วันที่ 25 สิงหาคม 2026

“ศุภมาส” ลุยรักษาสิทธิผู้โดยสาร! สั่ง สคบ. สอบปมขายตั๋วเกินที่นั่ง ดันคุมสัญญาบริการสายการบินทั้งระบบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 สิงหาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยรักษาสิทธิผู้โดยสาร! สั่ง สคบ. สอบปมขายตั๋วเกินที่นั่ง ดันคุมสัญญาบริการสายการบินทั้งระบบ

วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีผู้โดยสารร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ได้จองบัตรโดยสารเที่ยวบินภายในประเทศล่วงหน้า พร้อมเลือกที่นั่งและชำระค่าบริการอาหารบนเครื่องไว้เรียบร้อย แต่เมื่อถึงวันเดินทางกลับไม่สามารถขึ้นเครื่องได้ จนต้องซื้อบัตรโดยสารของสายการบินอื่นด้วยตนเอง โดยได้มอบหมาย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ติดตามกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งเลขาธิการ สคบ. ได้มอบหมายกองคุ้มครองผู้บริโภค 1 เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏเป็นข่าว

การติดตามกรณีดังกล่าวเป็นการสานต่อนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายและดูแลสิทธิของประชาชน โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลไม่ให้ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสียหายจากการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ นางสาวศุภมาสจึงกำหนดให้การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในธุรกิจบริการที่มีการชำระเงินล่วงหน้าเป็นภารกิจเชิงรุกของ สคบ. พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบทั้งเงื่อนไขสัญญา การโฆษณา และการให้บริการควบคู่กันไป เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำกับผู้บริโภครายอื่น

สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบ กองคุ้มครองผู้บริโภค 1 ได้ประสานสายการบินที่ถูกร้องเรียน โดยสายการบินชี้แจงว่า เที่ยวบินดังกล่าวมีจำนวนการจอง 191 ราย ขณะที่มีที่นั่ง 189 ที่นั่ง ผู้ร้องมาแสดงตนเช็กอินภายในกรอบเวลาที่กำหนดและเป็นรายสุดท้าย จึงถูกปฏิเสธการรับขน โดยสายการบินระบุว่าได้หาผู้โดยสารที่สมัครใจสละที่นั่งแล้วแต่ไม่มีผู้ประสงค์ และได้เสนอเงินชดเชย 1,500 บาท เปลี่ยนเที่ยวบินให้ใหม่ พร้อมมอบคูปองอาหาร แต่ผู้ร้องไม่รับข้อเสนอและเลือกซื้อบัตรโดยสารของสายการบินอื่นเอง

“ตั๋วเครื่องบิน 1 ใบ คือสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อผู้บริโภคชำระเงิน เลือกที่นั่ง และจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมแล้ว สิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังคือการได้รับบริการตามที่ตกลงกันไว้ ไม่ใช่ต้องมารับภาระเพิ่มเติมในวันเดินทาง ดิฉันไม่สบายใจที่ผู้บริโภคดำเนินการทุกอย่างถูกต้องมาตั้งแต่ต้น แต่สุดท้ายต้องควักเงินซื้อตั๋วใหม่เอง การบริหารจัดการที่นั่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องบริหารจัดการให้รอบคอบ ความเสี่ยงจึงไม่ควรถูกผลักมาให้ผู้โดยสารเป็นฝ่ายรับภาระเพียงฝ่ายเดียว” นางสาวศุภมาสกล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้ สคบ. ขยายผลจากกรณีดังกล่าวไปสู่การตรวจสอบเชิงระบบ ทั้งเงื่อนไขสัญญาการซื้อบัตรโดยสาร การคิดค่าบริการเสริม เช่น การเลือกที่นั่งและการสั่งอาหารล่วงหน้าที่ผู้บริโภคชำระเงินแล้วแต่ไม่ได้รับบริการ รวมถึงข้อความโฆษณาที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าที่นั่งได้รับการยืนยันแล้ว พร้อมให้ศึกษาแนวทางกำหนดให้ธุรกิจสายการบินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อวางมาตรฐานเงื่อนไขที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ขณะที่ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า กรณีถูกปฏิเสธการรับขนจากการขายเกินจำนวนที่นั่ง ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับการดูแลตามข้อบังคับฯ ฉบับที่ 101 ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม การติดต่อสื่อสาร ที่พักพร้อมรถรับส่งกรณีต้องค้างคืน สิทธิเลือกแนวทางเดินทางทดแทน และเงินชดเชย 1,500 บาท สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ โดยได้สั่งการให้กองคุ้มครองผู้บริโภค 1 ทำงานร่วมกับ กพท. เพื่อพิจารณาให้ครบทั้งสิทธิของผู้โดยสารตามข้อบังคับและความเป็นธรรมของเงื่อนไขสัญญา

“ดิฉันขอย้ำว่า แม้การขายบัตรโดยสารเกินจำนวนที่นั่งอาจเป็นแนวปฏิบัติที่มีอยู่ในธุรกิจการบิน แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจต้องดูแลและรับผิดชอบผู้โดยสารอย่างเหมาะสม ไม่ใช่เพียงจ่ายเงินชดเชยแล้วให้ผู้โดยสารไปแก้ปัญหาด้วยตัวเอง สิ่งที่ สคบ. กำลังทำจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะราย แต่จะขยายผลไปดูมาตรฐานและเงื่อนไขการให้บริการของธุรกิจสายการบินทั้งระบบ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมและเกิดมาตรฐานที่ชัดเจนในอนาคต”

“สำหรับพี่น้องประชาชนที่พบเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน ขอให้เก็บหลักฐานไว้ให้ครบ ทั้งหมายเลขการจอง บัตรโดยสาร หลักฐานการชำระเงินค่าบริการเสริม และเอกสารที่สายการบินออกให้ที่สนามบิน แล้วร้องเรียนเข้ามาได้ทันทีที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด รวมถึงร้องเรียนสิทธิผู้โดยสารต่อสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ดิฉันจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรม” นางสาวศุภมาสกล่าวทิ้งท้าย

Advertisement

รัฐบาลเตรียมเปิดทดลองใช้ฟรี 2 มอเตอร์เวย์ “M6 บางปะอิน–ปากช่อง” และ “M82 บางขุนเทียน–บ้านแพ้ว”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเตรียมเปิดทดลองใช้ฟรี 2 มอเตอร์เวย์ “M6 บางปะอิน–ปากช่อง” และ “M82 บางขุนเทียน–บ้านแพ้ว” ย้ำเช็กวัน–ด่าน–ประเภทรถก่อนเดินทาง

วันนี้ ( 16 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวง เตรียมเปิดทดลองให้ประชาชนใช้ฟรีมอเตอร์เวย์สายใหม่ 2 เส้นทางในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่ มอเตอร์เวย์หมายเลข 6 (M6) สายบางปะอิน–นครราชสีมา ช่วงบางปะอิน–ปากช่อง และมอเตอร์เวย์หมายเลข 82 (M82) สายบางขุนเทียน–เอกชัย–บ้านแพ้ว เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทาง ลดระยะเวลา และช่วยบรรเทาการจราจรบนถนนมิตรภาพและถนนพระราม 2

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้ทั้งสองเส้นทางจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ฟรีเช่นเดียวกัน แต่มีวัน เวลา จุดขึ้น–ลง และประเภทรถที่อนุญาตแตกต่างกัน เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและติดตั้งระบบในบางส่วน จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบเงื่อนไขให้ชัดเจนก่อนวางแผนเดินทาง

สำหรับ M6 ช่วงบางปะอิน–ปากช่อง ระยะทาง 110 กิโลเมตร จะเริ่มเปิดทดลองใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 โดยเปิดเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ ตั้งแต่วันศุกร์ เวลา 12.00 น. ถึงวันอาทิตย์ เวลา 24.00 น. ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ 2570 อนุญาตเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ และจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ประชาชนสามารถเข้า–ออก M6 ช่วงดังกล่าวได้ 5 ด่าน ได้แก่ ด่านบางปะอิน ด่านหินกอง ด่านแก่งคอย ด่านมวกเหล็ก และด่านปากช่อง อย่างไรก็ตาม สำหรับฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ช่วงปากช่อง–มวกเหล็กยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ผู้เดินทางจากปากช่องต้องใช้ถนนธนะรัชต์และถนนมิตรภาพเพื่อไปเข้าด่านมวกเหล็กแทน

ขณะเดียวกัน จุดพักรถทับกวางทั้งสองฝั่งเปิดให้บริการห้องน้ำและเครื่องดื่ม แต่ยังไม่มีสถานีบริการน้ำมันและจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จึงขอให้ผู้เดินทางตรวจสอบปริมาณน้ำมันหรือระดับแบตเตอรี่ให้เพียงพอก่อนขึ้นมอเตอร์เวย์ ทั้งนี้ M6 ช่วงปากช่อง–ทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมา ยังคงเปิดให้ประชาชนใช้ฟรีทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงตามเดิม

ส่วน M82 กรมทางหลวงเตรียมเปิดทดลองช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว ระยะทาง 16.4 กิโลเมตรเพิ่มเติม ทำให้สามารถเดินทางต่อเนื่องบนเส้นทางบางขุนเทียน–เอกชัย–บ้านแพ้ว รวมระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร โดยจะเริ่มเปิดตั้งแต่วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป และเปิดให้ทดลองใช้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

M82 อนุญาตให้รถยนต์ รถบรรทุก และรถโดยสารใช้เส้นทางได้ โดยรถยนต์จำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถบรรทุกและรถโดยสารจำกัดความเร็วไม่เกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะแรกเปิดให้ขึ้น–ลง 4 ด่าน ได้แก่ ด่านพันท้ายนรสิงห์ ด่านมหาชัย 1 ด่านมหาชัย 2 และด่านบ้านแพ้ว ขณะที่ด่านสมุทรสาคร 1 และด่านสมุทรสาคร 2 ยังไม่เปิดให้บริการ

ทั้งนี้ ห้ามคนเดินเท้า รถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รถสามล้อ และรถล้อเลื่อนทุกประเภทใช้ทางยกระดับ M82 โดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ทาง

“เปิดฟรีเหมือนกัน แต่เงื่อนไขการใช้ไม่เหมือนกัน โดย M6 บางปะอิน–ปากช่อง เปิดเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์และอนุญาตเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ ส่วน M82 บางขุนเทียน–บ้านแพ้ว เปิดตลอด 24 ชั่วโมง และรองรับทั้งรถยนต์ รถบรรทุก และรถโดยสาร จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบวัน เวลา ด่านที่เปิด และประเภทรถที่อนุญาตก่อนออกเดินทาง เพื่อให้ได้รับความสะดวกและเดินทางถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดทดลองใช้มอเตอร์เวย์ทั้งสองเส้นทางเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มทางเลือกและประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน โดย M6 จะช่วยแบ่งเบาปริมาณรถบนถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ M82 จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางบนแนวถนนพระราม 2 เชื่อมกรุงเทพฯ และสมุทรสาคร ก่อนทยอยพัฒนาและเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบต่อไป

ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

นายกฯ อนุทิน เปิด “Digital Shield” สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ย้ำปราบอย่างเดียวไม่พอ ต้องป้องกันก่อนเงินหาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 สิงหาคม 2569 นายกฯ อนุทิน เปิด “Digital Shield” สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ย้ำปราบอย่างเดียวไม่พอ ต้องป้องกันก่อนเงินหาย ดึงแบงก์–ค่ายมือถือ–แพลตฟอร์มร่วมปิดช่องโหว่มิจฉาชีพ

วานนี้ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร (DE Digital Shield Forum) ครั้งที่ 1 เพื่อสร้างความรู้เท่าทันภัยออนไลน์ให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและคนในครอบครัว ก่อนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมงาน

ก่อนเริ่มพิธี ผู้เข้าร่วมงานได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เทคโนโลยีทำให้ชีวิตประชาชนสะดวกขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน มิจฉาชีพก็ใช้เทคโนโลยีหลอกลวงได้รวดเร็วและแนบเนียนขึ้น ภัยออนไลน์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว บางครั้งเพียงรับโทรศัพท์หนึ่งสาย กดลิงก์หนึ่งครั้ง หรือหลงเชื่อข้อความไม่กี่บรรทัด เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตก็อาจสูญหายได้

ล่าสุดมีกรณีเตือนภัยการใช้เสียงปลอมเลียนแบบลูก โทรศัพท์ไปหลอกพ่อให้รีบโอนเงิน แต่ผู้เป็นพ่อมีสติและตั้งคำถามเพื่อยืนยันตัวตน จึงไม่ตกเป็นเหยื่อ สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากระบบป้องกันของภาครัฐแล้ว “สติและความรู้เท่าทัน” สามารถเป็นเกราะด่านแรกที่ช่วยปกป้องเงินและทรัพย์สินของประชาชนได้จริง

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลกำหนดให้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ และจะดำเนินการอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการจัดการบัญชีม้า ซิมม้า เส้นทางการเงิน โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรม ตลอดจนเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาเป็นหน้าที่ๆหลายฝ่ายได้ร่วมมือกัน ทั้ง ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์ แพลตฟอร์มดิจิทัล หน่วยงานด้านความมั่นคง และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันปิดช่องโหว่ ไม่ให้ระบบหรือบริการของตนกลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ

“รัฐบาลมีหน้าที่สร้างระบบป้องกัน จัดการคนร้าย และช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุ แต่เกราะที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด คือสติและความรู้เท่าทัน หากมีโทรศัพท์หรือข้อความผิดปกติ อย่ารีบเชื่อ อย่ารีบโอน และหากไม่แน่ใจให้ตรวจสอบกับคนใกล้ตัวหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้ก่อน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรียังต้องการให้ความรู้จาก DE Digital Shield Forum ขยายออกไปมากกว่าผู้ที่มาร่วมงาน โดยขอให้ประชาชนนำสิ่งที่เรียนรู้ไปบอกต่อคนในครอบครัวและคนใกล้ตัว เพราะหากคนหนึ่งคนรู้เท่าทัน ก็สามารถช่วยป้องกันความเสียหายได้มากกว่าหนึ่งคน

“ถ้าคนหนึ่งคนมีเกราะ ก็ป้องกันได้หนึ่งคน แต่ถ้าความรู้ถูกส่งต่อ เกราะนี้ก็จะปกป้องได้ทั้งครอบครัวและทั้งสังคม Digital Shield จึงไม่ใช่เพียงทำให้คนไทยใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ต้องทำให้ทุกคนใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย รับผิดชอบ และไม่ตกเป็นเหยื่อ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือทำให้ประชาชนสามารถนำความรู้กลับไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การสังเกตสายโทรศัพท์และข้อความหลอกลวง การระวังลิงก์หรือการขอข้อมูลส่วนบุคคล การตรวจสอบก่อนโอนเงิน ไปจนถึงการรู้ช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อพบเหตุผิดปกติ เพราะความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่หมายถึงเงินเก็บ รายได้ และความมั่นคงของครอบครัวประชาชน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการและกิจกรรมให้ความรู้จากหน่วยงานภายในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย ไปรษณีย์ไทย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้ประชาชนรู้จักรูปแบบภัยออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองและช่องทางรับความช่วยเหลือเมื่อประสบเหตุ

Advertisement

รัฐบาลเผยสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน “คู่สมรสทุกเพศ” กรณีเสียชีวิต–บำเหน็จชราภาพ–ค่าทำศพ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเผยสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน “คู่สมรสทุกเพศ” กรณีเสียชีวิต–บำเหน็จชราภาพ–ค่าทำศพ รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแนะจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับสิทธิให้ครบถ้วน เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์และปรับปรุงระบบการให้บริการรองรับความหลากหลาย เพื่อให้ผู้ประกันตนทุกคนได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึงและเสมอภาค ภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2567 หรือ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” ซึ่งปรับเปลี่ยนนิยามจาก “ชายและหญิง” เป็น “บุคคลสองคน” ส่งผลให้บุคคลทุกเพศที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีสถานะเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย และได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเท่าเทียม

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คู่สมรสทุกเพศที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด โดยเฉพาะสิทธิกรณีเสียชีวิต ได้แก่ เงินสงเคราะห์กรณีตาย ค่าทำศพ และเงินบำเหน็จชราภาพ ดังนี้

1.กรณีเงินสงเคราะห์กรณีตาย หากผู้ประกันตนทำหนังสือระบุบุคคลผู้รับผลประโยชน์ไว้ เงินสงเคราะห์จะจ่ายให้แก่บุคคลดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หากไม่ได้ทำหนังสือระบุไว้ จะจ่ายให้ผู้มีสิทธิตามลำดับ ได้แก่

1.1. สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย

1.2. บิดาและมารดา กรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส จะได้รับสิทธิเฉพาะมารดา

1.3. บุตร รวมถึงบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย

2.กรณีค่าทำศพ คู่สมรสสามารถเป็นผู้จัดการศพและยื่นขอรับค่าทำศพจากสำนักงานประกันสังคมได้ โดยสำนักงานประกันสังคมจ่ายค่าทำศพในอัตราเหมาจ่าย 50,000 บาท ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด

3.กรณีเงินบำเหน็จชราภาพ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 เมื่อเสียชีวิตก่อนรับเงินบำนาญชราภาพ ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ซึ่งประกอบด้วยเงินสะสมและผลประโยชน์ตอบแทน โดยแบ่งให้แก่ผู้มีสิทธิตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

3.1. บุตรชอบด้วยกฎหมาย ได้รับ 2 ส่วน หากมีบุตรตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ได้รับรวม 3 ส่วน

3.2. สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ได้รับ 1 ส่วน

3.3. บิดาและมารดาที่มีชีวิตอยู่ ได้รับ 1 ส่วน

3.4. บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ ได้รับ 1 ส่วนร่วมกับทายาท

“หากไม่มีทายาทหรือไม่มีผู้ที่ระบุไว้เป็นผู้รับผลประโยชน์ จะจ่ายตามลำดับ ได้แก่ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา ซึ่งผู้ประกันตนสามารถกำหนดผู้รับผลประโยชน์เป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ทายาทได้ โดยจัดทำหนังสือระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้การจ่ายสิทธิเป็นไปตามเจตนาของผู้ประกันตนอย่างถูกต้อง โดยผู้มีสิทธิสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเสียชีวิตได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต ณ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่สะดวกทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาสิทธิและการรับสิทธิประโยชน์อย่างถูกต้อง ขอให้ผู้ประกันตนตรวจสอบและจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับสิทธิของตนเองให้ครบถ้วน“ นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน–ปืนมีทะเบียน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 สิงหาคม 2569 รัฐบาลแจงมาตรการคุมปืน ย้ำจัดการทั้งปืนเถื่อน–ปืนมีทะเบียน เข้มการครอบครอง พกพา และใช้อาวุธ เพื่อความปลอดภัยประชาชน

วันนี้ (12 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์แนวทางควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาลว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อกังวลเรื่องสิทธิในการป้องกันตนเองและผลกระทบต่อนักกีฬายิงปืน แต่ขอให้แยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ เพราะขณะนี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกฎหมายใหม่ การสรุปล่วงหน้าว่ารัฐบาลจะ “ห้าม 100%” ในทุกกรณี หรือจะตัดสิทธิประชาชนในการป้องกันตนเอง จึงยังไม่ใช่ข้อสรุปของกฎหมายที่ประกาศใช้แล้ว

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า หลักคิดสำคัญของนายกรัฐมนตรีคือการทำให้การครอบครอง การพกพา และการใช้อาวุธปืนอยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น โดยต้องแยกให้ชัดระหว่าง “สิทธิในการครอบครอง” กับ “สิทธิในการพกพาและใช้อาวุธ” ซึ่งไม่ใช่สิทธิเดียวกัน การมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำปืนออกไปพกพาในที่สาธารณะหรือหยิบมาใช้ได้ตามใจ

“ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะเลือกจัดการปืนถูกกฎหมายหรือปืนเถื่อนก่อน เพราะรัฐบาลต้องจัดการทั้งสองอย่าง ปืนเถื่อนผิดกฎหมายอยู่แล้วก็ต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด ส่วนปืนที่อยู่ในระบบก็ต้องตรวจสอบและควบคุมการพกพาและการใช้อย่างจริงจัง ขึ้นชื่อว่าเป็นอาวุธปืน ต้องมีระบบควบคุม เพราะเมื่อปืนถูกนำไปใช้ก่อเหตุ สิ่งที่เดิมพันไม่ใช่ใบทะเบียน แต่คือชีวิตของประชาชน” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

นางสาวลลิดากล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่ การระงับและตรวจสอบการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน หรือ ป.3 การจัดระเบียบใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบผู้ค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุน การตรวจสอบอาวุธและกระสุนในสนามยิงปืน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด

“ดังนั้น การตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ไปจัดการปืนเถื่อน อาจยังมองมาตรการไม่ครบ เพราะรัฐบาลกำลังทำทั้งสองด้านพร้อมกัน เราต้องไม่ปล่อยปืนเถื่อน และขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้คำว่า ‘ปืนมีทะเบียน’ กลายเป็นความเข้าใจว่าพกไปไหนหรือใช้เมื่อไรก็ได้” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

สำหรับข้อเสนอให้ยกระดับการคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืน ตรวจสอบประวัติ พัฒนาฐานข้อมูล และปราบปรามปืนเถื่อน รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลรับฟัง และหลายส่วนเป็นแนวทางเดียวกับมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนข้อเสนอเรื่องการตรวจสุขภาพกาย สุขภาพจิต หรือการ Set Zero เรียกผู้ครอบครองอาวุธปืนทั้งหมดกลับเข้าสู่กระบวนการคัดกรองใหม่ เป็นข้อเสนอที่สามารถนำมาศึกษาได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย ผลกระทบ ความพร้อมของหน่วยงาน และหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมก่อนนำไปใช้จริง

“เรื่องความปลอดภัยของประชาชนไม่จำเป็นต้องแข่งกันว่าใครเสนออะไรได้แรงกว่า หากข้อเสนอใดดีและทำได้จริง รัฐบาลพร้อมรับฟัง แต่ก่อนจะบอกว่ารัฐบาลใช้อารมณ์ อยากให้ดูมาตรการทั้งหมดก่อน เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำมีทั้งการจัดการใบอนุญาต ผู้ค้า กระสุน ฐานข้อมูล ปืนในระบบ และปืนเถื่อน เป็นการจัดการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

ส่วนข้อกังวลว่าประชาชนจะไม่สามารถใช้อาวุธปืนป้องกันตนเองแม้กระทั่งภายในบ้านนั้น รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า แนวนโยบายของรัฐบาลไม่ได้ลบล้างหลักกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยหลักการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ยังคงมีผล การจะวินิจฉัยว่าการใช้กำลังหรืออาวุธในเหตุการณ์ใดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและความพอสมควรแก่เหตุเป็นรายกรณี

“จึงไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจไปก่อนว่ารัฐบาลกำลังออกกฎหมายห้ามป้องกันตัวเองในบ้าน เพราะยังไม่มีตัวบทกฎหมายใหม่ที่กำหนดเช่นนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอ้างว่ามีปืนไว้ป้องกันตัว ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเปิดช่องให้การพกปืนในพื้นที่สาธารณะกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้จากการเห็นคนถือปืนว่าใครพกเพื่อป้องกันตัว ใครพกเพื่อข่มขู่ หรือใครกำลังเตรียมก่อเหตุ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

สำหรับนักกีฬายิงปืน รัฐบาลรับทราบข้อกังวลและจะพิจารณารายละเอียดให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อการกีฬา โดยแนวคิดที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเรื่องการตรวจสอบและจัดเก็บอาวุธและเครื่องกระสุนในสถานที่ที่เหมาะสม เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะยุติการเล่นกีฬายิงปืนหรือปิดโอกาสทางการกีฬา

ส่วนการนำประเด็นนโยบายกัญชามาเปรียบเทียบกับการควบคุมอาวุธปืน รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ควรแยกพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายของแต่ละเรื่อง หากพบร้านค้าหรือผู้ประกอบการกัญชารายใดฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ ขอให้ส่งข้อมูลและหลักฐานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย รัฐบาลพร้อมตรวจสอบข้อร้องเรียน แต่การนำเหตุเฉพาะรายมาใช้สรุปแทนผลการดำเนินนโยบายทั้งหมด หรือใช้เป็นเหตุผลตัดสินล่วงหน้าว่ามาตรการควบคุมปืนจะล้มเหลวเช่นเดียวกัน อาจไม่เป็นธรรมต่อข้อเท็จจริงของทั้งสองเรื่อง

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลเห็นด้วยว่าการออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ภาครัฐต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจนด้วยว่า การครอบครอง การพกพา การเคลื่อนย้าย และการใช้อาวุธปืนแบบใดสามารถทำได้ และแบบใดเป็นความผิด พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแสปืนผิดกฎหมาย

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่ทำให้คนดีกลัวกฎหมาย แต่ต้องการทำให้ทุกคนตระหนักว่า การมีปืนมาพร้อมข้อจำกัดและความรับผิดชอบที่สูงมาก ปืนไม่ควรเป็นสิ่งที่พกติดตัวไปในชีวิตประจำวันหรือหยิบออกมาแสดงเพื่อข่มขู่กันได้ง่าย ๆ”

“รัฐบาลจะคุมตั้งแต่ต้นทาง คุมการครอบครอง คุมการพกพา คุมการใช้ คุมการค้าและเครื่องกระสุน พร้อมปราบปรามปืนเถื่อนอย่างจริงจัง เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การเอาชนะข้อถกเถียงทางการเมือง แต่คือทำอย่างไรให้ปืนออกจากชีวิตประจำวันของประชาชนให้มากที่สุด และทำให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้น” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

Advertisement

“ยศชนัน-ประเสริฐ” คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบายผ่านพื้นที่นวัตกรรมฯ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 สิงหาคม 2569 “ยศชนัน-ประเสริฐ” คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบายผ่านพื้นที่นวัตกรรมฯ ดันระบบ Credit Bank เชื่อม TCAS คืนครูสู่ห้องเรียน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยข้อสั่งการเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทย โดยใช้กลไก “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” (Education Sandbox) เป็นพื้นที่นำร่องในการปฏิบัติจริง ก่อนนำผลสัมฤทธิ์ไปขยายผลบังคับใช้ทั่วประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนดังกล่าว ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการวางเข็มทิศการทำงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 6 มิติสำคัญ ดังนี้

1.คืนเวลาให้ครูผ่านระบบ “ครัวกลาง”

มุ่งลดภาระงานบริหารจัดการอาหารกลางวันและงานพัสดุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน นำร่องให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้ง “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กใกล้เคียง ซึ่งจะช่วยให้ครูมีเวลากลับเข้าสู่ห้องเรียนเพื่อจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ 100%

2.ปรับสูตรคำนวณงบประมาณ ลดความเหลื่อมล้ำ

ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวถัวเฉลี่ย และเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ “ต้นทุนความจำเป็นที่แท้จริง” ของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1–2 เดือนนี้ ควบคู่ไปกับการนำร่อง “ระบบรถรับส่งนักเรียน” ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เด็กในการเข้าถึงโรงเรียนคุณภาพโดยไม่เพิ่มภาระค่าเดินทางให้ผู้ปกครอง ซึ่งจะช่วยรองรับแผนการควบรวมทรัพยากรโรงเรียนขนาดเล็ก

3.ปรับวิชาเดิมให้ทันโลก ไม่เพิ่มวิชาใหม่

เตรียมนำร่องปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Curriculum & AI Literacy Framework) ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้ โดยมุ่งวัดผล 4 ทักษะหลักตามแนวทาง PISA ได้แก่ การอ่าน การคิดคำนวณและวิทยาศาสตร์ การสื่อสาร และทักษะดิจิทัล/AI ผ่านวิธีการปรับรูปแบบการเรียนและการประเมินผลในรายวิชาเดิม โดยไม่เพิ่มวิชาใหม่ให้เป็นภาระแก่ผู้เรียน

4.สร้างการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Thailand Zero Dropout PLUS)

พัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank Sandbox) ที่รองรับผลการเรียนรู้จากทั้งระบบออนไลน์ สายอาชีพ และชุมชน พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้ากับระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) โดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบสามารถสะสมหน่วยกิตและสมรรถนะ สำหรับนำไปยื่นเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ในอนาคต

5.ปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างการบริหารจัดการ

สั่งการให้ศึกษาแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมให้มีความคล่องตัว โดยต้องสอดคล้องกับกลไกของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) พร้อมทั้งเตรียมแผนรองรับกรณี พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ สิ้นสุดอายุ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงและสอดรับกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

6.ยกระดับโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Student Safety and Protection Sandbox)

ขับเคลื่อนมาตรการไม่อดทนต่อความรุนแรง (Zero Tolerance) ทั้งการกลั่นแกล้ง (Bullying) และการคุกคามทุกรูปแบบ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตเพื่อคัดกรองและดูแลจิตใจนักเรียน พร้อมเปิดช่องทางแจ้งเหตุลับผ่านระบบ Traffy Fondue for Education รวมถึงจัดอบรมทักษะให้ครูและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ

ในตอนท้าย ทั้งรองนายกฯ และ รมว.ศธ. ได้กำชับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นระยะ เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ที่สามารถวัดผลได้จริง ก่อนพิจารณานำโมเดลความสำเร็จนี้ไปขยายผลเป็นนโยบายหลักเพื่อใช้งานทั่วประเทศต่อไป

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้าปราบ “สแกมเมอร์” ยกระดับสกัด “บัญชีม้า”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าปราบ “สแกมเมอร์” ยกระดับสกัด “บัญชีม้า” รวมศูนย์ฐานข้อมูล เร่งคืนเงินผู้เสียหายผ่านระบบของ ปปง. โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล มีผลบังคับใช้ 12 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

วันนี้ (10 สิงหาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบ “สแกมเมอร์” ยกระดับสกัด “บัญชีม้า” รวมศูนย์ฐานข้อมูล เร่งรัดคืนเงินผู้เสียหาย พร้อมเดินหน้าแผนสร้างภูมิคุ้มกันประชาชน โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ได้พิจารณร่างหลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บัญชีม้า) รวมทั้งแนวทางการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภายใต้ พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะช่วยยกระดับการปราบปรามบัญชีม้า โดยเมื่อระบุตัวเจ้าของบัญชีม้าได้ จะมีการระงับช่องทางการทำธุรกรรมทั้งหมด (Mobile Banking, ATM  ธุรกรรมออนไลน์) ในทุกบัญชีของทุกธนาคาร พร้อมกับขึ้นบัญชี blacklist ห้ามเปิดบัญชีธนาคารใหม่โดยเด็ดขาด และดำเนินการเชิงรุก ระงับบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง แม้ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความก็ตาม เพื่อกักกันเงินในบัญชีไว้ก่อนถูกโอนออก ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าปัจจุบัน “สแกมเมอร์” มีการหลอกลวงให้เด็กและเยาวชนเปิดบัญชีธนาคารมากขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การจำกัดวงเงินโอน/ชำระเงินต่อวันผ่านบัญชีธนาคาร และ e-Money ของเยาวชนอายุ 12-18 ปี ไม่เกิน 3,000-10,000 บาทต่อวันตามช่วงอายุ โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใต้เดือนตุลาคม 2569

