วันที่ 7 สิงหาคม 2026

ศบก.เร่งกระจายน้ำมันทั่วประเทศ ผ่อนปรนขนส่ง 24 ชม. เพิ่มเที่ยววิ่ง พร้อมเสริม B20 นายกฯย้ำน้ำมันเพียงพอ อย่ากักตุน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 มีนาคม 2569 ศบก. เร่งมาตรการกระจายน้ำมันทั่วประเทศ ผ่อนปรนขนส่ง 24 ชม. เพิ่มเที่ยววิ่ง พร้อมเสริม B20 แก้ปัญหาตึงตัว ด้านนายกฯ เน้นย้ำน้ำมันเพียงพอ ขอประชาชนไม่จำเป็นต้องกักตุน มั่นใจบริหารจัดการได้

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569) เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 6/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานในประเทศอย่างใกล้ชิด

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายสำคัญของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. พีทีจี เอ็นเนอร์ยี ซัสโก้ เชลล์ และบางจาก เป็นต้น รวมทั้งกลุ่มบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน และกลุ่มรถขนส่ง เข้าร่วมประชุมด้วย

หลังจากนั้น เวลา 18.00 น. นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์น้ำมันของประเทศจากการติดตามตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้าส่งน้ำมัน บริษัทน้ำมัน จนถึงสถานีบริการน้ำมัน โดยพบว่า โรงกลั่นน้ำมันของประเทศไทยยังคงเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต โดยสามารถผลิตได้ 175 ล้านลิตรต่อวัน และมีการจัดหาน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมปริมาณน้ำมันยังคงเพียงพอ ทั้งนี้ โรงกลั่นและคลังน้ำมันจะดำเนินการประกาศราคาหน้าโรงกลั่นและหน้าคลังอย่างชัดเจน พร้อมเปิดจำหน่ายให้ผู้ค้ารายย่อยในราคาที่ไม่เกินราคาหน้าสถานีบริการ โดยกระทรวงพลังงานจะกำกับดูแลผ่านกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้การจัดสรรน้ำมันเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการขนส่ง โดยเปิดให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง เพื่อให้การกระจายเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

ในส่วนของการส่งออกน้ำมัน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา แต่ได้มีการปรับลดปริมาณลง โดยการส่งออกไปยัง สปป.ลาว เฉลี่ยลดลงร้อยละ 25 และการส่งออกไปยังเมียนมาลดลงประมาณร้อยละ 20 จากระดับปกติ เพื่อรักษาสมดุลปริมาณน้ำมันภายในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการเสริมเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและแก้ไขปัญหาการกระจายเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ อาทิ การเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่น การส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ เช่น น้ำมัน B20 ตลอดจนการพิจารณามาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ระบบพลังงานกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในภาพรวม โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการทั้งด้านการนำเข้าและการควบคุมการส่งออกอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศอยู่ในระดับที่มั่นคง อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตึงตัวในบางช่วง มาจากความกังวลของประชาชนที่เร่งเติมและกักตุนน้ำมัน ส่งผลให้ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน เป็นกว่า 84 ล้านลิตรต่อวัน จนเกิดภาวะตึงตัวชั่วคราวในบางพื้นที่

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้กักตุนน้ำมัน และขอให้มั่นใจว่าน้ำมันที่ดูเหมือนขาดหายไปไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อการส่งออกหรือวัตถุประสงค์อื่น แต่เป็นผลจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ หากสถานการณ์ความต้องการกลับสู่ภาวะปกติ จะทำให้ปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการบริหารจัดการน้ำมันสำรองอย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้ภายในประเทศ พร้อมยืนยันว่าโดยภาพรวมยังไม่มีเหตุผลที่ประชาชนต้องกังวล และสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ โดยรัฐบาลจะเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่ แม้ว่าปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศมีความมั่นคงเพียงพอรองรับความต้องการใช้ และรัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น B20 เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและเสริมความมั่นคงในระยะยาว

Advertisement

รัฐบาลเตือนภัยออนไลน์ มิจฉาชีพอาศัยกระแสสงคราม หลอกแจก “คูปองเติมน้ำมันฟรี” ลวงคลิกลิงก์ดูดเงินในบัญชี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนภัยออนไลน์ มิจฉาชีพอาศัยกระแสสงคราม หลอกแจก “คูปองเติมน้ำมันฟรี” ลวงคลิกลิงก์ดูดเงินในบัญชี

