

อ่านคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฉบับเต็ม ที่ https://www.thaigov.go.th/th/media/ebook/read/244

Advertisement

กอช. เปิดโพลสงกรานต์ 69 พบคนไทยเกือบครึ่งเตรียมควัก “เงินออม” สู้ค่าครองชีพพุ่ง!

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 เมษายน 2569 กอช. เปิดโพลสงกรานต์ 69 พบคนไทยเกือบครึ่งเตรียมควัก “เงินออม” สู้ค่าครองชีพพุ่ง! แนะทางรอดแรงงานนอกระบบ ชูออมคืนกับ กอช. รับเงินสมทบ 100% เติมเต็มเงินเก็บให้ยั่งยืน

ผลสำรวจของสวนดุสิตโพล ม.สวนดุสิต ระหว่างวันที่ 31 มี.ค. – 3 เม.ย.2569 เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” สะท้อนถึงภาระทางการเงินที่หนักหน่วงของคนไทย พบว่าประชาชนถึงร้อยละ 61.32 กังวลเรื่องราคาสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เผยผลสำรวจสวนดุสิตโพล พบสัญญาณน่ากังวล ประชาชนกว่าร้อยละ 47 เตรียมดึงเงินออมออกมาใช้จ่ายเฉลี่ยเกือบ 9,000 บาทต่อครัวเรือนในช่วงสงกรานต์นี้ หลังเผชิญวิกฤตพลังงานและของแพงรุมเร้า กอช. เร่งรณรงค์อาชีพอิสระ-ฟรีแลนซ์-นักเรียนนักศึกษา พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ออมเงินผ่าน กอช. รับสิทธิ์รัฐช่วยเติมเงินสมทบสูงสุด 100% พร้อมลดหย่อนภาษี สร้างเกราะคุ้มกันบำนาญให้ชีวิต

กอช. เปิดเผยข้อมูลจากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2569 เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาระทางการเงินที่หนักหน่วงของคนไทย โดยพบว่าประชาชนถึงร้อยละ 61.32 กังวลเรื่องราคาสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ขณะที่ร้อยละ 46.70 ระบุว่าเดือดร้อนมากจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 51.42) เลือกงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ร้อยละ 47.41 เตรียมนำ “เงินสะสมหรือเงินออม” ออกมาใช้จ่าย โดยคาดการณ์ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 8,935.74 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งถือเป็นการดึงเงินสำรองในอนาคตออกมาใช้ในภาวะจำยอม

กอช. พร้อมเคียงข้าง เติมเต็มช่องว่างทางการเงินพร้อมเงินสมทบจากรัฐ 100% กอช. เล็งเห็นว่าการนำเงินออมออกมาใช้จ่ายในช่วงวิกฤตค่าครองชีพ อาจส่งผลต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว จึงขอเชิญชวนแรงงานนอกระบบ พ่อค้าแม่ค้า อาชีพอิสระ และนักเรียนนักศึกษา (อายุ 15-60 ปี) ใช้โอกาสนี้เริ่มต้นการออมอย่างเป็นระบบกับ กอช. เพื่อคืนความมั่งคั่งให้ตนเองด้วยสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่าการออมทั่วไป

  • เติมเงินออมอย่างยืดหยุ่น เริ่มต้นเพียง 50 บาทต่อครั้ง สูงสุด 30,000 บาทต่อปี (ไม่ออมเท่ากันทุกเดือนก็ได้)
  • รัฐช่วยเติม รัฐบาลสมทบเงินเพิ่มให้สูงสุด 100% ตามช่วงอายุ ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี
  • เกราะป้องกันภาษี เงินออมนำไปลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนสูงสุด 30,000 บาทต่อปี
  • บำนาญที่จับต้องได้ เมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีพ ช่วยลดภาระลูกหลานและสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

วิกฤตค่าครองชีพในช่วงสงกรานต์ปีนี้ คือสัญญาณเตือนให้เราต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน กอช. ไม่เพียงแต่เป็นช่องทางการออม แต่ กอช. คือกลไกที่จะช่วยเปลี่ยน “เงินทอน” หรือ “เงินออมก้อนเล็ก” ของประชาชนให้กลายเป็นบำนาญที่ยั่งยืน การเริ่มต้นออมกับ กอช. ในวันนี้ คือการทำสัญญากับตัวเองว่าจะมีอนาคตที่อุ่นใจ แม้ในยามเศรษฐกิจผันผวน

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครสมาชิกหรือต้องการเติมเงินออมเพื่อรับเงินสมทบจากภาครัฐ สามารถตรวจสอบสิทธิ์และสมัครได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “กอช.”, เว็บไซต์ www.nsf.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนเงินออม โทร. 02-049-9000

“คุณออม รัฐช่วยออม คุณได้บำนาญ”

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม มาเป็นครอบครัวเงินออมได้ที่ : Line @nsf.th

ฝากติดตามข่าวสารและกิจกรรมของกองทุนการออมแห่งชาติได้ที่ :

  • Facebook: กองทุนการออมแห่งชาติ-กอช.
  • แอปพลิเคชัน กอช.
  • เว็บไซต์: www.nsf.or.th
  • สายด่วนเงินออม 02-0499000 ได้ทุกวันจันทร์–ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30–17.30 น.

Advertisement

กรมทางหลวง ยกระดับการเดินทางสงกรานต์ 2569 เน้น 4 มาตรการหลัก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 เมษายน 2569 กรมทางหลวง ยกระดับการเดินทางสงกรานต์ 2569 เน้น 4 มาตรการหลัก อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยทั่วไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชน จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางอย่างเต็มที่ ภายใต้แนวคิด “ออกเวลาไหนก็ถึงบ้านเหมือนกัน Smart Travel Songkran 2569” โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า กระจายช่วงเวลาเดินทาง เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจร และตั้งเป้าลดอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บบนโครงข่ายคมนาคมลงอย่างน้อยร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี นอกจากนี้ ยังได้กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอย่างครอบคลุม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการจราจร และการให้บริการประชาชน พร้อมมอบ “ของขวัญสงกรานต์” โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางในหลายเส้นทาง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวง (ทล.) ได้เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินมาตรการบริหารจัดการจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์ผ่าน 4 มาตรการหลัก ครอบคลุมทุกมิติ ดังนี้

  1. มิติด้านการเตรียมความพร้อม ได้ดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงสภาพทางให้พร้อมใช้งาน โดยซ่อมแซมผิวทาง ปะซ่อมหลุมบ่อ เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ตรวจสอบระบบไฟฟ้าแสงสว่างและสัญญาณจราจรให้พร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงตัดหญ้าและกิ่งไม้บริเวณสองข้างทางและทางแยก ตลอดจนทำความสะอาดป้ายจราจรและอุปกรณ์สะท้อนแสง เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่
  2. มิติด้านการอำนวยความปลอดภัย มีการนำข้อมูลสถิติอุบัติเหตุมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนป้องกันและลดความเสี่ยง พร้อมเร่งแก้ไขจุดเสี่ยงและจุดอันตราย ปิดจุดกลับรถและทางร่วมทางแยกที่มีความเสี่ยง บริหารจัดการจุดตัดทางรถไฟอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการบูรณาการร่วมกับตำรวจทางหลวงในการกวดขันวินัยจราจรและรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ” ผ่านสื่อออนไลน์
  3. มิติด้านการอำนวยความสะดวก ได้จัดตั้งจุดให้บริการประชาชนทั่วประเทศ เพื่อเป็นจุดพักรถและให้ข้อมูลเส้นทาง พร้อมมอบ “ของขวัญสงกรานต์” ด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางบนมอเตอร์เวย์ ระหว่างวันที่ 10 – 16 เมษายน 2569 ได้แก่ M7 สายกรุงเทพฯ – ชลบุรี – พัทยา – มาบตาพุด M9 สายวงแหวน รอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ช่วงบางปะอิน – บางพลี และช่วงพระประแดง – ต่างระดับบางขุนเทียน M81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี พร้อมเปิดทดลองใช้ 2 เส้นทาง ได้แก่ M6 สายบางปะอิน – นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 10 – 19 เมษายน 2569 และ M82 ทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน – เอกชัย ระยะทาง 10 กิโลเมตร
  4. มิติด้านการรายงานและติดตามสถานการณ์ มีการนำระบบ HDMS มาใช้ในการรายงานและบันทึกข้อมูลอุบัติเหตุทุกกรณี เพื่อให้สามารถติดตาม วิเคราะห์ และบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุรุนแรง จะมีการรายงานข้อมูลโดยตรงต่อผู้บริหารทันที เพื่อสั่งการแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ทล. ขอความร่วมมือประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เลือกช่วงเวลาเดินทางที่เหมาะสม เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจร และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความสุข สอบถามข้อมูลเส้นทางหรือขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน ทล. โทร. 1586 (ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของ ทล.

Advertisement

Verified by ExactMetrics