วันที่ 16 มีนาคม 2026

ทยอยติดตั้งแล้ว ไปใช้บริการได้เลย! เครื่องชำระหนี้เงินกู้อิเล็กทรอนิกส์ของ ธอส.

People unity news online : ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เดินหน้าตามแผน Transformation to Digital Services สร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และช่องทางการให้บริการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในยุคไทยแลนด์ 4.0 เปิดตัวเครื่องชำระหนี้เงินกู้อิเล็กทรอนิกส์ หรือ LRM มาเริ่มให้บริการลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกนำร่องจำนวน 10 เครื่อง Application : GHB Smart Queue บริการจองคิว ใช้บริการที่สาขาของธนาคารได้ล่วงหน้า ซึ่งจะเริ่มให้ลูกค้าดาวน์โหลดมาใช้บริการจริงภายในไตรมาสที่ 3 และ Digital Corner อีกหนึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ ธอส. นำมาให้บริการประชาชน ณ สาขาสมาร์ท ซึ่งผู้ใช้บริการจะสามารถเลือกรับชมข้อมูลต่างๆของธนาคาร ผ่านจอ Video Wall ขนาดใหญ่ ด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายและมือไปยังหัวข้อที่ต้องการทราบข้อมูล โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสที่หน้าจอโดยตรง

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่ในปี 2560 ธนาคารได้จัดทำแผน Transformation to Digital Services โดยการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และช่องทางการให้บริการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมการเงินแบบดิจิตอลที่เข้าถึงง่าย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ในทุกที่ทุกเวลา ล่าสุด เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เข้ามาทำธุรกรรมการชำระหนี้เงินกู้ที่สาขา ธนาคารจึงได้นำเครื่องชำระหนี้เงินกู้อิเล็กทรอนิกส์ หรือ LRM มาเริ่มให้บริการลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกนำร่องจำนวน 10 เครื่อง ณ ที่ทำการสาขาของธนาคาร 5 แห่งที่มีผู้ใช้บริการชำระหนี้เงินกู้เป็นจำนวนมากในช่วงปลายเดือน แบ่งเป็น สำนักงานใหญ่ พระราม 9 จำนวน 4 เครื่อง สาขาแฟชั่น ไอส์แลนด์ 2 เครื่อง สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 2 เครื่อง สาขาสุขสวัสดิ์ 1 เครื่อง และสาขาบิ๊กซี นวนคร 1 เครื่อง และหลังจากนี้จะทยอยนำตู้ LRM ไปติดตั้งเพิ่มเติมในบริเวณที่ลูกค้าเดินทางเข้าถึงง่ายและสะดวก อาทิ สถานีรถไฟฟ้า และห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ซึ่งลูกค้าที่ชำระหนี้ผ่านเครื่อง LRM จะสามารถเลือกชำระหนี้ได้ทุกบัญชีเงินกู้ที่ต้องการ เพียงกดเลขที่บัญชีเงินกู้บัญชีใดบัญชีหนึ่งเพียงครั้งเดียว หรือสแกนบาร์โค้ดจากบัตรชำระหนี้เงินกู้ และใบแจ้งหนี้ ต่างจากการชำระเงินกู้ผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ หรือ CDM ทั่วไปที่ชำระได้ครั้งละบัญชีเท่านั้น จึงสามารถลดระยะเวลาการใช้บริการในแต่ละครั้งลงได้ จากนั้นลูกค้ายังสามารถรับใบเสร็จรับเงินได้ทันที ซึ่งในใบเสร็จจะระบุรายละเอียดครบถ้วนเหมือนการชำระเงินกู้ที่เคาน์เตอร์ปกติ ทั้งจำนวนเงินที่ชำระ อัตราดอกเบี้ย จำนวนเงินต้นคงเหลือ และค่าธรรมเนียม เป็นต้น

นอกจากนี้ ภายในไตรมาส 3 ธอส.ยังเตรียมเปิดตัว Application : GHB Smart Queue บริการจองคิวใช้บริการที่สาขาของธนาคารที่ลูกค้าต้องการได้ล่วงหน้า ด้วยขั้นตอนดังนี้ 1.ดาวน์โหลด Application : GHB Smart Queue ที่ App Store (ระบบปฏิบัติการ iOS) และ Play Store (ระบบปฏิบัติการ Android) 2.เปิด Application เพื่อเข้าใช้งาน โดยสามารถ Login ด้วยการเชื่อมต่อกับบัญชี Facebook, Google หรือเข้าใช้งานโดยตรง 3.เปิด location ในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของตนเอง เพื่อให้ระบบทราบตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของผู้ใช้บริการและระยะห่างจากสาขาแต่ละแห่ง 4.เลือกสาขาที่ต้องการเข้าใช้บริการ 5.เลือกประเภทบริการที่ต้องการทำธุรกรรม ประกอบด้วย ฝาก/ถอน เปิดบัญชี ชำระหนี้เงินกู้ สอบถามสินเชื่อ และยื่นกู้ 6.เลือกวันและเวลาที่ต้องการเข้าใช้บริการ 7.ระบบจะแจ้งรายละเอียดการนัดตามที่ลูกค้าระบุ พร้อมแจ้งเตือนก่อนถึงเวลานัดหมายประมาณ 5 นาที และจะให้กดยืนยันคิวการเข้าใช้บริการ ทั้งนี้ เฉพาะลูกค้าที่อยู่ในระยะ 500 เมตร จากสาขาที่นัดหมายเข้าใช้บริการเท่านั้น 8.เมื่อกดยืนยันจะได้รับหมายเลขคิว เพื่อเข้าใช้บริการตามเวลานัดหมายได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ โดยมั่นใจว่า Application : GHB Smart Queue จะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการใช้บริการได้

ขณะเดียวกัน ธอส.ยังได้เปิดตัว Digital Corner อีกหนึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ ธอส. นำมาให้บริการประชาชน ณ สาขาสมาร์ท อาคาร 1 ชั้น 1 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่ ซึ่งผู้ใช้บริการจะสามารถเลือกรับชมข้อมูลต่างๆของธนาคาร อาทิ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ เงินฝาก ทรัพย์ NPA สิทธิประโยชน์พิเศษจากพันธมิตรที่มอบให้เฉพาะลูกค้า ธอส. และข้อมูลที่เกี่ยวกับสาขาของธนาคารทั่วประเทศ โดยการรับชมผ่านจอ Video Wall ขนาดใหญ่ ที่กว้างถึง 3.53 เมตร และสูง 1.82 เมตร ซึ่งผู้ใช้บริการจะต้องเคลื่อนไหวร่างกายและมือไปยังหัวข้อที่ต้องการทราบข้อมูลโดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสที่หน้าจอโดยตรง และยังสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ง่ายๆ เพียงสแกน QR Code ด้วยโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่หน้าจอ Video Wall ได้ทันทีอีกด้วย

People unity news online : post 5 มิถุนายน 2560 เวลา 10.56 น.

 

รอง ปธ.ธนาคารโลกเข้าพบ “สมคิด” อวยไทยมาถูกทาง

People unity news online :  วันนี้ (30 มีนาคม 2560) เวลา 15.00 น. นาง Victoria Kwakwa รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เข้าเยี่ยมคารวะ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนไทย ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรองประธานธนาคารโลกได้หารือถึงเศรษฐกิจของประเทศไทยและโครงการที่รัฐบาลจะพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว โดยรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงภูมิหลังทางเศรษฐกิจของไทยที่ต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 ซึ่งประเทศไทยต้องใช้เวลา 6-7 ปีในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ประเทศต้องการไม่ใช่แค่ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูป ซึ่งการปฏิรูปจะต้องมุ่งสร้างดุลยภาพการเติบโต โดยการสร้างความเข้มแข็งจากภายในเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

รองนายกรัฐมนตรีระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับ CLMVT ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่กำลังเจริญเติบโตและเป็นกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอาเซียน ประเทศไทยจึงยินดีร่วมมือกับธนาคารโลกจัดทำแผนแม่บทสำหรับการพัฒนา CLMVT และนำเสนอแผนดังกล่าวให้กลุ่มประเทศ CLMVT เพื่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งทางรองประธานธนาคารโลกได้แสดงความเข้าใจและยินดีร่วมมือกับไทยในเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ รองประธานธนาคารโลกยังกล่าวชื่นชมนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย 4.0 รวมถึงการเตรียมความพร้อมทางด้านการศึกษาและแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

People unity news online : post 30 มีนาคม 2560 เวลา 20.58 น.

“ฉัตรชัย” ประชุมทูตเกษตรทั่วโลก วางแผนรุก-รับมือ ลุยสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

People unity news online : วันนี้ (22 มีนาคม 2560) กระทรวงเกษตรฯเรียกประชุมทูตเกษตรจากทั่วโลก รับนโยบายลุยแผนเพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรไทย ให้รับมือวิกฤตเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบการค้าโลก

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การขับเคลื่อนภารกิจด้านการเกษตรต่างประเทศภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0” พร้อมมอบนโยบายด้านการเกษตรต่างประเทศ และได้รับฟังสถานการณ์ด้านการเกษตรในต่างประเทศที่สำคัญและแนวทางดำเนินงานจากผู้แทนถาวรไทย (ฝ่ายการเกษตร) ประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) และกงสุลฝ่ายการเกษตร จากสำนักงานในต่างประเทศที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 11 แห่ง ใน 8 ประเทศ ประกอบด้วย สำนักที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร 7 แห่ง ได้แก่  กรุงโรม  สหภาพยุโรป  กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  กรุงโตเกียว กรุงปักกิ่ง กรุงจาการ์ตา และกรุงแคนเบอร์รา กงสุลฝ่ายการเกษตร ประจำสำนักกงสุลใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ นครกว่างโจว  นครเซี่ยงไฮ้  และนครลอสแองเจลิส และฝ่ายการเกษตรประจำสำนักเอกอัครราชทูต 1 แห่ง ณ กรุงมอสโก ว่า กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันและแก้ไขอุปสรรคทางการค้าสินค้าเกษตรที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุปสรรคทางด้านการค้าที่มิใช่ภาษี ปัญหาข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช รวมถึงการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร ที่มีความรุนแรงและความเข้มข้นมากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรม เพื่อแสวงหาความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตร เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรของไทย ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในระยะ 20 ปี และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯในระยะ  5 ปี

โดยสิ่งที่เน้นย้ำกับทูตเกษตรครั้งนี้มี  3 ส่วนหลัก คือ 1.การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย โดยเฉพาะการเน้นย้ำถึงการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรไทย 2. การคิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์ ประเด็นปัญหา อุปสรรค แนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรในแต่ละประเทศกลับมายังกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ เพื่อกำหนดแผนในการเจรจาหรือปรับกลยุทธ์ให้สินค้าเกษตรไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น 3. การประชาสัมพันธ์ แนะนำสินค้าเกษตรตัวใหม่ๆ ให้ผู้บริโภคต่างประเทศรู้จัก เช่น มะยงชิด ที่ประเทศอินโดนีเซียให้ความสนใจ เป็นต้น

“เป้าหมายการเรียกประชุมทูตเกษตรที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลกในครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร จะได้ร่วมกำหนดแนวทางกรอบการดำเนินงาน และพร้อมกันขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมไปในทิศทางเดียวกัน  เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และเศรษฐกิจฐานรากของไทย  เนื่องจากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯในต่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสืบค้นข้อมูลเชิงลึก และรายงานข้อมูลความเคลื่อนไหวด้านนโยบาย กฎระเบียบ มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรของประเทศคู่ค้าที่จะส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรไทย รวมถึงความเคลื่อนไหวของประเทศคู่แข่งทางการค้าสินค้าเกษตรของไทยในประเทศเป้าหมายต่างๆ ซึ่งทำให้ไทยสามารถเตรียมการรองรับ และบรรเทาผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อการผลิตสินค้าเกษตรของไทยที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากนโยบายและมาตรการต่างๆของประเทศคู่ค้า รวมถึงการเจรจา และติดตามการแก้ไขปัญหา และอำนวยความสะดวกทางการสินค้าเกษตรของไทยในประเทศที่ประจำการที่สำคัญของไทย เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น รวมทั้งดำเนินการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทยเพิ่มขึ้น และแสวงหาตลาดใหม่ โดยในรอบปีที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานที่ไทยสามารถเปิดตลาดสินค้าเกษตรได้ในหลายๆประเทศ เช่น การเปิดตลาดมะม่วงพันธุ์เขียวเสวย และน้ำดอกไม้ไปยังประเทศญี่ปุ่น การส่งออกไก่สดไปเกาหลีใต้ และสิงคโปร์ การเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหา IUU กับสหภาพยุโรป เป็นต้น” พลเอก ฉัตรชัย กล่าว

People unity news online : post 22 มีนาคม 2560 เวลา 23.01 น.

Verified by ExactMetrics