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) แจ้งเตือนประชาชนให้ระวัง กลโกงออนไลน์รูปแบบใหม่ที่อาศัยกระแสสถานการณ์ความตึงเครียดของโลกและราคาน้ำมันที่ผันผวน เป็นเครื่องมือหลอกลวง โดยมิจฉาชีพส่งข้อความหรือโฆษณาปลอมชักชวนว่า “แจกคูปองเติมน้ำมันฟรี” หรือ “ส่วนลดน้ำมันช่วงวิกฤตพลังงาน” เพื่อหลอกให้ประชาชนกดลิงก์

รองโฆษกฯ กล่าวว่า กลโกงดังกล่าวมักแพร่กระจายผ่าน SMS โซเชียลมีเดีย หรือโฆษณาปลอมที่แอบอ้างเป็นสถานีบริการน้ำมันหรือแบรนด์ดัง โดยใช้ข้อความที่กระตุ้นความสนใจ เช่น “รับสิทธิ์เติมน้ำมันฟรี 500 บาท” หรือ “คูปองพิเศษเฉพาะวันนี้เท่านั้น” เพื่อเร่งให้เหยื่อกดลิงก์โดยไม่ทันตรวจสอบ

เมื่อกดลิงก์ ผู้เสียหายจะถูกนำไปยังเว็บไซต์ปลอมที่มีหน้าตาคล้ายเว็บไซต์จริง และถูกหลอกให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน ข้อมูลบัตรธนาคาร หรือรหัส OTP จากนั้นมิจฉาชีพจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เข้าถึงบัญชีธนาคารหรือทำธุรกรรมทางการเงินทันที ส่งผลให้เงินในบัญชีถูกโอนออกไปภายในเวลาไม่กี่นาที

ทั้งนี้ มีกรณีตัวอย่างผู้เสียหาย เช่น พนักงานบริษัทวัย 34 ปี ได้รับ SMS อ้างว่าเป็นโปรโมชั่นฉลองครบรอบสถานีบริการน้ำมันชื่อดัง พร้อมคูปองเติมน้ำมันฟรี 500 บาท เมื่อกดลิงก์และกรอกข้อมูลเพื่อยืนยันสิทธิ์ ก่อนพบว่าเงินกว่า 80,000 บาท ถูกโอนออกจากบัญชีในเวลาไม่ถึง 10 นาที ขณะที่อีกกรณีหนึ่งเป็นแม่ค้าออนไลน์ที่เห็นโฆษณาปลอมในโซเชียลมีเดียหลอกแจกคูปองเติมน้ำมัน 300 บาท ก่อนสูญเงินกว่า 50,000 บาท

รองโฆษกฯ ระบุว่า ศูนย์ AOC ขอแนะนำประชาชนให้ ระมัดระวังการกดลิงก์จาก SMS หรือโฆษณาที่ไม่น่าเชื่อถือ และไม่ควรกรอกข้อมูลบัตร รหัสผ่าน หรือรหัส OTP ในเว็บไซต์ที่ไม่แน่ใจ พร้อมทั้งควรตรวจสอบโปรโมชั่นผ่าน เว็บไซต์หรือเพจทางการของบริษัทเท่านั้น

“มิจฉาชีพมักใช้กลยุทธ์สร้างสถานการณ์เร่งด่วนหรือสิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อหลอกลวงประชาชน จึงขอให้ประชาชนตั้งสติและตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูลสำคัญในโลกออนไลน์” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนถูกหลอกลวงทางออนไลน์ สามารถแจ้งระงับบัญชีและขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วน AOC 1441 หรือแจ้งเบาะแสข่าวปลอมและอาชญากรรมออนไลน์ผ่าน สายด่วน 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

“อนุทิน” รับยังส่งน้ำมันไปลาว ยันไม่ขาดแคลน โวน้ำมันสำรองไทยมากสุดในอาเซียน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มีนาคม 2569 “อนุทิน” รับยังส่งน้ำมันไปลาว ยันไม่ขาดแคลน โวน้ำมันสำรองไทยมากสุดในอาเซียน เตือนประชาชนควรประหยัด แต่ไม่ต้องตุน เผยเดินหน้าคุยทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะรัสเซีย ส่วนพลังงานไฟฟ้าไม่มีปัญหา เพราะไทยผลิตก๊าซได้เอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการส่งออกน้ำมันไปยังสปปลาว ซึ่งขณะนี้ประเทศกําลังเกิดวิกฤต จะยังส่งออกหรือไม่ ว่า ตนชี้แจงไปแล้ว ยังคงขายอยู่

เมื่อถามว่าในที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ การสู้รบในภูมิภาค จากตะวันออกกลาง(ศบก.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่าภาคอุตสาหกรรมแย่งซื้อน้ำมันจากภาคประชาชนหน้าปั๊ม จึงอาจทําให้น้ำมันไม่เพียงพอ จะมีมาตรการอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้รับการยืนยันจากผู้ค้าน้ำมัน ทั้งไทยออยล์ บางจาก เชลล์ SPRC( คาลเท็กซ์) ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายที่นําเข้าน้ํามันดิบ ยืนยันกับตนว่ายังไม่มีปัญหา หรือจะมีสัญญาณขาดแคลนน้ำมัน แต่ตอนนี้มันเป็นวิกฤตการณ์ที่มีการสู้รบกัน มันไม่ปกติ ฉะนั้นพวกเราทุกคนที่เป็นประชาชนผู้บริโภคใช้น้ำมันในประเทศ เราก็ต้องตระหนักรู้ และเริ่มใช้มาตรการประหยัดน้ำมัน ประหยัดเชื้อเพลิง ประหยัดพลังงาน ต่อให้มันจะไม่มีอะไรขาดแคลน แต่ก็ต้องมีการสร้างความตระหนักรู้ มันก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ยิ่งเราประหยัดมากเท่าไหร่ การสํารองน้ำมันภายในประเทศ ก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น ทุกวันนี้การสํารองน้ำมันจาก 60 วัน เพิ่มเป็น 90 วัน ก็หวังว่ามันจะอยู่แถวๆ 100 วัน จากการที่เราไม่ส่งออกไปประเทศที่ 3 ซึ่งทุกการประหยัดจะกลับมาเป็นจํานวนวันสํารองที่เพิ่มมากขึ้น ก็อยากจะให้ช่วยกันพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ว่าในอาเซียนประเทศไทยมีน้ำมันสํารองมากที่สุด ถ้าเอาเราไปเทียบกับญี่ปุ่น ที่เขาบอกว่าอยู่ได้ 200 กว่าวัน ก็ต้องดูขนาดเศรษฐกิจ และโลจิสติกส์

เมื่อถามต่อว่า นายเอกนิติ ระบุว่าน้ำมันดิบในโรงกลั่นยังมีอยู่อีกเยอะ ตอนนี้รวมที่สำรอง 100 วันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รวมแล้ว แต่ประชาชนไม่ต้องวิตกกังวล แม้สถานการณ์ตอนนี้ยังมีการยิงสู้รบกันอยู่ แต่เราต้องตระหนักรู้ว่าเราต้องประหยัดน้ำมัน

ตนขอย้ำว่าเรื่องการขาดแคลนพลังงานคงไม่เกิดขึ้น เพราะไฟฟ้าในประเทศไทย ผลิตโดยก๊าซธรรมชาติ โดยก๊าซที่เราผลิตได้ที่อ่าวไทยของเราเอง และมีการสํารองโดยการเพิ่มโรงผลิตก๊าซ ที่อาจต้องทํางานหนักขึ้นมากว่าเดิม

ส่วนราคาน้ำมันที่ผันผวนก็เป็นไปตามราคาตลาดโลก แต่กองทุนน้ำมันที่เรามีอยู่จะช่วยพยุงราคา และช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน ได้เท่าไหร่ก็ต้องไปดูในเรื่องของงบประมาณ และเศรษฐกิจต่างๆ

นายอนุทิน ย้ำว่า ขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ว่าไม่ต้องถึงขั้นตื่นตระหนก ถึงขั้นไปสำรองน้ำมันเก็บไว้ ไม่จําเป็นเลย เราจะพยายามบริหารอย่างเต็มที่ วันนี้เติมเท่านี้ พรุ่งนี้เพิ่มขึ้นไปอีก 10 บาท อย่างนี้รัฐบาลปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ แม้ว่าเราผลิตน้ำมันเองไม่ได้ และประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีปัญหาอยู่ ซึ่งเรานําเข้าประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันหายไปเป็นศูนย์ เรายังมีอีกครึ่งหนึ่งที่มาจากภูมิภาคอื่น หากเกิดเหตุ 100 วันแล้วมันแย่จริงๆ ลงมาเหลือ 50 วัน เราก็ยังสามารถทําได้อยู่

ส่วนแนวคิดที่จะซื้อน้ำมันจากรัสเซียมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นายอนุทินกล่าวว่า พูดคุยอยู่ และพูดคุยกับทุกประเทศ ซึ่ง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ของประเทศไทยไม่ใช่บริษัทเล็กๆ และไม่ได้มีธุรกิจน้ำมันอย่างเดียว ในโลกของการทําธุรกิจ ใครจะกล้าตัดปตท. ออกจากสารบบ เพราะหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติก็เสียลูกค้าในภูมิภาคอาเซียน ในส่วนนี้มีกลไกตลาดรองรับอยู่แล้ว

Advertisement

ปตท. ยืนยันเจรจานำเข้าเชื้อเพลิงไม่ขาดแคลน​ วอนชาวบ้านไม่กักตุน ​ยิ่งกักตุนยิ่งขนส่งน้ำมันไปปั๊มไม่ทัน​

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มีนาคม 2569 สถานการณ์คนแห่เติมน้ำมันจนขนส่งไม่ทัน​ หลังนายกฯ ประกาศตรึงราคาดีเซล 15 วัน ครบวันที่ 16 มี.ค.​นี้ ธพ.ติดตามดูคลัง ปั๊มไม่กักตุน​ ด้านกลุ่ม​ ปตท. ยืนยันเจรจานำเข้าเชื้อเพลิงไม่ขาดแคลน​ วอนชาวบ้านไม่กักตุน ​เพราะยิ่งกักตุนยิ่งขนส่งน้ำมันไปปั๊มไม่ทัน​

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้​ (15 มี.ค.69) ยังเป็นวันปั่นป่วน ประชาชนแห่เติมน้ำมัน​ จนขนส่งไม่ทัน ปั๊มทั้งต่างจังหวัด–กทม.แห่หมด​ จึงจำเป็นต้องจำกัดยอดขายคันละ 300-1,000 บาท โดย​เจ้าของปั๊มออกมาชี้แจงว่า​ ประชาชนมาเติมน้ำมันเพิ่มนับเท่าตัว หลังนายกรัฐมนตรีประกาศตรึงราคาดีเซลและดูแลแก๊สโซฮอล์ครบ 15 วัน ในวันที่ 16 มี.ค.นี้ ทำให้ยอดขายในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับโควตาที่แต่ละปั๊มได้จากบริษัทแม่จะดูจากปริมาณยอดขายเฉลี่ยในเดือนที่ผ่านมา ดังนั้นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ยอดขายพุ่งกว่าโควตาที่ได้รับ​ ทำให้เกิดปัญหาซ้อนกันขึ้นมา โดยยอดขายกลุ่มดีเซลเฉลี่ยเดือน ก.พ. ทั่วประเทศอยู่ที่ ​70 ล้านลิตร/วัน แต่จากสถานการณ์​ตื่นราคาขึ้น ประชาชนแห่กักตุน ทำให้ยอดขายบางวันพุ่งไปถึง​ 118 ล้านลิตร/วัน​ ในขณะที่กลุ่มเบนซิน ยอดขายเพิ่มจาก ​34 ล้านลิตร/วัน เป็น 52 ล้านลิตร/วัน

วันนี้ (15 มีนาคม 2569) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดประชุมศูนย์ประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปค.) เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงาน ให้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0211.4/ว1828 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2569 ในการบูรณาการข้อมูลสถานการณ์ด้านพลังงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อกำกับดูแลมิให้มีการกักตุนหรือฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์ปัจจุบัน

กรมธุรกิจพลังงาน จึงขอให้เจ้าหน้าที่ของกรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตรวจสอบปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานีบริการของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 11 ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกักตุนหรือฉกฉวยโอกาส จะต้องให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงาน ได้ประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เร่งจัดส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ให้มีน้ำมันเพียงพอ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

ด้าน บมจ​.ปตท. – บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) หรือ OR ยืนยันน้ำมันเพียงพอ จัดหาจากแหล่งทั่วโลก สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

จากสถานการณ์การสู้รบกับอิหร่านของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่ยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชนและภาคเศรษฐกิจ

– ด้านการจัดหาน้ำมันดิบ บริหารจัดการโดยการเปลี่ยนท่าเรือรับผลิตภัณฑ์นอกช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ทั่วโลกมาเพิ่มเติม เช่น จากทางแอฟริกา อเมริกา พร้อมประสานงานกับพันธมิตรทางการค้า โดยยืนยันแผนการส่งมอบที่ชัดเจนต่อเนื่อง และยังคงจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. สามารถผลิตได้ตามแผน

– ด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ขอความร่วมมือผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและเมียนมาผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มกำลัง และเลื่อนกำหนดการซ่อมบำรุงประจำปีออกไปก่อน พร้อมจัดหา Spot LNG เพิ่มเติม ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มอบหมาย เพื่อทดแทนปริมาณก๊าซ LNG ที่ขาดหายไป ซึ่งจะสามารถส่งมอบช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569

– ในส่วนสถานีบริการน้ำมัน คลังน้ำมันใหญ่ เปิดทำการตลอด 7 วัน ระดมรถขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละรอบใช้เวลา 12 – 24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระยะทาง ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากช่วงนี้ อาจส่งผลให้บางสถานีบริการไม่มีน้ำมันจำหน่ายในบางช่วงเวลา และประสานทุกหน่วยเพื่อบริหารจัดการรองรับความต้องการอย่างเต็มที่

ในท้ายนี้ ขอความร่วมมือประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัด หลีกเลี่ยงการกักตุน โดยขอให้สถานีบริการ ดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

ด้าน OR ยืนยันพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึงที่สุด จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ OR ได้ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บริหารจัดการการขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบขนส่งทางท่อ ทางเรือ ทางรถบรรทุก และทางรถไฟ ตลอดจนคลังน้ำมันที่เปิดให้บริการตลอดทั้ง 7 วัน และกว่า 2,400 สถานีบริการทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม จากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงนี้ อาจส่งผลให้บางสถานีบริการมีปัญหาการจำหน่ายบางผลิตภัณฑ์ในบางช่วงเวลา เนื่องจากต้องรอการจัดส่ง โดย OR ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อบริหารจัดการและลดผลกระทบให้มากที่สุด ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าจะมีน้ำมันใช้น้ำมันอย่างเพียงพอ

Advertisement

ไทยผนึกกำลังนานาชาติ สกัดเครือข่ายสแกมข้ามชาติ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 มีนาคม 2569 ไทยผนึกกำลังนานาชาติ สกัดเครือข่ายสแกมข้ามชาติ เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ปิดบัญชีมิจฉาชีพกว่า 150,000 บัญชี จับกุมผู้ต้องหาได้ 21 ราย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti-Cyber Scam Center: ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและภาคเทคโนโลยีระดับโลก เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง โดยร่วมกับสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) หน่วยปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามการหลอกลวงของกระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา (DOJ Scam Center Strike Force) และ Meta รวมถึงพันธมิตรด้านการบังคับใช้กฎหมายจาก 10 ประเทศทั่วโลก ดำเนินปฏิบัติการ “สัปดาห์ปฏิบัติการสกัดกั้นร่วม” (Joint Disruption Week) ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติที่ดำเนินการในวงกว้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอื่นๆ

ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ รวมถึงความร่วมมือกับภาคเทคโนโลยีอย่าง LINE ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการสืบสวนสอบสวน เพื่อรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งเป็นขบวนการ และขยายผลสู่การดำเนินคดีอย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากความร่วมมือดังกล่าว ทำให้สามารถปิดใช้งานบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ได้มากกว่า 150,000 บัญชี บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ได้ยังช่วยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 21 ราย และจากการสืบสวนขยายผลพบว่า หนึ่งในเครือข่ายผู้ต้องหามีการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในศูนย์หลอกลวง (Scam Center) ตามแนวชายแดนมากกว่า 300 ราย ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของความร่วมมือในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่สามารถลบบัญชี เพจ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ได้กว่า 59,000 รายการ และนำไปสู่การออกหมายจับ 6 หมาย

“รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ โดยจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัลให้กับประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รัฐเดินหน้าปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายกว่า 437,000 รายการใน 5 เดือน “พนันออนไลน์” สูงสุดกว่า 362,000 รายการ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 มีนาคม 2569 รัฐเดินหน้าปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายกว่า 437,000 รายการใน 5 เดือน “พนันออนไลน์” สูงสุดกว่า 362,000 รายการ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยดำเนินการ ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายการแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของรัฐบาล

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงดีอีได้ปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายแล้วรวม 437,473 รายการ โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพียงเดือนเดียว สามารถปิดกั้นได้มากถึง 132,842 รายการ

สำหรับประเภทเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นมากที่สุด คือ เว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 362,482 รายการ รองลงมา ได้แก่

บุหรี่ไฟฟ้า 41,850 รายการ

โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 13,734 รายการ

ซื้อ–ขายกัญชา 4,841 รายการ

อาวุธปืน 3,797 รายการ

ค้าประเวณี 2,148 รายการ

อื่น ๆ เช่น ข้อมูลบิดเบือน หลอกลวง หมิ่นสถาบัน Hate Speech และสื่อลามกอนาจาร 8,621 รายการ

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า กระทรวงดีอีได้ใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากโครงการตรวจจับและวิเคราะห์การกระทำความผิดบนเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อช่วยตรวจสอบ วิเคราะห์ และคัดกรองข้อมูล ก่อนส่งเข้าสู่ระบบ WebD เพื่อเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบ “Suspend” สำหรับส่งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบ “URL Checker” เพื่อตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 362,000 รายการ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่เป็นต้นตอของปัญหาสังคมและการหลอกลวงประชาชน พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและระบบตรวจสอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

ธอส. เพิ่มทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับ “สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 มีนาคม 2569 ธอส. เพิ่มทางเลือกการลงทุน กับ สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์ ดอกเบี้ยสูง 1.20% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่ 5 ล้านบาท ทุกงวด เริ่มวันที่ 17 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนการออม สร้างความมั่นคงในชีวิต เพิ่มทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า กับ “สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์” อัตราดอกเบี้ยหน้าสลาก 1.20% ต่อปี โดยรับเป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท พร้อมลุ้นรับรางวัลใหญ่ตลอด 12 งวด ผู้ที่สนใจสามารถซื้อสลากได้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ณ สาขาธนาคารทั่วประเทศ

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. มุ่งมั่นส่งเสริมให้คนไทยมีวินัยการออมสร้างความมั่นคงในชีวิตด้วยการมีทางเลือกด้านการลงทุนมากขึ้น จัดทำ “สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์” หน่วยละ 5 ล้านบาท อายุสลาก 1 ปี ให้ผลตอบแทนหน้าสลากสูงถึง 1.20% ต่อปี (เมื่อฝากครบ 1 ปี) รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเป็นรายเดือนเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทุกเดือน และมีโอกาสลุ้นรับรางวัลใหญ่ตลอด 12 งวด ประกอบด้วย รางวัลที่ 1 มูลค่า 5 ล้านบาท จำนวน 1 รางวัล (เสี่ยงหมวด) รางวัลที่ 2 มูลค่า 50,000 บาท จำนวน 1 รางวัลต่อหมวด พร้อมรางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 5,000 บาท (หมุน 1 ครั้ง) และรางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 500 บาท (หมุน 1 ครั้ง) พิเศษ! ลูกค้าสามารถเลือกหมวดสลากที่ชอบได้ เพื่อเพิ่มโอกาสลุ้นรับรางวัลด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถซื้อสลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์ ได้ตั้งแต่วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ณ สาขาธนาคารทั่วประเทศ โดยจะเริ่มออกรางวัลครั้งแรก ในวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร. 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง

Advertisement

กรมธนารักษ์เปิดประมูลสิทธิการเช่า 4 แปลงสวย ย่านเศรษฐกิจสำคัญในเขตกรุงเทพมหานคร

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มีนาคม 2569 กรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุและพัฒนาที่ดินราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 4 แปลงสวยย่านเศรษฐกิจทำเลทอง

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุและพัฒนาที่ดินราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 4 แปลงสวยย่านเศรษฐกิจทำเลทอง ดังนี้

  1. แปลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ติดไอคอนสยาม) เปิดประมูลให้เอกชนลงทุนก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง บริเวณใกล้ไอคอนสยาม เขตคลองสาน (ริมแม่น้ำเจ้าพระยา) ซึ่งเป็นที่ดินเปล่า ขนาด 4-2-34 ไร่ (1,834 ตารางวา) ตั้งอยู่บริเวณย่านเศรษฐกิจสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ศูนย์การค้า ICONSIAM หนึ่งในแลนด์มาร์กระดับโลกของกรุงเทพฯ พื้นที่รายล้อมด้วยแหล่งท่องเที่ยว โรงแรมระดับนานาชาติ และระบบคมนาคมที่สะดวก ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS GOLD LINE และท่าเรือโดยสาร
  2. แปลงบ้านพายัพ เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุบ้านพายัพ ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา (บ้านพายัพ)เขตพระนคร ซึ่งเป็นอาคารราชพัสดุ จำนวน 3 รายการ พื้นที่ใช้สอย 465.44 ตารางเมตร บนที่ดินขนาดเนื้อที่ 0-2-49.2 ไร่ ตั้งอยู่ในทำเลสำคัญของกรุงเทพมหานคร ละแวกวัดสามพระยา รายล้อมด้วยย่านประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยว และชุมชนดั้งเดิมของกรุงเทพฯ ภายในพื้นที่มีอาคารทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่เมืองเก่า เหมาะสำหรับการอนุรักษ์และพัฒนาให้เกิดประโยชน์เชิงสร้างสรรค์
  3. แปลงอาคารธนบุรี (วงเวียนใหญ่) เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุ 4 ชั้น บริเวณใกล้วงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี มีขนาดที่พื้นที่ใช้สอย 519.47 ตารางเมตร ใกล้วงเวียนใหญ่ เป็นย่านเมืองเก่าที่ถูกฟื้นฟูให้กลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางเชื่อมต่อกับถนนเส้นสำคัญหลายสาย สามารถเดินทางออกนอกเมืองไปทางฝั่งตะวันตกก็ได้ จะเข้าสู่ใจกลางเมืองหรือสามารถเดินทางไปถึงปริมณฑลโซนรังสิตได้ ซึ่งย่านนี้มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานและยังอยู่ใกล้กับย่านนวัตกรรมคลองสานในปัจจุบัน ดังนั้น ที่นี่จึงมีมนต์เสน่ห์ที่น่าสนใจหลายอย่าง เหมาะสำหรับใช้เป็นอาคารสำนักงาน
  4. แปลงอาคารถนนทรงวาด เปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุ บริเวณถนนทรงวาด เขตสัมพันธ์วงศ์ (บริเวณชั้น 1) เลขที่อาคาร 1067 เป็นอาคารราชพัสดุย่านเมื่องเก่าที่มีศักยภาพเติบโตสูง ขนาดพื้นที่ใช้สอย 90.40 ตารางเมตร ติดถนนทรงวาด ทำเลค้าขาย คนเดินผ่านตลอดวัน นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติสัญจรตลอดปี รายล้อมแหล่งท่องเที่ยว คาเฟ่ และวัฒนธรรม อาทิ ไซน่าทาวน์ ตลาดน้อย เป็นโอกาสทองของธุรกิจยุคใหม่บนเสน่ห์เมืองเก่า เหมาะกับร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ สินค้าไลฟ์สไตล์

นายอัครุตม์ กล่าวต่อว่า การเปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุและพัฒนาที่ดินราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานครครั้งนี้ได้ดำเนินงานผ่านยุทธศาสตร์ “VALUE” เพื่อให้เกิดการนำทรัพย์สินของแผ่นดินที่กรมธนารักษ์รับผิดชอบโดยเฉพาะด้านที่ราชพัสดุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นกรมธนารักษ์จึงเร่งผลักดันให้มีการเปิดประมูลที่ดินต่าง ๆ ขณะเดียวกันได้ให้ธนารักษ์พื้นที่เร่งดำเนินการต่อสัญญาต่าง ๆ ให้เป็นปัจจุบัน เนื่องจากสัญญาจะมีการต่อทุก 3 ปี ซึ่งขณะนี้กรมธนารักษ์ได้เริ่มมีการเปิดประมูลพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงสำคัญแล้ว

สำหรับการเปิดประมูลดังกล่าว ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอซื้อซองเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน ได้ที่ กองบริหารที่ราชพัสดุกรุงเทพมหานคร ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร นับตั้งแต่บัดนี้ – วันที่ 9 เมษายน 2569 ในเวลา 09.00 น. – 15.00 น. (เว้นวันหยุดราชการ) หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0 2618 6328 หรือ 0 2278 2426 นายอัครุตม์ กล่าวในตอนท้าย

Advertisement

รัฐบาลเตือนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เข้มงวดตรวจสอบอาคาร ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้าง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เข้มงวดตรวจสอบอาคาร ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้าง ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดพายุฤดูร้อนและพายุหมุนเขตร้อน ที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รัฐบาลขอแจ้งเตือนให้ประชาชนดูแลอาคารบ้านเรือน ให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรง โดยเฉพาะกระเบื้องมุงหลังคาให้ยึดแน่นกับโครงหลังคา ตรวจสอบสิ่งที่อาจหักโค่นและแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ หากเกิดพายุคะนองให้หลีกห่างสิ่งก่อสร้างที่เสี่ยงต่อการล้มหรือหักโค่นลงมาได้ ตลอดจนช่วยกันสอดส่องดูแลป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ให้มีความมั่นคงแข็งแรงเพื่อความปลอดภัย รวมถึงเข้มงวดการก่อสร้างอาคารชั่วคราวในพื้นที่โล่งแจ้ง ที่เข้าข่ายไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กำชับให้ผู้ดำเนินการจะต้องมีการตรวจสอบดูแลและเข้มงวดในการก่อสร้างหรือติดตั้งสิ่งก่อสร้างดังกล่าวให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรงและระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมกระโชกด้วย

สำหรับกรณีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ในการพิจารณาอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงให้ตรวจสอบ และพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายว่าการควบคุมอาคารโดยเคร่งครัด และต้องมีวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกรเป็นผู้คำนวณและรับรองความมั่นคงแข็งแรง ในกรณีป้ายที่มีความสูงจากระดับฐานรากตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป นอกจากมีวิศวกร เป็นผู้คำนวณและรับรองความมั่นคงแข็งแรงแล้ว ยังต้องมีการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆ ของโครงสร้างป้ายโดยวุฒิวิศวกรสาขาวิศวกรรมโยธาด้วย ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงกำหนดชนิดหรือประเภทของอาคาร หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆ ของโครงการอาคาร พ.ศ. 2550 ป้ายที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเคร่งครัด หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษตามมาตรา 65 ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ฝ่าฝืนด้วย

รัฐบาลเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง และตรวจสอบอาคาร สิ่งก่อสร้าง ป้ายโฆษณา และไม้ยืนต้น ที่อาจได้รับผลกระทบจากลมแรง รวมถึงสั่งการให้ส่วนราชการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร อุปกรณ์ และสร้างการรับรู้เพื่อความปลอดภัย ให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

Advertisement

“กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia 2026)

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 มีนาคม 2569 รัฐบาลยินดี “กรุงเทพฯ” ยืนหนึ่งในเอเชีย ครองแชมป์เมืองที่ดีที่สุดของเอเชีย ประจำปี 2026 ตอกย้ำศักยภาพของไทยจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

วันนี้ (11 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความยินดีที่ “กรุงเทพมหานคร” สามารถคว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia 2026) ในการประกาศผลรางวัล Readers’ Choice Awards 2026 จากผลการโหวตของผู้อ่านนิตยสาร DestinAsian นิตยสารท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับหรูชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในหมวดหมู่เมืองที่ดีที่สุดนี้ มีเมืองอื่น ๆ ใน 10 อันดับแรก อาทิ อันดับ 2 โตเกียว (ญี่ปุ่น) อันดับ 3 สิงคโปร์

สำหรับเหตุผลหลักที่กรุงเทพฯ สามารถคว้าอันดับ 1 มาได้ ด้วย 4 ความโดดเด่นที่ DestinAsian นิยามให้ คือ

  1. ความมีเสน่ห์แบบขั้วตรงข้ามที่ลงตัว กรุงเทพฯ ถูกยกย่องว่าเป็นเมืองที่มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้างด้วยการผสมผสานระหว่างรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เช่น วัดวาอารามที่สวยงามและตลาดน้ำกับความทันสมัยระดับโลก อย่างห้างสรรพสินค้าสุดหรูและตึกระฟ้าได้อย่างน่าทึ่ง
  2. สวรรค์แห่งอาหารระดับโลก โดยผู้อ่านเทคะแนนโหวตให้กรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารที่ครบเครื่องที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Street Food ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าคือสวรรค์ของอาหารริมทางที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก Fine Dining ที่มีการเติบโตของร้านอาหารระดับสูงและเชฟรุ่นใหม่ที่นำเสนออาหารแนว Progressive หรืออาหารที่ใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม มายกระดับวัตถุดิบหรือเมนูคุ้นเคยให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่คาดไม่ถึง ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล
  3. ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพราะกรุงเทพฯ มี “ทางเลือก” ที่ตอบโจทย์นักเดินทางทุกกลุ่มการพักผ่อน มีโรงแรมหรูระดับ Ultra-luxury และโรงแรมบูติกที่ได้รับรางวัลมากมายไลฟ์สไตล์หลากหลาย ตั้งแต่ย่านศิลปะสมัยใหม่ ย่านประวัติศาสตร์ ไปจนถึงสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่ติดอันดับโลก
  4. การต้อนรับและจิตวิญญาณของเมือง ด้วยบรรยากาศของ “เมืองหลวงแห่งรอยยิ้ม” ที่มีความสนุกสนานและเป็นอิสระ รวมถึงการบริการที่ประทับใจในทุกระดับตั้งแต่คนขับรถตุ๊กตุ๊กไปจนถึงพนักงานโรงแรม 5 ดาว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านจากทั่วเอเชียแปซิฟิกโหวตให้กรุงเทพฯ เป็นอันดับ 1 ติดต่อกันหลายปี

“ผลการจัดอันดับครั้งนี้ ตอกย้ำถึงศักยภาพของไทย ในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว “กรุงเทพฯ” เมืองหลวงของประเทศไทย ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่สุดในทวีปเอเชีย ที่มีความโดดเด่นด้วยการผสมผสานเอกลักษณ์เฉพาะตัวระหว่าง วัดโบราณ ตลาดที่คึกคัก รวมไปถึงทิวทัศน์อันเงียบสงบ สามารถมอบประสบการณ์ให้แก่นักท่องเที่ยวเสมือนการชมภาพยนตร์ อีกทั้งยังมีสถานที่มหัศจรรย์ทางประวัติศาสตร์อย่าง พระบรมมหาราชวัง และวัดอรุณราชวราราม ซึ่งล้วนได้รับการเติมเต็มอย่างสวยงามด้วยวิถีชีวิตความเป็นเมืองบนท้องถนน พร้อมด้วยตลาดน้ำ และถนนข้าวสารที่มีชีวิตชีวา” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

Verified by ExactMetrics