วันที่ 19 มีนาคม 2026

ออมสิน เนรมิตวันเด็ก 2569 “จักรวาฬแห่งการออม”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 มกราคม 2569 ออมสิน เนรมิตวันเด็ก 2569 “จักรวาฬแห่งการออม” ปลุกหัวใจออมเงิน–รักสิ่งแวดล้อม เด็กและผู้ปกครองร่วมงานคึกคักกว่า 3,000 คน

นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็นประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “จักรวาฬแห่งการออม” เปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนร่วมผจญภัยในโลกใต้น้ำ ผ่านฐานกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ผสานจินตนาการ ความรู้ และความสนุก เพื่อปลูกฝังวินัยการออมเงินควบคู่กับจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีผู้บริหารธนาคารออมสิน เด็กและผู้ปกครองเข้าร่วมงานอย่างคึกคักกว่า 3,000 คน ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569

ภายในงาน ธนาคารออมสินมอบทุนการศึกษาแก่เด็กดีที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จากโรงเรียนวัดไผ่ตัน พร้อมมอบสลากออมสินเป็นของขวัญปีใหม่ มูลค่ารวม 1.2 ล้านบาท แก่นักกีฬาที่ได้รับเหรียญจากมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จาก 5 สมาคมกีฬา ได้แก่ กีฬายิมนาสติก กีฬายูยิตสู กีฬาเนตบอล กีฬาวินด์เซิร์ฟ และกีฬายิงธนู นอกจากนี้ ธนาคารยังมอบกระปุกออมสินวาฬน้อย “Save Money, Save Sea Life” ให้แก่เด็กและเยาวชนที่ลงทะเบียนฝากเงิน โดยกระปุกออมสินผลิตจากขยะพลาสติกชายฝั่งทะเล ออกแบบในรูปทรงปลาวาฬ สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการออมเงินควบคู่การปลูกฝังจิตสำนึกด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยการผลิตกระปุกออมสินในครั้งนี้มีส่วนช่วยลดขยะพลาสติกได้ถึง 18 ตัน สนับสนุนการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล ตามบทบาทธนาคารเพื่อสังคมที่มุ่งสร้าง Social Impact อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด บริษัท เงินดีดี จำกัด และกองทุนการออมแห่งชาติ ร่วมออกฐานกิจกรรมสร้างสรรค์และความสนุกตลอดงาน

Advertisement

เร่งยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผ่าน Data Bureau ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มกราคม 2569 ภาครัฐเร่งยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินผ่าน Data Bureau เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

การประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 9 ม.ค.2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (คณะอนุกรรมการฯ) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 9 มกราคม 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau ซึ่งเป็นการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมเงินสด เงินในระบบธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ และเงินตราต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการฟอกเงิน การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบที่ส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและระบบเศรษฐกิจไทย

เนื่องจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในปัจจุบันมีความซับซ้อนมีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ธุรกิจทองคำ ทั้งทองคำจริงและทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการโอนเงินข้ามพรมแดนและบัญชีเงินบาทนอกประเทศ (NRBA) ประกอบกับระบบนิเวศทางการเงินของไทย ยังมีช่องว่าง มีการกำกับที่แยกส่วน และยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลการทำธุรกรรมระหว่างกัน ทำให้การตรวจสอบที่มา วัตถุประสงค์ และทิศทางการไหลเข้าออกของเงินทุนตรวจสอบได้ยาก อีกทั้งการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของประเทศ

อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาการดำเนินธุรกรรมทางการเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและทองคำเป็นตัวกลางทางการเงินที่มีพฤติกรรมการซื้อ-ขายที่ผิดปกติและสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงหรือกระทำความผิด โดยมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบ Stablecoin สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD Tether: USDT) นับเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 52 ของมูลค่าการซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด ประกอบกับสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในศูนย์ซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 39 สะท้อนถึงพฤติกรรมการซื้อ-ขาย USDT ของนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ที่นำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินเฟียต (Fiat Currency) ในขณะที่มูลค่าการดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ทั้งในรูปแบบการนำเข้า-ส่งออกทองคำจริงและการซื้อ-ขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) ที่เพิ่มสูงขึ้นมากโดยยังคงไม่มีหน่วยงานที่สามารถติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมได้โดยตรงอาจถูกนำไปใช้ในกระบวนการฟอกเงินได้