ในส่วนของหลักเกณฑ์การคืนเงินผู้เสียหายตามกฎกระทรวงฯ ที่ประชุมจะเร่งดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอคืนเงินผ่านระบบของ ปปง. ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อให้ทันต่อการที่กฎกระทรวงฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับดีอี ตร. ธปท. สมาคมธนาคารไทย TEPA/e-Money ก.ล.ต. และสมาคมผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกำหนดเป็นมาตรการเชิงลึกเร่งด่วนภายใน 90 วัน ให้แล้วเสร็จภายในกันยายน 2569

“การยกระดับมาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ หากประชาชนที่ถูกระงับบัญชีโดยไม่ได้ตั้งใจ สามารถติดต่อสายด่วน AOC 1441 กด 2 เพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นธนาคารจะเร่งตรวจสอบและปลดล็อกบัญชีให้โดยเร็ว ทั้งนี้ หากพบบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินทุจริตในธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ระบบจะระงับบัญชีของบุคคลนั้นทันทีในทุกธนาคาร” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 สิงหาคม 2569 ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

วันนี้ (9 สิงหาคม 2569) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับการอาชีวศึกษาไทย โดยมุ่งผลักดันระบบการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับโลกการทำงาน เพื่อสร้างแรงงานที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “อาชีวะไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางหลัก” และเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยสร้างทั้งโอกาส รายได้ และความมั่นคงให้กับผู้เรียน

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวะและสายสามัญให้เข้าใกล้ตัวเลข 45 : 55 คือจำนวนผู้เรียนสายสามัญ 45% และ สายอาชีวศึกษา 55% จากเดิมที่เป็นสัดส่วน 70 : 30 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการผลิตบุคลากรสายวิชาการกับสายวิชาชีพ และผลิตแรงงานที่มีทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของตลาดเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคเอกชน เพื่อกำหนดมาตรฐานสมรรถนะร่วมกันในสาขาเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งจะผลักดันให้ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ปรับบทบาทเป็นผู้นำด้านทุนมนุษย์ สามารถวิเคราะห์แนวโน้มตลาดแรงงานและสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังสนับสนุนระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ เพื่อเปิดทางให้ผู้เรียนสะสมประสบการณ์จากการทำงาน นำไปเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ รวมถึงดูแลกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ให้สามารถเรียนไป ทำงานไป และมีรายได้ควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะและยกระดับคุณภาพชีวิต

Advertisement

“โรงเรียนต้องปลอดภัย” รัฐบาลผนึก 5 กระทรวง ลุยมาตรการเร่งด่วน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 สิงหาคม 2569 “โรงเรียนต้องปลอดภัย” รัฐบาลผนึก 5 กระทรวง ลุยมาตรการเร่งด่วน คัดกรองสุขภาพจิต–ซ้อมแผนเผชิญเหตุ–ไม่ปล่อยผ่านบูลลี่ วางมาตรฐานชาติภายใน 90 วัน

รัฐบาลเร่งยกระดับความปลอดภัยโรงเรียนทั่วประเทศ ผนึก ศธ.-อว.-พม.-รง.-สธ. ลุยคัดกรองสุขภาพจิต–ส่งต่อกลุ่มเสี่ยง–อบรมครูรับมือวิกฤต ไม่ปล่อยผ่านบูลลี่ พร้อมวางมาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติใน 90 วัน

วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมประชุมหารือแนวทางและมาตรการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา หลังเกิดเหตุการณ์รุนแรงในโรงเรียน โดยย้ำเป้าหมายให้ “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” ทั้งนักเรียน ครู บุคลากร และผู้ปกครอง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดมาตรการทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยทางกายควบคู่สุขภาพจิต” เพราะการป้องกันเหตุไม่ได้หมายถึงเพียงการตรวจค้นหรือควบคุมสิ่งผิดกฎหมาย แต่ต้องมีระบบมองเห็นความเสี่ยงของเด็กตั้งแต่ต้น และทำให้เด็กสามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย

///มาตรการเร่งด่วน เน้นดูแลเด็ก–ครู–ผู้ปกครอง///

สำหรับมาตรการระยะเร่งด่วน รัฐบาลกำหนดให้เด็ก นักเรียน ครู และผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ โดยจะสนับสนุนการทำงานของบุคลากรด้านสุขภาพจิตและ อาสาสมัครสุขภาพจิตในโรงเรียน เพื่อประเมินและดูแลปัญหาเชิงรุก รวมถึงจัดระบบดูแลนักเรียนในโรงเรียนที่เกิดเหตุอย่างเหมาะสมเมื่อกลับมาเปิดเรียน

ขณะเดียวกัน จะมีการปิดห้องเรียนที่เกิดเหตุ และจัดพื้นที่ให้ผู้ปกครองสามารถติดตามและสังเกตการณ์บุตรหลานในช่วงแรก โดยจัดระบบให้เกิดความปลอดภัยและไม่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอน รวมถึงเปิดทางให้นักเรียนและครูที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจสามารถพิจารณาย้ายสถานศึกษาได้ตามความเหมาะสม

///90 วัน วางมาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนทั้งประเทศ///

รัฐบาลเตรียมจัดทำ “มาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติ” ภายใน 90 วัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบร่วมกันในการดูแลสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่

  1. คัดกรองสุขภาพจิตนักเรียนและครูเป็นประจำ พร้อมระบบส่งต่อผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงถึงผู้เชี่ยวชาญ
  2. อบรมครูแนะแนวและครูที่ปรึกษา ให้สามารถสังเกตสัญญาณความเสี่ยง คัดกรองเบื้องต้น และปฐมพยาบาลทางใจได้
  3. เปิดช่องทางแจ้งเหตุและปัญหาผ่าน Traffy Fondue เพื่อให้เด็กสามารถแจ้งเรื่องที่ไม่สบายใจหรือเหตุที่ไม่ปลอดภัย และเชื่อมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือ
  4. ซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างจริงจัง ครอบคลุมสถานการณ์ความเสี่ยงหลายรูปแบบ เพื่อให้ครูและนักเรียนรู้ว่าต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุ
  5. ใช้หลัก Zero Tolerance ต่อการกลั่นแกล้งและพฤติกรรมรุนแรง ไม่ปล่อยให้ปัญหาถูกมองข้าม
  6. คัดกรองบุคคลและสิ่งผิดกฎหมาย ก่อนเข้าสู่สถานศึกษา พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในโรงเรียน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า อีกหัวใจสำคัญคือการสร้างความเข้าใจว่า การขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องน่าอาย โดยขอให้ผู้ปกครอง ครู และคนใกล้ชิดช่วยกันสังเกตพฤติกรรมและความเปลี่ยนแปลงของเด็ก หากพบสัญญาณความเสี่ยงควรรีบเข้าสู่ระบบช่วยเหลือ ไม่รอให้ปัญหาลุกลาม

ด้านรองอธิบดีกรมสุขภาพจิตเสนอให้เพิ่มการมีส่วนร่วมของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และเครือข่ายผู้ปกครองในการสังเกตและดูแลเด็ก พร้อมขยายระบบ HERO OBEC Care ให้ครอบคลุมโรงเรียนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมโรงเรียน สพฐ. แล้วกว่า 85% เพื่อให้ครูสามารถประเมินและช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้ตรงจุด รวมถึงเน้นการสื่อสารแบบ Two-way Communication สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กมีผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจสำหรับพูดคุยและขอความช่วยเหลือ แทนการปล่อยให้เด็กเผชิญปัญหาหรือพึ่งพาการสื่อสารทางเดียว

ด้านกระทรวงศึกษาธิการได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและโรงเรียนทุกสังกัดทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจมาตรการความปลอดภัยและเตรียมออกประกาศที่เกี่ยวข้อง ขณะที่กระทรวง พม. พร้อมสนับสนุนนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาเพื่อช่วยดูแลเด็กและครอบครัว รวมถึงเชื่อมโยงการช่วยเหลือผ่านระบบ Traffy Fondue

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้มาตรการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการเปลี่ยนระบบดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนทั้งประเทศ โดยเฉพาะการทำให้เด็กมีช่องทางขอความช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย มีผู้ใหญ่ที่พร้อมรับฟัง และมีระบบส่งต่อเมื่อพบความเสี่ยง

“โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ที่เด็กกล้าที่จะเรียน กล้าที่จะพูดเมื่อมีปัญหา และมั่นใจว่าจะมีคนช่วยเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย รัฐบาลจะเร่งทำให้มาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นจริงและเชื่อมโยงการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้เด็ก ครู และผู้ปกครองทั่วประเทศ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเปิดทางตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ทั่วประเทศ ราชกิจจาฯ ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเปิดทางตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ทั่วประเทศ ราชกิจจาฯ ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

วันนี้  4 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกรมกิจการผู้สูงอายุ เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 เพื่อใช้เป็นกรอบมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศในการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในระดับชุมชน

สำหรับประกาศฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนต่างๆ สามารถจัดตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ได้ง่ายและมีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนมากขึ้น โดยสามารถออกแบบโรงเรียนผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของผู้สูงวัย ช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคม อีกทั้งยังเป็นการช่วยพัฒนาศักยภาพ และคุ้มครองสิทธิของผู้สูงวัย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเพิ่มเติมถึงขั้นตอนการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุว่า จะเริ่มจากการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่ จากนั้นตั้งคณะทำงานขึ้นมากำหนดแผนงาน และออกแบบกิจกรรมให้ตรงกับความต้องการของคนในชุมชน เช่น การดูแลสุขภาพ การพัฒนาทักษะดิจิทัล การสร้างรายได้เสริม และการทำกิจกรรมร่วมกับสังคม

ทั้งนี้ หากหน่วยงานภาคเอกชน องค์กรชุมชน หรือท้องถิ่นใด สนใจขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวนี้ สามารถใช้ประกาศฉบับใหม่นี้ เป็นฐานอ้างอิงในการจัดตั้งและดำเนินงานได้ทันทีทั่วประเทศ

Advertisement

Verified by ExactMetrics