วันที่ 25 สิงหาคม 2026

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ แนะประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่ง จาก 77 จังหวัด ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2558 – 2568 พบว่า เชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ซึ่งเป็น “ยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย” มีอัตราดื้อยาสูงกว่าร้อยละ 70 และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาชนิดนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะไม่มียาในการรักษา

ขณะที่ เชื้อ Klebsiella pneumoniae (เคลบซิลลา นิวโมเนียอี) พบแนวโน้มการดื้อยากลุ่ม carbapenem เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin (กลุ่มเซฟาโลสปอรินรุ่นที่สาม) ซึ่งเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่สามารถรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ร้อยละ 35–45 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อรุนแรงในอนาคต

ส่วนเชื้อ E. coli (อีโคไลน์) แม้อัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อชนิดอื่น แต่พบอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin โดยเฉพาะยา ceftriaxone (เซฟไตรแอ็กโซน) และ Cefotaxime (เซโฟแทกซิม) ในระดับค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จัดกัดอยู่เฉพาะในระบบโรงพยาบาลหรือระบบบริการสุขภาพเท่านั้น แต่เริ่มแพร่กระจายสู่ชุมชนแล้ว

“สำหรับประชาชนหรือผู้ป่วย เพื่อหยุดยั้งเชื้อดื้อยา ควรกินยาปฏิชีวนะให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว รวมทั้งห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง ห้ามหยุดยาเอง และห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นเด็ดขาด รัฐบาลขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อสื่อสารเพิ่มความตระหนักรู้ ให้เกิดการชะลอการเพิ่มขึ้นของเชื้อดื้อยาในอนาคต  รวมถึงมอบหมายกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ในการเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงนโยบายและการตอบสนองด้านสาธารณสุขของประเทศไทย” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

 

ศธ.ผนึก 18 หน่วยงาน เดินหน้า Quick Win สร้างโรงเรียนปลอดภัย ลดค่าครองชีพ–เพิ่มเงินอุดหนุนช่วยผู้ปกครอง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเร่งยกระดับ “ความปลอดภัย–คุณภาพการศึกษา” รับเปิดเทอม 2569 ศธ.ผนึก 18 หน่วยงาน เดินหน้า Quick Win สร้างโรงเรียนปลอดภัย ควบคู่ลดค่าครองชีพ–เพิ่มเงินอุดหนุนช่วยผู้ปกครองทั่วประเทศ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับระบบการศึกษาไทยอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญทั้ง “คุณภาพการเรียนรู้” ควบคู่กับ “ความปลอดภัยของนักเรียน” พร้อมดูแลภาระค่าครองชีพของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานอย่างเป็นระบบ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 โดยบางแห่งจะทยอยเปิดในวันที่ 14–15 พฤษภาคม ขณะนี้ทุกโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบและปรับปรุงความพร้อมในทุกมิติ ทั้งระบบไฟฟ้า อาคารเรียน อุปกรณ์การเรียน สนามเด็กเล่น และบ้านพักครู เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กไทยอย่างมีความสุข

ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบาย รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อน 5 ภารกิจหลักด้านการศึกษา โดยเน้นแนวทาง “All for Education” เปิดรับความคิดเห็นจากครู บุคลากรทางการศึกษา และทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์พื้นที่จริง ลดการสั่งการจากส่วนกลาง และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกด้าน “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” เป็นวาระเร่งด่วน (Quick Win) โดยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการจะจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “วางระบบความปลอดภัยนักเรียน” ร่วมกับ 18 หน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านสังคม เพื่อเชื่อมโยงระบบการดูแล ป้องกัน และช่วยเหลือนักเรียนอย่างครบวงจร

รองโฆษก ชี้แจงถึงการช่วยเหลือลดภาระผู้ปกครองว่า รัฐบาลยังเดินหน้าบรรเทาภาระ.โดยกระทรวงพาณิชย์จัดโครงการ “Back To School 2026” ลดราคาสินค้าและบริการด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุดถึง 86% ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมทั้งเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน สินค้าไอที และบริการเสริมต่าง ๆ ผ่านห้างร้าน ร้านธงฟ้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังได้มีมติปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุมทั้งภาคเรียนที่ 2/2568 และภาคเรียนที่ 1/2569 โดยเพิ่มในทุกระดับชั้นและหมวดค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าใช้จ่ายจัดการเรียนการสอนระดับก่อนประถม 2,040 บาทต่อคนต่อปี ระดับประถม 2,280 บาท มัธยมศึกษาตอนต้น 4,200 บาท และมัธยมศึกษาตอนปลาย 4,560 บาท รวมถึงการสนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และเงินเพิ่มสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครองและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียม

“สิ่งที่ผู้ปกครองและนักเรียนจะได้รับ คือ โรงเรียนที่มีความพร้อมและปลอดภัยมากขึ้น ควบคู่กับการลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เด็กไทยจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจ มีความสุข และเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้าปราบลักลอบนำเข้าบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า-ก๊าซหัวเราะ-สารเอโทมิเดตผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ และสารเอโทมิเดตผิดกฎหมาย เผยช่วง ต.ค. 68 – พ.ค. 69 สามารถตรวจยึดของกลางมูลค่ารวมกว่า 409 ล้านบาท

วันนี้ (7 พ.ค. 69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการเข้มงวดการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด  ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ต.ค. 2568 – พ.ค. 2569) รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมมือสกัดกั้นเครือข่ายการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ) และสารเอโทมิเดต อย่างเป็นระบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง สามารถตรวจยึดบุหรี่ได้ถึง 49,064,878 มวน รวมมูลค่าของกลางกว่า 225 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ 548,577 ชิ้น รวมมูลค่าของกลางกว่า 71 ล้านบาท ก๊าซไนตรัสออกไซด์จำนวน 140,200 กระบอก คิดเป็นมูลค่ากว่า 95 ล้านบาท และสารเอโทมิเดต ปริมาณ 28 กิโลกรัม มูลค่าของกลางกว่า 18 ล้านบาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่ากลุ่มผู้กระทำความผิดได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการลักลอบนำเข้าเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น โดยในส่วนของบุหรี่ไฟฟ้าใช้วิธีแยกชิ้นส่วนประกอบ เช่น ตัวเครื่อง แบตเตอรี่ น้ำยา และสำแดงเท็จเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซุกซ่อนมากับตู้คอนเทนเนอร์สินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ ช่วงเดือนเมษายน 2569 กรมศุลกากรได้ตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้า ต้นทางประเทศจีน พบสินค้าไม่ได้สำแดง เป็นบุหรี่ไฟฟ้าครบชุดสมบูรณ์ จำนวน 52,000 ชิ้น น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 100 แกลลอน มูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท และได้ตรวจค้นพัสดุไปรษณีย์ในพื้นที่สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ประกอบ จำนวน 52,742 ชิ้น มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท รวมถึงสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ทำการตรวจค้นจับกุมผู้โดยสารชาวไทยที่เดินทางมาจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 21 เครื่อง และไส้บุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 165,600 มวน มูลค่ากว่า 9 แสนบาท

ขณะที่บุหรี่มวนผิดกฎหมายพบพฤติการณ์หันมาทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ และอาศัยการจัดส่งผ่านระบบพัสดุไปรษณีย์ด่วนพิเศษมากขึ้น พบว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถอายัดพัสดุต้องสงสัยว่าเป็นบุหรี่ต่างประเทศลักลอบนำเข้าได้กว่า 4,000 หีบห่อมีต้นทางจากจังหวัดในภาคใต้ พร้อมกันนี้ ในพื้นที่สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ได้ตรวจยึดบุหรี่เมืองกำเนิดต่างประเทศที่มิได้ปิดอากรแสตมป์และไม่ปรากฏหลักฐานในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง จำนวน 14,028 คอตตอน (จำนวน 2,805,520 มวน) มูลค่ากว่า 13 ล้านบาท

นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าจับตาและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมคือ การลักลอบนำเข้า “สารเอโทมิเดต” ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถยึดได้ จำนวนกว่า 28 กิโลกรัม จากต้นทางประเทศอินเดีย พร้อมขยายผลจับกุมเครือข่ายชาวไทยที่นำสารดังกล่าวมาผสมกับน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า หรือที่รู้จักในวงการตลาดมืดว่า “น้ำมันอวกาศ” หรือ “บุหรี่ซอมบี้” ซึ่งเป็นสารเสพติดอันตรายรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ขณะเดียวกันก๊าซหัวเราะก็ถูกปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กลงเป็นแบบกระป๋องขนาดย่อม ในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 – เดือนเมษายน 2569 ได้ตรวจยึดก๊าซไนตรัสออกไซด์ (Happy Gas) บรรจุในกระบอกอัดก๊าซปริมาณรวม 135,936 กระบอก มูลค่าของกลางกว่า 24 ล้านบาท

“รัฐบาลย้ำเตือนให้ตระหนักถึงภัยอันตรายและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และก๊าซหัวเราะ ที่มีสารเคมีอันตราย โดยเฉพาะสารเอโทมิเดตที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และสมอง นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้า ครอบครอง หรือจำหน่ายโดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในการหลีกเลี่ยงการใช้หรือสนับสนุนสินค้าดังกล่าว และช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบการลักลอบนำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

สั่งปิดโรงงานปลากระป๋องไม่ตรงปกเป็นการชั่วคราวแล้ว “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ทุกจังหวัด ตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” จี้ติดเคสปลากระป๋อง ล่าสุดผู้ว่าฯสมุทรสาคร สั่งหยุดกิจการชั่วคราว จนกว่าจะปรับปรุงมาตรฐานโรงงาน กำชับฉลาก-สินค้า ต้องตรงปก เพื่อความเป็นธรรมของผู้บริโภค

วันนี้ (7 พฤษภาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีปลากระป๋องไม่ตรงปก ภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน บริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ตำบลกาหลง อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานในจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร แจ้งว่า จากการตรวจสอบของอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า โรงงานดังกล่าวมีระบบการบำบัดน้ำเสียไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงได้สั่งให้บริษัทหยุดประกอบกิจการชั่วคราวแล้ว เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขสถานที่ผลิตให้ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP)

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีความผิดในกรณีใช้ปลาชนิดอื่นแทนหลาแมคเคอเรลตามที่แสดงบนฉลาก ที่เข้าข่ายการผลิตอาหารปลอม ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท รวมถึงการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้า มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถปรับปรุงสถานที่และกระบวนการผลิตให้ถูกต้อง เป็นไปตามมาตรฐาน จะมีการตรวจสอบอีกครั้งจนกว่าจะผ่านเกณฑ์เชิงคุณภาพ จึงจะสามารถกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ท่านได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด  ซึ่งการดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในการคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค และส่งสัญญาณชัดเจนถึงผู้ประกอบการรายอื่นว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมุ่งคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่ไปกับการให้โอกาสผู้ประกอบการในการแก้ไขปรับปรุง ดิฉันได้สั่งการให้ สคบ. ทุกจังหวัด ตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก” นางสาวศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ส่วนการร้องเรียนเรื่องอาหารและยา แจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556

Advertisement

“ความยุติธรรมล่าช้า คือความอยุติธรรม” นายกฯ อนุทิน ชูนิติธรรม ย้ำรัฐคุ้มครองประชาชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 พฤษภาคม 2569 “ความยุติธรรมล่าช้า คือความอยุติธรรม” นายกฯ อนุทิน ชูนิติธรรม ย้ำรัฐคุ้มครองประชาชน

วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.30 น. ณ อาคาร IMPACT FORUM เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานระดับชาติ ภายใต้ชื่อ “24 ปี กับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied)”

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้เป็นประธานเปิดงาน พร้อมย้ำว่า ประเทศจะอยู่ได้อย่างมั่นคงและสมานฉันท์ ต้องตั้งอยู่บน “ความยุติธรรม” และ “หลักนิติธรรม” รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรม ควบคู่กับการคุ้มครองช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำเลยที่เป็นผู้บริสุทธิ์ โดยยืนยันว่าการช่วยเหลือดังกล่าวครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ภายใต้หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนสากล

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาค พร้อมเดินหน้าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และเร่งปฏิรูปกฎหมายเพื่อลดภาระที่ไม่จำเป็นของประชาชน รวมถึงนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงการทำงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ซึ่งอาจเผชิญทั้งการละเมิดสิทธิ ความเสียหายต่อชื่อเสียง อิสรภาพ หรือแม้แต่ชีวิต ถือเป็นวิกฤตสำคัญที่ “รัฐต้องไม่มองข้าม” โดยรัฐบาลมีหน้าที่ในการคุ้มครอง ช่วยเหลือ รวมทั้งแก้ไขและอุดช่องว่างในกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณี “แพะ” หรือการตกเป็นจำเลยโดยมิได้กระทำผิด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญตลอดมา

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2544 ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา รัฐได้ช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์แล้วกว่า 145,879 ราย เป็นเงินกว่า 8,119 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 2566 ได้ให้ความช่วยเหลือ ชาวต่างชาติแล้วกว่า 1,036 ราย เป็นเงินกว่า 47 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะยืนเคียงข้างประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหยื่อรายใหม่

นายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกหน่วยงานให้ยึด 3 หลักสำคัญ ได้แก่ “รวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรม” ต้องเข้าช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอการร้องขอ ดูแลอย่างเท่าเทียมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และดำเนินการอย่างโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายอย่างแท้จริง พร้อมให้ข้าราชการทำงานเชิงรุก เร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ควรถูกปล่อยให้รอคอยความช่วยเหลือ เพราะอาจยิ่งซ้ำเติมความสูญเสีย

“ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือ ความอยุติธรรม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ในฐานะผู้ดูแลทุกข์สุขประชาชนในพื้นที่ มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและอำนวยความเป็นธรรมและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมกำชับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เร่งรัดการดำเนินการตามกฎหมายให้ “รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม” เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนอย่างเสมอภาค ทั่วถึงและทันท่วงที

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เพียงการเยียวยา แต่ยังเป็นเครื่องสะท้อนถึงคุณภาพกระบวนการยุติธรรมและความรับผิดชอบของรัฐ ขณะเดียวกันยังสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ ทั้งนี้ ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD “หลักนิติธรรม” และความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎหมาย เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา รัฐบาลจึงมุ่งยกระดับระบบช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและประชาคมโลก

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดงานโดยการหมุนเข็มนาฬิกาสู่ “เที่ยงตรง” ซึ่งสื่อถึงความรวดเร็วและเที่ยงตรงของกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมอบเงินช่วยเหลือสำหรับผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติ ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 จำนวน 4 ราย

Advertisement

รัฐบาลเพิ่มวัคซีน “นิวโมคอคคัส” ให้เด็กไทย ฟรี! ยกระดับป้องกันโรคร้าย ลดเสี่ยงปอดอักเสบ–เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีผลแล้ว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเพิ่มวัคซีน “นิวโมคอคคัส” ให้เด็กไทย ฟรี! ยกระดับการป้องกันโรคร้าย ลดเสี่ยงปอดอักเสบ–เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีผลบังคับใช้แล้ว

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ล่าสุดคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 กำหนดให้ “วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต (Pneumococcal Conjugate Vaccine: PCV)” เป็นสิทธิบริการสาธารณสุขด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับเด็กไทย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ประกาศดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้เด็กไทยสามารถเข้าถึงวัคซีนที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในเด็กเล็ก

ทั้งนี้ การให้บริการวัคซีน PCV ได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 และให้ถือว่าเป็นบริการด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามประกาศฉบับนี้อย่างเป็นทางการ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การบรรจุวัคซีน PCV เข้าสู่สิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพ เป็นอีกก้าวสำคัญของรัฐบาลในการลงทุนด้าน “การป้องกันก่อนการรักษา” ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว แต่ยังช่วยให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยจากโรคร้ายแรง

“นี่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยตั้งแต่ต้นทาง ให้ทุกคนเข้าถึงวัคซีนจำเป็นอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างระบบสาธารณสุขที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

อย่าเชื่อข่าวบิดเบือน! “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

3 พฤษภาคม 2569 อย่าเชื่อข่าวบิดเบือน! ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย กรณี “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

เพจไทยคู่ฟ้า ยืนยันชัด นายกฯ อนุทิน ไม่เคยกล่าวว่า “การที่จะให้งบเบี้ยคนชราจาก 600 เป็น 3,000 ไม่มีประโยชน์…” ตามที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ โดยข้อมูลดังกล่าว เป็นการตัดต่อหรือบิดเบือนคำพูดเพื่อสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม

ขณะที่ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย กรณี “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

ปัจจุบันการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังคงใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 ซึ่งจ่ายเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้

อายุ 60 – 69 ปี  อัตรา 600 บาท/คน/เดือน

อายุ 70 – 79 ปี  อัตรา 700 บาท/คน/เดือน

อายุ 80 – 89 ปี  อัตรา 800 บาท/คน/เดือน

อายุ 90 ปีขึ้นไป อัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน

Advertisement

รัฐเปิดโครงการหนุนรถพุ่มพวงทั่วประเทศ ลดต้นทุน-ขยายช่องทางขายสินค้าราคาประหยัด สมัครด่วน 1-7 พ.ค.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 2 พฤษภาคม 2569 รัฐเปิดโครงการหนุนรถพุ่มพวงทั่วประเทศ ลดต้นทุน-ขยายช่องทางขายสินค้าราคาประหยัด สมัครด่วน 1-7 พ.ค. นี้

วันนี้ (2 พ.ค. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย เชิญชวนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง เพื่อเสริมบทบาทของผู้ค้ารายย่อยในการกระจายสินค้าราคาประหยัด ตรงถึงมือประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงให้สามารถทำหน้าที่เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยภาครัฐจะให้การสนับสนุนใน 2 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนค่าน้ำมันเพื่อลดต้นทุนการเดินรถ และการจัดสรรสินค้าราคาประหยัดสำหรับนำไปจำหน่ายต่อให้ประชาชนในราคาที่เข้าถึงได้

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครออนไลน์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ผ่านเว็บไซต์ https://mobilemarket.bora.dopa.go.th

ภายหลังการสมัคร จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตน ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือที่กำนัน/ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 1 – 8 พฤษภาคม 2569 โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ที่ว่าการอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ และและมีกำหนดประกาศผลในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

“โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการใช้เครือข่ายท้องถิ่นในการกระจายสินค้าราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง พร้อมช่วยลดภาระค่าครองชีพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยในระดับชุมชน”

Advertisement

รัฐบาลยกระดับบริการสุขภาพผู้ประกันตน ไฟเขียว Telemedicine ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

1 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าเชิงรุก ยกระดับบริการสุขภาพผู้ประกันตน “แรงงาน–สาธารณสุข” ผนึกกำลัง ไฟเขียว Telemedicine ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ลดค่าใช้จ่าย–เพิ่มการเข้าถึงบริการอย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งขับเคลื่อนนโยบายยกระดับระบบสาธารณสุขและการคุ้มครองแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดคณะกรรมการการแพทย์ และคณะกรรมการประกันสังคม ได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนค่าบริการทางการแพทย์ผ่านระบบทางไกล (Telemedicine) สำหรับผู้ประกันตนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับระบบบริการสุขภาพให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีความผันผวน โดยเฉพาะผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รัฐบาลจึงเดินหน้าใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษา โดยผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการปรึกษาแพทย์และติดตามอาการผ่านระบบ Telemedicine ได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานพยาบาล

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดอัตราค่าบริการ Telemedicine สำหรับผู้ป่วยนอกที่เป็นผู้ประกันตนโรคเรื้อรัง ในอัตรา 65 บาทต่อครั้ง เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยสถานพยาบาลต้องมีระบบที่ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และสามารถเบิกค่าบริการจากสำนักงานประกันสังคมได้โดยตรง ซึ่งผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองจ่าย โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2569

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ติดตามสถานการณ์ด้านยาและเวชภัณฑ์อย่างใกล้ชิด โดยองค์การเภสัชกรรมยืนยันว่ามีการสำรองยาและวัตถุดิบที่จำเป็นเพียงพอ รองรับการรักษาผู้ประกันตนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในทุกสถานการณ์

“สิ่งที่ผู้ประกันตนจะได้รับจากมาตรการนี้ คือ ความสะดวกในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลที่มากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องพบแพทย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพการรักษาให้ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับวิถีชีวิตในยุคดิจิทัล ซึ่งจะช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนได้อย่างรอบด้าน” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

นายกฯ โชว์ผลงานกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ทลายเครือข่ายทุจริตทะเบียนราษฎร บ่อนพนันผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 เมษายน 2569 นายกฯ โชว์ผลงานกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ทลายเครือข่ายทุจริตทะเบียนราษฎร บ่อนพนันผิดกฎหมาย ประกาศเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจริงจัง ต่อเนื่อง ย้ำเอาผิดทุกเครือข่ายไม่มีละเว้น

วันนี้ (30 เมษายน 2569) เวลา 15.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตสวมตัว แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่า นโยบายสำคัญประการหนึ่งตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ คือ การสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยที่ผ่านมาได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เห็นได้จากการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) โดยมีการดำเนินการในรายคดี ยึดและอายัดทรัพย์สินในหลายกรณีมาโดยตลอด ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว วันนี้จึงมีผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ ดังนี้

การปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ กระทรวงมหาดไทยได้ทำการจำหน่ายรายการทางทะเบียนเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ได้แก่ นายก๊กอัน และเครือข่ายนาย ลียง พัด โดยหลังจากการตรวจพบการทุจริตทางทะเบียนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนของกรมการปกครอง ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง รวมทั้งการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่าย โดยปรากฏผลการจับกุมปราบปรามเครือข่ายการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติไทยที่สำคัญ ได้แก่ ปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” ตรวจพบการทุจริต 16 รายการ จับกุมผู้ต้องหา 14 ราย ขณะที่ปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ตรวจพบการทุจริต 10 รายการ จับกุมผู้เกี่ยวข้อง 6 ราย และปฏิบัติการ “ตัดบัตรกรุงเก่า” ตรวจพบการย้ายทะเบียนบ้านอันเป็นเท็จ 214 รายการ จับกุมผู้เกี่ยวข้องอีก 6 ราย

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินคดีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติกรณีจ้างคนไทยจดทะเบียนสมรสและแจ้งเกิดบุตรให้ได้สัญชาติไทย อันเป็นการบิดเบือนหลักเกณฑ์ทางกฎหมายว่าด้วยสัญชาติและสร้างสถานะบุคคลที่ไม่ตรงกับความจริง ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจสังคมและความมั่นคงของรัฐ เพราะคนเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน การถือครองทรัพย์สินแทนในลักษณะนอมินี หรือการขยายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเสถียรภาพของประเทศ ซึ่งในกรณีเหล่านี้ได้มีการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดจำนวน 34 ราย และดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดจำนวน 19 ราย

ขณะเดียวกัน การปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ได้ดำเนินการตามนโยบายในการสร้างความมั่นคงปลอดภัย โดยการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย จำนวน 3 คดี อีกทั้งชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัด 76 ชุด และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอ 878 ขุด ได้มีผลการดำเนินงาน จับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 5,510 คดี และการออกตรวจตรา ทั้งจุดตรวจจุดสกัดและการหาข่าว รวมทั้งสิ้น 339,184 ครั้ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากผลการปฏิบัติงานที่กล่าวมานั้น ขอยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี และขยายผลโดยยึดหลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากพบว่า ผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือองค์กรภาคเอกชนใดที่เข้าไปมีส่วนร่วมหรือให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำผิด จะถูกดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

Advertisement

Verified by ExactMetrics