วันที่ 16 กรกฎาคม 2026

รัฐบาลหนุน Bangkok Pride Festival 2026 ยิ่งใหญ่ระดับโลก

รัฐบาลหนุน Bangkok Pride Festival 2026 ยิ่งใหญ่ระดับโลก ดันไทยสู่เจ้าภาพ World Pride 2030 ชูพลัง “Peace, People, Pride” -โอบรับความเท่าเทียมและความหลากหลาย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

วันนี้ (1 มิ.ย. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้การสนับสนุนการจัดงาน Bangkok Pride Festival 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะสังคมที่เปิดกว้าง เคารพความหลากหลาย และให้คุณค่ากับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Patch the World with Pride : ถักทอโลกด้วยความภาคภูมิใจ” ที่มุ่งเชื่อมโยงผู้คน ความคิด และอัตลักษณ์ที่หลากหลายให้ก้าวเดินไปด้วยกันบนพื้นฐานของความเข้าใจและการยอมรับซึ่งกันและกัน

“Bangkok Pride Festival 2026 ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความหลากหลาย แต่เป็นการประกาศถึงพลังของสังคมไทยที่ก้าวไปข้างหน้าบนพื้นฐานของความเสมอภาค การยอมรับ และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

การจัดงานในปีนี้ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “Peace, People และ Pride” โดย “Peace” สื่อถึงสังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติและเปิดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน “People” สะท้อนการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียม และ “Pride” คือความภาคภูมิใจในตัวตนและความหลากหลายที่เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งผลักดันความเท่าเทียมในทุกมิติ และเดินหน้าสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและได้รับโอกาสอย่างเสมอภาค โดยความสำเร็จของกฎหมายสมรสเท่าเทียมถือเป็นก้าวประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคน พร้อมต่อยอดสู่การสร้างสังคมแห่งความเสมอภาคในทุกมิติ

ทั้งนี้ ความสำเร็จของ Bangkok Pride Festival 2026 ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการประกาศศักยภาพของประเทศไต่อสายตาชาวโลก ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่เปิดกว้างต่อความหลากหลาย เคารพสิทธิเสรีภาพ และพร้อมต้อนรับผู้คนจากทุกวัฒนธรรม

การผลักดันประเทศไทยสู่ World Pride 2030 ไม่ใช่เพียงการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก แต่คือการประกาศให้โลกเห็นว่าประเทศไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางแห่งความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาค พร้อมต่อยอดพลังของความหลากหลายสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสีรุ้ง (Rainbow Economy) ที่จะสร้างโอกาสให้กับประชาชนและประเทศในระยะยาว

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าความเท่าเทียมคือรากฐานของสังคมที่เข้มแข็ง และความหลากหลายคือพลังแห่งอนาคต การสนับสนุน Bangkok Pride Festival และการผลักดันประเทศไทยสู่ World Pride 2030 จึงเป็นมากกว่าการจัดงานระดับโลก แต่คือการส่งเสียงให้โลกได้รับรู้ว่า ประเทศไทยพร้อมก้าวสู่การเป็นสังคมแห่งโอกาส ความเสมอภาค และความภาคภูมิใจของทุกคน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รัฐบาลเพิ่มสถานบำบัดรักษาสุขภาพจิตเป็น 227 แห่ง ลดความเหลื่อมล้ำ–เข้าถึงบริการใกล้บ้าน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 31 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายดูแลสุขภาพจิตทั่วประเทศ เพิ่มสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตเป็น 227 แห่ง ลดความเหลื่อมล้ำ–เข้าถึงบริการใกล้บ้านมากขึ้น

วันนี้ (31พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบบริการสุขภาพจิตของประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาได้อย่างทั่วถึง ทันเวลา และลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข โดยล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขได้ออก “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง รายชื่อสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิต พ.ศ. 2569” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประกาศฉบับดังกล่าวเป็นการปรับปรุงรายชื่อสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และรองรับความต้องการบริการด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งในกลุ่มเด็ก เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ โดยขยายเครือข่ายสถานพยาบาลที่สามารถให้บริการด้านสุขภาพจิตอย่างเป็นทางการจากเดิมประมาณ 190 แห่ง เป็น 227 แห่ง เพิ่มขึ้น 37 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ

ทั้งนี้ รายชื่อสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตตามประกาศฉบับใหม่ ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาลและสถาบันในสังกัดกรมสุขภาพจิต โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร รวมถึงโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพจิตได้ใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น

สำหรับหน่วยบริการสำคัญที่อยู่ในประกาศ เช่น โรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลสวนปรุง โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ ตลอดจนโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

“รัฐบาลมุ่งผลักดันให้การดูแลสุขภาพจิตเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือพื้นที่ห่างไกล การขยายจำนวนสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตครั้งนี้ จะช่วยลดภาระการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะเดินหน้าบูรณาการการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตควบคู่กัน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร ระบบส่งต่อ และการเข้าถึงบริการเชิงป้องกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้านในระยะยาว

Advertisement

รัฐบาลยืนยัน ไม่มีผู้ป่วยอีโบลา Ebola เข้าไทย ขอ ปชช. อย่าสับสน กังวลกับข่าวปลอม

30 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลยืนยัน ไม่มีผู้ป่วยอีโบลา Ebola เข้าไทย เผยมีผู้เดินทางจาก “ดีอาร์คองโก” 1 ราย เข้าระบบกับตัวตามปกติไม่มีประวัติสัมผัสโรค ล่าสุดจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอ ปชช. อย่าสับสน กังวลกับข่าวปลอม

วันนี้ (30 พ.ค. 69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  จากตรวจสอบข้อมูลของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน พบว่า ข่าวปลอมที่มีการส่งต่อมากที่สุด เป็นอับดับ 1 คือ  เรื่อง “ไวรัสอีโบลาเข้าไทยแล้ว”

รัฐบาลขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง แต่ข้อเท็จจริงคือ เป็นเคสที่เข้ามาตามปกติ โดยในวันนี้ (28 พ.ค.) มีผู้เดินทางมาจากเขตติดโรค เป็น ผู้หญิงชาวดีอาร์คองโก พอเดินทางมาถึง กรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการพาไปกักตัวที่สถาบันบำราศนราดูร ตามมาตรฐานการควบคุมโรค ทั้งนี้ จากการซักประวัติพบว่าไม่มีประวัติสัมผัสโรค และได้มีการจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอประชาชนอย่าสับสน วิตกกังวลกับข่าวปลอม

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลสั่งการกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ได้แก่ ประเทศ DR Congo และ Uganda ซึ่งจากการเฝ้าระวังผู้เดินทางฯ ที่เข้ามาในประเทศระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค. 69 จำนวน 53 ราย ไม่พบผู้ป่วยที่ต้องเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค

Advertisement

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) จำนวน 10,000 คน ปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับ อสม.

