วันที่ 20 มีนาคม 2026

รัฐบาลเชิญชวนเที่ยวงาน “Amazing Thailand Su-ngaikolok Countdown 2026” เชื่อมสองวัฒนธรรม

28 ธันวาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนเที่ยวงาน “Amazing Thailand Su-ngaikolok Countdown 2026” เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 เชื่อมสองวัฒนธรรม ยกระดับสุไหงโกลกสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมงาน Amazing Thailand Su-ngaikolok Countdown 2026เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 ณ สวนสาธารณะสิรินธร อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ภายใต้แนวคิด “Harmony Beyond Borders” เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้คนและวัฒนธรรมในพื้นที่สองแผ่นดินไทยและมาเลเซีย มุ่งถ่ายทอดภาพลักษณ์ใหม่ของเมือง     สุไหงโกลกในยามค่ำคืน ให้เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา ปลอดภัย ทันสมัย และสะท้อนอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรมของพื้นที่ชายแดนใต้ อันประกอบด้วยวัฒนธรรมไทย มลายู จีน ที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน โดยนำพลังของศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่น มาผสานเข้ากับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและแตกต่างให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ยกระดับจังหวัดนราธิวาสสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่

ไฮไลต์กิจกรรม Amazing Thailand Su-ngaikolok Countdown 2026 ประกอบด้วยการตกแต่งประดับไฟ โดยใช้เทคนิค Light up และ Mapping และประดับไฟตามจุดต่างๆ ภายใต้แนวคิด “Harmony Beyond Borders” โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับกิจกรรมความบันเทิงและการแสดงบนเวทีจากศิลปิน ชื่อดังตลอด 4 วันการจัดงาน พร้อมชมการแสดงพลุเฉลิมฉลองปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งความประทับใจร่วมกันของประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั้งสองฝั่งชายแดน นอกจากการแสดงดนตรีแล้ว ภายในงานยังมีการจัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ชายแดนใต้ ผ่านการแสดงลิเกฮูลู ระบำตารีกีปัส การแสดงปันจักสีลัต ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของผู้คนในพื้นที่สุไหงโกลกและจังหวัดใกล้เคียง

ภายในพื้นที่จัดงานยังมีการจัดลานอาหารฮาลาลและตลาดชุมชน OTOP กว่า 50 ร้านค้า เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและกลุ่มชุมชนได้นำเสนออาหารท้องถิ่น สินค้า และผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดนราธิวาส ควบคู่กับกิจกรรมเวิร์กชอปและกิจกรรมศิลปาชีพจากชุมชน อาทิ การปักผ้า การจักสานย่านลิเภา การทอเสื่อกระจูด การทำเรือกอและจำลอง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการสร้างอาชีพให้แก่พสกนิกรในพื้นที่

“คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน ตลอดระยะเวลา 4 วันของการจัดงาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มระยะเวลาพำนัก และสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยการจัดงานครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยตลอดระยะเวลาการจัดงาน พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกด้านการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของจังหวัดนราธิวาสในระดับภูมิภาค”

Advertisement

ดีอี เตือนภัย ปชช. เตรียมรับมือ 4 เทรนด์สแกมเมอร์ ปี 69

25 ธันวาคม 2568 ดีอี เตือนภัย ปชช. เตรียมรับมือ 4 เทรนด์สแกมเมอร์ ปี 69

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และโฆษกกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า ตามนโยบายการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ ของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยออนไลน์ การหลอกลวงของมิจฉาชีพ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบความเสียหายจากสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ ศูนย์ AOC 1441 พบว่า ผู้เสียหายจากสแกมเมอร์ เป็นวัยทำงานที่อายุระหว่าง 20-49 ปี มากที่สุด ซึ่งมีจำนวนคดี 223,300 เคส รองลงมาเป็นกลุ่มอายุระหว่าง 50-64 ปี จำนวน 53,265 เคส โดยแนวโน้มวิธีการหลอกลวงของมิจฉาชีพในปัจจุบันที่พบมากที่สุด มี 4 รูปแบบดังนี้

  1. การส่งข้อความ SMS/LINE ปลอมแนบลิงก์ เร่งรัดให้ชำระหนี้ ค่าปรับ

โดยอ้างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลเรื่องสาธารณูปโภค เช่น กปน. กปภ. กฟภ. ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันนี้หน่วยงานของรัฐ ไม่มีการส่ง SMS /ข้อความ/อีเมล ที่มีการแนบลิงก์แล้ว โดยขอเตือนว่าอย่ากดลิงก์ที่แนบมากับข้อความโดยเด็ดขาด เพราะมิจฉาชีพอาจติดตั้งแอปฯ ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัญชีธนาคาร หรือลักลอบโอนเงินออกจากบัญชีของผู้ที่หลงเชื่อได้

  1. การหลอกลวงปลอมเสียงโทรศัพท์/วิดีโอปลอม ด้วยเทคโนโลยี AI (Deepfake Call)

วิธีการนี้เป็นการปรับรูปแบบของมิจฉาชีพในการใช้เทคโนโลยี AI ปลอมเสียงเป็นญาติหรือคนรู้จัก หลอกลวงยืมเงิน ให้โอนเงินช่วยเหลือด่วน หรือสร้างวีดีโอปลอม เพื่อข่มขู่หลอกลวงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อ้างว่าผู้เสียหายพัวพันกับบัญชีม้า คดีฟอกเงิน ก่อนให้โอนเงินเพื่อเคลียร์คดี ซึ่ง AI สามารถปลอมเสียงและภาพได้เหมือนจริง

ดังนั้น เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนควรมีตั้งสติ คิดให้รอบคอบ ต้องสอบถามรายละเอียดเพื่อความมั่นใจ พร้อมทั้งติดต่อหน่วยงานทางการที่เชื่อถือได้เพื่อยืนยันข้อมูลให้แน่ใจ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน

  1. หลอกลวงลงทุนเงินคริปโต/หุ้นดิจิทัล

มิจฉาชีพจะใช้วิธีการหลอกลวงลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล อ้างอิงหน่วยงานการลงทุนที่น่าเชื่อถือ โดยมีข้อเสนอที่น่าสนใจ เพื่อชักจูงให้ลงทุน โดยในระยะแรกได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ ก่อนหลอกลวงให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้นแล้วยักยอกเงินลงทุนทั้งหมดของผู้เสียหาย

ทั้งนี้ขอเตือนให้ผู้สนใจลงทุน ติดตามข้อมูลการลงทุนจากช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานลงทุนที่น่าเชื่อถือเท่านั้น โดยพบว่าช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ส่วนใหญ่จะเป็นช่องทางโซเชียล Facebook TikTok ซึ่งเป็นบัญชีปลอมที่ไม่ใช่ของหน่วยงานทางการ

  1. สร้างโปรไฟล์ปลอมในแอปฯ โซเชียล หลอกหาคู่ / ร้านค้าปลอม / โรงแรมที่พักปลอม

มิจฉาชีพจะสร้างบัญชีตัวตนปลอม โดยในรายของ Romance Scam มักใช้รูปผู้ชาย/ผู้หญิง หน้าตาดี ทำทีตีสนิท ก่อนหลอกให้โอนเงิน ขณะที่ในรายของการหลอกขายสินค้า หรือหลอกให้โอนเงินจองที่พักโรงแรมนั้น มักจะสร้างบัญชีปลอมเลียนแบบบัญชีจริงของร้านค้า หรือโรงแรมที่พัก โดยผู้ที่สนใจซื้อสินค้า จองที่พัก ควรตรวจสอบข้อมูลของโรงแรมที่พัก หรือร้านค้าออนไลน์อย่างละเอียด ก่อนจะโอนเงินหรือแชร์ข้อมูลส่วนบุคคล

สำหรับช่องทางที่ใช้หลอกลวง 4 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1. Facebook จำนวน 126,672 เคส มูลค่าความเสียหาย 2,810 ล้านบาท อันดับ 2. Call Center จำนวน 32,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 2,660 ล้านบาท อันดับ 3. เว็บไซต์ จำนวน 10,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 1,710 ล้านบาท และอันดับ 4. TikTok จำนวน 8,703 เคส มูลค่าความเสียหาย 534 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันภัยออนไลน์ สแกมเมอร์ ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลส่วนบุคคล การกดลิงก์ หรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้ โดยขอให้ยึดหลัก “4 ไม่” คือ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ และไม่โอน หากพบพฤติกรรมต้องสงสัยหรือถูกหลอกลวงให้ติดต่อศูนย์ AOC 1441 หรือสายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับและอายัดบัญชีทันที

Advertisement

รัฐเดินหน้าลงทุนอนาคตเด็ก เพิ่มสนามเด็กเล่นใหม่ในกรุงเทพฯ อีก 4 แห่ง เปิดพื้นที่เล่น–เรียนรู้–ออกกำลังกาย เสริมพัฒนาการรอบด้าน

20 ธันวาคม 2568 รัฐเดินหน้าลงทุนอนาคตเด็ก เพิ่มสนามเด็กเล่นใหม่ในกรุงเทพฯ อีก 4 แห่ง เปิดพื้นที่เล่น–เรียนรู้–ออกกำลังกาย เสริมพัฒนาการรอบด้าน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนา “ประชากรเด็ก” อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเล่น การเรียนรู้ และการออกกำลังกาย เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมของเด็กและเยาวชน โดยในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพมหานครได้เปิดให้บริการสนามเด็กเล่นและพื้นที่เรียนรู้แห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ครอบคลุมหลายพื้นที่ของเมือง

สนามเด็กเล่นทั้ง 4 แห่ง เป็นส่วนหนึ่งของการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพชีวิตในเมืองใหญ่ ให้เด็กทุกกลุ่มเข้าถึงพื้นที่สร้างสรรค์ใกล้บ้าน สอดคล้องกับแนวคิด “เมืองที่เด็กอยู่ได้ ครอบครัวอยู่ดี” โดยมีรายละเอียดดังนี้

-สนามเด็กเล่นชุมชน สวนลุมพินี เขตปทุมวัน เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นสนามเด็กเล่นในสวนสาธารณะใจกลางเมืองที่ออกแบบตามแนวคิด Universal Design รองรับเด็กทุกความสามารถ รวมถึงผู้ใช้รถเข็น นับเป็นพื้นที่เล่นกลางแจ้งที่ผสานการออกกำลังกายและการเสริมสร้างจินตนาการ ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวของเมือง

-สนามเด็กเล่นพัฒนาสมอง “OKMD PLAYGROUND” เขตบางพลัด เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ภายในโรงเรียนบางยี่ขันวิทยาคม เป็นพื้นที่เล่นที่ออกแบบตามหลักการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Learning by Playing) ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อ การทรงตัว และทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชน

-สนามเด็กเล่นและจุดเรียนรู้ ชุมชนพัฒนาใหม่ เขตคลองเตย เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนที่โล่งเป็นที่เล่น” เป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาพื้นที่ชุมชน ให้เด็กได้มีพื้นที่เล่นอย่างปลอดภัย ส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านในสภาพแวดล้อมใกล้บ้าน

-สนามเด็กเล่นวิทยาศาสตร์ “Science Topia” เขตวัฒนา เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ภายในศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เป็นสนามเด็กเล่นในร่มที่ผสานการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมเล่นเชิงสร้างสรรค์ เหมาะสำหรับเด็กทุกช่วงวัย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเพิ่มสนามเด็กเล่นและพื้นที่เรียนรู้ในเมือง เป็นการลงทุนระยะยาวด้านทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของอนาคต รัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กไทยมีพื้นที่เติบโตอย่างสมดุล แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

นายกรัฐมนตรีมอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2569 “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

15 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรีมอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2569 “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน ให้มีจิตสำนึกในความเป็นไทย เคารพกติกา อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีระกุล นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรักและความภาคภูมิใจในชาติ ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และประชาคมโลก

คำขวัญดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน ให้มีจิตสำนึกในความเป็นไทย เคารพกติกา อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเปิดมุมมองสู่โลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงระดับโลก

รัฐบาลยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรง และเป็นพลังสำคัญของประเทศในอนาคต

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมงานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี 11–21 ธันวาคมนี้

11 ธันวาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมงานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี 11–21 ธันวาคมนี้ พร้อมแจ้งหลีกเลี่ยงเส้นทางโดยรอบ

วันนี้ 11 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า งานกาชาดประจำปี 2568 เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี โดยสภากาชาดไทยได้เชิญชวนประชาชนร่วมงานเพื่อทำบุญ สนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ และร่วมระดมทุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ

ปีนี้งานกาชาดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในงานมีนิทรรศการสำคัญ เช่น

  • “69 ปี แสงแห่งพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย”
  • การจำหน่ายสลากบำรุงสภากาชาดไทย
  • ร้านค้าอาหารและสินค้าชุมชน
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรม
  • และกิจกรรมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน www.iredcross.org

รองโฆษกฯ ขอแจ้งประชาชนที่ใช้เส้นทางโดยรอบสวนลุมพินี ได้แก่ ถนนราชดำริ ถนนพระราม 4 ถนนวิทยุ และถนนสารสิน ให้เผื่อเวลาเดินทางหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางในช่วงวันจัดงาน เพื่อความสะดวกและคล่องตัวของการจราจร

ประชาชนสามารถดาวน์โหลดแผนผังพื้นที่จัดงานได้ที่:

https://drive.google.com/drive/folders/1IcQn-9REQ45qkPhKE_1TGNxEauoeY8l8 งานกาชาดเปิดให้เข้าชมเวลา 11.00–22.00 น. ตลอด 11 วันของการจัดงาน

รองโฆษกฯ เชิญชวนประชาชนร่วมเดินเที่ยว ทำบุญ และสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทยไปพร้อมกันในปีนี้

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

7 ธ.ค.นี้ กม.แรงงานเพิ่มสิทธิผู้ใช้แรงงาน มีผลบังคับใช้ เพิ่มวันลาคลอดให้แม่ เป็น 120 วัน คู่สมรสลาได้ด้วย

7 ธันวาคม 2568 7 ธันวาคมนี้ กฎหมายแรงงานเพิ่มสิทธิผู้ใช้แรงงาน มีผลบังคับใช้ เพิ่มวันลาคลอดให้แม่ เป็น 120 วัน ให้คู่สมรสลาได้ด้วย

วันนี้ (7 ธันวาคม 2568) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ถือเป็นวันเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นการยกระดับและปฏิรูปกฎหมายแรงงานครั้งสำคัญของประเทศไทย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตแรงงานและเสริมความสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตครอบครัว

กฎหมายดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน คือวันที่ 7 ธันวาคมนี้ โดยมีสาระสำคัญที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ลูกจ้างอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • ลาคลอดบุตร เพิ่มจาก 98 เป็น 120 วัน และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในระหว่างลาคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานไม่เกิน60วัน
  • ลาดูแลบุตรป่วย เพิ่มสิทธิลาได้อีก 15 วัน ในกรณีบุตรเจ็บป่วย พิการ หรือมีความผิดปกติ โดยได้รับค่าจ้าง ร้อยละ50
  • ลาช่วยภรรยาคลอดบุตร เป็นครั้งแรกในกฎหมายไทย ให้สิทธิคู่สมรสลาได้ 15 วัน ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน
  • คุ้มครองลูกจ้างจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าลูกจ้างทั่วไป ทั้งค่าแรง วันหยุด และสิทธิการลา

รองโฆษกฯ ระบุว่า กฎหมายฉบับนี้สะท้อนนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน ส่งเสริมความเท่าเทียมในครอบครัว และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ขอให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างศึกษาและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ เพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างราบรื่น และก่อประโยชน์สูงสุดต่อระบบแรงงานของประเทศ

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

เชิญชวนคนไทย งด ลด เลิก พฤติกรรมเสี่ยง-ดื่มแล้วขับ

1 ธันวาคม 2568 มูลนิธิเมาไม่ขับ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เชิญชวนคนไทย งด ลด เลิก พฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ และการดื่มแล้วขับในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า เพื่อความปลอดภัย

มูลนิธิเมาไม่ขับ นำโดย นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช พร้อมด้วยเหยื่อจากการถูกคนเมาแล้วขับรวม 9 คน เดินทางมายัง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผ่านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้นายกรัฐมนตรีเชิญชวนคนไทย “งด ลด เลิก” พฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ยานพาหนะ และการดื่มแล้วขับในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ที่กำลังจะมาถึงในเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะการเลี้ยงสังสรรค์ที่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรงดเว้น แต่หากไม่สามารถงดได้ ขอให้ผู้ที่มีหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะ งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน

Advertisement

 

ครม. มีมติอนุมัติการดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต) (รถไฟชานเมืองสายสีแดง) ของ รฟท.

ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569

วันนี้ (27 พฤศจิกายน 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

  1. อนุมัติการดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต) (รถไฟชานเมืองสายสีแดง) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ โดยให้ รฟท. ขอรับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อชดเชยรายได้ส่วนต่างค่าโดยสารตามจริง ตามพระราชบัญญัติวินับการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
  2. รับทราบการรดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันสำหรับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (รถไฟฟ้าสายสีม่วง) การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ
  3. ให้ คค. ประเมินผลการดำเนินมาตรการเป็นรายปี โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปริมาณผู้โดยสารและรายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อภาระการชดเชยจากภาครัฐ และคำนึงถึงความสะดวกสบายในการเดินทางและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เป็นต้น เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินมาตรการในระยะยาวต่อไป

มาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องหลังจากมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสายสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดเก็บอัตราค่าโดยสารสูงสุดตามมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน ดังนี้

-กลุ่มบุคคลทั่วไป อัตราค่าโดยสารสูงสุด 40 บาท/วัน

-กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา อัตราค่าโดยสารสูงสุด 30 บาท/วัน

ทั้งนี้ กลุ่มผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มเด็ก สามารถเลือกใช้สิทธิตามมาตรการที่เสนอในครั้งนี้ หรือใช้สิทธิเดิมตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า ดังนี้

-กลุ่มผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับวงเงินตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 750 บาท/เดือน โดยคิดค่าโดยสารในอัตราปกติ/เที่ยว

-กลุ่มผู้พิการและกลุ่มเด็ก ส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม. ได้รับสิทธิใช้บริการฟรี

-กลุ่มผู้พิการและกลุ่มเด็ก ส่วนสูงเกิน 90 ซม. แต่ไม่เกิน 120 ซม. ได้รับส่วนลดร้อยละ 50 จากค่าโดยสารในอัตราปกติ/เที่ยว

กำหนดประเภทบัตรโดยสารเพื่อรองรับมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน คือ บัตร EMV Contactless Card

สลค. พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้สิทธิ จากเดิม ผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารในอัตราไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เป็น ผู้โดยสารจะต้องใช้บัตรโดยสารตามที่กำหนดไว้ จึงจะได้สิทธิค่าโดยสารเหมาจ่ายรายวัน จึงอาจส่งต่อประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วงในช่วงเริ่มต้นมาตรการรายวัน ดังนั้น คค. รฟท. รฟม. จึงควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาเข้าใจถึงเงื่อนไขการใช้งานสิทธิโดยทั่วกัน ก่อนเริ่มดำเนินมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน

Advertisement

ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

ปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี

18 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 – 2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต

อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกัน ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย

Advertisement

กสทช. เตรียมเสนอ “เน็ตคนละครึ่ง” เดือนละ 160 บาท หนุนผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ 14 ล้านคน

เข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40 GB ต่อเดือน ต่อเนื่อง 3 เดือน

วันนี้ (15 พ.ย.68) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมเสนอโครงการ “เน็ตคนละครึ่ง” เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนกลุ่มรายได้น้อย โดยเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กว่า 14 ล้านคนทั่วประเทศ ในอัตราค่าบริการ: จ่ายเพียง 160 บาทต่อเดือน (รวมภาษีแล้ว) สิทธิที่ได้รับ: อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40 GB ต่อเดือน ระยะเวลาใช้งาน: ต่อเนื่อง 3 รอบบิล (3 เดือน) ใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุน กทปส. (กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ)

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ กสทช. อยู่ระหว่างเสนอร่างโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ โดยคาดว่าเมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว จะเปิดให้ประชาชนที่มีสิทธิลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ภายในปี 2568 ทั้งนี้  กสทช. จะหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย เพื่อจัดทำแพ็กเกจพิเศษภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยยืนยันว่าจะควบคุมคุณภาพความเร็วอินเทอร์เน็ตให้ใช้งานได้จริง ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

”โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้อย่างเท่าเทียม ทั้งในด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการใช้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนสังคมสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน อีกทั้ง ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล“ นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics