วันที่ 17 พฤษภาคม 2026

ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนโครงการนมโรงเรียน ปี 2569 เพื่อให้เด็กได้ดื่มนมคุณภาพทั่วถึง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนโครงการนมโรงเรียน ปี 2569 เพื่อให้เด็กได้ดื่มนมคุณภาพทั่วถึง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ว่า ที่ประชุมรับทราบมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการโครงการฯ โดยเปลี่ยนหน่วยงานรับผิดชอบหลักจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นกรมปศุสัตว์ เนื่องจากมีความพร้อมด้านบุคลากรและโครงสร้างการทำงานในระดับพื้นที่ สามารถกำกับติดตามการดำเนินงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนดังกล่าวไม่กระทบต่อหลักการของโครงการ และยังช่วยเสริมความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการบริหารจัดการน้ำนมดิบส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาภาคสหกรณ์ให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณา (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการ ครอบคลุมการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การคัดเลือกผู้ประกอบการ การจัดสรรพื้นที่จำหน่าย และการบริหารงบประมาณ โดยยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กนักเรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมก่อนประกาศใช้จริง

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางแก้ไขปัญหานมกล่องยูเอชทีค้างสต็อก ซึ่งเกิดจากผลผลิตน้ำนมดิบเกินความต้องการ โดยชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด เสนอให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์บางประการเพื่อช่วยหมุนเวียนสต็อกและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ควบคู่กับการหาแนวทางระบายผลผลิตส่วนเกินไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น พร้อมมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งสำรวจปริมาณนมคงค้างทั่วประเทศภายใน 15 วัน เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแนวทางบริหารจัดการร่วมกัน โดยคำนึงถึงกลไกตลาด มาตรฐานคุณภาพ และความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงพิจารณามาตรการตรวจสอบเพิ่มเติมหากมีการปรับเงื่อนไขอายุการเก็บรักษา

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนอย่างเป็นระบบ ทั้งการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ การกระจายสินค้า การบริหารงบประมาณ และการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถึงคุณค่าทางโภชนาการของนม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และให้โครงการฯ เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน ตลอดจนความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรไทยในระยะยาว

Advertisement

“AI Deepfake” เมื่อสแกมเมอร์ ลวงเราด้วยเสียงของคนใกล้ตัว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 กุมภาพันธ์ 2569 “AI Deepfake” เมื่อสแกมเมอร์ ลวงเราด้วยเสียงของคนใกล้ตัว

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรามากกว่าที่คิดไม่ว่าจะเป็น ภาพ วิดีโอ หรือเสียง ที่เราเห็นและได้ยินผ่านโลกออนไลน์เทคโนโลยีเหล่านี้มีประโยชน์มากแต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพเช่นกัน วันนี้ เทคโนโลยี AI Deepfake สามารถเลียนแบบ เสียง และ ภาพ ของคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนรัก หรือคนที่เราคุ้นเคยจนแทบแยกไม่ออกว่า…สิ่งที่ได้ยินหรือเห็นนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องปลอมมิจฉาชีพอาศัยความไว้ใจและความห่วงใยหลอกให้เราเชื่อ และตัดสินใจอย่างเร่งด่วน เช่น ขอให้โอนเงิน อ้างว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือมีปัญหาด่วน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ขอเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง และสร้างเกราะป้องกันให้กับตนเอง

แน่ใจได้จริงหรือ… ว่าเสียงที่คุณกำลังได้ยินอยู่ คือ คนรักของคุณจริง ๆ

วันนี้ มิจฉาชีพปรับกลโกงให้แนบเนียนยิ่งขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เลียนแบบเสียงของคนที่คุณรู้จักอาจเป็น พ่อ แม่ ลูก หลาน คนรัก หรือแม้แต่ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ มิจฉาชีพจะนำเสียงตัวอย่างของบุคคลเหล่านั้น ไปให้ AI เรียนรู้และลอกเลียนจนได้เสียงที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับมาก จากนั้นจะสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เกิดอุบัติเหตุ ถูกจับ หรือมีปัญหาทางกฎหมาย แล้วโทรมาขอให้โอนเงินทันที กลโกงรูปแบบนี้ อันตรายมาก เพราะเหยื่อจำนวนมากหลงเชื่อเสียงที่ฟังดูเหมือนคนใกล้ตัวจริง ๆ จึงตัดสินใจโอนเงิน โดยไม่มีเวลาไตร่ตรองหรือ ตรวจสอบให้แน่ชัดเพียงแค่ “เสียงที่คุ้นเคย” ก็อาจทำให้คุณสูญเสียเงินได้ในไม่กี่นาที

