วันที่ 15 มีนาคม 2026

ดีอี ยันข่าวจริง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่ม “หวานปกติ” เท่ากับ หวาน 50%”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ดีอี ยันข่าวจริง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่ม “หวานปกติ” เท่ากับ หวาน 50%” ขอเลือกเชื่อ-แชร์ข้อมูลทางการเท่านั้น

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,083 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,034 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,034 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 3 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่ม “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%”

อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เปิดระบบ CIOS ยื่นคำร้อง “Take It Down” ครั้งแรกของไทย

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิออนไลน์ได้ทันที ผ่านแอปฯ ทางรัฐ

อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กรมอุทยานฯ มีแนวคิดยิงลูกดอกวัคซีนให้ช้างป่า เพื่อให้ไข่ฝ่อหวังลดจำนวน

อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ครม.อนุมัติเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง-กากถั่วเหลือง

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ยึดทรัพย์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เฉลี่ยคืนเงินให้ผู้เสียหายจากการหลอกลงทุน ผ่านเพจ Office of Online Crime Reporting

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ AUS JOB 011 เปิดรับแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย รายได้เฉลี่ยหลักแสนบาทต่อเดือน

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กรมอนามัย ปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่ม หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง”โดยกรมอนามัยเตรียมการปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ลดการบริโภคน้ำตาลเกินความจำเป็น ลดความเสี่ยงภาวะน้ำหนักเกินและโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนไทยอย่างยั่งยืน

ดังนั้นกรมอนามัยจึงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานและเตรียมการเปิดตัวมาตรฐานความหวานใหม่ของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนและการสื่อสารเชิงนโยบายให้เกิดผลในระดับประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

| Line ID: @antifakenewscenter

| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

| X : @AFNCThailand

| TikTok : @antifakenewscenter

| IG : afnc_thailand/

Advertisement

รัฐบาล แนะ ประชาชนโหลดแอป POLICE CARE “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาล แนะ ประชาชนโหลดแอปพลิเคชัน POLICE CARE “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ” เช็กได้ เช็กก่อน โหลดไว้ ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ ครอบคลุมทุกบริการ อุ่นใจ เหมือนมีตำรวจอยู่ใกล้ๆ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ รวมถึงภัยจากมิจฉาชีพในรูปแบบต่าง ๆ ถึงแม้รัฐบาลจะบูรณาการความร่วมมือป้องกันการหลอกลวงอย่างจริงจัง แต่ยังมีการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์จากมิจฉาชีพ ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พัฒนาแอป “POLICE CARE” แอปพลิเคชันตำรวจสำหรับประชาชน โดยแอปพลิเคชัน POLICE CARE มีฟีเจอร์หลัก บริการของตำรวจเพื่อประชาชนในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้กฎหมาย การเตรียมตัวไปแจ้งความ เตือนภัย ค้นหาสถานีตำรวจใกล้ฉัน คู่มือประชาชน แจ้งอายัดบัญชี แจ้งความออนไลน์ ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบข้อมูลใบสั่ง ข้อมูลคดี ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

นอกจากนี้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกบริการ เป็นแอปพลิเคชันตำรวจแบบครบวงจร ครบ จบ ที่แอปเดียว ล่าสุด “POLICE CARE” เปิด 2 ฟีเจอร์ใหม่ คือ “ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ” และ “ตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ” สามารถใช้งานได้แล้ว โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ Android ผ่าน Play Store และ IOS ผ่าน App Strore

“นโยบายให้พัฒนาแอปพลิเคชันนี้เป็นตัวช่วยในเรื่องการป้องกันภัยอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้ด้วย รัฐบาล ให้ความสำคัญกับภัยออนไลน์จากสแกมเมอร์ที่มาหลากหลายรูปแบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงพัฒนาเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ ในแอปพลิเคชัน POLICE CARE ที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลแจ้งความออนไลน์ มีฐานข้อมูลหมายเลขบัญชีมิจฉาชีพ และฐานข้อมูลเบอร์โทรมิจฉาชีพ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบก่อนเกิดเหตุ ยับยั้งภัยสแกมเมอร์ ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปที่หน้าแอปพลิเคชัน POLICE CARE แล้วเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของฉัน จากนั้นต้องล็อกอินผ่าน ThaiD ก่อน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานและความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล แล้วสามารถกรอกเบอร์โทร หรือเลขบัญชีต้องสงสัย ระบบจะประมวลผลอย่างรวดเร็ว บอกว่าเป็นเบอร์โทรหรือบัญชีธนาคารของมิจฉาชีพหรือไม่ กรณีเป็นบัญชีธนาคารจะขึ้นข้อความแจ้งเตือนว่า “มิจฉาชีพ” “อันตราย! ห้ามโอนเด็ดขาด”

Advertisement

ธปท.ชี้คนไทยช่วงอายุ 29-30 ปี พบว่าครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้แล้ว

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 มกราคม 2569 ธปท.ส่งสัญญาณวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย พบช่องว่างคนไทยเงินออมน้อย-รายจ่ายสูงกว่ารายได้เรื้อรัง ขณะที่คนรุ่นใหม่ติดหล่ม NPL เร็วขึ้น

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “จากความเปราะบางสู่ความยั่งยืน : FinLit เพื่อภูมิคุ้มกันทางการเงินของคนไทย” ในงานเปิดตัวรายวิชาการวางแผนการเงินเพื่อชีวิต ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกสะท้อนวิกฤตความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทยที่น่ากังวล

นางสาวชญาวดี ระบุว่า แรงบันดาลใจสำคัญในการขับเคลื่อนด้านความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) เกิดจากการเล็งเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก โดยข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน พบว่าอัตราเฉลี่ยของรายจ่ายครัวเรือนไทยอยู่ที่ 18,691 บาทแต่รายรับกลับอยู่ที่ 16,817 บาทซึ่งถือว่ารายจ่ายอยู่สูงกว่ารายได้มาอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าปัญหาหนี้สินจะยังคงอยู่กับสังคมไทยไปอีกนาน

นอกจากนี้นางสาวชญาวดี ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า ธปท.พบว่าคนไทยเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber ช่วงอายุ 29-30 ปี พบว่าครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้แล้ว และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ 1 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้เริ่มมีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) ตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน นอกจากนี้ปัญหาหนี้ยังติดตามไปจนถึงวัยหลังเกษียณ โดยพบว่ากลุ่มอายุ 60-69 ปี ยังมีภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 4 แสนกว่าบาท ทั้งที่อาจไม่มีรายได้ประจำแล้ว และหากเปรียบเทียบสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยกับต่างประเทศ แม้ในระดับตัวเลขรวมจะมีความใกล้เคียงกับประเทศอย่างเกาหลีใต้หรือสวิตเซอร์แลนด์ แต่เมื่อพิจารณาไส้ในกลับพบความแตกต่างที่สำคัญคือ หนี้สินทรัพย์ต่ำ คือ คนไทยมีสัดส่วนหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสินทรัพย์เพียง 34-35% ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักรมีสัดส่วนสูงถึง 90% ขณะที่หนี้บริโภคสูง โดยหนี้ส่วนใหญ่ของคนไทยเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคและหนี้บัตรเครดิต ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้การบริหารจัดการทำได้ยากกว่าและไม่ช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแม้ ธปท.จะมีมาตรการออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่มักเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเป็นหนี้ไปแล้ว แต่เป้าหมายถัดไปคือการย้อนกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ แม้ผลสำรวจทักษะทางการเงินปี 2567 จะระบุว่าคนไทย 91.5% มีเงินออม แต่มีเพียง 23% เท่านั้นที่มีการออมอย่างเป็นระบบ และมีเพียง 25% ที่มีเงินออมฉุกเฉินเพียงพอสำหรับ 6 เดือน ซึ่งสะท้อนว่าการวางแผนเพื่อการเกษียณที่ทำได้จริงยังมีน้อยมาก

นางสาวชญาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท.กำลังปรับเปลี่ยนบทบาทจากการทำหลักสูตรแบบ “On-shelf” หรือการฝึกอบรมแบบ Train the Trainer มาเป็นการรุกเข้าสู่กลุ่มผู้ใช้จริง (End User) มากขึ้น โดยการจับมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อจัดทำวิชาการวางแผนการเงินเข้าในหลักสูตรการศึกษาในครั้งนี้

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขเงิน แต่มันคือเรื่องของความสุขที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนสามารถควบคุมและออกแบบชีวิตทางการเงินของตัวเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อลดภาระความเหนื่อยล้าของคนทั้งประเทศในระยะยาว” นางสาวชญาวดี กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับความร่วมมือที่จัดทำหลักสูตรดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นเครื่องมือให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งกลุ่มที่ประสบปัญหาทางการเงินอยู่แล้ว หรือกลุ่มที่ยังไม่มีปัญหาแต่ต้องการป้องกันความเสี่ยง ให้สามารถปรับตัวและเรียนรู้กระบวนการบริหารจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ที่ต้องการเพิ่มรายได้ผ่านการลงทุนในรูปแบบต่างๆ โดยหลักสูตรนี้จะถือเป็นคอร์สความรู้พื้นฐานที่เบ็ดเสร็จ ครอบคลุมการบริหารจัดการชีวิตทางการเงินในทุกมิติ

โดย ธปท. ต้องการให้ประชาชนและกลุ่มนิสิตนักศึกษาให้ความสนใจเข้ามาศึกษาข้อมูลเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ธปท. ตั้งเป้าที่จะขยายผลหลักสูตรนี้ไปยังสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วประเทศ รวมถึงต้องการผลักดันให้ความรู้ทางการเงินลงไปถึงกลุ่มเด็กในระดับที่เล็กกว่ามหาวิทยาลัย

นางสาวชญาวดี ย้ำว่าวินัยทางการเงินเป็นสิ่งที่ควรเริ่มต้นปลูกฝังตั้งแต่เยาวชน ซึ่งปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาและดูแลหลักสูตรทางการเงินสำหรับเด็กอยู่แล้ว และในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาให้หลักสูตรนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างสู่ประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ในอนาคต ธปท. จะมีการปรับปรุงเนื้อหาและวิธีการสื่อสารให้มีความเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยจะกระจายความรู้ให้เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับคนไทยในระยะยาว

Advertisement

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 มกราคม 2569 โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) พร้อมกำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินอย่างเข้มงวด

วันนี้ (26 มกราคม 2569) เวลา 13.50 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

โฆษกฯ ยังเน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก โดยสั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท่าอากาศยาน ดำเนินมาตรการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม

“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังผู้เดินทางอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับโรค จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที ทั้งนี้ โรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะหรือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด” นายสิริพงศ์กล่าว

อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีพาหะสำคัญคือค้างคาว และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือดและน้ำลาย ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ชัก และพบอัตราการเสียชีวิตสูงร้อยละ 40–75 ซึ่งถือว่าสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่า

Advertisement

รัฐบาลเผย สปส. เร่งทยอยจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานแก่ผู้ประกันตน ตั้งแต่ 20 ม.ค. 69 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 มกราคม 2569 รัฐบาลเผย สปส. เร่งทยอยจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานแก่ผู้ประกันตน ตั้งแต่ 20 ม.ค. 69 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ ย้ำพร้อมดูแลคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการปรับปรุงและเปลี่ยนผ่านระบบดิจิทัลครั้งใหญ่ จากระบบ Mainframe ซึ่งใช้งานมากว่า 30 ปี มาเป็นระบบ Web Application เพื่อยกระดับการบริการของสำนักงานประกันสังคมให้มีความทันสมัย สะดวก และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบบใหม่ จำเป็นต้องปรับปรุงระบบประมวลผลการนำเข้าข้อมูลการรายงานตัวจากกรมการจัดหางานเข้าสู่ระบบใหม่

รัฐบาลขอให้ผู้ประกันตนไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลที่จะสูญหาย โดยสำนักงานประกันสังคมยืนยันว่า ข้อมูลการรายงานตัวของผู้ประกันตนในระบบเดิม ยังคงอยู่ ไม่มีการสูญหายแน่นอน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องและดำเนินการโอนย้ายข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบการให้บริการ โดยสำนักงานประกันสังคมได้เริ่มทยอยโอนเงินสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์แล้วตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 ซึ่งจะเร่งดำเนินการโอนตามลำดับความครบถ้วนของข้อมูลอย่างเร่งด่วน ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสถานะการอนุมัติเงินทดแทนกรณีว่างงานผ่านระบบการขึ้นทะเบียนว่างงานของกรมการจัดหางาน ตามรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  • หากสถานะปรากฏเป็น “รอพิจารณา” แสดงว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบของ สำนักงานประกันสังคม กทม.และ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา
  • หากสถานะปรากฏเป็น “พิจารณาแล้ว/อนุมัติ” ขอให้ผู้ประกันตนรอการโอนเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งโอนเงินตามลำดับ หากเงินเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้วจะปรากฏจำนวนเงินในตารางนัดหมายในการรายงานตัว

“รัฐบาล โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ยืนยันความตั้งใจในการดูแลและคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมอำนวยความสะดวกและเร่งรัดการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และทั่วถึง ย้ำชัดว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ได้หายไปไหน อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการตามระบบ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป”นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ

Advertisement

รัฐบาลสั่งการติดตามสถานการณ์เฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์” ใกล้ชิด หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 มกราคม 2569 รัฐบาลสั่งการติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์” ใกล้ชิด หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม กำชับคัดกรองเข้ม ย้ำไม่พบผู้ป่วยในไทย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก

วันนี้ 24 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พัยธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปืดเผยว่า  รัฐบาล สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดียอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม กำชับมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ยืนยันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วย ขอประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการและไม่ตื่นตระหนก

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดีย พบผู้ป่วยยืนยันรวม 5 ราย  ซึ่งทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเวสต์เบงกอล พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างเข้มข้น สำหรับประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทาง หากพบผู้เดินทางที่มีไข้สูง หรือมีอาการเข้าได้กับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อประเมินอาการและดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านชันสูตรโรคของประเทศ มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสนิปาห์ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม Real-time RT-PCR มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถตรวจจากตัวอย่างหลากหลายชนิด เช่น เลือด สารคัดหลั่งจากคอและโพรงจมูก น้ำไขสันหลัง และปัสสาวะ โดยจะเก็บอย่างน้อย 2 ชนิดตัวอย่างขึ้นไป และสามารถรายงานผลภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง

“ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ ขอแนะนำประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรคและสัตว์พาหะ ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง และล้างมือด้วยสบู่หลังสัมผัสสัตว์ เนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในคน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

กยศ.เดินหน้าหักเงินเดือนผู้กู้ยืมต่อเนื่อง สั่งนายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง หักเงินเดือนผู้กู้ยืม กยศ. อีกกว่า 1.2 แสนราย มี.ค. 69 นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 มกราคม 2569 เริ่ม มี.ค. 69 นายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง หักเงินเดือนผู้กู้ยืม กยศ. กว่า 1.2 แสนราย เพื่อชำระหนี้ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา แนะผู้กู้ยืม กยศ. ลดภาระการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ทาง www.studentloan.or.th

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา  (กยศ.) ได้มีการส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้าง จำนวนกว่า 80,000 แห่ง เพื่อทำการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้ จำนวนกว่า 120,000 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และ กยศ. จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ผู้กู้ยืมทุกรายที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ทั้งสัญญารายปี/สัญญารายเดือน หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีหน้าที่ให้นายจ้างหักเงินเดือน

ทั้งนี้ กยศ. ได้จัดประชุมสัมมนาออนไลน์ให้แก่องค์กรนายจ้างที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ. เพื่อให้องค์กรนายจ้างเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในการทำหน้าที่ รวมถึงการใช้งานระบบรับชำระเงินกู้ยืม คืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (ระบบ e-PaySLF) ได้อย่างถูกต้อง จึงขอเชิญชวนองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และเลือกวันและเวลาที่สะดวก หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏด้านล่าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทีไลน์บัญชีทางการ กยศ.องค์กรนายจ้าง

ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการหักเงินเดือนจำนวน 1,418,640 ราย ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินได้กลับมาชำระหนี้ รวมถึงลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และ กยศ. จะนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

Advertisement

ออมสินรุกโลกออนไลน์ เปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) โลกเสมือนจริงเพื่อการเรียนรู้การเงิน พลิกเกมสู่การอัปสกิล Financial Literacy อย่างยั่งยืน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 มกราคม 2569 ธ.ออมสินเปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) ชุมชนแห่งการออมในโลกดิจิทัลเสมือนจริง พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกทักษะทางการเงิน มุ่งเน้นการสร้างวินัยการออม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และสร้างความตระหนักรู้ภัยทุจริตทางการเงินในโลกออนไลน์

ธนาคารออมสินเดินหน้ายกระดับบทบาทผู้นำด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) สู่การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่สอดรับกับพฤติกรรมคนยุคดิจิทัล ล่าสุด เปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) ชุมชนแห่งการออมในโลกดิจิทัลเสมือนจริง พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกทักษะทางการเงิน มุ่งเน้นการสร้างวินัยการออม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และสร้างความตระหนักรู้ภัยทุจริตทางการเงินในโลกออนไลน์ นำเสนอในรูปแบบของเกมเพื่อให้การเรียนรู้เรื่องการเงินเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และไม่น่าเบื่อ เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย

ภายใน Aomunity ประกอบด้วยพื้นที่การเรียนรู้ 4 โซนหลัก โดยผู้ใช้งานสามารถสวมบทบาทเป็น Avatar ปรับแต่งตัวละคร และเรียนรู้การบริหารจัดการเงินผ่านภารกิจในโลกดิจิทัล ได้แก่

  • Downtown จุดเริ่มต้นและพื้นที่พบปะของผู้ใช้งาน ทำหน้าที่เชื่อมต่อสู่การเรียนรู้ด้านการออมและแนวคิดพื้นฐานทางการเงินในโลก Aomunity
  • Play Hall โซนเกมเสริมทักษะทางการเงินที่ผู้ใช้งานจะได้รับความสนุกและความรู้ไปพร้อมกัน ผ่านการทำภารกิจสะสมคะแนนใน 3 เกมสุดสนุก ได้แก่ เกมจับผิดมิจฉาชีพ เกมวิ่งวิบาก และเกมตามหาสัตว์เลี้ยง ซึ่งทุกเกมจะมีระบบสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัลพิเศษได้ทุกเดือน หรือนำไปสร้างรายได้เพิ่มในโซน Neighborhood
  • Museum Hall พิพิธภัณฑ์เสมือนจริงแบบ 360 องศา ถ่ายทอดวิวัฒนาการกระปุกออมสินของธนาคารออมสิน ตั้งแต่อดีตจนถึงผลงานกระปุกออมสินในรูปแบบ Digital Art สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการออมในมิติใหม่
  • Neighborhood พื้นที่แห่งจินตนาการ และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติผ่านภารกิจ “ออมเงินสร้างบ้าน” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถนำคะแนนจากภารกิจไปออกแบบสร้างบ้านและพัฒนาบ้านในโลกเสมือนจริง ฝึกทักษะการออมและการบริหารทรัพยากร โดยสามารถอัปเกรดบ้านเพื่อรับผลตอบแทนที่มากขึ้น และนำคะแนนสะสมไปแลกรับของรางวัลจริง

นอกจากนี้ Aomunity ยังมีฟีเจอร์ Social Interaction เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานได้พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนดิจิทัล ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการเงินและภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตทางการเงิน ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเรียนรู้ในโลก Aomunity ได้แล้ววันนี้ ผ่านเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th/aomunity รองรับการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต

ธนาคารออมสิน มุ่งส่งเสริมความรู้ทางการเงิน เพื่อให้คนไทยตระหนักรู้ถึงความจำเป็นที่ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง รู้เท่าทันกลโกง รวมถึงส่งเสริมให้คนไทยมีการออมที่เพียงพอตามเป้าหมายส่วนบุคคลในทุกระยะ โดยดำเนินการผ่านผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ทางการเงินผ่านการฝึกอบรมโดยทีมโค้ชการเงินมืออาชีพ หรือ CMC by GSB (Certified Money Coach by GSB) การพัฒนาแอปพลิเคชัน “ออมตังค์” และล่าสุด กับ Aomunity ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนการเรียนรู้เรื่องการเงินจากเรื่องยากและน่าเบื่อ ให้เป็นประสบการณ์ที่เข้าถึงง่ายและสนุก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งสะท้อนภารกิจหลักของธนาคารออมสินในบทบาท “ธนาคารเพื่อสังคม” ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมไทยในระยะยาว

Advertisement

“ธรรมนัส” เดินหน้าโมเดลรวมหนี้ครูบำนาญไว้ที่ ธ.ก.ส. ชูตั้งสหกรณ์กลาง-ลดดอกเบี้ยพิเศษ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 มกราคม 2569 “ธรรมนัส” เดินหน้าโมเดลรวมหนี้ครูบำนาญไว้ที่ ธ.ก.ส. ชูตั้งสหกรณ์กลาง-ลดดอกเบี้ยพิเศษ ช่วยลูกหนี้วิกฤตคืนความสุขหลังเกษียณ

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชนในระดับกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มเครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 – 135 และประชุมทางไกลผ่านทาง Zoom Meeting เพื่อเร่งหาทางออกให้แก่เครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค โดยพบข้อมูลที่น่ากังวลว่ามีสมาชิกกว่า 300 ราย เผชิญภาระหนี้สินรวมกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ผูกพันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและธนาคารภาครัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ขั้นวิกฤต 93 ราย ที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังเกษียณอายุราชการ

ร้อยเอก ธรรมนัส ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งประสานงานเครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค ให้สามารถดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์กลางของกระทรวงศึกษาธิการสำหรับแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญให้เรียบร้อย เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการนำข้อมูลไปประสานงานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ศึกษาความเป็นไปได้และดำเนินมาตรการรวมหนี้ (Debt Consolidation) ตามข้อเสนอของเครือข่ายฯ เพื่อรวบรวมภาระหนี้ที่กระจัดกระจายจากหลายสถาบันการเงินมาไว้ที่ ธ.ก.ส. เพียงแห่งเดียว พร้อมทั้งพิจารณาโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยในอัตราพิเศษที่ต่ำกว่าปกติ เพื่อลดภาระการจ่ายค่างวดและเพิ่มเงินคงเหลือสุทธิให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบและยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอความร่วมมือให้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดดูแลเรื่องคดีความด้านหนี้สินของครูบำนาญ ซึ่งทางสำนักงานอัยการสูงสุดยินดีร่วมมือแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของครูบำนาญ เพื่อให้ครูมีกำลังใจในการคืนหนี้สินในระบบต่อไป

ปลัดเกษตรฯ กล่าวเสริมว่า ขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลมาตรการผ่อนคลายในการชำระหนี้ในช่วงก่อนจัดตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครูบำนาญและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่กลุ่มข้าราชการครูบำนาญทั่วทุกภูมิภาค อีกด้วย

Advertisement

นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มกราคม 2569 นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท กำชับ “คมนาคม” ตรวจสอบข้อเท็จจริง รอบด้าน โปร่งใส ยืนยันรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน-ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงถล่มใส่รถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งพิธีดังกล่าวมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลผู้ประสบภัย โดยไม่ต้องรอขั้นตอน พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา และอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และเป็นธรรม

สำหรับการมอบเงินเยียวยาในครั้งนี้ ครอบคลุมครอบครัวหรือทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ครอบครัว ประกอบด้วย เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายละ 1,000,000 บาท

ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมยืนยันจะดูแลผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการติดตามการดำเนินงานในทุกมิติ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการใช้บริการรถไฟต่อไป

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในนามของรัฐบาลขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงได้ตกทับรถไฟซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และสร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนทั้งประเทศความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตแก่ ครอบครัวผู้เสียชีวิตในวันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการเร่งรัดช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปโดยเร็วที่สุดพร้อมให้กำลังใจกับครอบครัวผู้สูญเสียก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ การมอบเงินเยียวยาในวันนี้คือการช่วยเหลือจากกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้เร่งประสาน และอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปจนกว่าทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง สั่งการอย่างรอบด้านด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม และจะไม่มีการละเว้นการกระทำผิดแก่ผู้ใดทั้งสิ้นหากพบการกระทำที่เข้าข่ายในการผิดกฎหมายหรือการฝ่าฝืนกฎหมายการประมาทเลินเล่อรัฐบาลจะใช้การดำเนินการตามกฏหมายให้เกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กับกระทรวงคมนาคมในการทบทวนปรับปรุง และยกระดับด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง ทั้งในด้านกฎหมาย การกำกับดูแล และบทลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ และขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปสู่ผู้ได้รับบาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิตทุกคนขอให้มีกำลังใจที่เข้มแข็งรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ในทุกมิติเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น และความปลอดภัย ความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้เร็วที่สุด

Advertisement

Verified by ExactMetrics