วันที่ 5 กรกฎาคม 2026

“อนุทิน” กล่าวเนื่องในวันสตรีสากล “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานของสังคมประชาธิปไตย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรี กล่าวเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันที่ 8 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยสารเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 ใจความว่า

เนื่องในวันที่ 8 มีนาคม เป็น “วันสตรีสากล” ขอส่งความปรารถนาดีไปยังสตรีไทยทั่วประเทศ รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านการพัฒนาสตรีที่ได้ร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ วันสตรีสากล ไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการแสดงความยินดีเท่านั้น แต่เป็นวันที่ประชาคมโลกกำหนดขึ้น เพื่อช่วยกันย้ำเตือนว่า “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม ทั้งในครอบครัว สถานที่ทำงาน และในเวทีสาธารณะ วันนี้จึงไม่ได้เพียงรำลึกถึงการต่อสู้เหล่านั้น แต่ต้องเดินหน้าสานต่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะสังคมที่เข้มแข็ง คือสังคมที่ทุกคนมองเห็นคุณค่าของกันและกัน และสนับสนุนการนำคุณค่าเหล่านั้น มามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

สำหรับปีนี้ รัฐบาลกำหนดแนวคิดหลักสำหรับวันสตรีสากลว่า “สิทธิ ความยุติธรรม และเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งแสดงถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีที่ยืนอย่างทัดเทียม และมีโอกาสในการใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย และทิศทางของการพัฒนาประเทศ

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า สตรีไทยมีศักยภาพอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในบทบาทผู้นำ นักธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร แรงงานในทุกสาขาอาชีพ หรือในฐานะแม่และผู้ดูแลครอบครัว ทุกบทบาทล้วนมีคุณค่า และเป็นส่วนเติมเต็มสังคมของเราให้มีความสมบูรณ์

“เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ขออำนวยพรให้สตรีไทยทุกคนมีความสุข มีสุขภาพกาย และใจที่เข้มแข็ง มีความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ เพื่อเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับเด็กหญิงทั้งหลายซึ่งเป็นลูกหลานของเรา ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นพลังอันสำคัญของประเทศของเราในอนาคตต่อไป”

Advertisement

ปลัดมหาดไทย สั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 มีนาคม 2569 ปลัดมหาดไทย สั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5”

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินภารกิจของกระทรวงมหาดไทยตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ครอบคลุมภารกิจทั้งด้านส่งเสริมสนับสนุนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย – กัมพูชา (ด้านการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง) การป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด การเพิ่มศักยภาพการป้องกันสาธารณภัยและการฟื้นฟู ช่วยเหลือ เยียวยา และการป้องกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงทุกรูปแบบ ซึ่งจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดได้บูรณาการภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างเต็มกำลังและเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็วภายใต้หลักการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อันจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีและความสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืน ตนจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เน้นหนักเพิ่มเติม 2 ด้าน ได้แก่

  1. “ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว” ด้วยการบูรณาการกลไกของจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามแนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนทางสังคมของพื้นที่ ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ดึงศักยภาพของจังหวัดมาเป็นฐานการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการ Upskill และ Reskill ด้านการตลาด เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทั้งในตลาดออนไลน์ และกิจกรรมทางการตลาดในระดับพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานในระดับชุมชน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างรายได้ และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนในระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และยั่งยืน
  2. “ด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน” ด้วยการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน “โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง” ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งการเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การส่งเสริมและสร้างอาชีพ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และการศึกษา นอกจากนี้ ให้มีการพัฒนาสภาพแวดล้อมและพื้นที่ในชุมชนให้เหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยจัดให้มีพื้นที่สวนสาธารณะหรือปรับปรุงพื้นที่สวนสาธารณะให้มีมาตรฐานสำหรับประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การจัดการระบบบริหารจัดการน้ำเสียและบริหารจัดการขยะให้ได้มาตรฐานและถูกวิธี

“ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นกลไกหลักในการกำกับสั่งการ และบูรณาการบุคลากร งบประมาณ ดำเนินการตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ พิจารณาจัดเตรียมแผนงาน/โครงการและขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากช่องทางที่เหมาะสม โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามพระโอวาทสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดี ที่ว่า “ลงพื้นที่ให้รองเท้าสึก ก่อนก้นกางเกงขาด” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการที่ลงไปสู่พื้นที่นั้น สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับประชาชนและชุมชนเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม

Advertisement

รัฐบาลเตือน ปชช. ระวังอันตรายจากการจมน้ำช่วงฤดูร้อน เผยข้อมูลสะพรึงย้อนหลัง 10 ปี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือน ปชช. ระวังอันตรายจากการจมน้ำช่วงฤดูร้อน เผยข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบมีผู้เสียชีวิต สะสม 9,637 ราย หรือวันละ 11 ราย

วันที่ 7 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ช่วงฤดูร้อนของทุกปี (เดือนมีนาคม – พฤษภาคม) มักมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ  ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2559 – 2568 พบมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 964 ราย โดยกลุ่มอายุ 45 – 59 ปี มีสัดส่วนเสียชีวิตมากที่สุด ร้อยละ 27.9 รองลงมาคือ อายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 21.7 และอายุต่ำกว่า 15 ปี ร้อยละ 20.3 อย่างไรก็ตาม ในช่วงปิดเทอมการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กสูงถึง 1 ใน 3 ของการจมน้ำตลอดทั้งปี

สำหรับสาเหตุหลักของการจมน้ำ พบว่าเกิดจากการเล่นน้ำ ร้อยละ 51.6 และการพลัดตกหรือลื่นตกน้ำ ร้อยละ 25.2 โดยสถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อขุด สระน้ำ คลอง และแม่น้ำ คิดเป็นร้อยละ 73.1 ที่สำคัญผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ คิดเป็นร้อยละ 98.4 ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดคือ 12.00 – 17.59 น. คิดเป็นร้อยละ 60 และผู้ประสบเหตุมักอยู่กับเพื่อนในขณะเกิดเหตุ ร้อยละ 41.4 ทั้งนี้ ผู้ประสบเหตุจมน้ำส่วนใหญ่เสียชีวิตถึงร้อยละ 76.5 สะท้อนให้เห็นว่าการจมน้ำเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วและมีความรุนแรงสูง จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันเป็นอันดับแรก

รัฐบาลย้ำเตือนประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการทำกิจกรรมทางน้ำในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะการดูแลเด็กและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเมื่อโดยสารเรือหรือทำกิจกรรมทางน้ำ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงการจมน้ำและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำให้แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำ มีเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) และมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เพียงพอ รวมถึงกำหนดมาตรการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย ขอให้สำรวจและจัดการแหล่งน้ำเสี่ยง เช่น การติดตั้งรั้ว ป้ายเตือน และกำหนดกฎระเบียบด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำลดการสูญเสียชีวิตของประชาชน

Advertisement

เคาะ 6 มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 5 มีนาคม 2569 รมต.สันติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เคาะ 6 มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

วันที่ (5 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 2502 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 2 ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางโดยที่สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคภายในประเทศ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้มีการประชุมเร่งด่วน ภายใต้กรอบอำนาจพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกดูแลผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว

สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนด้านราคาสินค้าและบริการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบหรือการฉวยโอกาสในภาวะวิกฤต คณะกรรมการฯ ย้ำชัดว่า การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค ทั้งสิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สิทธิในความปลอดภัย และสิทธิในการได้รับการชดเชยความเสียหาย จะต้องได้รับการดูแลในมิติการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่กำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ ป้องกันการขึ้นราคาไม่เป็นธรรม ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และกรมการท่องเที่ยว รับผิดชอบกำกับดูแลการให้บริการสายการบินและบริการท่องเที่ยว กรณีเกิดการยกเลิกเที่ยวบินหรือแพ็กเกจทัวร์ แต่หากเกิดกรณีผู้บริโภคได้รับความเสียหายและมีการเรียกร้องค่าเสียหาย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดำเนินการไกล่เกลี่ย ยุติเรื่อง หรือฟ้องร้องและบังคับคดี ตามกฎหมายแทนผู้บริโภค เพื่อให้ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เคาะ 6 มาตรการ และ 1 แผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน ดังนี้

  1. สคบ. เปิดสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคเพิ่มเติมจากปกติเป็นกรณีเร่งด่วน จำนวน 10 คู่สาย
  2. เข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจที่ส่งผลต่อการบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน โดยเพิ่มความถี่ในการลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ บูรณาการเชิงรุกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง เฝ้าระวังการโฆษณาที่นำไปสู่การเข้าใจผิดของประชาชนในฐานะผู้บริโภค ที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนก การกักตุนสินค้า หรือการซื้อสินค้าในราคาที่แพงในภาวะจำยอม ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคฯ ตลอดจนเข้มงวดในการตรวจสอบฉลากสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ฉลากข้าวสารบรรจุถุง หลักฐานการรับเงินซื้อขายถังก๊าซหุงต้ม รวมถึงการควบคุมผู้ประกอบธุรกิจให้บริการเช่าที่พักอาศัย ไม่ให้คิดอัตราค่าสาธารณูปโภคสูงเกินไป เช่น ค่าไฟฟ้าอัตราสูงสุดไม่เกิน 4.88 บาท ต่อหน่วยการใช้
  3. ขอความร่วมมือร้านค้าเปิดให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินทั้งบัตรเครดิต การโอนเงินทางแอปพลิเคชัน และเงินสด โดยที่ปัจจุบันมีร้านค้าเริ่มปฎิเสธรับเงินสด ซึ่งกระทบต่อผู้บริโภคบางรายและบางกรณี เช่น หากเกิดภาวะการณ์สัญญาณเครือข่ายโทรคมนาคมขัดข้องหรือมีปัญหาด้านพลังงานและไฟฟ้า
  4. สนับสนุนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการออนไลน์โดยเลือกซื้อสินค้าจาก Online platform ที่จดทะเบียนตลาดแบบตรงกับ สคบ. เท่านั้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น เครื่องประดับ ทองคำ และบริการการลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและเป็นธรรม ในการแก้ปัญหาหรือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ขายสินค้าและบริการกับผู้บริโภค
  5. การกำกับดูแลการจำหน่ายทองคำ โดย สคบ. เข้มงวดควบคุมการจำหน่ายทองคำอย่างเป็นธรรมต่อผู้บริโภคตามกฎหมาย ได้แก่ การควบคุมด้านฉลากทองคำรูปพรรณ และกรมการค้าภายใน บังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ เพื่อเฝ้าระวังการฉวยโอกาสและการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
  6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค ตระหนักรู้สิทธิการบริโภคสินค้าและบริการ ทั้งด้าน ราคา คุณภาพ มาตรฐานที่ตรงกับสินค้าและบริการ ในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางปกติ และช่องทางออนไลน์ที่ปลอดภัย

สำหรับแผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน คือ การบูรณาการเชิงรุกภายใต้พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร รวมถึงสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต โดยหน่วยงาน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร จะบังคับใช้ทั้ง 6 มาตรการดังกล่าว รวมทั้งพิจารณาเพิ่มสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคโดยให้พิจารณาตามความเหมาะสม

Advertisement

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยา “ผู้เสียหาย–จำเลยในคดีอาญาที่ยกฟ้อง” สูงสุดถึง 3 แสนบาท มีผลใช้บังคับแล้ว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 มีนาคม 2569 รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยา “ผู้เสียหาย–จำเลยในคดีอาญาที่ยกฟ้อง” สูงสุดถึง 3 แสนบาท มีผลใช้บังคับแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ

วันที่ 4 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยเป็นการปรับเพิ่มอัตราการเยียวยาให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า การปรับปรุงครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ทั้งในส่วนของ “ผู้เสียหาย” ในคดีอาญา และ “จำเลย” ที่ภายหลังศาลมีคำพิพากษายกฟ้องหรือไม่ได้กระทำความผิด ให้ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมมากขึ้น ปรับเพิ่มเพดานเยียวยาผู้เสียหายโดยมีสาระสำคัญดังนี้

กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย

ปรับเพิ่มค่าตอบแทนจากเดิม 30,000–100,000 บาท เป็นสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ในวงเงินเดียว

กรณีผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย

  • ค่ารักษาพยาบาล เพิ่มเป็นไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ เพิ่มเป็นไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าเสียหายอื่นทางร่างกายหรือจิตใจ เพิ่มเป็นไม่เกิน 100,000 บาท
  • กำหนดอัตราใหม่สำหรับกรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

เพิ่มการคุ้มครองจำเลยที่ได้รับความเสียหายจากการดำเนินคดี (กรณีได้รับการยกฟ้อง)

กรณีจำเลยถึงแก่ความตายจากการถูกดำเนินคดี

ปรับเพดานค่าทดแทนเป็นสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

กรณีจำเลยไม่ถึงแก่ความตาย

  • ค่ารักษาพยาบาล เพิ่มเป็นไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ไม่เกิน 30,000 บาท

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นธรรมมากขึ้น สะท้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความคล่องตัวในการพิจารณา เพื่อให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

Advertisement

 

กรมบัญชีกลางเตือนภัยผู้รับบำเหน็จบำนาญ มิจฉาชีพซ้อนแผน อ้างเป็นกรมบัญชีกลางเตือนภัย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 กุมภาพันธ์ 2569 มิจฉาชีพซ้อนแผน อ้างกรมบัญชีกลางเตือนภัย ผู้รับบำนาญอย่าเชื่อ! เอกสารปลอมที่อ้างว่ามาจากกรมบัญชีกลาง

ขณะนี้มีเอกสารราชการปลอม ซึ่งแอบอ้างชื่อผู้บริหารของกรมบัญชีกลาง และแจ้งผู้รับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ผู้รับบำเหน็จรายเดือน เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและยื่นคุ้มครองบัญชีเงินฝากเพื่อป้องกันภัยมิจฉาชีพ

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเอกสารราชการปลอม ซึ่งแอบอ้างชื่อผู้บริหารของกรมบัญชีกลาง และแจ้งผู้รับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ผู้รับบำเหน็จรายเดือน เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและยื่นคุ้มครองบัญชีเงินฝากเพื่อป้องกันภัยมิจฉาชีพ โดยให้กรอกแบบคำขอเข้ารับการคุ้มครองเงินฝากจากภัยมิจฉาชีพ ซึ่งอ้างว่ากรมบัญชีกลางให้ดำเนินการดังกล่าว เพื่อให้บัญชีเงินฝากของท่านมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ดังนั้น หากได้รับการติดต่อในลักษณะนี้ขออย่าได้หลงเชื่อ และขอให้ตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดของท่านก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ เนื่องจากมิจฉาชีพปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอยู่เสมอ ขอให้ท่านระมัดระวังทุกเรื่องที่ได้รับการติดต่อมาเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

กรมบัญชีกลางยังคงย้ำเสมอว่า ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อข้าราชการ ผู้รับบำนาญหรือทายาทเพื่อให้ดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรมบัญชีกลาง ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ขอให้ติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งช่องทางการติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางที่เชื่อถือได้ ได้แก่ เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง www.cgd.go.th และสื่อโซเชียลของกรมบัญชีกลางที่มีเครื่องหมายถูก (verified) เท่านั้น หรือสอบถามโดยตรงได้ที่ Call Center ของกรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ

Advertisement

สุดปัง “ขนมครก” ขนมไทยครองใจนักชิมทั่วโลก คว้าอันดับ 1 ของหวานไทย ปี 2026

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สุดปัง “ขนมครก” ขนมไทยครองใจนักชิมทั่วโลก คว้าอันดับ 1 ของหวานไทย ปี 2026 จากการจัดอันดับ TasteAtlas แพลตฟอร์มด้านอาหารชื่อดังระดับโลก

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของ “ขนมครก” ขนมพื้นบ้านไทยที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น อันดับ 1 ขนมหวานไทยยอดเยี่ยม ประจำปี 2026 จากเว็บไซต์อาหารระดับโลก TasteAtlas แพลตฟอร์มด้านอาหารชื่อดังระดับโลกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “แผนที่อาหารโลก” ได้จัดอันดับเมนูของหวานที่ดีที่สุดของประเทศไทย ประจำปี 2026 โดยได้จัดอันดับจากคะแนนรีวิวของผู้บริโภคและนักชิมทั่วโลก

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เสน่ห์ของขนมไทยมิได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศ หากแต่สามารถครองใจผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก ขนมครกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความหอมมันของกะทิ ความกรอบนอกนุ่มใน และกรรมวิธีการทำที่ประณีตพิถีพิถัน เป็นภาพสะท้อนภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้ นอกจากขนมครกแล้ว ยังมีขนมหวานไทยและเมนูยอดนิยมอื่น ๆ ที่ติดอันดับ อาทิ ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมชั้น ลอดช่อง รวมมิตร เฉาก๊วย กล้วยทอด และปาท่องโก๋ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเมนูที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหารของไทย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอาหารไทยในฐานะ Soft Power ที่สำคัญของประเทศ

“ความสำเร็จของขนมครกในครั้งนี้ คือความสำเร็จของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้สืบทอดภูมิปัญญาการทำขนมไทย ถือเป็นการตอกย้ำยืนยันว่า “ขนมหวานไทย” คือมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และวิถีชีวิตไทยที่สามารถสื่อสารเรื่องราวของประเทศผ่านรสชาติได้อย่างทรงพลัง รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมเดินหน้าส่งเสริมให้ทุนทางวัฒนธรรมของไทยสามารถสร้างทั้งคุณค่าทางจิตใจ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะอาหารและขนมไทยไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจเชิงวัฒนธรรม แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

Advertisement

รัฐบาลเตือน “โรคไข้หูดับ” กระจาย 28 จังหวัด พบป่วยแล้ว 49 ราย เสียชีวิต 3 ราย เผย “โคราช” มากสุด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเตือน “โรคไข้หูดับ” กระจาย 28 จังหวัด พบป่วยแล้ว 49 ราย เสียชีวิต 3 ราย เผย “โคราช” พบผู้ป่วยมากสุด ย้ำงดบริโภค “หมูดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ”

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุสถานการณ์ของโรคไข้หูดับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2569 พบผู้ป่วย 49 ราย กระจายตัวอยู่ใน 28 จังหวัด (อายุระหว่าง 5 – 90 ปี) และพบผู้เสียชีวิตสะสม 3 ราย เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงาน กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมา คือ อายุ 50 – 59 ปี และ 40 – 49 ปี ตามลำดับ

สำหรับจังหวัดที่มีผู้ป่วยมากที่สุด คือ จังหวัดนครราชสีมา รองลงมา คือ แพร่ ชลบุรี ชัยภูมิ และสุรินทร์ ตามลำดับ โดยมีปัจจัยเสี่ยง คือ การมีประวัติรับประทานเนื้อสุกรหรือเลือดสุกรที่ปรุงไม่สุก (เช่น ลาบดิบ หลู้ ก้อย) พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการรับประทานเนื้อสุกรดิบ รวมถึงการประกอบอาชีพหรือการชำแหละเนื้อสุกรโดยไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลหรือรอยถลอกบริเวณมือ ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคตับแข็ง เบาหวาน ไตวาย มะเร็ง หรือผู้ที่ถูกตัดม้าม มีโอกาสที่อาการของโรคจะรุนแรงและเสียชีวิต

“รัฐบาลห่วงใยสุขภาพประชาชน ขอเน้นย้ำการป้องกันตนเอง เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสุกรดิบหรือไม่สุก ไม่บริโภคสุกรป่วยหรือสุกรที่ตายจากโรค และเลือกซื้อเนื้อสุกรจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับสุกร ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น รองเท้าบูตและถุงมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสุกรเมื่อมีบาดแผล พร้อมล้างมือ ล้างเท้า หรืออาบน้ำให้สะอาดหลังสัมผัสสุกร และดำเนินการกำจัดเชื้อภายในฟาร์มตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดความเสี่ยงการเกิดโรค ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

AOC 1441 เตือนภัย “เงินด่วนออนไลน์” ระวังโดนหลอก!