ลักษณะการหลอกลวงด้วย AI Deepfake

มิจฉาชีพมักเริ่มจากการโทรเข้ามาแล้วแอบอ้างว่าเป็นคนที่เรารู้จักเสียงที่ได้ยิน อาจเป็นเสียงของญาติสนิท คนรัก เพื่อนใกล้ตัว ผู้ใหญ่ที่เคารพ หรือแม้แต่ คนดัง เบื้องหลังเสียงเหล่านั้นคือการใช้เทคโนโลยี เลียนแบบเสียง หรือ Voice Clone ซึ่งสามารถทำให้เสียงใกล้เคียงกับเจ้าของเสียงจริงมากจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือของปลอมจากนั้น มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น เกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้เงินทันทีเพื่อทำให้เหยื่อตกใจ สับสน และรีบตัดสินใจเมื่อความรัก ความห่วงใย และความกังวลเข้ามาแทนที่การไตร่ตรองเหยื่อจำนวนมากจึงตัดสินใจ โอนเงินทันที โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดและเมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็โอนเงินไปให้มิจฉาชีพแล้ว

ในวันที่ AI กลายเป็นดาบสองคม ถ้าเราไม่ระวังให้มากพอ

ความไว้ใจ…อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ AOC 1441 ได้รับแจ้งคดีหลอกลวงในรูปแบบ แอบอ้างเป็นบุคคลใกล้ชิด ในกรณีตัวอย่างนี้ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างว่าเป็น “ลูกสาว” ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ปลายสายขอให้โอนเงินอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เสียงที่ได้ยิน เหมือนลูกสาวจริง ๆ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปกว่า 100,000 บาท ต่อมา เมื่อได้ติดต่อพูดคุยกับลูกสาวตัวจริงและสอบถามถึงกิจกรรมดังกล่าวจึงพบว่า ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ในขณะนั้นเองผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าเสียงที่โทรมาขอเงินก่อนหน้าคือเสียงที่ถูก ปลอมขึ้นด้วย AI

กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลโกงที่มิจฉาชีพนำเทคโนโลยี AI Deepfake มาใช้หลอกลวง แต่สิ่งที่ช่วยป้องกันเราได้ดีที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนคือ สติ และการรู้เท่าทันกลโกง เพราะมิจฉาชีพมักอาศัยการสร้างสถานการณ์เร่งด่วนให้เราตกใจ ในยุคนี้ อย่าเชื่อเพียงเพราะเห็น อย่าโอนเพียงเพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้ง ก่อนตัดสินใจ จำไว้ให้ขึ้นใจ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน เพียงหยุดคิดสักนิดก็ช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้

Advertisement

“ไชยชนก” รุกหนักมาตรการปราบสแกมเมอร์ ระงับบัญชีม้าแล้ว 1.18 ล้านบัญชี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 กุมภาพันธ์ 2569 “ไชยชนก” รุกหนักมาตรการปราบสแกมเมอร์ ระงับบัญชีม้าแล้ว 1.18 ล้านบัญชี เร่งรัดช่วย ปชช. ลดความเสียหายเดือน ธ.ค.68 เหลือ 1.7 พันล้านบาท

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กรณีที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ได้กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรากฏผลการดำเนินการเป็นรูปธรรม ในการป้องกันและปราบปรามสแกมมเอร์ ช่วยเหลือและลดผลกระทบความเสียหายจากสแกมเมอร์ให้กับประชาชน

ทั้งนี้ AOC 1441 ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ ตร. ปปง. สถาบันการเงิน ระงับธุรกรรมที่ผิดปกติทันที โดยเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ลดขั้นตอนและเวลาในการอายัด เพื่อป้องกันการถ่ายโอนเงินไปยังบัญชีม้าอื่นๆ ตัดเส้นทางการเงิน โดยสามารถระงับบัญชีธนาคารตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.66 – 30 ม.ค.69 จำนวน 1,183,326 บัญชี

ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการเร่งรัด ปิดกั้นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านทางการหลอกลวง และเว็บพนันออนไลน์อย่างรวดเร็ว และเข้มข้น ซึ่งในระยะเวลา 4 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ( 1 ต.ค.68 – 1 ก.พ.69) ปิดกั้นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย รวมเป็นจำนวน 304,631 URLs โดยเป็นเว็บไซต์พนันออนไลน์มากถึง 259,385 URLs