29 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข เตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) จำนวน 10,000 คน ปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับ อสม. ดูแลสุขภาพในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข ผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) จำนวน 10,000 คน ปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หน้าที่หลักของ อสพ. คือ ลงพื้นที่ดูแลสุขภาพในระดับท้องถิ่น ทำหน้าที่คัดกรองโรคเบื้องต้น รณรงค์สาธารณสุข และประสานงานกับ อสม. หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อเชื่อมโยงการรักษา โดยมุ่งเน้นการดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1)ผู้สูงอายุ/ติดเตียง 2)ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 3)แม่และเด็ก และ 4)ผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติด โดย อสพ. 1 คน จะดูแลกลุ่มเป้าหมาย 24 ราย ออกเยี่ยมบ้านตามแผนการดูแล (Care Plan) รายละ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมจำนวนกิจกรรมเยี่ยมบ้านสะสมไม่ต่ำกว่า 80-100 ครั้งต่อเดือน (เฉลี่ยวันละ 4-5 ราย) และให้การดูแลในการตรวจวัดสัญญาณชีพ (Vital Signs) ประเมินอาการเบื้องต้น อาทิ ทำหัตถการพื้นฐาน เช่น ทำแผล ป้องกันแผลกดทับ ติดตามการใช้ยาในกลุ่ม NCDs และจิตเวช ประเมินพัฒนาการเด็ก และติดตามหญิงตั้งครรภ์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ในปี พ.ศ. 2569 รัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้วางแนวทางในการผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ) โดยจะเปิดรับสมัครผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” เว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเว็บไซต์สถาบันพระบรมราชชนก ในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี พ.ศ. 2569 โดยผู้สมัครจะต้องอยู่ในช่วงอายุ 22-70 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งจะมีการสอบสัมภาษณ์ และจิตวิทยาก่อนจึงทำการเซ็นสัญญา 2 ปี และนำผู้สมัครเข้ารับการอบรมจากศูนย์ฝึกฯ ระดับเขต จำแนกตามคุณวุฒิซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีด้านสุขภาพ จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 2 เดือน/240 ชั่วโมง  2) ผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีสาขาอื่นๆ จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 4 เดือน/480 ชั่วโมง และ 3) พยาบาลวิชาชีพเกษียณ (อายุไม่เกิน 70 ปี) จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์/30 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นสัดส่วนเวลาเรียนเป็นภาคทฤษฎี ร้อยละ 30 ภาคปฏิบัติ ร้อยละ 50 และภาคสนาม ร้อยละ 20 ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมจะต้องมีเกณฑ์การประเมินไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 จึงถือว่าผ่านการอบรม

“รัฐบาลยืนยันนโยบายผลิต “อาสาพยาบาลชุมชน” 10,000 คน ไม่กระทบ Care Giver เดิม แต่เป็นการเพิ่มทักษะและเสริมระบบดูแลผู้ป่วยในชุมชน ขออย่าเป็นกังวล รัฐบาลพร้อมตรวจสอบรายละเอียดและรับฟังทุกข้อเสนอ รัฐบาลต้องการให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาศักยภาพคนทำงานในระบบสุขภาพ โดยการอัปสกิลอาจมีหลายระดับตามบทบาทและทักษะที่เพิ่มขึ้น สำหรับ Care Giver ก็ยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้ตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

Advertisement

“ศุภมาส” ลุยเอง ลงพื้นที่รามคำแหง “ห้องเช่า-อะพาร์ตเมนต์” เอาเปรียบผู้บริโภค-นักศึกษา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยเอง ลงพื้นที่รามคำแหง จับตา “ห้องเช่า-อะพาร์ตเมนต์” เอาเปรียบผู้บริโภค “ริบเงินประกัน-โขกค่าน้ำค่าไฟ-สัญญาเอาเปรียบ” จี้ สคบ. เร่งช่วย 1,655 เคส ลุยคุมสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ

วันนี้ (28 พฤษภาคม 2569) เวลา 13.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าที่อยู่อาศัย บริเวณรามคำแหง 53 เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตวังทองหลาง สถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง และสภาองค์กรของผู้บริโภคในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ร่วมลงพื้นที่ครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือ ทำงานเชิงรุกในการดูแลปากท้องและความเป็นธรรมให้ประชาชน

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ที่อยู่อาศัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ประชาชนต้องแบกรับทุกเดือน โดยเฉพาะในกลุ่มของคนทำงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อย ที่มีความจำเป็นต้องเช่าห้องพักอาศัย จากสถิติการรับเรื่องร้องทุกข์ของ สคบ. ตั้งแต่ปี 2568 ถึงปัจจุบัน พบว่าประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการเช่าที่อยู่อาศัย รวม 1,655 เรื่อง ปัญหาที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ การริบเงินประกันโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งมักเกิดจากผู้ให้เช่าไม่ชี้แจงความเสียหายที่แท้จริง หรือหักเงินไม่เป็นไปตามสัดส่วนความเสียหายและไม่มีหลักฐานรองรับ รองลงมา  คือ การเรียกเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟเกินจริง ไม่เป็นไปตามอัตราที่หน่วยงานรัฐเรียกเก็บจากผู้ให้เช่า ซึ่งเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรมกับผู้เช่า

นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจคิดค่าไฟฟ้าและน้ำประปาเกินกว่าอัตราที่หน่วยงานรัฐเรียกเก็บ โดยหลักพื้นฐานที่ผู้เช่าต้องได้รู้ 3 เรื่อง คือ 1) ค่าน้ำ-ค่าไฟต้องเก็บตามจริงตามอัตราของการไฟฟ้าและการประปา ห้ามบวกกำไรส่วนต่าง 2) เมื่อย้ายออกต้องได้เงินประกันคืน กรณีห้องไม่เสียหายต้องคืนภายใน 7 วัน กรณีมีความเสียหายจากการใช้งานจริงของผู้เช่าให้หักได้เฉพาะส่วนนั้นและคืนภายใน 14 วัน ส่วนการเสื่อมสภาพตามการใช้งานปกติหักไม่ได้ และ 3) เงินประกันรวมกับค่าเช่าล่วงหน้าต้องไม่เกิน 3 เดือนของค่าเช่ารายเดือน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในฐานะผู้ให้เช่าต้องใช้สัญญาตามแบบสัญญามาตรฐานที่ สคบ. กำหนด ซึ่งเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายและดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี

“การใช้สัญญาที่เอาเปรียบผู้เช่า หรือไม่ทำสัญญาให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นความผิดที่มีโทษทั้งจำและปรับ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ดิฉันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ สคบ. เดินหน้าลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง หากพบผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืน สคบ. จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน สคบ. พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการในการปรับสัญญาให้ถูกต้อง เพราะเป้าหมายคือความเป็นธรรมของผู้เช่าควบคู่กับการให้ผู้ประกอบการทำสัญญาได้อย่างถูกกฎหมาย ผู้ประกอบการที่ปรับตัวเร็วคือผู้ที่จะได้ความเชื่อมั่นจากผู้เช่า” นางสาวศุภมาส กล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวฝากถึงผู้เช่าทุกท่านว่า ก่อนตกลงเช่า ขอดูสัญญาและวิธีคิดค่าน้ำ-ค่าไฟให้ชัดเจน และเก็บสัญญา บิล รวมถึงใบเสร็จไว้ให้ครบ เผื่อเกิดปัญหาจะใช้เป็นหลักฐานในการร้องเรียนได้ หากถูกเอาเปรียบจากการเช่าอะพาร์ตเมนต์หรือห้องเช่า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด

“ดิฉันขอยืนยันว่าความเป็นธรรมต้องไปถึงผู้เช่าทุกคน โดยเฉพาะนักศึกษาและผู้มีรายได้น้อยที่เช่าห้องเล็ก ๆ คนกลุ่มนี้ต้องได้ค่าน้ำ-ค่าไฟตามจริงและได้เงินประกันคืนครบ ดิฉันจะไม่ยอมให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ และ สคบ. จะเดินหน้าตรวจต่อจนกว่าผู้เช่าทั่วประเทศจะได้รับความเป็นธรรมเท่ากันทุกคน” นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้าย

ก่อนเดินทางกลับ นายศิริมงคล อินทร์แก้ว นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นำหนังสือขอบคุณรัฐบาลที่มีการดูแล เรื่องการทำสัญญาเช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาและบุคคลทั่วไป รวมถึงเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับส่วนรวม เป็นแบบอย่างให้กับผู้ประกอบการที่พักอาศัยแหล่งอื่นต่อไป

Advertisement

รัฐบาลพลิกโฉมคุณภาพชีวิตคนพิการ ผลักดันเพิ่มเบี้ย 1,000 บาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลพลิกโฉมคุณภาพชีวิตคนพิการ ผลักดันเพิ่มเบี้ย 1,000 บาท ดันอารยสถาปัตย์เพื่อคนพิการทั่วประเทศ สร้างสังคมเท่าเทียม

วันนี้ (28 พฤษภาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าติดตามผลการดำเนินงานของภาคีเครือข่ายคนพิการระดับชาติ พร้อมเร่งรัดขับเคลื่อนแผนงานให้เห็นผลสำเร็จโดยเร็ว ล่าสุดประกาศ 3 มาตรการเร่งด่วน พลิกโฉมคุณภาพชีวิตคนพิการ คือ ผลักดันให้มีการเพิ่มสวัสดิการเบี้ยความพิการสำหรับผู้มีบัตรประจำตัวคนพิการทุกคนเป็น 1,000 บาท/คน/เดือน , ขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์ กระตุ้นทุกให้ทุกภาคส่วนร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากอุปสรรคสำหรับคนพิการ ภายใต้หลักการ “คนพิการใช้ได้ คนทุกกลุ่มก็ใช้ได้” และ ยกระดับ ”ราชการเป็นมิตร” โดยกำหนดให้หน่วยงานสังกัดกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 22 แห่งทั่วประเทศ ติดตั้ง “ห้องปลอดฝุ่นแรงดันบวก” เพื่อสุขอนามัย และติดตั้ง “ระบบโซลาร์รูฟท็อป” เพื่อประหยัดพลังงาน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้วางแนวทางเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับกลุ่มคนพิการอย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ และเปลี่ยนผ่านบทบาทภาครัฐจากการเป็นเพียง “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างโอกาส” เพื่อให้คนพิการไทยทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้บูรณาการฐานข้อมูล เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาเด็กพิการออกนอกระบบการศึกษา โดยจับมือกับกระทรวงศึกษาธิการเชื่อมฐานข้อมูลเพื่อดึงเด็กพิการนอกระบบให้กลับเข้าสู่การศึกษา พร้อมทั้งเสริมความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัว โดยการเพิ่มเนื้อหาการป้องกันความรุนแรงในหลักสูตรอบรมอาสาสมัคร พม. เชี่ยวชาญด้านคนพิการ  จำนวน 1,260 คน เพื่อเป็นกลไกเชิงป้องกันและดูแลความปลอดภัยของคนพิการในชุมชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนผ่านจากการสงเคราะห์แบบเดิม มาเป็นการสร้างโอกาสและศักดิ์ศรี เพื่อให้ผู้พิการสามารถพึ่งพาตนเองและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเท่าเทียม

Advertisement

กอช. ขานรับคำเตือนแบงก์ชาติ! ชูแนวทางออมสร้างภูมิคุ้มกัน ปิดรอยรั่วพฤติกรรม “ส้มตำยังผ่อน”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 27 พฤษภาคม 2569 กอช. ขานรับคำเตือนแบงก์ชาติ! เร่งแก้โจทย์คนไทย “เป็นหนี้เร็ว – ชำระหนี้นาน – แก่ไปหนี้ไม่จบ” ชูแนวทางออมสร้างภูมิคุ้มกัน ปิดรอยรั่วพฤติกรรม “ส้มตำยังผ่อน” ด้วยสมการออมก่อนใช้

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ยกระดับมาตรการสร้างวินัยการเงิน หลังแบงก์ชาติเตือน 50% ของคนไทย เริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย และเกษียณไปแล้วก็ยังเป็นหนี้อยู่ กอช. เร่งใช้กลไกการออมยืดหยุ่นและเงินสมทบจากรัฐ เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระยะยาวตามแนวทาง “รายได้ – เงินออม = รายจ่าย” หวังดึงเยาวชนและแรงงานนอกระบบออกจากวงจรหนี้

กอช. เผยสถานการณ์หนี้ที่น่ากังวลของคนไทย ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าตั้งแต่ปี 2556 รายจ่ายเฉลี่ยของคนไทยสูงกว่ารายได้มาโดยตลอด ส่งผลให้คนไทยติดกับดักหนี้ 3 มิติสำคัญ คือ

  1. หนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย 50% ของคนอายุต่ำกว่า 30 ปีเป็นหนี้แล้ว และ 1 ใน 5 ของคนอายุ 29 ปีเป็นหนี้เสีย (NPL)
  2. หนี้ไม่สร้างรายได้ สัดส่วนหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้อุปโภคบริโภคที่แก้ยาก
  3. หนี้จนตัวตาย คนไทยอายุ 60-79 ปี ยังแบกภาระหนี้เฉลี่ยสูงถึง 3-4 แสนบาท ซึ่งหนี้เหล่านี้กำลังตกทอดสู่ลูกหลาน

กอช. แนะแนวทางการแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยมองว่ารากเหง้าของปัญหาคือ “การขาดวินัย และขาดตัวช่วยการออมที่เหมาะสม” ดังนี้

  1. ตัดวงจรหนี้เสียในกลุ่มเยาวชน เพื่อแก้ปัญหาที่คนอายุ 29 ปี เริ่มเป็นหนี้เสีย กอช. เชิญชวนให้นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงาน ใช้หลักการ “รายได้ – เงินออม = รายจ่าย” โดยออมกับ กอช. ขั้นต่ำเพียง 50 บาท ก่อนนำเงินไปใช้จ่าย เพื่อสร้างนิสัย “หยุดคิดก่อนจ่าย” และป้องกันพฤติกรรมการใช้จ่ายตามกระแสแพลตฟอร์ม หรือการผ่อนชำระสินค้าอุปโภคบริโภคเกินตัว
  2. แก้โจทย์ “แก่ไปหนี้ไม่จบ” ด้วยบำนาญตลอดชีพ จากข้อมูลพบว่า คนวัยเกษียณยังมีหนี้หลักแสน กอช. นำเสนอทางออกด้วยระบบเงินสมทบจากรัฐบาลสูงสุด 100% ตามช่วงอายุ ไม่เกินปีละ 1,800 บาท เพื่อให้เงินออมงอกเงยชนะหนี้สิน เงินส่วนนี้จะเป็น “เงินบำนาญ” ที่ช่วยเพิ่มรายได้หลังอายุ 60 ปี ซึ่งจะเข้าไปช่วยบรรเทาภาระใช้จ่าย ทำให้สมาชิกไม่ต้องกู้ยืมเพิ่มในวัยชรา และไม่ทิ้งภาระหนี้ไว้ให้ลูกหลาน
  3. สร้างตัวช่วยในสภาวะรายจ่ายสูง ตามที่ ธปท. เน้นย้ำเรื่องรายจ่ายที่สูงขึ้นจากค่าน้ำมันและค่าอาหาร กอช. จึงใช้นโยบาย “ออมยืดหยุ่น” ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง สมาชิกสามารถลดจำนวนเงินออมลงได้ตามความพร้อม แต่ไม่ควรงด เพื่อรักษาวินัยการเงินและรับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าในยุคที่แม้แต่ส้มตำยังผ่อนได้ วินัยการเงิน คือเกราะกำบังเดียวที่เรามี กอช. จึงขอเป็นเครื่องมือที่ทำให้สมการการออมเกิดขึ้นได้จริง แม้จะเริ่มเพียงหลักสิบ แต่ถ้าทำทันทีและต่อเนื่อง จะสามารถเปลี่ยนจากชีวิตที่ “รุงรังด้วยหนี้” เป็นชีวิตที่ “มั่งคั่งด้วยบำนาญ” ได้ในที่สุด

ทั้งนี้ กอช. พร้อมส่งเสริมการออมเพื่อสร้างบำนาญ ผ่านแอปพลิเคชัน กอช. และหน่วยรับสมัครทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชน “ปรับตัวให้เบาที่สุด” และก้าวข้ามวิกฤตหนี้ครัวเรือนไปได้อย่างยั่งยืน

“คุณออม รัฐช่วยออม คุณได้บำนาญ”

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม มาเป็นครอบครัวเงินออมได้ที่ : Line @nsf.th

ฝากติดตามข่าวสารและกิจกรรมของกองทุนการออมแห่งชาติได้ที่ :

  • Facebook: กองทุนการออมแห่งชาติ-กอช.
  • เว็บไซต์: www.nsf.or.th • แอปพลิเคชัน กอช.
  • สายด่วนเงินออม 02-0499000 ได้ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น.

Advertisement

รัฐบาลหนุนบริจาคเพื่อการแพทย์–สาธารณสุข–การศึกษา เพิ่ม 9 มูลนิธิ หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

26 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลหนุนบริจาคเพื่อการแพทย์–สาธารณสุข–การศึกษา เพิ่ม 9 มูลนิธิ หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ผ่าน e-Donation

วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าส่งเสริมให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาการแพทย์ การสาธารณสุข และการศึกษา ผ่านมาตรการภาษี โดยคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อเพิ่มเติมหน่วยรับบริจาครายใหม่ 9 แห่ง ที่ผู้บริจาคสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไปหักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า

รองโฆษกฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากมาตรการภาษีเดิมที่สนับสนุนการบริจาคให้แก่องค์กรและมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุข 27 แห่ง โดยครั้งนี้เพิ่มเติมหน่วยรับบริจาคอีก 9 แห่ง เพื่อให้การสนับสนุนครอบคลุมมากขึ้น ทั้งด้านการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน การสาธารณสุข และการศึกษา ได้แก่ มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา และมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค แต่เมื่อรวมกับรายการลดหย่อนลักษณะเดียวกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์ การศึกษา หรือกีฬา โดยมาตรการนี้ใช้สำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองว่าการพัฒนาระบบสุขภาพและการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมแรงของทุกภาคส่วน มาตรการภาษีนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริจาคผ่านระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปสู่ประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และโอกาสทางการศึกษาได้มากขึ้น

“มาตรการนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกภาษีเป็นแรงจูงใจให้สังคมร่วมกันลงทุนในสุขภาพและการศึกษาของคนไทย” รองโฆษกฯ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้านโยบายสำคัญ ดัน “อีสปอร์ต” เข้าสถานศึกษาทั่วประเทศ

21 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้านโยบายสำคัญ ดัน “อีสปอร์ต” เข้าสถานศึกษาทั่วประเทศ เปลี่ยนเกมเป็นเครื่องมือฝึกทักษะ สร้างเงิน สร้างอาชีพ พร้อมปั้นเด็กไทยสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกที่มีมูลค่ามหาศาล

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงความคืบหน้านโยบายสำคัญด้านการศึกษาว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการเตรียมเดินหน้ายกระดับการเรียนรู้ของเด็กไทยสู่โลกอนาคต ด้วยการผลักดัน “อีสปอร์ต” (E-Sports) เข้าสู่สถานศึกษาทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเตรียม “ทุนมนุษย์ดิจิทัล” รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และเป็นการเปิดมุมมองใหม่ต่อการศึกษาไทย ที่เชื่อมโยงทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจในอนาคต เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ในระยะแรกจะนำอีสปอร์ตเข้าสู่ ชมรม TO BE NUMBER ONE ในโรงเรียนทั่วประเทศก่อน เพื่อเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนได้ฝึกฝนใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ทักษะด้านเทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และการบริหารจัดการตนเอง พร้อมคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่การแข่งขันทั้งระดับโรงเรียน ระดับชาติ และระดับนานาชาติ จากนั้นจะต่อยอดสู่หลักสูตรการเรียนรู้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต  โดยรัฐบาลไม่ได้มองอีสปอร์ตในมิติของความบันเทิงเท่านั้น แต่มองเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่มีมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ และสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับเยาวชนไทยได้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า รัฐบาลมุ่งหวังจะเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของเด็กไทยจากการเรียนเพื่อจดจำ ไปสู่การเรียนเพื่อคิด วิเคราะห์ และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพ  ซึ่งเชื่อมั่นว่า เด็กไทยทุกคนมีศักยภาพ ขอเพียงเปิดเวที เปิดโอกาส และเปิดเครื่องมือที่เหมาะสม เด็กไทยก็พร้อมแข่งขันได้ในทุกสนามของโลกได้

Advertisement

“ศุภมาส” บุกคลองถม สั่งฟันโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน

20 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” บุกคลองถม สั่งฟันโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน อายัดสินค้าจำนวนมาก ลุยตรวจทั่วประเทศ ดันเป็น “สินค้าควบคุมฉลากเฉพาะ” และคุมเข้ม “สัญญาติดตั้ง”

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พร้อมด้วย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่ สคบ. ผู้แทนจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ผู้แทนจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และสภาองค์กรของผู้บริโภค ลงพื้นที่ตรวจสอบฉลากสินค้าโซลาร์เซลล์ ณ ศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สืบเนื่องจากความห่วงใยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคจากการใช้สินค้าและบริการที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมในหลายครัวเรือน แต่กลับพบปัญหาผู้บริโภคถูกหลอกให้ใช้อุปกรณ์และติดตั้งระบบไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยที่ผ่านมาได้สั่งการให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ และเลขาธิการ สคบ. เข้าร่วมประชุมหารือมาตรการกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

“ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ว่าจ้างผู้ประกอบการติดตั้งระบบการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาโซลาร์เซลล์ แล้วพบว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน อุปกรณ์ชำรุด เสี่ยงไฟไหม้ และค่าไฟไม่ลดลง สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค ดิฉันจึงสั่งการให้ สคบ. รวบรวมข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานเพื่อเสนอคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาดำเนินคดีแทนผู้บริโภค ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน สคบ. รับเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาแล้ว 156 เรื่อง ดำเนินการช่วยเหลือผู้บริโภคปิดเรื่องไปแล้ว 84 เรื่อง โดยมีมูลค่าที่ผู้ร้องเรียกค่าเสียหายรวมกว่า 40 ล้านบาท ส่วนที่เหลือกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุดคือ อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน รองลงมาคือ ใช้บริการแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่าปัญหาดังกล่าวกระทบพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง” นางสาวศุภมาส กล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบในวันนี้ ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่เราจะไม่หยุดเรียนเท่านี้  ดิฉันได้สั่งการให้ สคบ. บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปูพรมตรวจสอบอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่พบสินค้าโซลาร์เซลล์ที่ฉลากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่ระบุผู้นำเข้า ไม่มีคำเตือน เจ้าหน้าที่จะทำการยึดอายัดสินค้าตามที่กฎหมายกำหนดทันที และส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจมาตรฐานต่อไป รวมทั้งให้เรียกจะเรียกผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นผู้นำเข้าและผู้ขายมาให้ถ้อยคำ ต่อ สคบ. ภายใน 7 วัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 30, 31 และ 52 กำหนดให้ผู้ขายสินค้าที่ไม่ติดฉลากหรือฉลากไม่ถูกต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ามีโทษหนักกว่า จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท นอกจากนี้ สคบ. จะขยายผลการลงพื้นที่ตรวจสอบในลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ

“ในระยะยาว สคบ. จะยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค โดยผลักดันให้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุมฉลากเป็นการเฉพาะ และยกระดับธุรกิจการติดตั้งระบบการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ให้เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรม รัฐบาลสนับสนุนพลังงานสะอาด แต่ต้องมาพร้อมกับมาตรฐาน ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองผู้บริโภค  สคบ. ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค  ในขณะเดียวกันเราจะไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการ ดิฉันขอฝากถึงผู้ประกอบการทุกราย ขายสินค้าต้องได้มาตรฐาน ติดฉลากให้ถูกต้อง หากเจอของไม่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบ ส่วนพี่น้องประชาชนก่อนซื้อหรือติดตั้งโซลาร์เซลล์ ขอให้ตรวจดูฉลากทุกชิ้น ดูผู้ผลิต ผู้นำเข้า แหล่งที่มา และหากมีเครื่องหมาย มอก. ด้วยจะจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ ที่สำคัญเก็บสัญญาและใบเสร็จไว้ให้ครบ อย่าหลงเชื่อของถูกผิดปกติ หรือโฆษณาออนไลน์ที่ไม่มีเอกสารรับรอง เพราะอาจเสียทั้งเงิน เสียทั้งทรัพย์สิน และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ดิฉันและ สคบ. จะลุยต่อ ตรวจต่อ จนกว่าตลาดโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยจะปลอดภัยและเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนทุกคน” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ประสบปัญหาจากการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด

Advertisement

Verified by ExactMetrics