วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 มกราคม 2569 โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) พร้อมกำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินอย่างเข้มงวด

วันนี้ (26 มกราคม 2569) เวลา 13.50 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

โฆษกฯ ยังเน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก โดยสั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท่าอากาศยาน ดำเนินมาตรการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม

“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังผู้เดินทางอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับโรค จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที ทั้งนี้ โรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะหรือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด” นายสิริพงศ์กล่าว

อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีพาหะสำคัญคือค้างคาว และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือดและน้ำลาย ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ชัก และพบอัตราการเสียชีวิตสูงร้อยละ 40–75 ซึ่งถือว่าสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่า

Advertisement

รัฐบาลเผย สปส. เร่งทยอยจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานแก่ผู้ประกันตน ตั้งแต่ 20 ม.ค. 69 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 มกราคม 2569 รัฐบาลเผย สปส. เร่งทยอยจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานแก่ผู้ประกันตน ตั้งแต่ 20 ม.ค. 69 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ ย้ำพร้อมดูแลคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการปรับปรุงและเปลี่ยนผ่านระบบดิจิทัลครั้งใหญ่ จากระบบ Mainframe ซึ่งใช้งานมากว่า 30 ปี มาเป็นระบบ Web Application เพื่อยกระดับการบริการของสำนักงานประกันสังคมให้มีความทันสมัย สะดวก และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านระบบใหม่ จำเป็นต้องปรับปรุงระบบประมวลผลการนำเข้าข้อมูลการรายงานตัวจากกรมการจัดหางานเข้าสู่ระบบใหม่

รัฐบาลขอให้ผู้ประกันตนไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลที่จะสูญหาย โดยสำนักงานประกันสังคมยืนยันว่า ข้อมูลการรายงานตัวของผู้ประกันตนในระบบเดิม ยังคงอยู่ ไม่มีการสูญหายแน่นอน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องและดำเนินการโอนย้ายข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบการให้บริการ โดยสำนักงานประกันสังคมได้เริ่มทยอยโอนเงินสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์แล้วตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 ซึ่งจะเร่งดำเนินการโอนตามลำดับความครบถ้วนของข้อมูลอย่างเร่งด่วน ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสถานะการอนุมัติเงินทดแทนกรณีว่างงานผ่านระบบการขึ้นทะเบียนว่างงานของกรมการจัดหางาน ตามรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  • หากสถานะปรากฏเป็น “รอพิจารณา” แสดงว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบของ สำนักงานประกันสังคม กทม.และ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา
  • หากสถานะปรากฏเป็น “พิจารณาแล้ว/อนุมัติ” ขอให้ผู้ประกันตนรอการโอนเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งโอนเงินตามลำดับ หากเงินเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้วจะปรากฏจำนวนเงินในตารางนัดหมายในการรายงานตัว

“รัฐบาล โดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ยืนยันความตั้งใจในการดูแลและคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมอำนวยความสะดวกและเร่งรัดการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และทั่วถึง ย้ำชัดว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ได้หายไปไหน อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการตามระบบ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป”นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ

Advertisement

รัฐบาลสั่งการติดตามสถานการณ์เฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์” ใกล้ชิด หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 มกราคม 2569 รัฐบาลสั่งการติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์” ใกล้ชิด หลังอินเดียพบผู้ป่วยเพิ่ม กำชับคัดกรองเข้ม ย้ำไม่พบผู้ป่วยในไทย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก

วันนี้ 24 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พัยธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปืดเผยว่า  รัฐบาล สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในอินเดียอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม กำชับมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ยืนยันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วย ขอประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการและไม่ตื่นตระหนก

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดีย พบผู้ป่วยยืนยันรวม 5 ราย  ซึ่งทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเวสต์เบงกอล พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างเข้มข้น สำหรับประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทาง หากพบผู้เดินทางที่มีไข้สูง หรือมีอาการเข้าได้กับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อประเมินอาการและดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านชันสูตรโรคของประเทศ มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสนิปาห์ด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม Real-time RT-PCR มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถตรวจจากตัวอย่างหลากหลายชนิด เช่น เลือด สารคัดหลั่งจากคอและโพรงจมูก น้ำไขสันหลัง และปัสสาวะ โดยจะเก็บอย่างน้อย 2 ชนิดตัวอย่างขึ้นไป และสามารถรายงานผลภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง

“ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ ขอแนะนำประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรคและสัตว์พาหะ ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง และล้างมือด้วยสบู่หลังสัมผัสสัตว์ เนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในคน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

กยศ.เดินหน้าหักเงินเดือนผู้กู้ยืมต่อเนื่อง สั่งนายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง หักเงินเดือนผู้กู้ยืม กยศ. อีกกว่า 1.2 แสนราย มี.ค. 69 นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 มกราคม 2569 เริ่ม มี.ค. 69 นายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง หักเงินเดือนผู้กู้ยืม กยศ. กว่า 1.2 แสนราย เพื่อชำระหนี้ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา แนะผู้กู้ยืม กยศ. ลดภาระการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ทาง www.studentloan.or.th

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา  (กยศ.) ได้มีการส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้าง จำนวนกว่า 80,000 แห่ง เพื่อทำการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้ จำนวนกว่า 120,000 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และ กยศ. จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ผู้กู้ยืมทุกรายที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ทั้งสัญญารายปี/สัญญารายเดือน หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีหน้าที่ให้นายจ้างหักเงินเดือน

ทั้งนี้ กยศ. ได้จัดประชุมสัมมนาออนไลน์ให้แก่องค์กรนายจ้างที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ. เพื่อให้องค์กรนายจ้างเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในการทำหน้าที่ รวมถึงการใช้งานระบบรับชำระเงินกู้ยืม คืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (ระบบ e-PaySLF) ได้อย่างถูกต้อง จึงขอเชิญชวนองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และเลือกวันและเวลาที่สะดวก หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏด้านล่าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทีไลน์บัญชีทางการ กยศ.องค์กรนายจ้าง

ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการหักเงินเดือนจำนวน 1,418,640 ราย ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินได้กลับมาชำระหนี้ รวมถึงลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และ กยศ. จะนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

Advertisement

ออมสินรุกโลกออนไลน์ เปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) โลกเสมือนจริงเพื่อการเรียนรู้การเงิน พลิกเกมสู่การอัปสกิล Financial Literacy อย่างยั่งยืน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 มกราคม 2569 ธ.ออมสินเปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) ชุมชนแห่งการออมในโลกดิจิทัลเสมือนจริง พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกทักษะทางการเงิน มุ่งเน้นการสร้างวินัยการออม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และสร้างความตระหนักรู้ภัยทุจริตทางการเงินในโลกออนไลน์

ธนาคารออมสินเดินหน้ายกระดับบทบาทผู้นำด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) สู่การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่สอดรับกับพฤติกรรมคนยุคดิจิทัล ล่าสุด เปิดตัว “Aomunity” (ออม-มูนิตี้) ชุมชนแห่งการออมในโลกดิจิทัลเสมือนจริง พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกทักษะทางการเงิน มุ่งเน้นการสร้างวินัยการออม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และสร้างความตระหนักรู้ภัยทุจริตทางการเงินในโลกออนไลน์ นำเสนอในรูปแบบของเกมเพื่อให้การเรียนรู้เรื่องการเงินเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และไม่น่าเบื่อ เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย

ภายใน Aomunity ประกอบด้วยพื้นที่การเรียนรู้ 4 โซนหลัก โดยผู้ใช้งานสามารถสวมบทบาทเป็น Avatar ปรับแต่งตัวละคร และเรียนรู้การบริหารจัดการเงินผ่านภารกิจในโลกดิจิทัล ได้แก่

  • Downtown จุดเริ่มต้นและพื้นที่พบปะของผู้ใช้งาน ทำหน้าที่เชื่อมต่อสู่การเรียนรู้ด้านการออมและแนวคิดพื้นฐานทางการเงินในโลก Aomunity
  • Play Hall โซนเกมเสริมทักษะทางการเงินที่ผู้ใช้งานจะได้รับความสนุกและความรู้ไปพร้อมกัน ผ่านการทำภารกิจสะสมคะแนนใน 3 เกมสุดสนุก ได้แก่ เกมจับผิดมิจฉาชีพ เกมวิ่งวิบาก และเกมตามหาสัตว์เลี้ยง ซึ่งทุกเกมจะมีระบบสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัลพิเศษได้ทุกเดือน หรือนำไปสร้างรายได้เพิ่มในโซน Neighborhood
  • Museum Hall พิพิธภัณฑ์เสมือนจริงแบบ 360 องศา ถ่ายทอดวิวัฒนาการกระปุกออมสินของธนาคารออมสิน ตั้งแต่อดีตจนถึงผลงานกระปุกออมสินในรูปแบบ Digital Art สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการออมในมิติใหม่
  • Neighborhood พื้นที่แห่งจินตนาการ และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติผ่านภารกิจ “ออมเงินสร้างบ้าน” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถนำคะแนนจากภารกิจไปออกแบบสร้างบ้านและพัฒนาบ้านในโลกเสมือนจริง ฝึกทักษะการออมและการบริหารทรัพยากร โดยสามารถอัปเกรดบ้านเพื่อรับผลตอบแทนที่มากขึ้น และนำคะแนนสะสมไปแลกรับของรางวัลจริง

นอกจากนี้ Aomunity ยังมีฟีเจอร์ Social Interaction เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานได้พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนดิจิทัล ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการเงินและภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตทางการเงิน ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเรียนรู้ในโลก Aomunity ได้แล้ววันนี้ ผ่านเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th/aomunity รองรับการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต

ธนาคารออมสิน มุ่งส่งเสริมความรู้ทางการเงิน เพื่อให้คนไทยตระหนักรู้ถึงความจำเป็นที่ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง รู้เท่าทันกลโกง รวมถึงส่งเสริมให้คนไทยมีการออมที่เพียงพอตามเป้าหมายส่วนบุคคลในทุกระยะ โดยดำเนินการผ่านผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ทางการเงินผ่านการฝึกอบรมโดยทีมโค้ชการเงินมืออาชีพ หรือ CMC by GSB (Certified Money Coach by GSB) การพัฒนาแอปพลิเคชัน “ออมตังค์” และล่าสุด กับ Aomunity ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนการเรียนรู้เรื่องการเงินจากเรื่องยากและน่าเบื่อ ให้เป็นประสบการณ์ที่เข้าถึงง่ายและสนุก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งสะท้อนภารกิจหลักของธนาคารออมสินในบทบาท “ธนาคารเพื่อสังคม” ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมไทยในระยะยาว

Advertisement

“ธรรมนัส” เดินหน้าโมเดลรวมหนี้ครูบำนาญไว้ที่ ธ.ก.ส. ชูตั้งสหกรณ์กลาง-ลดดอกเบี้ยพิเศษ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 มกราคม 2569 “ธรรมนัส” เดินหน้าโมเดลรวมหนี้ครูบำนาญไว้ที่ ธ.ก.ส. ชูตั้งสหกรณ์กลาง-ลดดอกเบี้ยพิเศษ ช่วยลูกหนี้วิกฤตคืนความสุขหลังเกษียณ

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชนในระดับกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มเครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 – 135 และประชุมทางไกลผ่านทาง Zoom Meeting เพื่อเร่งหาทางออกให้แก่เครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค โดยพบข้อมูลที่น่ากังวลว่ามีสมาชิกกว่า 300 ราย เผชิญภาระหนี้สินรวมกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ผูกพันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและธนาคารภาครัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ขั้นวิกฤต 93 ราย ที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังเกษียณอายุราชการ

ร้อยเอก ธรรมนัส ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งประสานงานเครือข่ายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญ 4 ภูมิภาค ให้สามารถดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์กลางของกระทรวงศึกษาธิการสำหรับแก้ไขปัญหาหนี้สินครูบำนาญให้เรียบร้อย เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการนำข้อมูลไปประสานงานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ศึกษาความเป็นไปได้และดำเนินมาตรการรวมหนี้ (Debt Consolidation) ตามข้อเสนอของเครือข่ายฯ เพื่อรวบรวมภาระหนี้ที่กระจัดกระจายจากหลายสถาบันการเงินมาไว้ที่ ธ.ก.ส. เพียงแห่งเดียว พร้อมทั้งพิจารณาโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยในอัตราพิเศษที่ต่ำกว่าปกติ เพื่อลดภาระการจ่ายค่างวดและเพิ่มเงินคงเหลือสุทธิให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบและยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอความร่วมมือให้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดดูแลเรื่องคดีความด้านหนี้สินของครูบำนาญ ซึ่งทางสำนักงานอัยการสูงสุดยินดีร่วมมือแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของครูบำนาญ เพื่อให้ครูมีกำลังใจในการคืนหนี้สินในระบบต่อไป

ปลัดเกษตรฯ กล่าวเสริมว่า ขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลมาตรการผ่อนคลายในการชำระหนี้ในช่วงก่อนจัดตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครูบำนาญและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่กลุ่มข้าราชการครูบำนาญทั่วทุกภูมิภาค อีกด้วย

Advertisement

นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 20 มกราคม 2569 นายกฯ เป็นสักขีพยาน มอบเงินเยียวยา ญาติผู้เสียชีวิต เหตุเครนหล่นทับรถไฟ 1.3 ล้านบาท กำชับ “คมนาคม” ตรวจสอบข้อเท็จจริง รอบด้าน โปร่งใส ยืนยันรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน-ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงถล่มใส่รถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งพิธีดังกล่าวมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลผู้ประสบภัย โดยไม่ต้องรอขั้นตอน พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา และอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และเป็นธรรม

สำหรับการมอบเงินเยียวยาในครั้งนี้ ครอบคลุมครอบครัวหรือทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ครอบครัว ประกอบด้วย เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายละ 1,000,000 บาท

ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมยืนยันจะดูแลผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการติดตามการดำเนินงานในทุกมิติ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการใช้บริการรถไฟต่อไป

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในนามของรัฐบาลขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงได้ตกทับรถไฟซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และสร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนทั้งประเทศความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตแก่ ครอบครัวผู้เสียชีวิตในวันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการเร่งรัดช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปโดยเร็วที่สุดพร้อมให้กำลังใจกับครอบครัวผู้สูญเสียก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ การมอบเงินเยียวยาในวันนี้คือการช่วยเหลือจากกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้เร่งประสาน และอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปจนกว่าทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง สั่งการอย่างรอบด้านด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม และจะไม่มีการละเว้นการกระทำผิดแก่ผู้ใดทั้งสิ้นหากพบการกระทำที่เข้าข่ายในการผิดกฎหมายหรือการฝ่าฝืนกฎหมายการประมาทเลินเล่อรัฐบาลจะใช้การดำเนินการตามกฏหมายให้เกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กับกระทรวงคมนาคมในการทบทวนปรับปรุง และยกระดับด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง ทั้งในด้านกฎหมาย การกำกับดูแล และบทลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ และขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปสู่ผู้ได้รับบาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิตทุกคนขอให้มีกำลังใจที่เข้มแข็งรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ในทุกมิติเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น และความปลอดภัย ความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้เร็วที่สุด

Advertisement

รัฐบาล แนะ ปชช. หลีกเลี่ยงสัมผัสใกล้ชิดผู้มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ เผยพบผู้ป่วย “โรคฝีดาษวานร” เกือบ 1 พันคน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 มกราคม 2569 รัฐบาล แนะ ปชช. ป้องกันตนเอง หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ เผยพบผู้ป่วย “โรคฝีดาษวานร” สะสม เกือบ 1 พันคน เพศชายมากที่สุด กทม.มีผู้ป่วยสูงสุด ส่วนใหญ่มีประวัติเสี่ยงมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย

วันนี้ (19 มกราคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยสะสมประมาณ 1,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นคนไทยในกลุ่มวัยทำงาน และเป็นเพศชายประมาณ 97% โดยพบมากในบางจังหวัด     ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รัฐบาล ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ขอแนะนำประชาชนดูแลและป้องกันตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ รักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และหากมีอาการสงสัย เช่น มีไข้ ผื่น หรือตุ่มหนอง ควรรีบพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายจังหวัดมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร จำนวน 458 คน เป็นเพศชาย 454 คน เพศหญิง 4 คน รองลงมา คือ จังหวัดชลบุรี จำนวน 85 คน เพศชาย 84 คน เพศหญิง 1 คน  จังหวัดนนทบุรี จำนวน 50 คน เป็นเพศชาย 49 คน เพศหญิง 1 คน จังหวัดภูเก็ต จำนวน 35 คน เป็นเพศชาย 28 คน เพศหญิง 7 คน และจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 32 คน เพศชาย 30 คน เพศหญิง 2 คน

“รัฐบาล มอบหมายกรมควบคุมโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินมาตรการด้านการเฝ้าระวัง คัดกรอง และสอบสวนโรคในพื้นที่ ควบคู่กับการจัดบริการเชิงรุกในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย รวมถึงแนะนำการเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานรตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้รับสนับสนุนวัคซีนจากอาเซียนจำนวน 2,220 ขวด และจัดสรรวัคซีนให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศใน 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต รวม 2,175 ขวด (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2569) ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำด้านสุขภาพจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานรในประเทศไทย หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

ดีอี เผยผลปิดกั้น URLs ผิดกฎหมาย 3 เดือน 2.2 แสนรายการ พนันออนไลน์อันดับ 1

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 มกราคม 2569 ดีอี เผยผลปิดกั้น URLs ผิดกฎหมาย 3 เดือน 2.2 แสนรายการ พนันออนไลน์ พุ่งสูงกว่า 1.8 แสนรายการ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยถึงผลการดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์

นายเวทางค์ กล่าวว่า ในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 11 มกราคม 2569 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้วจำนวน 220,486 รายการ เฉพาะเดือนธันวาคม 2568 เดือนเดียว สามารถปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายได้มากถึง 116,397 รายการ

สำหรับประเภทของการปิดกั้นในระยะเวลากว่า 3 เดือน (ปีงบประมาณ 2569) พบว่า URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ มีการปิดกั้นมากที่สุดเป็นจำนวน 183,977 รายการ รองลงมาคือ URLs ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 14,618 รายการ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 10,139 รายการ ซื้อ-ขายกัญชา จำนวน 2,943 รายการ  ค้าประเวณี จำนวน 2,040 รายการ อาวุธปืน จำนวน 1,990 รายการ และอื่นๆ (บิดเบือน หลอกลวง หมิ่น สถาบัน hate speech อนาจาร ) จำนวน 4,779 รายการ

“กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยจากการใช้แพลตฟอร์ม “WebD” เข้ามาช่วยเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย โดยใช้เทคโนโลยี AI และ RPA ในการค้นหา เก็บหลักฐาน สร้างคำร้องต่อศาลแบบ Paperless และส่งคำสั่งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยอัตโนมัติ พร้อมระบบ “URLs Checker” ตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ และ URLs ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 183,000 รายการ” นายเวทางค์ กล่าว

Advertisement

“ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 มกราคม 2569 “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

“ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นางสาวฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี วัฒนธรรมจังหวัดเเละผู้เเทนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้านสะนำให้การต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงและลาวครั่ง ณ ตลาดต้นไม้ยักษ์ ชุมชนบ้านสะนำ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นขึ้นอย่างประทับใจด้วยการแสดง “รำเดินเพลงเสียงจากสาวลาว” ต้อนรับคณะผู้มาเยือน ต่อด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากเยาวชนโรงเรียนวัดสะนำในชุด “รำมวยโบราณ” และการละเล่นที่หาชมได้ยากอย่าง “รำนางด้ง” จากชมรมผู้สูงอายุตำบลบ้านไร่ ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่พิธีเปิด ซึ่งประธานได้ทำการหมุนวงล้อจำลองการ “โล้ต้นหมาก” อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านสะนำในการเก็บหมาก จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้เยี่ยมชมสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ กระบวนการทอผ้าลายโบราณ การทำผลิตภัณฑ์จากกาบหมากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชมผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ รวมถึงเยี่ยมชมผ้าทอลาวครั่งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอ จากผู้ประกอบการด้านผ้าทอในอำเภอบ้านไร่ และให้กำลังใจผู้ประกอบการในบริเวณตลาดชุมชนบ้านไร่อย่างอบอุ่น

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้พลังทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนบ้านสะนำ ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม เพื่อให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จะสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านสะนำ” ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือ “เพชรเม็ดงาม” แห่งจังหวัดอุทัยธานีที่ทุกคนต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งรวมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมี “ต้นไม้ยักษ์” หรือต้นเซียงอายุกว่า 400 ปี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งต้องใช้คนถึง 40 คนโอบ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหมากล้านต้นอันร่มรื่น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวลาวครั่งที่ยังคงแต่งกายด้วยผ้าทอมือลายโบราณอันวิจิตร ลิ้มรสสำรับอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ แจ่วผีโพง ยำผักกูด และหมกหน่อไม้รสมือแม่ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ เช่น วัดเขาวง (ถ้ำเขาวง) สถาปัตยกรรมเรือนไทยท่ามกลางขุนเขา ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ และถ้ำพุหวายที่สุดของหินงอกหินย้อย ด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผสมผสานกับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และรอยยิ้มที่จริงใจของคนในชุมชน บ้านสะนำจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่โหยหาความสงบและต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม

Advertisement

Verified by ExactMetrics