ด้านการบูรณาการทำงานร่วมกับ กสทช. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเร่งรัดมาตรการคุมเข้ม ซิม เสา สาย โดยออกมาตรการปราบปรามซิมผี การควบคุมเสา-สายสัญญาณแนวชายแดน ล่าสุดออกมาตรการจำกัดจำนวนการถือครองซิมไม่เกิน 5 หมายเลข/คน มาตรการยืนยันตัวตนผ่านระบบ KYC ก่อนเปิดใช้งานซิม ระงับการลงทะเบียนใช้งานซิมผ่านศูนย์ให้บริการ (ลูกตู้) ที่ไม่มีระบบ KYC และยกเลิกการลงทะเบียนซิมการ์ดและ e-SIM ผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด พร้อมกับการคุมเข้มการใช้งาน SIM Box ในประเทศไทย และการนำเข้าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องร่วมกับกรมศุลกากร

นอกจากนี้ กสทช. ยังได้ระงับการใช้งานเบอร์โทรที่มีการใช้งานผิดปกติ ซึ่งเข้าข่ายซิมผี และอาจใช้ในการสแกมเมอร์ โดยในเดือน ธ.ค. 2568 พบว่ามีจำนวนกว่า 23,057 เลขหมาย และมีการโทรออกรวมประมาณ 2,400,000 ครั้ง

ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังได้มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานรัฐ ยกเลิกการส่งอีเมล – SMS แนบลิงก์ให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ธปท. และสถาบันการเงิน ยังได้กำหนดมาตรการการเปิด Location ที่ตั้งของผู้ใช้บริการธนาคารเมื่อมีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน Mobile Banking

ด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ออกมาตรการคุมเข้มการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล เพื่อสกัดกั้น “บัญชีม้านิติบุคคล” โดยกรรมการ/ผู้ถือหุ้น จะต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน และยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และแสดงหลักฐานที่ตั้งสำนักงาน

ในส่วนของกรรมการ/ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีรายได้น้อย) ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน และยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน ในกรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ให้ผู้ถือหุ้นคนไทยทุกคนต้องส่ง Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และหากมีการใช้สถานที่ตั้งของบริษัทซ้ำๆกัน จะต้องจัดส่งหนังสือยินยอมการใช้สถานที่หรือหลักฐานแสดงสิทธิในการยืนยัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อกำหนดเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการกำหนดให้สถาบันการเงิน/เครือข่ายมือถือร่วมรับผิด หากปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำความผิดของสแกมเมอร์ รวมทั้งเร่งรัดการออกหลักเกณฑ์การคืนเงินให้กับผู้เสียหาย โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนการคืนเงินผู้เสียหายให้เร็วขึ้น

จากการดำเนินการเร่งรัดมาตรการการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ของคณะกรรมการฯ ที่มีกระทรวงดีอี ตร. กสทช. ปปง. สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรากฏผลทำให้มูลค่าความเสียหาย ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์ของ ตร. พบว่า เดือนธันวาคม 2568 มีปริมาณคดีที่เกิดขึ้นจำนวน 31,198 เคส เฉลี่ย 1,006 เคส/วัน มีมูลค่าความเสียหายรวม 1,792 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 58 ล้านบาท/วัน เมื่อเปรียบเทียบกับสถิตในช่วงเดือนธันวาคม 2567 ที่มีสถิติแจ้งความออนไลน์ จำนวน 33,624 เรื่อง เฉลี่ย 1,085 เคส/วัน มูลค่าความเสียหาย 2,209 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 71 ล้านบาท/วัน

“ผลจากการประชุมของคณะกรรมการฯ ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ มาตรา 13  มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อลดจำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรม” นายไชยชนก กล่าว

หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี โทรสายด่วน AOC 1441

แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)