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2569 “แค่กรอกเบอร์โทร ก็รู้วงเงินกู้ทันที” ประโยคสั้น ๆ ที่ฟังดูสะดวกและง่าย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกหลอกโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบันมิจฉาชีพใช้กลยุทธ์โฆษณาเงินกู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, TikTok หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ พร้อมข้อความเชิญชวนว่า “อนุมัติไว ไม่เช็กบูโร วงเงินสูง” เพียงแค่กรอกหมายเลขโทรศัพท์หรือแอดไลน์พูดคุยส่วนตัว ก็แจ้งผลอนุมัติทันที

แท้จริงแล้ว เป้าหมายสำคัญของมิจฉาชีพคือ “ข้อมูลติดต่อ” โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ เพื่อนำไปโทรกลับเสนอเงินกู้แบบเร่งด่วน ใช้วิธีกดดันให้รีบตัดสินใจ และเรียกเก็บเงินล่วงหน้าในชื่อ ค่าธรรมเนียม/มัดจำ ค่าดำเนินการ หรือค่าประกันต่าง ๆ เมื่อเหยื่อโอนเงินไปแล้ว กลับไม่ได้รับเงินกู้ตามที่ตกลง

บางรายขอกู้ 5,000 บาท แต่ได้เงินจริงเพียง 2,000 บาท พร้อมเงื่อนไขดอกเบี้ยสูงเกินกฎหมายกำหนด หรือร้ายแรงกว่านั้น ข้อมูลส่วนตัวอาจถูกนำไปสมัครกู้แอปพลิเคชันอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม

ก่อนตัดสินใจกู้เงินทุกครั้ง ควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ เพื่อความปลอดภัย และเพิ่มความมั่นใจอีกชั้น ประชาชนควรตรวจสอบว่าเป็นผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมายหรือไม่ ผ่านบริการ “เช็กแอปเงินกู้”  ได้ที่เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“เงินกู้ถูกกฎหมาย จะไม่เรียกเก็บเงินก่อนการอนุมัติ” ดังนั้นอย่าโอนเงินล่วงหน้า และอย่าส่งข้อมูลส่วนตัวให้แหล่งกู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ความรอบคอบเพียงเล็กน้อย อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับผลกระทบจากการหลอกลวง สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ AOC 1441 ตลอด 24 ชม. และหากพบการกระทำที่น่าสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ GCC 1111 เพื่อแจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความปรารถนาดีจากกระทรวงดีอี

Advertisement

รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” ครม. รับทราบความคืบหน้า บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบสรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) ตามที่ กระทรวงพาณิชย์ เสนอ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการเชิงรุกให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การเงิน การถือครองที่ดิน และธุรกิจอำพราง

จากการรายงานของหน่วยงาน พบว่าได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายด้าน อาทิ

– กรมที่ดิน กำชับแนวทางตรวจสอบการโอนกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินของผู้มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวอย่างเข้มงวด

– กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (IBAS) และเทคโนโลยี AI มาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

– ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว และกำหนดแผนป้องกัน–ปราบปราม 3 ระยะ

– ตำรวจและ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบและดำเนินคดีกลุ่มธุรกิจเสี่ยง 6 ประเภท ได้แก่ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ e-Commerce เกษตร โรงแรม และก่อสร้าง

– กระทรวงมหาดไทยสั่งการทุกจังหวัดตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ ตรวจสอบการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตร

– ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและอากาศยานไร้คนขับ เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินขนาดใหญ่

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังรับทราบข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน รวมถึงแนวคิดจัดทำกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบในระยะยาว พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลยืนยันเดินหน้าแก้ปัญหานอมินีอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินของคนไทย สร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics