วันที่ 16 กรกฎาคม 2026

นายกฯ ไม่กังวลฝ่ายค้านขู่ร้องศาลปกครองโครงการดิจิทัลวอลเล็ต มั่นใจไม่กระทบ Timeline ยันใช้งบทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 มิถุนายน 2567 นายกฯ ไม่กังวลฝ่ายค้านขู่ร้องศาลปกครองกรณีเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ระบุอะไรที่ผิด กม. ทำไม่ได้อยู่แล้ว มั่นใจไม่กระทบ Timeline ใช้งบทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

วานนี้ (23 มิถุนายน 2567) เวลา 14.30 น. ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ที่พรคฝ่ายค้านขู่ร้องศาลปกครอง รับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ว่าไม่กังวล เพราะเรายึดมั่นว่าเราทำถูกต้องแล้วจะเป็นนโยบายใดๆ ก็ตามเราต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง บริสุทธิ์ สุจริต และตรวจสอบได้

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเคยบอกว่าอยากให้รัฐบาลใช้เงินในงบประมาณแต่พอใช้เงินในงบประมาณก็บอกว่ากระทบวินัยการเงินการคลัง มองว่าเป็นการจ้องจับผิดหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่าไม่คิดเช่นนั้น เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะต้องดูแลการใช้งบประมาณแผ่นดินให้ใช้ในทิศทางที่ดีที่สุด และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องตอบคำถามให้ทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายค้านอย่างเดียว รวมถึงพี่น้องประชาชนต้องสบายใจได้ว่า การดำเนินการตามนโยบายต่างๆต้องสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งตนเองไม่ได้คิดอะไรมาก และการที่ฝ่ายค้านไปร้องศาลจะกระทบกับไทม์ไลน์ที่วางไว้ในการใช้งบประมาณหรือไม่นั้น ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ตนเองเชื่อมั่นตรงนั้นและก่อนที่จะทำ เราก็มั่นใจแล้ว ก็ไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้นและไม่คิดว่าไปถึงจุดนั้น พร้อมย้ำว่าอะไรที่ผิดกฎหมาย ทำไม่ได้อยู่แล้ว สำหรับข้อแนะนำของฝ่ายค้านในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 จะนำส่วนใดมาใช้บ้างนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเดี๋ยวเรามานั่งคุยกันก่อนในทีมงาน มีหลายๆ ข้อที่ฟังแล้วน่าสนใจ

Advertisment

ประธาน ป.ป.ช. แจงทักท้วงเงินดิจิทัล ทักท้วงตามหน้าที่ ไม่ได้ชี้ว่าจะทุจริต

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 16 กุมภาพันธ์ 2567 ประธาน ป.ป.ช. แจงทักท้วงเงินดิจิทัลตามหน้าที่ ไม่ใช่ชี้ขาดทุจริต โอ่ลุยสางทุจริตพันเรื่อง หลายเรื่องชนะคดีที่ฟ้องเอง

พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนา ” ศาลรัฐธรรมนูญ​และองค์กรอิสระมีความสำคัญต่อประเทศและประชาชน อย่างไร” ว่า กฎหมายป.ป.ช.ฉบับใหม่ กำหนดระยะเวลาการทำงานในแต่ละภารกิจของป.ป.ช.ไว้ ซึ่งจะมีผลให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้น เช่น เรื่องที่ป.ป.ช.มีมติให้ฟ้อง กฎกมายก็กำหนดไว้ว่าต้องส่งไปยังอัยการภายใน 30 วันนับแต่วันที่ ป.ป.ช.มีมติ และอัยการสูงสุดเห็นว่า สำนวนมีความสมบูณณ์ สามารถฟ้องได้ ก็ต้องมีคำวินิจฉัยและยื่นต่อศาลภายใน 180 วัน แต่หากเห็นว่า สำนวนไม่สมบูรณ์ ควรตั้งกรรมการร่วมระหว่างป.ป.ช.และอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการภายใน 90 วัน ซึ่งที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่อัยการสูงสุดเห็นไม่สั่งฟ้อง แต่ป.ป.ช.เห็นว่าพยานหลักฐานที่ป.ป.ช.ตรวสอบแน่นหนาจะฟ้องเอง ที่ผ่านมา ยื่นฟ้องต่อศาลเองไปแล้วกว่า 331 เรื่อง โดยมี 70% ที่ศาลลงโทษตามที่ ป.ป.ช.ยื่น

“ที่ผ่านมา ป.ป.ช.เก็บสถิติทั้งเรื่องร้องเรียน เรื่องที่ดำเนินการเสร็จแล้วไว้อย่างละเอียด และติดตามทุกเรื่อง เหมือนวอร์รูมของทหารว่า แต่ละเรื่องไปถึงขึ้นตอนไหน ติดขัดปัญหาตรงไหน โดยช่วงที่ผ่านมาสามารถสะสางคดีค้างเก่าได้มากพอสมควร จนทำให้มั่นใจได้ว่าในปี 2567 จะสามารถพิจารณาเรื่องที่ร้องเรียนมาได้เสร็จพันกว่าเรื่อง ล่าสุดป.ป.ช.ยังได้รับการบรรจุพนักงานสอบสวนอีก 200 อัตรา อยู่ระหว่างการเปิดสอบ หากได้รับกำลังพลเพิ่มเข้ามาจะยิ่งทำให้การทำงานของ ป.ป.ช.รวดเร็วยิ่งขึ้น” ประธานป.ป.ช. กล่าว

พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวถึงการจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการป้องกันทุจริตตามมาตรา 32 พ.ร.ป.ว่าด้วยป.ป.ช.ว่า ที่ป.ป.ช.มีข้อเสนอแนะเรื่องเงินดิจิทัล วอลเล็ต มีการหาข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ เป็นการไปตามมาตรา 32 เพื่อป้องปราม ไม่ได้เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 35 ซึ่งกำหนดว่า หากมีเหตุอันควรสงสัยว่า อาจจะมีการดำเนินการที่นำไปสู่การทุจริต ให้ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบโดยเร็ว และถ้าผลการตรวจสอบพบว่า มีเหตุอันควรต้องระมัดระวัง ป.ป.ช.อาจมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการเท่าที่มีอยู่ มีหนังสือแจ้งหน่วยงานของรัฐดังกล่าวและคณะรัฐมนตรีทราบ พร้อมด้วยข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข เพราะถ้าจะดำเนินการตามมาตรานี้ จะต้องมีข้อสงสัยเรื่องการทุจริต ต้องศึกษาให้มากกว่านี้

Advertisement

กรณี “เสธ.นิมิตติ์” กับกรณีบทบาทของทหารในพรรคพลังประชารัฐ

People Unity : เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวว่า “เสธ.นิมิตติ์” พล.ต.นิมิตติ์ สุวรรณรัฐ นายทหารคนสนิทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากราชการทหาร เพื่อไปช่วยงานการเมืองให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ เต็มตัว พล.ต.นิมิตต์ ถือเป็น เสธ.ทหารคนสนิทของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไว้วางใจมาก ว่ากันว่าเป็น “ลูกรัก” ของ พล.อ.ประยุทธ์ เลยทีเดียว ทำหน้าที่ประสานงานด้านการเมืองและติดตาม พล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการมาโดยตลอด

ข่าว พล.ต.นิมิตต์ ลาออกจากทหาร เกิดขึ้นไล่หลังจากที่มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จึงทำให้คาดกันว่า พล.ต.นิมิตต์ จะเข้าไปทำงานการเมืองในพรรคพลังประชารัฐตาม พล.อ.ประยุทธ์

แต่ทว่าล่าสุด มีข่าวว่า พล.ต.นิมิตต์ ได้เปลี่ยนใจไม่ลาออกจากทหารแล้ว ซึ่งนั่นอาจหมายถึงว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจตัดสินใจไม่เข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแล้ว

ผมเห็นว่า พล.ต.นิมิตต์ ตัดสินใจถูกต้องแล้วที่ไม่ลาออกจากทหาร และคงไม่ลงไปเล่นการเมืองเต็มตัว เพราะหาก พล.ต.นิมิตต์ ประสงค์จะช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไป ก็สามารถทำได้โดยการมาช่วยราชการหรือมาติดตามนายกฯดังเช่นที่ผ่านมา ไม่จำเป็นต้องลาออกจากราชการ แต่หาก พล.ต.นิมิตต์ ตัดสินใจลาออกจากทหารเพื่อไปเล่นการเมืองหรือไปทำการเมืองเต็มตัว ก็ถือว่าตัดสินใจผิดมหันต์ในแง่ส่วนตัว และมีผลเสียกระทบต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อกองทัพ ต่อรัฐบาลใหม่ และต่อพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่ พล.ต.นิมิตต์ เท่านั้นที่ไม่ควรเปิดตัวเข้าไปทำการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ ทหารคนอื่นๆในสายของ คสช. ทั้งที่ยังรับราชการอยู่หรือเกษียณไปแล้ว ก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ แต่ควรปล่อยให้นักการเมือง นักวิชาการและบุคคลอื่นที่มิใช่ทหารเป็นผู้ดำเนินการพรรคและขับเคลื่อนพรรค ทั้งนี้เพื่อลบภาพพรรคของ คสช.ออกไป เพราะภาพลบของพรรคพลังประชารัฐตั้งแต่ก่อตั้งคือ ถูกโจมตีว่าเป็นพรรคทหาร หรือเป็นพรรคสืบทอดอำนาจของ คสช.

พล.ต.นิมิตต์ ซึ่งเป็นนายทหารที่ใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่สมควรเข้าไปเล่นหรือไปทำการเมืองเต็มตัวเปิดเผย เพราะจะทำให้ภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการเป็นนายกฯรอบสองครั้งนี้ ถูกมองว่ามีทหารสนับสนุนหรือมีทหารทำการเมืองให้ ซึ่งภาพแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งต่อกองทัพหรือทหาร และต่อรัฐบาลใหม่ โดยจะเป็นจุดอ่อนให้พรรคฝ่ายตรงข้ามนำไปโจมตีได้ต่อไป และจะทำให้ประชาชนอีกส่วนหนึ่งของประเทศที่ไม่ชอบ คสช.และทหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีทัศนคติที่เป็นลบและต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งกองทัพหรือทหาร และรัฐบาลใหม่มากยิ่งขึ้น ส่วนพรรคพลังประชารัฐนั้น ขนาดวันนี้ไม่มีทหารเป็นผู้บริหารพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคแม้แต่คนเดียว ก็ยังถูกโจมตีเป็นพรรคทหารหรือพรรคของ คสช. หากมีทหารเข้าไปเปิดตัวทำงานกับพรรคหรือเป็นผู้บริหารพรรค ก็จะกลายเป็นพรรคทหารขึ้นมาทันทีอย่างปฏิเสธไม่ได้  และภาพของพรรคจะเป็นพรรคเฉพาะกิจ ซึ่งจะทำให้พรรคพลังประชารัฐไม่สามารถเติบโตไปได้มากกว่านี้ และอาจมีนักการเมือง นักวิชาการ หรือนักธุรกิจในพรรคถอยออกไป เพราะรับแรงเสียดทานหรือแรงกระทบจากการเป็นพรรคทหารไม่ไหว ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น พรรคพลังประชารัฐจบเห่แน่นอนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

อีกด้านหนึ่ง ปัญหาภายในของพรรคพลังประชารัฐในขณะนี้คือ ทหารบางกลุ่มเข้าไปมีบทบาทในการบริหารจัดการและการตัดสินใจทางการเมืองในพรรคพลังประชารัฐมากเกินไป ส่งผลทำให้กลุ่มการเมือง กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มนักธุรกิจผู้สนับสนุนพรรค และกลุ่มภาคประชาสังคมในพรรค รู้สึกอึดอัด เพราะไม่สามารถเสนอแนะความคิดเห็นต่อพรรคได้ และหลายกรณีไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของทหาร นอกจากนี้ยังเห็นว่าปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลที่วุ่นมาตลอดและไม่สามารถลงตัวกับพรรคร่วมได้อย่างราบรื่นนั้น และส่งผลทำให้เกิดปัญหาคุกรุ่นไม่พอใจและปริแยกภายในพรรคพลังประชารัฐ ในกรณีโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีที่ต้องเสียกระทรวงสำคัญไปให้กับพรรคร่วมหลายกระทรวง จนพรรคพลังประชารัฐเหลือกระทรวงสำคัญดูแลไม่กี่กระทรวง และเสียการดูแลกระทรวงเศรษฐกิจทั้งระบบไป ก็เพราะความผิดพลาดของทหารในพรรคที่ไปรีบร้อนดีลกับพรรคร่วมโดยไม่หารือกับแกนนำพรรคหรือกลุ่มต่างๆในพรรคให้ดีเสียก่อน

นอกจากนี้ อีกประการหนึ่ง ขณะนี้ต่างชาติก็มองว่ารัฐบาลใหม่ของไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่เป็น “รัฐบาลทหารแปลงร่าง” ซึ่งตรงนี้จะทำให้ต่างชาติใช้ประเด็นนี้เป็นเงื่อนไขกดดันประเทศไทยต่อไป หรือเรียกร้องเอาผลประโยชน์จากประเทศไทย ซึ่งจะทำให้รัฐบาลใหม่ทำงานด้วยความยากลำบาก

ผมเห็นว่า นาทีนี้ เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว ก็ควรเป็นเวลาของประชาธิปไตย ควรหมดเวลาของ คสช. และทหาร ไม่ควรที่ทหารจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองอีก ทั้งโดยเปิดเผยหรือโดยลับหลัง ยิ่งโดยเฉพาะในพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเป็นนายกฯโดยการเสนอชื่อของพรรค  ไม่ควรที่ทหารจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพรรค เพื่อทำให้ภาพของพรรค ของนายกฯ และของรัฐบาล สลัดพ้นจากภาพของทหารและ คสช.  เพราะเวลานี้เป็นเวลาที่ไทยจะต้องแสดงให้โลกเห็นว่า ไทยเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มตัวแล้ว เพื่อที่ไทยจะได้ยืนอยู่ในเวทีโลกอย่างมีสง่าราศี และมีอำนาจที่จะพูดจาเต็มปากเต็มคำกับต่างชาติ ไม่ถูกกดดันหรือตกเป็นเบี้ยล่างดังเช่น 5 ปีที่ผ่านมาในยุคของ คสช.

สำหรับในแง่ส่วนตัวของ พล.ต.นิมิตต์ ผมเห็นว่า การเป็นทหารอาชีพย่อมดีกว่าเข้าไปเล่นการเมือง เพราะอนาคตทางทหารของ พล.ต.นิมิตต์ นั้นน่าจะไปได้อีกไกลและสดใส ส่วนการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน มีขึ้นมีลง หากลาออกจากราชการไปเล่นการเมืองแล้ว วันหน้า พล.อ.ประยุทธ์ วางมือการเมือง พล.ต.นิมิตต์ คิดจะกลับเข้ารับราชการต่อ ก็แทบหมดโอกาสเจริญก้าวหน้าในราชการ เพราะเพื่อนร่วมรุ่นไปไกลแล้ว ขณะที่รุ่นน้องก็ไล่หลังขึ้นมาเบียดเส้นทางเติบโตของ พล.ต.นิมิตต์

วิเคราะห์การเมือง : กรณี “เสธ.นิมิตติ์” กับกรณีบทบาทของทหารในพรรคพลังประชารัฐ

โดย : พูลเดช กรรณิการ์ นักวิชาการอิสระด้านการเมือง

ขอบคุณภาพจากมติชน

People Unity : post 28 มิถุนายน 2562 เวลา 12.00 น.

นายกฯ เผยวันนี้ลงนามโผ ครม. บอกดิจิทัลวอลเล็ตเฟสแรกเงินสด เฟส 2 ขอพิจารณาให้ชัด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์  : 3 กันยายน 2567 “แพทองธาร” นายกฯ เผยเคาะ ครม. แพทองธาร 1 เรียบร้อย ไม่มีเซอร์ไพรส์ เตรียมลงนามวันนี้ก่อนส่งรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตามขั้นตอน ลั่น “นายกรัฐมนตรีคนนี้มีทีมที่ดีมากๆ” ยันรัฐบาลไม่มีเวลาฮันนีมูน บอกดิจิทัลวอลเล็ตเฟสแรกเงินสด ส่วนเฟส 2 ขอพิจารณาให้ชัด

เมื่อเวลา 09.35 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ามายังอาคารชินวัตร 3 โดยประชาชนบางส่วนเข้ามารอขอถ่ายรูปด้วย

จากนั้นสื่อมวลชนได้สอบถาม น.ส.แพทองธาร ว่า เมื่อวานนี้ (2 ก.ย.) ได้กำชับในที่ประชุม สส.ของพรรคให้เร่งทำงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงนโยบายได้ชัดเจน ซึ่งสิ่งที่สั่งให้เร่งผลงานนั้น มีอะไรที่ต้องเร่งทำให้เห็นผลในรัฐบาลนี้หรือไม่ ว่า ปกติการประชุม สส.จะพูดคุยเรื่องสภา และการประชุมต่างๆ ซึ่งในนโยบายก็มีแต่ที่เน้นกับ สส. จะเป็นเรื่องของพื้นที่มากกว่า เพราะนโยบายกรอบใหญ่คลุมไว้หมดแล้ว แต่จะมีปัญหาเล็กๆของชาวบ้าน ที่คิดว่าเอามาแก้ได้ และมาเร่งในกระบวนการ ก็อยากให้ทำและใส่ใจในรายละเอียด ซึ่ง สส.ก็ทำอยู่แล้ว แต่ก็ย้ำเตือนว่า ทำให้เต็มที่จะได้แก้ปัญหากันไป โดยตอนนี้ได้พูดคุยกันในทีมและวางไทม์ไลน์ ว่า เมื่อแถลงนโยบายเสร็จแล้ว เข้าไปจะทำอะไรก่อนหลังบ้าง ให้เอามาขึงกันเลยว่าอันไหนต้องเข้าก่อน อาจมีหลายเรื่องให้ทำก็กลัวลืมและกลัวว่าไม่ได้ติดตามงานไหนบ้าง

ส่วนรัฐบาลชุดนี้จะไม่มีเวลาฮันนีมูนและต้องทำงานทันทีใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่ได้แล้วค่ะ ไม่ได้แล้วเพราะเข้ามา ต่อจากคุณเศรษฐา งานก็ดำเนินอยู่แล้ว ก็ต้องทำต่อ”

เมื่อถามถึงนโยบายกัญชาของพรรคร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เดี๋ยวรอแถลงนโยบายเลยทีเดียว รอไฟนอลออกมา เราก็ต้องคุยกับพรรคร่วมอยู่แล้ว

ส่วนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ที่ประชาชนคาดหวัง ยังเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบทันทีว่า แน่นอน ตนก็คาดหวังเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า นโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา เรื่องนี้ยังเป็นนโยบายหลักอยู่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใน คอนเซ็ปต์ ยังมีอยู่แน่นอน แต่จะมีการปรับรูปแบบตอนแรกจะเป็นดิจิทัลวอลเล็ต เรามีการวางแผนว่าจะมีการจ่ายเป็นเงินสดด้วย ก็ต้องรอดูว่า อะไรที่ต้องแก้ในรายละเอียด และแน่นอนว่าต้องแก้

เมื่อถามว่า ที่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล ออกมาระบุว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ในเฟสแรกจะเป็นเงินสด ส่วนเฟสที่สอง จะปรับรูปแบบเหมือนกับเฟสแรกที่จะเป็นเงินสด และอาจจะมีการแบ่งจ่ายตามงบประมาณ ใช่หรือไม่

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ใช่ แบบนั้นเลย แต่ขอให้รายละเอียดชัดเจนก่อน เพราะกลัวพูดไปแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียด เดี๋ยวจะโดนหาว่าพูดไม่ตรง เราต้องทำการบ้านกันก่อน“

ขณะเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ยังกล่าวถึงการเคาะตำแหน่งคณะรัฐมนตรี ว่า เรียบร้อยแล้ว ซึ่งยังไม่ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่คาดการณ์ว่าในวันนี้ (3 ก.ย.) จะเริ่มให้ นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ส่งรายชื่อเข้าไปเป็นไปตามกระบวนการ ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ พร้อมกับยอมรับว่า วันนี้จะสามารถลงนามรายชื่อคณะรัฐมนตรีทั้งหมดเพื่อเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งตนวางแผนไว้เป็นเช่นนั้น ส่วนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ได้เมื่อไหร่จะต้องมีการประสานกันอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่ายึดหลักการอะไรในการฟอร์ม ครม.ครั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ระบุว่า คิดว่าอยากเห็นอะไรมากกว่า จากคนที่เลือกมาจะได้ทำต่อ ซึ่งจากคนที่ถูกเลือกมาใหม่และคนที่อยู่คงเดิมเห็นถึงศักยภาพอยู่แล้วว่าใครพร้อมจะทำงาน ซึ่งจากที่อยู่ในพรรคมากกว่า 3 ปี จะเห็นว่าใครประมาณไหนอย่างไร พร้อมกับระบุว่า “จริงๆ แล้วอยากชนะอย่างที่คุณพ่อชนะเนาะ 377 เราจะได้ให้ทุกคนมีทุกตำแหน่ง แต่มันก็ได้แค่ปริมาณหนึ่ง ก็ให้ช่วยกันค่ะของพรรคอื่นก็มีด้วยก็ได้ให้ทุกคนได้แสดงความสามารถด้วย”

ส่วนอยากบอกอะไรให้ประชาชนนั้นมั่นใจในตัวนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ระบุว่านายกรัฐมนตรีคนนี้มีทีมที่ดีมากๆ

ขณะเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ปฏิเสธการตอบคำถามถึงคุณสมบัติของ 11 รัฐมนตรีที่ก่อนหน้านี้ ที่ยังมีคำร้องอยู่ในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และศาล รวมไปถึงกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เตรียมร้อง น.ส.แพทองธาร กรณีการโอนหุ้นและการครอบครองของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอารักขาของ น.ส.แพทองธาร ใช้รูปแบบเต็มระบบผู้นำประเทศ โดยมีรถนำขบวนจำนวน 1 คัน และมีรถทีมรักษาความปลอดภัยตามขบวนอีก 2 คัน

Advertisement

เผยรถประจำตำแหน่งนายกฯ “คันใหม่”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 24 กุมภาพันธ์ 2567 ทำเนียบฯ เช่ารถประจำตำแหน่งนายกฯ “คันใหม่” มูลค่ากว่า 7 ล้านบาท เป็นรถคู่แฝดกับรถยนต์ Lexus คันหรูที่ลูกสาวซื้อให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงนามประกาศสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา การเช่ารถยนต์ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จำนวน 1 คัน โดยวิธีคัดเลือกจากผู้ประกอบการ 4 ราย ซึ่งบริษัทไทยเร้นอะคาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันและไม่เป็นผู้กระทำการอันเป็นการขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และได้ยื่นเอกสารการเสนอราคาครบถ้วน ถูกต้อง มีคุณสมบัติและข้อเสนอทางด้านเทคนิคครบถ้วน ถูกต้อง ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือเชิญชวนเข้ายื่นข้อเสนอและเอกสารการยื่นข้อเสนอโดยวิธีคัดเลือก และรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ โดยเสนอราคาเป็นเงินทั้งสิ้น 7,644,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งภาษีอากรอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายทั้งปวงไว้ด้วยแล้ว

ล่าสุดวันนี้ (24 ก.พ.67) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา บริษัทได้จัดส่งรถยนต์ All NEW Lexus LM 350h Executive 4-Seater สีเงิน Sonic Titanium ป้ายทะเบียน “สร 30 กรุงเทพมหานคร” ถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรี เคยระบุว่าบุตรสาวซื้อให้และนำมาใช้ช่วงเริ่มรับตำแหน่ง

จากนั้นเวลา 12.20 น. วันนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประเดิมใช้รถคันนี้ เดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ตัวย่อ “สร” ย่อ มาจาก สำนักนายกรัฐมนตรี และ สร.1 คือ นามเรียกขาน “นายกรัฐมนตรี” ส่วนเลข 30 คือลำดับของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ในความหมายเลขทะเบียนนี้ จึงอาจหมายถึง นายกรัฐมนตรีคนที่ 30

Advertisement

ประยุทธ์ เร่งผลักดันความร่วมมือแรงงานไทย-ซาอุฯ ย้ำ! ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมใน 2 เดือน

People Unity News : ประยุทธ์ เร่งผลักดันความร่วมมือแรงงานไทย – ซาอุดีอาระเบีย ย้ำ! ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมใน 2 เดือน

27 ม.ค. 65 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม สั่งการให้กระทรวงแรงงานเร่งจัดหาแรงงานไทยที่มีศักยภาพเข้าทำงานในซาอุดีอาระเบีย หลังการเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียที่ผ่านมาได้มีการหารือระหว่าง รมว.แรงงาน ไทย และ รมว.ทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาทางสังคม ซาอุดีอาระเบีย เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านแรงงาน โดยเฉพาะในภาคบริการ ทั้งธุรกิจโรงแรม สุขภาพ อุตสาหกรรมก่อสร้าง

ปัจจุบันมีแรงงานไทยเข้าทำงานในซาอุดีอาระเบีย จำนวน 1,345 คน ทั้งงานช่างเชื่อม ช่างเทคนิค ช่างเครื่องยนต์ ผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน ผู้ช่วยกุ๊ก แม่บ้าน ฯลฯ โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ การจัดหาแรงงานไทยต้องทำทันทีและเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 2 เดือน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการยกระดับการพัฒนาฝีมือแรงงานไทย กระตุ้นให้มีการจัดหาแรงงานที่เป็นธรรม มีการคุ้มครองสิทธิแรงงานและสวัสดิการ ให้สอดคล้องกับที่ซาอุดีอาระเบียต้องการ

Advertising

รัฐบาลเตรียมพร้อมน้ำมันช่วงสงกรานต์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจในความกังวลของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงขอชี้แจงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการและติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดในประเด็นหลักๆ ดังนี้

  1. การกระจายน้ำมัน มีแผนในรายละเอียด คือ 1) กระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรและลดความแออัดในสถานีบริการ 2) กำชับผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น พร้อมจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสแตนด์บายในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง 3) จัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม 4) อำนวยความสะดวกการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า
  2. ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น
  3. เร่งบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกผ่านกลไกทางการทูตและการเจรจา เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่ง อาทิ บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมสนับสนุน และอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศไทย
  4. ติดตามการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศให้เป็นตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ และในระยะยาวก็จะมีการนำเข้าเป็นระยะๆสอดรับระดับความต้องการ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันให้ถึงมือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเข้มในเรื่องการจับกุมผู้กักตุนน้ำมัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สนธิกำลังร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าอิสระในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ กรมสรรพสามิตบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานในพื้นที่ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในเขตพื้นที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มี.ค. และตรวจพบน้ำมันดีเซล จำนวน 85,000 ลิตร ซึ่งไม่สามารถแสดงที่มาของน้ำมันได้จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท

“เพื่อดูแลการเดินทางของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามานี้ รัฐบาลเตรียมพร้อม เร่งระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง ประชาชนยังสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือที่เว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ สำหรับสถานีน้ำมันในแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

“ธนกร”ผงาดนั่งโฆษกพปชร.เต็มตัว เน้นสาระ-สร้างสรรค์ลุยโลกโซเชียล

People Unity News : “ธนกร”ผงาด นั่งโฆษกพปชร.เต็มตัว ขอบคุณ”อุตตม-กก.บห.”ไว้วางใจ ลั่นพร้อมทำงานเต็มที่ เน้นสาระ-สร้างสรรค์ เล็งลุยโลกโซเชียล จัดทัพรับการเมืองเข้มข้น

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงนามในหนังสือแต่งตั้งให้นายธนกร วังบุญคงชนะ เป็นโฆษกพรรคพลังประชารัฐ แทนนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ลาออกไปก่อนหน้านั้น

นายธนกร กล่าวว่า ขอขอบคุณนายอุตตม รวมถึงกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ที่ไว้วางใจและให้โอกาสตนเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ตนจะขอทำหน้าที่อย่างดีที่สุดให้สมกับความไว้วางใจ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนก็ทำหน้าที่ชี้แจงและให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพรรค คอยป้องกันส่วนได้ส่วนเสียของพรรคมาโดยตลอด ซึ่งจะเน้นการชี้แจงข้อเท็จจริง เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ไม่เน้นการตอบโต้รายวัน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความเข้มข้นขึ้น ดังนั้น ตนจะปรับยุทธศาสตร์การทำงานของทีมโฆษกพรรคใหม่ โดยเฉพาะการทำงานเป็นทีม เป็นระบบ และการทำงานในเชิงรุกอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งที่ผ่านมาก็ต้องขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกคนด้วย ที่ช่วยนำเสนอข่าวสารต่างๆ ของพรรคด้วยดีตลอดมา และหวังว่าสื่อมวลชนจะช่วยนำเสนอข้อมูลข่าวสารของพรรคต่อไป

“ปารีณา” ปะทะเดือด “เสรีพิศุทธ์” ปม “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ส่งตัวแทนแจง

People Unity News : “ปารีณา” ปะทะเดือด “เสรีพิศุทธ์” ปม “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ส่งตัวแทนแจง ประธานกมธ.ป.ป.ช.ยันต้องมาแจงเอง ส่วน “ปารีณา” สวนสมัย “ยิ่งลักษณ์” ยังไม่เข้าแจง

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค เสรีรวมไทย เป็นประธาน โดยมีวาระพิจารณาเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เข้าชี้แจงต่อประเด็นการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 โดยไม่ชอบ เพราะการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ได้ส่งพล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทนเข้าชี้แจง ขณะที่พล.อ.ประวิตรได้ส่งนายประสาร หวังรัตนปราณี คณะทำงาน เข้าชี้แจงแทนเช่นกัน

โดยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ให้พล.อ.ชาญชัยและนายประสานมอบหนังสือชี้แจง ซึ่งลงลายมือชื่อของพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตร ต่อหน้าที่ประชุมกมธ.และให้ชี้แจงรายละเอียดสั้นๆ ก่อนที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์จะกล่าวต่อที่ประชุมว่า ไม่สามารถให้บุคคลอื่นมาชี้แจงแทนบุคคลที่ระบุชื่อให้มาชี้แจงได้ พร้อมยกบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรคสี่ ระบุว่า กมธ.มีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคล หรือเรียกบุคคลมาชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนั้น กมธ. ไม่สามารถรับฟังคำชี้แจงจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ที่เชิญชี้แจงได้ เพราะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกเชิญชี้แจงและกมธ.ฯ ทั้งนี้บุคคลที่เชิญระบุชื่อไว้ชัดเจนด้วย ดังนั้น ตนจะขอมติจากที่ประชุมต่อการพิจารณาเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้พล.อ.ชาญชัย ชี้แจงตอนหนึ่งด้วยว่าตามารัฐธรรมนูญมาตรา 129 วรรคสองบัญญัติให้การทำหน้าที่ของกมธ. ต้องอยู่ในหน้าที่และอำนาจตามที่ระบุไว้ ซึ่งข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562 ข้อ90 (22) ระบุว่ากมธ.ฯ ต้องสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการ และมาตรการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต ซึ่งประเด็นการเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ขณะที่ผ่านวาระแรกแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาวาระสอง ซึ่งเป็นไปตามกรอบการจัดทำงบประมาณ ดังนั้นเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของการประพฤติมิชอบและไม่อยู่ในอำนาจของกมธ.ที่ระบุไว้ในข้อบังคับ ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวโต้แย้งว่าเรื่องตรวจสอบดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของกมธ. ไม่เช่นนั้นจะเรียกคนมาชี้แจงทำไม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครั้งนี้ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐและนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลัง ประชารัฐ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกมธ. แทนตำแหน่งที่ว่าง เข้าร่วมประชุม โดย น.ส.ปารีณา ขอแสดงความเห็น แต่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวขึ้นว่า ขอให้รู้มารยาทเพราะประธานยังไม่เชิญให้พูด ทั้งนี้ขอให้พิจารณาไปก่อน และอนุญาตให้ น.ส.ปารีณา แสดงความเห็นในเวลาต่อมา

น.ส.ปารีณา กล่าวว่า กรณีที่ประธานกมธ.ฯ เหมือนใช้อำนาจบังคับบุคคลให้มาชี้แจง ทั้งที่เป็นการขอความร่วมมือและมาโดยสมัครใจ ถือว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ที่ผ่านมา สภาเคยเชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯมาชี้แจงยังไม่เคยมา ดังนั้นการใช้อำนาจบังคับบุคคลอาจผิดกฎหมายได้ และประธานกมธ.ฯ อาจต้องติดคุก ทำให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า “ขู่ผมเหรอ ผมเรียนกฎหมายมา” ก่อนที่จะให้กมธ.ฯ คนอื่นแสดงความเห็น ซึ่งมีผู้เสนอให้การพิจารณาต่อไปของกมธ.ฯ เป็นการประชุมภายในของกมธ.ฯ ทำให้ต้องเชิญผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องรวมถึง พล.อ.ชาญชัย และ นายประสาน ออกจากห้องประชุม

พล.อ.ประวิตร ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมพัฒนา ปท.อย่างยั่งยืน

People Unity News : 8 มีนาคม 2566 3 เมษายน 2566 “พล.อ.ประวิตร” ประชุม กพย. ให้ความสำคัญพลังเยาวชน-เอกชน-ภาคีเครือข่าย ควบคู่หลัก ศก.พอเพียง ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน รองรับความท้าทายใหม่  ตั้งเป้าบรรลุ กรอบ UN ปี 2030

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) ครั้งที่1/2566 ณ ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ประชุมรับทราบสรุปผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand’s  SDG  Roadmap) โดยมีผลการดำเนินการ 6 ด้านหลักได้แก่ 1.การสร้างการตระหนักรู้ 2. ความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กับแผน 3 ระดับของประเทศ 3. กลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน 4. การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 5.ภาคีการพัฒนา และ 6. การติดตาม ประเมินผล

ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ออกกฎระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อน SEA มีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม โดยสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐนำไปจัดทำแผนในทางปฏิบัติสอดคล้องกัน และเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานภายใต้ กพย. เพื่อให้การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ตอบสนองและรับมือกับความท้าทายใหม่

ประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ผ่านคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ภาคเอกชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พลังเยาวชนขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน และคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของไทยตามกรอบ UN

พล.อ.ประวิตร กล่าวขอบคุณคณะทำงานที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกำชับให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติงานตามแผนงาน อย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเยาวชน เอกชน ที่มีความรู้ความสามารถ เข้าร่วมดำเนินการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้บรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ในปีค.ศ. 2030 ร่วมกับประชาคมโลก โดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกต่อไป

Advertisement

Verified by ExactMetrics