Line ID: @antifakenewscenter

เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

Advertisement

รัฐบาลแนะคนหางาน ใช้บริการเว็บไซต์ “คนทำงานอิสระ.doe.go.th” หรือแอป “คนทำงานอิสระ”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลแนะคนหางาน ใช้บริการเว็บไซต์ “คนทำงานอิสระ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ” ศูนย์รวมงานและบริการอาชีพอิสระ ค้นหาตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีอาชีพ มีงานทำ และมีรายได้อย่างทั่วถึง ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” เพื่อเป็นศูนย์รวมงานและบริการอาชีพอิสระในรูปแบบออนไลน์ที่ทันสมัย ใช้งานง่าย และครบวงจรในจุดเดียว รองรับทั้งผู้ว่าจ้างที่ต้องการคนทำงานให้กับตนเอง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พนักงานประจำที่ต้องการหารายได้เสริม รวมถึงผู้ว่างงานที่มีทักษะความสามารถในการรับจ้างหรือให้บริการด้านต่าง ๆ เช่น ถ่ายและตัดต่อวิดีโอ รับจ้างรีวิวสินค้า งานช่าง ทำอาหารและเย็บปักถักร้อย

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า แพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” เปิดโอกาสให้ผู้ว่าจ้างและผู้ประกอบอาชีพอิสระสามารถติดต่อพูดคุย และตกลงจ้างงานกันได้โดยตรงและไม่มีค่าใช้จ่าย มีการอัปเดตตำแหน่งงานที่กำลังได้รับความนิยมอยู่เสมอ ซึ่งผู้ใช้งานทุกคนต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในการใช้งาน นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถให้คะแนนรีวิวการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งานรายอื่น ๆ ได้อีกด้วย แพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” มีอาชีพครอบคลุมหลากหลาย แบ่งเป็น 10 หมวดงานหลัก ได้แก่ 1.Graphic & Design 2.การตลาดและโฆษณา 3.พิมพ์/เขียน/แปลภาษา 4.ภาพและเสียง 5.Web & Programming 6.ปรึกษาและแนะนำ 7.การให้บริการ 8.รับจัดทำสินค้าและอาหาร 9.งานช่างนอกสถานที่ และ 10.การสอนพิเศษในวิชาหรือทักษะฝีมือต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้ทักษะความสามารถของตนเองมาใช้สร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้ ถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้งาน และผู้ว่าจ้างค้นหาคนทำงานที่ต้องการ ซึ่งสามารถใช้บริการ “คนทำงานอิสระ” ที่เว็บไซต์ “คนทำงานอิสระ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ”

“สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่สนใจลงประชาสัมพันธ์งานของตนเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ เริ่มจากลงทะเบียนยืนยันตัวตน นำเสนอผลงาน ลงประกาศผลงานของตนเองพร้อมรายละเอียด บนแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” ส่วนผู้ว่าจ้างสามารถเข้าใช้บริการได้ เริ่มจากลงทะเบียนเป็นผู้ว่าจ้าง ค้นหาผู้รับงานที่ถูกใจและพูดคุยรายละเอียดงานพร้อมส่งใบเสนอราคาอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทาง chat ของระบบ และรอรับการส่งงาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถให้เรตติ้งและรีวิวซึ่งกันและกัน ผ่านระบบออนไลน์ของแพลตฟอร์ม ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถใช้บริการได้ที่ เว็บไซต์ คนทํางานอิสระ.doe.go.th หรือ แอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ”  หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่  1 – 10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

ดีอี ยันข่าวจริง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่ม “หวานปกติ” เท่ากับ หวาน 50%”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ดีอี ยันข่าวจริง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่ม “หวานปกติ” เท่ากับ หวาน 50%” ขอเลือกเชื่อ-แชร์ข้อมูลทางการเท่านั้น

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,083 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,034 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,034 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 3 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่ม “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%”

อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เปิดระบบ CIOS ยื่นคำร้อง “Take It Down” ครั้งแรกของไทย

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิออนไลน์ได้ทันที ผ่านแอปฯ ทางรัฐ

อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรมอุทยานฯ มีแนวคิดยิงลูกดอกวัคซีนให้ช้างป่า เพื่อให้ไข่ฝ่อหวังลดจำนวน

อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ครม.อนุมัติเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง-กากถั่วเหลือง

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ยึดทรัพย์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เฉลี่ยคืนเงินให้ผู้เสียหายจากการหลอกลงทุน ผ่านเพจ Office of Online Crime Reporting

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ AUS JOB 011 เปิดรับแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย รายได้เฉลี่ยหลักแสนบาทต่อเดือน

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่ม หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง”โดยกรมอนามัยเตรียมการปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ลดการบริโภคน้ำตาลเกินความจำเป็น ลดความเสี่ยงภาวะน้ำหนักเกินและโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนไทยอย่างยั่งยืน

ดังนั้นกรมอนามัยจึงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานและเตรียมการเปิดตัวมาตรฐานความหวานใหม่ของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนและการสื่อสารเชิงนโยบายให้เกิดผลในระดับประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

รัฐบาล แนะ ประชาชนโหลดแอป POLICE CARE “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาล แนะ ประชาชนโหลดแอปพลิเคชัน POLICE CARE “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ” เช็กได้ เช็กก่อน โหลดไว้ ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ ครอบคลุมทุกบริการ อุ่นใจ เหมือนมีตำรวจอยู่ใกล้ๆ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ รวมถึงภัยจากมิจฉาชีพในรูปแบบต่าง ๆ ถึงแม้รัฐบาลจะบูรณาการความร่วมมือป้องกันการหลอกลวงอย่างจริงจัง แต่ยังมีการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์จากมิจฉาชีพ ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พัฒนาแอป “POLICE CARE” แอปพลิเคชันตำรวจสำหรับประชาชน โดยแอปพลิเคชัน POLICE CARE มีฟีเจอร์หลัก บริการของตำรวจเพื่อประชาชนในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้กฎหมาย การเตรียมตัวไปแจ้งความ เตือนภัย ค้นหาสถานีตำรวจใกล้ฉัน คู่มือประชาชน แจ้งอายัดบัญชี แจ้งความออนไลน์ ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบข้อมูลใบสั่ง ข้อมูลคดี ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

นอกจากนี้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกบริการ เป็นแอปพลิเคชันตำรวจแบบครบวงจร ครบ จบ ที่แอปเดียว ล่าสุด “POLICE CARE” เปิด 2 ฟีเจอร์ใหม่ คือ “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ” สามารถใช้งานได้แล้ว โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ Android ผ่าน Play Store และ IOS ผ่าน App Strore

“นโยบายให้พัฒนาแอปพลิเคชันนี้เป็นตัวช่วยในเรื่องการป้องกันภัยอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้ด้วย รัฐบาล ให้ความสำคัญกับภัยออนไลน์จากสแกมเมอร์ที่มาหลากหลายรูปแบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงพัฒนาเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ ในแอปพลิเคชัน POLICE CARE ที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลแจ้งความออนไลน์ มีฐานข้อมูลหมายเลขบัญชีมิจฉาชีพ และฐานข้อมูลเบอร์โทรมิจฉาชีพ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบก่อนเกิดเหตุ ยับยั้งภัยสแกมเมอร์ ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปที่หน้าแอปพลิเคชัน POLICE CARE แล้วเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของฉัน จากนั้นต้องล็อกอินผ่าน ThaiD ก่อน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานและความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล แล้วสามารถกรอกเบอร์โทร หรือเลขบัญชีต้องสงสัย ระบบจะประมวลผลอย่างรวดเร็ว บอกว่าเป็นเบอร์โทรหรือบัญชีธนาคารของมิจฉาชีพหรือไม่ กรณีเป็นบัญชีธนาคารจะขึ้นข้อความแจ้งเตือนว่า “มิจฉาชีพ” “อันตราย! ห้ามโอนเด็ดขาด”

Advertisement

ธปท.ชี้คนไทยช่วงอายุ 29-30 ปี พบว่าครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้แล้ว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 มกราคม 2569 ธปท.ส่งสัญญาณวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย พบช่องว่างคนไทยเงินออมน้อย-รายจ่ายสูงกว่ารายได้เรื้อรัง ขณะที่คนรุ่นใหม่ติดหล่ม NPL เร็วขึ้น

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “จากความเปราะบางสู่ความยั่งยืน : FinLit เพื่อภูมิคุ้มกันทางการเงินของคนไทย” ในงานเปิดตัวรายวิชาการวางแผนการเงินเพื่อชีวิต ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกสะท้อนวิกฤตความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทยที่น่ากังวล

นางสาวชญาวดี ระบุว่า แรงบันดาลใจสำคัญในการขับเคลื่อนด้านความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) เกิดจากการเล็งเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก โดยข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน พบว่าอัตราเฉลี่ยของรายจ่ายครัวเรือนไทยอยู่ที่ 18,691 บาทแต่รายรับกลับอยู่ที่ 16,817 บาทซึ่งถือว่ารายจ่ายอยู่สูงกว่ารายได้มาอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าปัญหาหนี้สินจะยังคงอยู่กับสังคมไทยไปอีกนาน

นอกจากนี้นางสาวชญาวดี ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า ธปท.พบว่าคนไทยเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber ช่วงอายุ 29-30 ปี พบว่าครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้แล้ว และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ 1 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้เริ่มมีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) ตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน นอกจากนี้ปัญหาหนี้ยังติดตามไปจนถึงวัยหลังเกษียณ โดยพบว่ากลุ่มอายุ 60-69 ปี ยังมีภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 4 แสนกว่าบาท ทั้งที่อาจไม่มีรายได้ประจำแล้ว และหากเปรียบเทียบสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยกับต่างประเทศ แม้ในระดับตัวเลขรวมจะมีความใกล้เคียงกับประเทศอย่างเกาหลีใต้หรือสวิตเซอร์แลนด์ แต่เมื่อพิจารณาไส้ในกลับพบความแตกต่างที่สำคัญคือ หนี้สินทรัพย์ต่ำ คือ คนไทยมีสัดส่วนหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสินทรัพย์เพียง 34-35% ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักรมีสัดส่วนสูงถึง 90% ขณะที่หนี้บริโภคสูง โดยหนี้ส่วนใหญ่ของคนไทยเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคและหนี้บัตรเครดิต ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้การบริหารจัดการทำได้ยากกว่าและไม่ช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแม้ ธปท.จะมีมาตรการออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่มักเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเป็นหนี้ไปแล้ว แต่เป้าหมายถัดไปคือการย้อนกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ แม้ผลสำรวจทักษะทางการเงินปี 2567 จะระบุว่าคนไทย 91.5% มีเงินออม แต่มีเพียง 23% เท่านั้นที่มีการออมอย่างเป็นระบบ และมีเพียง 25% ที่มีเงินออมฉุกเฉินเพียงพอสำหรับ 6 เดือน ซึ่งสะท้อนว่าการวางแผนเพื่อการเกษียณที่ทำได้จริงยังมีน้อยมาก

นางสาวชญาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท.กำลังปรับเปลี่ยนบทบาทจากการทำหลักสูตรแบบ “On-shelf” หรือการฝึกอบรมแบบ Train the Trainer มาเป็นการรุกเข้าสู่กลุ่มผู้ใช้จริง (End User) มากขึ้น โดยการจับมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อจัดทำวิชาการวางแผนการเงินเข้าในหลักสูตรการศึกษาในครั้งนี้

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขเงิน แต่มันคือเรื่องของความสุขที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนสามารถควบคุมและออกแบบชีวิตทางการเงินของตัวเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อลดภาระความเหนื่อยล้าของคนทั้งประเทศในระยะยาว” นางสาวชญาวดี กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับความร่วมมือที่จัดทำหลักสูตรดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นเครื่องมือให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งกลุ่มที่ประสบปัญหาทางการเงินอยู่แล้ว หรือกลุ่มที่ยังไม่มีปัญหาแต่ต้องการป้องกันความเสี่ยง ให้สามารถปรับตัวและเรียนรู้กระบวนการบริหารจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ที่ต้องการเพิ่มรายได้ผ่านการลงทุนในรูปแบบต่างๆ โดยหลักสูตรนี้จะถือเป็นคอร์สความรู้พื้นฐานที่เบ็ดเสร็จ ครอบคลุมการบริหารจัดการชีวิตทางการเงินในทุกมิติ

โดย ธปท. ต้องการให้ประชาชนและกลุ่มนิสิตนักศึกษาให้ความสนใจเข้ามาศึกษาข้อมูลเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ธปท. ตั้งเป้าที่จะขยายผลหลักสูตรนี้ไปยังสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วประเทศ รวมถึงต้องการผลักดันให้ความรู้ทางการเงินลงไปถึงกลุ่มเด็กในระดับที่เล็กกว่ามหาวิทยาลัย

นางสาวชญาวดี ย้ำว่าวินัยทางการเงินเป็นสิ่งที่ควรเริ่มต้นปลูกฝังตั้งแต่เยาวชน ซึ่งปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาและดูแลหลักสูตรทางการเงินสำหรับเด็กอยู่แล้ว และในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาให้หลักสูตรนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างสู่ประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ในอนาคต ธปท. จะมีการปรับปรุงเนื้อหาและวิธีการสื่อสารให้มีความเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยจะกระจายความรู้ให้เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับคนไทยในระยะยาว

Advertisement

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 มกราคม 2569 โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) พร้อมกำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินอย่างเข้มงวด

วันนี้ (26 มกราคม 2569) เวลา 13.50 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

โฆษกฯ ยังเน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก โดยสั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท่าอากาศยาน ดำเนินมาตรการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม

“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังผู้เดินทางอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับโรค จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที ทั้งนี้ โรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะหรือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด” นายสิริพงศ์กล่าว

อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีพาหะสำคัญคือค้างคาว และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือดและน้ำลาย ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ชัก และพบอัตราการเสียชีวิตสูงร้อยละ 40–75 ซึ่งถือว่าสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่า

Advertisement

รัฐบาลเผย สปส. เร่งทยอยจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานแก่ผู้ประกันตน ตั้งแต่ 20 ม.ค. 69 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 มกราคม 2569 รัฐบาลเผย สปส. เร่งทยอยจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานแก่ผู้ประกันตน ตั้งแต่ 20 ม.ค. 69 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ ย้ำพร้อมดูแลคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการปรับปรุงและเปลี่ยนผ่านระบบดิจิทัลครั้งใหญ่ จากระบบ Mainframe ซึ่งใช้งานมากว่า 30 ปี มาเป็นระบบ Web Application เพื่อยกระดับการบริการของสำนักงานประกันสังคมให้มีความทันสมัย สะดวก และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบบใหม่ จำเป็นต้องปรับปรุงระบบประมวลผลการนำเข้าข้อมูลการรายงานตัวจากกรมการจัดหางานเข้าสู่ระบบใหม่

รัฐบาลขอให้ผู้ประกันตนไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลที่จะสูญหาย โดยสำนักงานประกันสังคมยืนยันว่า ข้อมูลการรายงานตัวของผู้ประกันตนในระบบเดิม ยังคงอยู่ ไม่มีการสูญหายแน่นอน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องและดำเนินการโอนย้ายข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบการให้บริการ โดยสำนักงานประกันสังคมได้เริ่มทยอยโอนเงินสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์แล้วตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 ซึ่งจะเร่งดำเนินการโอนตามลำดับความครบถ้วนของข้อมูลอย่างเร่งด่วน ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสถานะการอนุมัติเงินทดแทนกรณีว่างงานผ่านระบบการขึ้นทะเบียนว่างงานของกรมการจัดหางาน ตามรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  • หากสถานะปรากฏเป็น “รอพิจารณา” แสดงว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบของ สำนักงานประกันสังคม กทม.และ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา
  • หากสถานะปรากฏเป็น “พิจารณาแล้ว/อนุมัติ” ขอให้ผู้ประกันตนรอการโอนเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งโอนเงินตามลำดับ หากเงินเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้วจะปรากฏจำนวนเงินในตารางนัดหมายในการรายงานตัว

“รัฐบาล โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ยืนยันความตั้งใจในการดูแลและคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมอำนวยความสะดวกและเร่งรัดการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และทั่วถึง ย้ำชัดว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ได้หายไปไหน อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการตามระบบ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป”นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ

Advertisement

รัฐบาลสั่งการติดตามสถานการณ์เฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์” ใกล้ชิด หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 มกราคม 2569 รัฐบาลสั่งการติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์” ใกล้ชิด หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม กำชับคัดกรองเข้ม ย้ำไม่พบผู้ป่วยในไทย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก

วันนี้ 24 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พัยธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปืดเผยว่า  รัฐบาล สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดียอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม กำชับมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ยืนยันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วย ขอประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการและไม่ตื่นตระหนก

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดีย พบผู้ป่วยยืนยันรวม 5 ราย  ซึ่งทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเวสต์เบงกอล พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างเข้มข้น สำหรับประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทาง หากพบผู้เดินทางที่มีไข้สูง หรือมีอาการเข้าได้กับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อประเมินอาการและดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านชันสูตรโรคของประเทศ มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสนิปาห์ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม Real-time RT-PCR มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถตรวจจากตัวอย่างหลากหลายชนิด เช่น เลือด สารคัดหลั่งจากคอและโพรงจมูก น้ำไขสันหลัง และปัสสาวะ โดยจะเก็บอย่างน้อย 2 ชนิดตัวอย่างขึ้นไป และสามารถรายงานผลภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง

“ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ ขอแนะนำประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรคและสัตว์พาหะ ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง และล้างมือด้วยสบู่หลังสัมผัสสัตว์ เนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในคน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

Verified by ExactMetrics