ดังนั้น ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงเสนอแนวคิด “Connect The Dots” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผ่าน 3 มิติหลัก

(1) Profile – การยืนยันตัวตนและทำ Customer Profiling เพื่อดูความสอดคล้องของตัวตน

(2) Behavior – การติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อดูความสอดคล้องของพฤติกรรมเมื่อเทียบกับตัวตน

(3) Inflow / Outflow – การระบุแหล่งที่มาและปลายทางของเงินและสินทรัพย์

โดยมี Data Bureau เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ เช่น เงินโอนในบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ ตลาดทุน และสินทรัพย์อื่น เป็นต้น

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินมาตรการยกระดับการกำกับดูแลและการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมและครบถ้วนภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ดังนี้

1) สำนักงานป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) พิจารณาเพิ่มบทบาทในเชิงรุกในฐานะหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นผ่านทองคำจริงและ Online Gold ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทองคำจริง เช่น การปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมทองคำของร้านค้าทองคำที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ซื้อ-ขายทองคำ เป็นต้น

2) ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้ร้านค้าทองคำรายงานข้อมูลธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำ เช่น ข้อมูลการซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold รายธุรกรรม รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเงื่อนไขการดำเนินธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำในลักษณะ Online Gold ในสกุลเงินบาท เป็นต้น

3) กระทรวงการคลังพิจารณากำหนดให้ผู้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะ Online Gold นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อ-ขายทองคำเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าบริการออนไลน์ ตลอดจนพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) หรือภาษีประเภทอื่น ๆ จากผู้ซื้อ-ขายทองคำและร้านค้าทองคำที่ซื้อ-ขายทองคำมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้เกิดฐานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายทองคำอีกทางหนึ่ง

4) สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) และสำนักงาน ปปง. ร่วมพิจารณาผลักดันให้เกิดการนำหลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule)มาใช้ในการจัดเก็บและติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่โอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะร่วมกับสำนักงาน ปปง. ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในระหว่างที่สำนักงาน ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำให้คณะอนุกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการประสานการทำงานและการดำเนินการในทุกระดับภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ การ “Connect The Dots” ไม่ใช่การเพิ่มภาระประชาชนหรือภาคธุรกิจสุจริตแต่เป็นการสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเสถียรภาพของระบบการเงินไทย และเพื่อให้มีกลไกในการสกัดกั้นอาชญากรรมทางการเงินและเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจังต่อไป

Advertisement

กรมธนารักษ์เปิด 5 พิพิธภัณฑ์เข้าชมฟรีตลอดเดือนมกราคม เป็นของขวัญปีใหม่ 2569

6 มกราคม 2569 เทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ประจำปี 2569 กรมธนารักษ์เปิดโครงการ “เที่ยวปีใหม่สุขใจไปกับพิพิธภัณฑ์ธนารักษ์เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2569 ให้แก่ประชาชน” ยกเว้นค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของกรมธนารักษ์ ทั้ง 5 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 5 – 31 มกราคม 2569

วันนี้ (6 มกราคม 2569) นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า เทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ประจำปี 2569 กรมธนารักษ์เปิดโครงการ “เที่ยวปีใหม่สุขใจไปกับพิพิธภัณฑ์ธนารักษ์เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2569 ให้แก่ประชาชน” ยกเว้นค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของกรมธนารักษ์ ทั้ง 5 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 5 – 31 มกราคม 2569 เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ให้กับประชาชน โดยพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้เข้าชมทั้ง 5 แห่ง ได้แก่

  • พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ ถนนจักรพงษ์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ เปิดให้บริการวันอังคาร – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. และวันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 – 18.00 น. สอบถามได้ที่ โทร 0 2282 0818
  • พิพิธบางลำพู ถนนพระสุเมรุ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ เปิดให้บริการวันอังคาร – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. และวันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 – 18.00 น. สอบถามได้ที่ โทร 0 2282 9828
  • พิพิธตลาดน้อย ท่าเรือภาณุรังษี แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เปิดให้บริการวันอังคาร – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. และวันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 – 18.00 น. สอบถามได้ที่ โทร 0 2233 7390
  • พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ถนนราชดำเนิน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดให้บริการวันอังคาร – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. และวันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 – 18.00 น. สอบถามได้ที่ โทร 0 5322 4237
  • พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดขอนแก่น ถนนศรีจันทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เปิดให้บริการวันอังคาร – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. และวันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 – 18.00 น. สอบถามได้ที่ โทร 0 4330 6167

อธิบดีกรมธนารักษ์กล่าวต่อว่า สำหรับพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้เข้าชมทั้ง 5 แห่ง กรมธนารักษ์ไม่เก็บค่าเข้าชมทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการสร้างพื้นที่และบรรยากาศความสุขให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 นอกจากนี้ ประชาชนสามารถเลือกซื้อเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึกวาระต่าง ๆ รวมทั้ง ผลิตภัณฑ์เหรียญสำหรับเป็นของขวัญ ของที่ระลึกในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้  ณ พิพิธภัณฑ์ของกรมธนารักษ์ ทั้ง 5 แห่ง อีกด้วย

Advertisement

เปิดฤดูกาลสายบุญ “บขส.” พาไปสักการะรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ ปี 2569 จองตั๋วได้แล้ววันนี้

6 มกราคม 2569 เปิดฤดูกาลสายบุญ “บขส.” พาไปสักการะรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ ปี 2569 จองตั๋วได้แล้ววันนี้

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า บขส. ได้อำนวยความสะดวกประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปร่วมงานประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พระบาทพลวง) จังหวัดจันทบุรี ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 19 มกราคม – 19 มีนาคม 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงต้นปี และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นในจังหวัดจันทบุรี ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม

บขส. จึงจัดกิจกรรม “บขส. ตามรอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฏ ปี 9” เส้นทางกรุงเทพฯ – จันทบุรี (เขาคิชฌกูฏ) ให้บริการวันละ 1 เที่ยว รูปแบบวันเดย์ทริป ในวันที่ 23, 30 มกราคม, 6, 13, 20, 27 กุมภาพันธ์, 6 และ 13 มีนาคม 2569 รถออกจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 เวลา 20.00 น. ค่าโดยสาร 499 บาทต่อที่นั่ง (ไม่รวมค่าขึ้นเขา)

สามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ได้ที่ช่องทาง Facebook Page และ Line : บขส. หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่งานการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0 2537 8737 ในวันและเวลาราชการ

Advertisement

ดีอี แจงข่าวจริง “รฟท.สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 4 มกราคม 2569 ดีอี แจงข่าวจริง “รฟท.สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา” ขอ ปชช. เชื่อ-แชร์ ข้อมูลจากหน่วยงานทางการเท่านั้น

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 156,814 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 366 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 366 โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 4 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 1 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง การรถไฟฯ สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา

อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมาย ได้ที่เพจ น้องอ้อย อ้อย

อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ร่วมกับดีอี เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ยกเงินที่ยึดจากบัญชีม้ามาให้ผู้เสียหายจากมิจฉาชีพได้ที่ เพจ Mortality 55

อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง CMAC เตือนประชาชนและผู้ลี้ภัย ระมัดระวังวัตถุระเบิดตกค้างในบางพื้นที่

อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ปตท. ตรึงราคาน้ำมันช่วงปีใหม่ พร้อมมอบโปรโมชันพิเศษตามเงื่อนไข

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง OR เปิดให้ลงทุน “หุ้น OR อเมซอน” เริ่มต้นหลักพัน กำไรหลักร้อยต่อวัน ผ่านเพจ Energy Saving Green

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ระบบ M-Flow ส่ง SMS แนบลิงก์เว็บไซต์ แจ้งมีบิลรอดำเนินการชำระ

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “การรถไฟฯ สนับสนุนภารกิจ ส่งตู้คอนเทนเนอร์ตั้งแนวกั้นพรมแดนไทย–กัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขอความร่วมมือจาก รฟท. ในการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ สนับสนุนภารกิจสถานการณ์บริเวณชายแดน ทาง รฟท. จึงได้ให้การสนับสนุน โดยการเป็นสื่อกลางในการทำหน้าที่ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 84 ตู้ ในพื้นที่โคกสูง จังหวัดสระแก้ว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

ดีอี เตือนข่าวปลอม “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนขอรับเงินคืนผ่าน Tik Tok” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 มกราคม 2569 ดีอี เตือนข่าวปลอม “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนขอรับเงินคืนผ่าน Tik Tok” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 158,036 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,014 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,007 ตามมาด้วยช่องทาง Line 7 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 11 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนขอรับเงินคืน Tik Tok บัญชี”@payungsamanmrit”

อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดสินเชื่อด่วนเพื่อการเกษตร ลงทะเบียนออนไลน์ก็รับเงินก้อนได้ทันที ผ่านบัญชีติ๊กต็อก baac.th_online289

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ทหารไทยทำลายบันไดไม้ 1,181 ขั้น บริเวณปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. ประกาศมอบเงินช่วยเหลือ 1 แสนบาทให้ 4 กลุ่ม ผ่าน TikTok บัญชี @Loveyou555

อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ใบขับขี่ไม่ใช่เรื่องยาก ผ่านเพจ พงษ์เพชร์ กงพล รับทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมายแบบครบวงจร

อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ไทย-จีน-กัมพูชา หารือไตรภาคี สร้างสันติภาพและปราบปรามอาชญากรรมข้ามแดน

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง รับทำใบขับขี่ออนไลน์ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเองที่ขนส่ง ผ่านเพจ นายธีรศักดิ์ โฉมศิริ

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซนเตอร์ ลงทะเบียนขอรับเงินคืน Tik Tok บัญชี”@payungsamanmrit”” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากบัญชี TikTok ชื่อ @payungsamanmrit เป็นบัญชีปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น โดยแอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐ โพสต์ข้อความหลอกลวงให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลงทะเบียนผ่านลิงก์เพื่อขอรับเงินคืน ซึ่งทางสำนักงาน ปปง. ไม่มีนโยบายให้ผู้เสียหายติดต่อยื่นเอกสารหรือปรึกษาคดีผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียใด ๆ ทั้งสิ้น และมีบัญชีทางการที่ถูกต้องคือ @amlo_thailand เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

“AFNC” เผยอันดับ 1 เฟคนิวส์ 5 กลุ่มข่าวปลอมในปี 2568 ที่ ปชช. สนใจมากที่สุด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 มกราคม 2569 “AFNC” เผยอันดับ 1 เฟคนิวส์ 5 กลุ่มข่าวปลอมในปี 2568 ที่ ปชช. สนใจมากที่สุด

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ซึ่งได้แบ่งกลุ่มข่าวปลอมออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน และพบว่าในแต่ละกลุ่ม มีข่าวปลอมที่เผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ AFNC ในปี 2568 ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ดังนี้

1.กลุ่มข่าวนโยบายรัฐ ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง : “แก๊งค้ามนุษย์-ขอทานต่างด้าวระบาดทั่วไทย ไร้การจัดการ”

โดยประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน  458,261 ครั้ง

คำชี้แจง : เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ  ซึ่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยืนยันว่า ได้ดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์และขอทานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการกำหนดมาตรการเชิงรุกต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย

2.กลุ่มข่าวภัยพิบัติ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง : “เสี่ยงเกิดสึนามิที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน อาจรุนแรงกว่าปี 2547”

ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 529,472 ครั้ง

คำชี้แจง : กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ชี้แจงว่า การที่แผ่นเปลือกโลกจะมีการปลดปล่อยพลังงานให้รุนแรงเท่ากับแผ่นดินไหวขนาด 9.3 ที่เกิดในปี 2547 จากการประเมินและคำนวน พบว่า จะใช้เวลาอีกประมาณ 400-600 ปี ทำให้ในปัจจุบันยังไม่สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้

3.กลุ่มข่าวสุขภาพ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ติดเชื้อ HIV รักษาให้หายได้ใน 2 เดือน ด้วยการใช้ CDS 2 ขวด”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 156,828 ครั้ง

คำชี้แจง : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ CDS ไม่สามารถใช้รักษาโรคได้ และขอเตือนประชาชนว่า CDS ไม่ใช่ยา และไม่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ในการรักษาโรคใด ๆ การบริโภค CDS อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

4.กลุ่มข่าวเศรษฐกิจ

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ออมสินปล่อยกู้ผ่านเพจ LEASE it PCL 859 เริ่มต้น 10,000 – สูงสุด 1 ล้าน!”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 77,123 ครั้ง

คำชี้แจง : ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเพจเฟซบุ๊ก “LEASE it PCL 859” ที่อ้างว่าธนาคารออมสินให้บริการสินเชื่อวงเงิน 10,000 – 1,000,000 บาท โดยไม่ใช้คนค้ำ ไม่เช็กเครดิต กู้ได้ทุกอาชีพ และอนุมัติไว ขอเตือนให้ระมัดระวังการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูล และทรัพย์สินส่วนบุคคล

5.กลุ่มข่าวอาชญากรรมออนไลน์

อันดับ 1 เป็น “ข่าวปลอม” เรื่อง “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok police_cyber1710”

พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ มีส่วนร่วมเป็นจำนวน 97,688 ครั้ง

คำชี้แจง :  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ชี้แจงว่า บัญชี TikTok ชื่อ ตำรวจไซเบอร์ ใช้แอ็กเคานต์ชื่อ police_cyber1710 เป็นบัญชีที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น โดยแอบอ้างใช้ชื่อและโลโก้ของหน่วยงานราชการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากประชาชนหลงเชื่อ และมีการแชร์ต่อๆกันไปในสังคม อาจสร้างความเข้าใจผิด สับสน และเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูล และทรัพย์สินส่วนบุคคลได้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี โดยศูนย์ AFNC ให้ความสำคัญในการสร้างความเข้าใจ และชี้แจงข้อเท็จจริงและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีแก่ประชาชน รวมทั้งการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรืออาชญากรรมออนไลน์ ในรูปแบบต่างๆ ให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชนในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

เผย ตัวเลขคนไทย–อาเซียน–ทั่วโลก ร่วมสวดมนต์ข้ามปี กว่า 12.6 ล้านคน ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคล ต้อนรับศักราชใหม่

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 มกราคม 2569 เผย ตัวเลขคนไทย–อาเซียน–ทั่วโลก ร่วมสวดมนต์ข้ามปี กว่า 12.6 ล้านคน ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคล ต้อนรับศักราชใหม่

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดงานสวดมนต์ข้ามปีภายใต้ชื่อ “สวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ถวายพระราชกุศล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ 2569” ระหว่างวันที่ 31ธ.ค.68 – 1 ม.ค. 69 เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยส่งเสริมให้ประชาชนได้สวดมนต์ข้ามปีได้ทุกที่ในช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ก่อให้เกิดความสุขสงบในจิตใจ และสร้างแรงจูงใจให้ลด ละ เลิก อบายมุข ในเทศกาลปีใหม่ โดยกรมการศาสนา มุ่งหวังให้กิจกรรมดังกล่าวช่วยส่งเสริมให้ประชาชนได้นำหลักธรรมคำสอน มาบ่มเพาะ เสริมสร้างพลังใจให้มีจิตใจที่ผ่องใส ก่อให้เกิดสิริมงคลแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า นับเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง ที่กระทรวงวัฒนธรรมได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรมเพื่อจุดเทียนมงคลในพิธีสวดมนต์ข้ามปีและโปรดประทานตราอักษรพระนาม ออป. จัดพิมพ์ลงบนกล่องไม้ขีดไฟ เพื่อมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ นำไปประกอบพิธีจุดเทียนมงคลในกิจกรรม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมในพิธี และเป็นสิริมงคลในการเข้าสู่ศักราชใหม่ กระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมการศาสนา ได้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถสวดมนต์ข้ามปีได้ทุกที่ในช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และนำหลักธรรมคำสอน มาบ่มเพาะ เสริมสร้างพลังใจให้มีจิตใจที่ผ่องใส ลด ละ เลิกอบายมุข ก่อให้เกิดสิริมงคลแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ

โดยส่วนกลางจัดกิจกรรม ในวันที่ 31ธันวาคม 2568 ณ วัดสระเกศ วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มีการถ่ายทอดสัญญาณภาพงานสวดมนต์ข้ามปี เชื่อมโยงการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของประเทศไทยและวัดไทยในต่างประเทศ ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์และช่องทางอื่น ๆ โดยกรมการศาสนายังได้จัดทำหนังสือสวดมนต์เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมพิธี และสำหรับในช่วงเช้าของวันที่ 1 มกราคม 2569 จะจัดพิธีตักบาตรรับปีใหม่ ของพุทธศาสนิกชน เพื่อความเป็นสิริมงคลพร้อมกันทั่วประเทศ ในส่วนภูมิภาค 76 จังหวัดองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนาในแต่ละจังหวัด ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น ได้ร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรม ตลอดจนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีและกิจกรรมตักบาตรรับปีใหม่ สำหรับการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอาเซียน ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน 14 จังหวัด ได้แก่ 1) เชียงราย 2) ตาก 3) นครพนม 4) นราธิวาส 5) บึงกาฬ 6) มุกดาหาร 7)แม่ฮ่องสอน 8) ยะลา 9) ระนอง 10) เลย 11)สงขลา 12) สตูล 13) หนองคาย 14)อุบลราชธานี และกรมการศาสนายังร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประสานความร่วมมือไปยังวัดไทยและวัดทางพระพุทธศาสนาในต่างประเทศทั่วโลก มากกว่า 25 ประเทศ ร่วมจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี อาทิ อินเดีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฝรั่งเศส สหรัฐเอมริกา เยอรมณี เนเธอแลนด์ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เนปาล นอร์เวย์ อังกฤษ เดนมาร์ค กรีซ ฮังการี แคนาดา เบลเยียม ฮ่องกง ออสเตรีย จีนเป็นต้น โดยกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมการศาสนาได้ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดรวบรวมข้อมูลจากศูนย์ประสานงานสวดมนต์ข้ามปี ในกรุงเทพและส่วนภูมิภาค พบว่ามีวัด ศาสนสถานของศาสนาคริสต์ พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ รวมทั้งสถานที่อื่นๆ จัดกิจกรรม โดยในปีนี้ 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น จำนวน  12,613,973  คน (onsite  6,732,627  คน และ online  5,881,346 ครั้ง) เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 93,761 คน คิดเป็นร้อยละ 0.75 สถิติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงประชาชนให้ความสำคัญการร่วมอนุรักษ์ สืบทอดพระพุทธศาสนา และประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นที่มีคุณค่า ให้ดำรงอยู่ในทุกพื้นที่ด้วยความรัก ความสามัคคี และความมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 จวบจนถึงปัจจุบัน และได้รับความสนใจจากประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นทุกปี

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี และกรมทรัพยากรธรณี จัดงาน “รับแสงแรกแห่งตะวัน 4 มหัศจรรย์ @อุบลราชธานี 2569” ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้แนวคิด “ส่งตะวัน สวดมนต์ข้ามปี เสริมพลังชีวิต” มีกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ตักบาตรรับตะวันใหม่ พระสงฆ์ 69 รูป ควบคู่กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ธรรมชาติ และอุทยานธรณี อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และตลาดประชารัฐ

ขณะเดียวกัน อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้จัดกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่” ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมเปิดโบราณสถานยามราตรีในงาน “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” ระหว่างเวลา 18.30–21.30 น. เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสวดมนต์ ทำบุญ รับผ้ายันต์ชัยมงคล และสัมผัสบรรยากาศมรดกโลกยามค่ำคืน อันเป็นการบูรณาการมิติศาสนา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สร้างคุณค่าทางจิตใจและเศรษฐกิจชุมชนในช่วงเทศกาลปีใหม่อย่างยั่งยืน รวมทั้งสถานที่อื่นๆ เช่น อุทยานเเห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ เรือนจำ โรงพยาบาล ร่วมจัดกิจกรรม

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า การสวดมนต์ข้ามปีถือเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ช่วยลดปัญหาอบายมุข ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และความรุนแรงในช่วงเทศกาล พร้อมทั้งเป็นการทำบุญใหญ่ให้กับชีวิต ส่งเสริมความสงบสุขในจิตใจ ครอบครัว และสังคมไทย เพื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 อย่างมีสติและเป็นสิริมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน

Advertisement

ดีอี เตือนข่าวปลอม “Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon ให้บริการลูกค้า” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

31 ธันวาคม 2568 ดีอี เตือนข่าวปลอม “Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon ให้บริการลูกค้า” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 167,244 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,660 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,649 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 11 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 37 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม : เรื่อง Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon เพื่อให้บริการลูกค้า

อันดับที่ 2 ข่าวจริง : เรื่อง ปปง. ยึดเรือยอชต์พร้อมอุปกรณ์มูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท ขยายผลเชื่อมโยงถึงสแกมเมอร์ข้ามชาติ

อันดับที่ 3 ข่าวปลอม : เรื่อง ใบขับขี่ออนไลน์ ทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องไปทำเอง ติดต่อได้ที่เพจ หมั้น พลอาชา

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กชื่อ Thunhoon News เปิดให้ลงทะเบียนเรียนสาขาวิชาความรู้หุ้น เรียนจบรับวุฒิบัตร ไม่มีค่าใช้จ่าย

อันดับที่ 5 ข่าวปลอม : เรื่อง ลงทุนหุ้นทองคำกับเยาวราช ผ่านเพจ ดัชนีหุ้นไทย ปันผลรายวัน รับรองโดย ก.ล.ต.

อันดับที่ 6 ข่าวจริง : เรื่อง แจ้งพลเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ชายแดน สามารถกลับบ้านและประกอบอาชีพในพื้นที่ฝั่งของตนเองได้ตามปกติ

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม : เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดโครงการระบบออนไลน์ร่วมกับ 16 ธนาคารดัง กู้เริ่มต้นคนละ 100,000 บาท ผ่านบัญชีติ๊กต็อก kknmmjpzf25

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “Café Amazon เปิดบัญชีไลน์ Cafe Amazon เพื่อให้บริการลูกค้า” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” โดยจากการตรวจสอบบัญชีไลน์ Cafe Amazon พบว่าเป็นบัญชีปลอม ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น และได้แอบอ้างนำโลโก้ของ Café Amazon ซึ่งเป็นธุรกิจของ OR ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทาง OR ขอยืนยันว่าบัญชีไลน์ดังกล่าวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับทาง OR ทั้งสิ้น ดังนั้นขอให้ประชาชนได้ระมัดระวังการแอบอ้างดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

รัฐบาลเตือนภัย รู้ทันกลลวงมิจฉาชีพ ช่วงเทศกาลปีใหม่ แนะมีสติ ไม่เชื่อ ไม่โอน ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า โดยเฉพาะ เด็ก คนชรา หรือผู้ดูแลบ้านที่อาศัยเพียงลำพัง

29 ธันวาคม 2568 รัฐบาลเตือนภัย รู้ทันกลลวงมิจฉาชีพ ช่วงเทศกาลปีใหม่ แนะมีสติ ไม่เชื่อ ไม่โอน ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า โดยเฉพาะ เด็ก คนชรา หรือผู้ดูแลบ้านที่อาศัยเพียงลำพัง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรึ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ คือช่วงเวลาที่ไม่มีคนอยู่บ้าน หรือมีเพียงเด็ก คนชรา หรือผู้ดูแลบ้านที่อาศัยเพียงลำพัง จึงมักจะมีมิจฉาชีพอาศัยช่วงโอกาสนี้แฝงตัวอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ  ขอย้ำเตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพในรูปแบบดังต่อไปนี้

1.ส่งของขวัญปีใหม่ – คนร้ายจะใช้วิธีแอบอ้างว่ามีคนให้นำของขวัญมาส่งให้ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นกระเช้าดอกไม้ ของกิน และบางครั้งก็ใช้กล่องกระดาษขนาดใหญ่ เพื่อจะได้ยกเข้าไปในบ้าน เมื่อคนในบ้านเผลอ คนร้ายก็จะทำการรื้อค้นของมีค่าแล้วหลบหนีไป หรือบางกรณีคนร้ายจะทำการปล้นทรัพย์ หรือชิงทรัพย์ด้วย

2.สารพัดช่าง -​ คนร้ายจะแอบอ้างมาซ่อมแอร์ ท่อประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ หรือโทรทัศน์ โดยใช้คำพูดที่ทำให้คนในบ้านเชื่อและยอมให้เข้ามาในบ้าน จากนั้นคนร้ายจะทำทีไปซ่อมสิ่งต่าง ๆ ตามที่ได้แอบอ้าง และหลอกให้คนในบ้านไปดูแผงควบคุมไฟฟ้า หรือวาล์วเปิด – ปิดน้ำ จากนั้นคนร้ายจะทำการรื้อค้นของมีค่าแล้วหลบหนีไป หรือบางกรณีก็จะทำการปล้นทรัพย์ หรือชิงทรัพย์เช่นเดียวกัน

3.ชุบหรือล้างทองรูปพรรณ -​ คนร้ายจะขับรถไปตามหมู่บ้านหรือสถานที่สาธารณะต่าง ๆ เพื่อรับชุบหรือล้างทองรูปพรรณให้สะอาดและดูใหม่ เพื่อจะได้นำไปใช้เป็นเครื่องประดับในช่วงปีใหม่ โดยคนร้ายจะอาศัยช่วงที่เจ้าของทองเผลอเอาทองปลอมที่เตรียมไว้ขึ้นมาเปลี่ยน

4.จัดงานเลี้ยง -​ มีพฤติกรรม 2 รูปแบบ คือ วิธีแรกคนร้ายแอบอ้างกับเจ้าของร้านค้าว่าจะจัดงานเลี้ยงโดยติดต่อให้ส่งของต่าง ๆ ไปไว้ตามสถานที่จัดงาน เมื่อทางร้านค้าส่งของไปยังที่นัดหมายแล้ว คนร้ายจะแอบขนของหลบหนีไป วิธีที่สองคือคนร้ายแอบอ้างกับผู้ที่ต้องการจะจัดงานเลี้ยงว่า สามารถสั่งอาหารได้ในราคาถูก ทำให้ผู้ที่จะจัดงานเลี้ยงหลงเชื่อยอมจ่ายเงินค่าอาหารให้กับคนร้าย แต่เมื่อถึงวันจัดเลี้ยงไม่มีการส่งอาหารมาให้แต่อย่างใด

5.เรี่ยไรทำบุญ -​ คนร้ายจะออกตระเวนเดินเรี่ยไร บางกลุ่มปลอมตัวเป็นพระภิกษุสามเณรหรือเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิต่าง ๆ ออกรับบริจาคเงิน หรือสิ่งของ เพื่อนำไปทำบุญในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

6.ธนบัตรปลอม -​ คนร้ายนำธนบัตรปลอมมาจับจ่ายใช้สอยตามตลาด หรือแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่มีผู้คนจำนวนมาก ทำให้ผู้ขายสินค้า หรือให้บริการไม่ทันสังเกตว่าเป็นธนบัตรปลอม

7.ล้วงและกรีดกระเป๋า -​ คนร้ายกระทำกันเป็นขบวนการโดยเฉพาะที่ที่มีผู้คนเป็นจำนวนมาก โดยหัวหน้าทีมจะเป็นคนคอยเล็งดูเหยื่อว่าคนไหนที่ดูทีท่าว่าน่าจะมีเงิน ก็จะส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมทีมเดินเข้าประกบเหยื่อ โดยหัวหน้าทีมจะเดินเข้าหาเหยื่อแล้วใช้กระดาษที่เตรียมมายกขึ้นบัง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจะทำการกรีดกระเป๋าหรือล้วงเข้าไปหยิบทรัพย์สินในกระเป๋า โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว

8.ชวนเล่นการพนัน -​ คนร้ายจะชักชวนกลุ่มผู้โดยสารระหว่างรอรถ หรือระหว่างเดินทาง โดยเป็นกลุ่มผู้โดยสารที่ได้ตีสนิทไว้แล้ว ให้มาร่วมเล่นการพนัน ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กำถั่ว ตลับยาหม่อง หรือไพ่สามใบ โดยมีหน้าม้าทำทีว่าทายถูกอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและทายบ้าง กลับเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก

9.ขายสินค้าราคาถูก -​ คนร้ายจะขับรถตระเวนขายสินค้าประเภทต่าง ๆ ไปตามหมู่บ้าน โดยโฆษณาชวนเชื่อว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงมาบริการจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพจากโรงงานที่มีการเลหลังล้างสต๊อก แต่แท้จริงแล้วเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ หรือหมดอายุ

10.มอมยา -​ คนร้ายจะผสมยานอนหลับลงในน้ำดื่ม กาแฟกระป๋อง หรืออาหาร จากนั้นจะทำทีเข้าไปตีสนิทชิดเชื้อกับผู้โดยสารที่อยู่ระหว่างรอรถ หรือผู้โดยสารที่อยู่บนรถด้วยภาษาท้องถิ่น เสมือนเป็นคนบ้านเดียวกัน และชักชวนให้ดื่มน้ำ หรือกาแฟที่เตรียมไว้ เมื่อเหยื่อหลับคนร้ายจะหยิบทรัพย์สินที่มีค่าแล้วหลบหนีไป

“รัฐบาลห่วงใยพี่น้องประชาชน ย้ำเตือนให้ระวังและมีสติไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน  ประชาชนสามารถติดตามรูปแบบการประชาสัมพันธ์กลโกงได้ที่ www.เตือนภัยออนไลน์.com และ เพจเฟซบุ๊ก “เตือนภัยออนไลน์” ปรึกษา-ขอคำแนะนำได้ที่ สายด่วน บช.สอท. 1441 หรือ ศูนย์ PCT 081-866-3000” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics