วันที่ 16 พฤษภาคม 2024

“โป๊ปฟรานซิส”ทรงชูภาษาเป็นสะพาน สร้างความเข้าใจแก้ความขัดแย้ง สร้างสันติสุขให้กับมนุษยชาติ

People Unity News :กรรมการมหาเถรสมาคมร่วมรับฟังสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงแสดงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “สร้างสะพานแห่งสันติสุขและความเข้าใจ” ทรงชูภาษาเป็นสะพาน สร้างความเข้าใจแก้ความขัดแย้ง สร้างสันติสุขให้กับมนุษยชาติ

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 เวลา 15.20 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน และศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก เสด็จยังหอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงแสดงปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “สร้างสะพานแห่งสันติสุขและความเข้าใจ” (Building Bridges for Peace and Understanding) ต่อคณะผู้นำศาสนาต่างๆ และประชาคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีพระคาร์ดินัลฟรังซิส เซเวียร์เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช อาร์คบิชอปแห่งเขตปกครองกรุงเทพฯ นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประมุขแห่งเขตปกครองนครราชสีมา และประธานกรรมาธิการฝ่ายเสวนาระหว่างศาสนา ผู้แทนคริสตศาสนสัมพันธ์ของสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ร่วมรับเสด็จ

ขณะเดียวกัน มีคณะนักร้องประสานเสียงจากหลากหลายกลุ่มศาสนาได้ร่วมขับร้องประสานเสียงบทเพลง Peace Prayer ให้การต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ได้ทรงแสดงปาฐกถาในหัวข้อ “Building Bridges for Peace and Understanding” หรือ สร้างสะพานแห่งสันติสุขและความเข้าใจ” โดยทรงตรัสเป็นภาษาสเปน พร้อมมีล่ามแปลเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งมีผู้นำทางศาสนา 5 ศาสนา จำนวน 18 ท่าน อาทิ

ผู้แทนมหาเถรสมาคมคือสมเด็จพระวันรัต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม รักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศวาสวรวิหาร ประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์ไทย ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก นายประสาน ศรีเจริญ ผู้แทนจุฬาราชมนตรี พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ นายปานชัย สิงห์สัจเทพ นายกสมาคมศรีคุรุสิงห์ นายจรัล ศรีสวรรค์ชวาลา นายกสมาคมศาสนาซิกข์นามธารีสังคัตประเทศไทย และผู้นำคริสตชนนิกายต่างๆ รวมถึงคณาจารย์ และนิสิต ร่วมรับฟัง

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสปาฐกถาสาระสำคัญตอนหนึ่ง โดยพระองค์ได้ตรัสถึงเรื่องความจำเป็นในการยอมรับและเห็นคุณค่าของกันและกัน รวมถึงความร่วมมือระหว่างศาสนาต่างๆ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อมนุษยชาติในการเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนในปัจจุบันโดยพระองค์ตรัสว่า โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจการเงิน และผลกระทบที่รุนแรงต่อการพัฒนาสังคมท้องถิ่น ความขัดแย้งทางสังคม รวมทั้งปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้ลี้ภัย ซึ่งภาวะการณ์เหล่านี้กระตุ้นเตือนว่าไม่มีภูมิภาคหรือภาคส่วนใดของมนุษยชาติที่จะไม่ได้รับผลกระทบ เราจึงจำเป็นต้องค้นหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งคือการสร้างความเข้าใจระหว่างกัน

พระองค์เชื่อว่าสถาบันศาสนา รวมถึงสถาบันการศึกษา จะเป็นส่วนสำคัญในการร่วมกันแก้ปัญหา และน่าจะเป็นหลักประกันในอนาคตให้กับอนุชนรุ่นหลัง รวมทั้งธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและสันติภาพ

จากนั้น เวลา 17.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จถึงอาสนวิหารอัสสัมชัญ ทรงประกอบพิธีมิสซา และประทานโอวาทให้เยาวชนที่เป็นคนรุ่นใหม่ “You are the Now of God” ในเรื่องของการใช้ชีวิต เพราะเยาวชนคือความหวังของโลกอนาคต ควรต้องรู้จักใช้ชีวิต ด้วยการสร้างและวางรากฐานชีวิตเหมือนกับบรรพบุรุษ เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้านงดงาม มีรากที่แข็งแรง เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ด้วยการเรียนรู้ ทำความดี อย่ากลัวอนาคต ขอให้มองอนาคตด้วยความเบิกบาน กล้าหาญ ตอบสนองสถานการณ์ปัจจุบัน และนำความรักความเมตตามอบสู่ผู้คนบนโลก เพื่อให้เกิดความสันติสุขสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ขอให้เยาวชนผู้ต่างเป็นความหวังของโลกอนาคต อย่าให้สิ่งดึงดูดความสนใจทำให้เยาวชนล่องลอยและไฟแห่งชีวิตมอดดับ และขอให้เชื่อมั่นในความดีและมิตรภาพที่แน่นแฟ้น เพราะจะทำให้ทุกคนมีความสุข

กลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์ประชุมภาคใต้ ดีเดย์ฟ้ององค์กรรัฐสามแห่งฉ้อโกงประชาชน

People Unity News : กลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์ประชุมภาคใต้ ดีเดย์ฟ้ององค์กรรัฐสามแห่งฉ้อโกงประชาชน หลังบุกร้องกองปราบปราม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ป.ป.ท. กระทรวงศึกษาธิการและ ป.ป.ง.ได้คำตอบเพียงขณะนี้ได้รับเรื่องไว้

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 หลังจากกลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์ 200 กว่าคนจากทั่วประเทศไปร้องเรียนกองปราบปราม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ป.ป.ท. กระทรวงศึกษาธิการและ ป.ป.ง.ให้ทำการตรวจสอบการกระทำของสำนักงานสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) ธนาคารรัฐแห่งหนึ่ง และบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ส่อว่าจะฉ้อโกงประชาชนตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2561 ต่อมามีเพียงสองหน่วยงานเท่านั้นที่ตอบมาว่า บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง อาจมีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 จึงได้ส่งข้อมูลการกระทำผิดและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป และ ป.ป.ท.ได้ตอบมาว่า ขณะนี้ได้รับเรื่องไว้แล้วนั้น

นายสำคัญ จงโกเย็น เลขาธิการกลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา เราได้ประชุมกับคณะทนาย 8 คนที่กรุงเทพฯ ที่ประชุมตกลงกันกำหนดวันฟ้องศาลทุจริตกลางและศาลทุจริตฯประจำภาคต่างๆ ในเดือนธันวาคม 2562 และจะทำการประชุมก่อนฟ้องร่วมกับพี่น้องครูผู้กู้รายละ 6 แสนบาทในโครงการ ช.พ.ค.5 ครูผู้กู้รายละ 1.2 ล้านบาทโครงการฯ 6 และครูผู้ก้ 3 ล้านบาทโครงการฯ 7 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ในวันเสาร์ที่ 30พ.ย.นี้

นายสำคัญกล่าวอีกว่า หนึ่งปีเต็มเราได้รับความร่วมมือจากแหล่งข่าว ผู้ใหญ่ในกระทรวงและสืบค้นพบว่า น่าจะมีเงื่อนงำอันเป็นปมเงื่อนหนี้ครูอยู่มากและมีความซับซ้อนมาก อาทิเช่น1. ครูผู้กู้โครงการ5-6-7 มีจำนวนรวม 358,705 ราย ยังคงต้องต่ออายุกรมธรรม์ประกันวินาศภัยอุบัติเหตุฯ ไม่ใช่ประกันชีวิตฯตามมติคณะรัฐมนตรี
22 พ.ค.2550 ครูต่างเดือดร้อนกันมาก เพราะอัตราเบี้ยประกันรายละ 33,480 บาท(เงินกู้6แสน) 66,960 บาท(เงินกู้ 1.2ล้านบาท) 186,300 บาท(เงินกู้3ล้านบาท)
ครูแทบสิ้นเนื้อประดาตัวและแสนสาหัส ถ้าไม่มีเงินเสียเบี้ยประกันในสัญญาข้อ 6 ให้ธนาคารออมสินหักเบี้ยประกันได้เลย แล้วไปเพิ่มยอดหนี้เรื่อยๆ ส่งเท่าไรก็เสียแต่ดอกเบี้ย เงินต้นเล็กน้อย อย่างเช่น ครูกลุ่มหนึ่งเมื่อโอนหนี้ไปแก้ยังสหกรณ์ครูจะต้องผ่อนส่งถึง 519 งวด เลยทีเดียวเราพากันเรียกว่า ชาติหน้าก็ใช้หนี้ไม่หมด 2. เงินค่าคอมมิชชัน มีหลักฐานแสดงการจ่ายเงินนี้แก่คนใน สกสค.สองส่วน ธนาคารออมสิน 1 ส่วน และบริษัทประกันอีก 1ส่วน ตอนแรกใส่ถุงไปแจกกันในระดับสาขา เขต และภาค ตอนหลังจำนวนเงินมากขึ้นต้องโอนเข้าบัญชีลับของธนาคาร สามารถตรวจสอบได้ที่บัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง เพราะเป็นเงินโอนทันทีจากธนาคารทุกสาขามาทำประกันกับบริษัทนี้มีจำนวนเงินสูงถึง 3 หมื่นกว่าล้านบาท

3. เอกสารน่าจะสมคบคิดกันในการหักโอนใน 4 บัญชีของ สกสค.ที่ธนาคารมอบให้ตามสัดส่วนร้อยละ 1 ของผู้กู้ ไปชำระหนี้แทนครูผู้กู้ค้างชำระ 3 เดือนติดต่อกันเพราะอดีตเลขาธิการ สกสค.ได้ไปลงนามในฐานะ”ผู้มีอำนาจทำการแทน” ให้กับรองผู้อำนวยการธนาคารออมสินภาค 1 เป็นผู้หักโอนจาก 4 บัญชีไปชำระหนี้แทนครูรวมแล้วทั้งสิ้น 99,198 คน เป็นเงินกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

นายสำคัญยังกล่าวอีกว่า ในงานประชุมเตรียมฟ้องนี้ จะมีวิทยากรที่น่าสนใจอีกสองคน คือนายสมคิด หอมเนตร ประธานเครือข่ายภาคประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน จะพูดถึงอดีต รมช.กระทรวงพาณิชย์มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และได้เป็นผู้ประสานองค์กรของรัฐทั้งสาม และจะได้เปิดเผยถึงส่วนแบ่งคอมมิชชันเป็น 4 ส่วน

อีกทั้งยังจะชี้ให้เห็นว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งการที่ธนาคารปล่อยกู้ให้แก่คณะกรรมการ สกสค.23 คนรวมทั้งปลัดกระทรวงรายละ2ล้านบาทโดยไม่ต้องทำประกันหนี้แต่ประการใด และยังนำเงินกองทุนสนับสนุนพิเศษฯที่ออมสินให้ครูและ สกสค.ไปให้เจ้าหน้าที่ สกสค. กู้ยืมในวงเงินที่สูงดอกเยี้ยต่ำเพียงร้อยละ2ต่อปี ฯลฯ และนายสาโรช บุตรเนียร อดีตนิติกรและคณะทำงานของรัฐมนตรีคนก่อนจะพูดถึง การทำสัญญาเงินกู้เป็นไปโดยสุจริตหรือไม่ การทำประกันเป็นการสร้างภาระมากกินปกติแก่ครูหรือไม่ ก่อนทำประกันเคยมีการบอกกล่าวครูให้รู้ก่อนหรือไม่หรือเพียงมีแผ่นปลิว และเอกสาร สกสค.เท่านั้น และการรักษาผลประโยชน์ของครูโดยองค์กร สกสค.ชื่อเต็มๆ ก็บอกอยู่แล้วว่าสวัสดิการและสวัสดิภาพครู ทำสมชื่อหรือไม่?

ด้านนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ กล่าวถึงงานนี้ว่า ตนจะพูดในเรื่อง 1. องค์กรของรัฐสมคบคิดกันฉ้อโกงครูหรือไม่ 2. สัญญาเงินกู้แบบสำเร็จรูปฝ่ายเดียวเป็นสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนจนกลายเป็น”อาชญากรทางการศึกษา” กระทำการผ่านการกู้เงินและประกันภัยจนสร้างความเดือดร้อนของครูอย่างแสนสาหัสกระทบถึงคุณภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แก่ผู้เรียนและประชาชน และ 3.การสุมหัวกันแสวงหาประโยชน์ทั้งประกันภัย และการกู้เงินของอดีตปลัดกระทรวงและเจ้าหน้าที่ สกสค.แบบดอกเบี้ยถูกและไม่ต้องใช้หลักประกันใดๆ เลย.

สมเด็จพระสังฆราชตรัสรำลึกความสัมพันธ์ศาสนจักรโรมันคาทอลิกกับพุทธจักรไทย

People Unity News : สมเด็จพระสังฆราชตรัสรำลึกความสัมพันธ์ศาสนจักรโรมันคาทอลิกกับพุทธจักรไทย สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเป็นดุจเสด็จมาเยือนของมิตรแท้อันเก่าแก่ของคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ เด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ประมุขแห่งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก และนครรัฐวาติกัน ซึ่งเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ

โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสรับเสด็จ ความว่า

“ขอถวายพระพร มหาบพิตรสมเด็จพระสันตะปาปา ผู้ทรงสมณคุณอันประเสริฐ

อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ไทย ขอถวายอนุโมทนาสาธุการ ในโอกาสที่มหาบพิตร เสด็จเยือนราชอาณาจักรไทย และเสด็จมาทรงเยี่ยมอาตมภาพในวาระนี้ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพึงจดจารึกไว้เป็นศุภนิมิตแห่งน้ำใจไมตรีที่ศาสนจักรโรมันคาทอลิกกับพุทธจักรไทย มีสืบเนื่องกันมาอย่างแน่นแฟ้น ราบรื่น และงดงาม เป็นเวลาเนิ่นนานนับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา

เมื่อ ๓๕ ปีล่วงมาแล้ว ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เฉพาะพระพักตร์พระพุทธอังคีรส ประธานพระอุโบสถแห่งนี้ สมเด็จพระอุปัชฌายะของอาตมภาพ คือสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ได้เสด็จลงทรงรับสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ ๒ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ที่ประมุขแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิก เสด็จมาทรงเยี่ยมประมุขแห่งพุทธจักรไทย ณ ราชอาณาจักรไทย ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของอาตมภาพ ผู้มีโอกาสได้เฝ้าอยู่ในการดังกล่าวด้วย ทั้งสองพระองค์ทรงปราศรัยกัน ทรงแสดงพระอัธยาศัยอันงามต่อกัน บนพื้นฐานแห่งพระเมตตาจิตอย่างแท้จริง ในฐานะนักบุญผู้ประเสริฐแห่งสองศาสนา ซึ่งมุ่งหมายจะแผ่ความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ไปสู่ทุกชีวิตอย่างไม่มีประมาณ เป็นอุดมการณ์ร่วมกัน

ขอถวายพระพรให้ทรงทราบว่า ใต้ฐานพระพุทธอังคีรส ยังเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เคยเสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้า สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ ๑๓ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๐, เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชสรีรางคาร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ผู้เคยเสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอที่ ๑๑ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๗ อีกทั้งเป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้เคยเสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์นที่ ๒๓ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๓ และทรงเคยรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ ๒ ซึ่งเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยเมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๗

ณ สถานที่แห่งนี้ จึงเป็นมงคลสถานสำหรับการพบกันของเราทั้งสอง ด้วยส่วนแห่งพระวรกายของทุกๆ พระองค์ ยังคงประดิษฐานเป็นสักขีพยานแห่งมิตรภาพ ซึ่งได้ทรงสร้างสรรค์ไว้นับแต่อดีตสมัย หากแต่ละพระองค์มีพระญาณวิถีใดที่จะทรงหยั่งทราบ คงจะทรงโสมนัสพระราชหฤทัยไม่น้อย ที่ได้ทอดพระเนตรเห็นความเจริญงอกงามแห่งทางพระราชไมตรี เป็นภาพอันน่าประทับใจอีกครั้งในวันนี้

การเสด็จมาครั้งนี้ของมหาบพิตร จึงไม่ใช่การมาของมิตรใหม่ หากแต่เป็นการมาเยือนของมิตรแท้อันเก่าแก่ของคนไทย ระยะทางที่ห่างไกลกันหาใช่อุปสรรคของความสนิทสนมกลมเกลียวกัน

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนไว้ว่า ‘ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมมีผู้บูชาในที่ทั้งปวง.’ ‘ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมผ่านพ้นศัตรูทั้งปวง.’ บัดนี้ มหาบพิตร ทรงพระอุตสาหะตรากตรำพระวรกายบนหนทางแสนไกล เสด็จเยือนราชอาณาจักรไทย และมาทรงเยี่ยมอาตมภาพด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยมิตรภาพถึงที่นี้ อาตมภาพขอสนองน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยมิตรภาพนั้นๆ ตอบถวาย เป็นหลายเท่าทวีคูณ

ด้วยอานุภาพแห่งพระเมตตาธรรม ซึ่งมหาบพิตรทรงเจริญมั่นอยู่ในพระหฤทัย และด้วยศุภผลแห่งกุศลเหตุ คือความไม่ประทุษร้ายมิตร ขอมหาบพิตร ทรงสถิตสถาพร เป็นปูชนียฐานอันประเสริฐของศาสนิกบริษัท และทรงพระเจริญในสมณคุณ ค้ำจุนให้ทรงผ่องแผ้วผ่านพ้นภัยพิบัติทั้งปวง สมตามพระพุทธานุศาสนีดังอาตมภาพอัญเชิญมาอ้าง เป็นสัจจวาจาข้างต้นนี้ทุกประการ.

ขอถวายพระพร”

Cr.เพจสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช

People Unity News : สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จฯทำเนียบฯ ชมไทยเป็นพหุสังคม อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ หลังจากนั้นเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมได้เข้าเฝ้าถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส (His Holiness Pope Francis)ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ที่ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาล

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฯได้ประทานพระดำรัส ใจความสำคัญ ระบุว่า ยินดีที่ได้มาเยือนประเทศไทย ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และเป็นประเทศที่ยังคงรักษามรดกทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้การต้อนรับ ย้ำถึงความปรารถนาดีต่อราชอาณาจักรไทย และต่อการปกครองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอแสดงความเคารพอย่างสูงต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคารพและยินดีที่ได้พบทุกท่าน ตลอดจนได้อำนวยพรไปยังบรรดาปวงชนชาวไทยทุกคน และขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้สมเด็จพระสันตะปาปาฯ มาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้

อาเซียนเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจเพื่อแก้ไขปัญหาในภูมิภาคที่กำลังเผชิญ ซึ่งปัญหาของโลกในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของโลก ในฐานะที่ไทยมีวัฒนธรรมหลากหลายเป็นประเทศ พหุสังคมจึงเป็นประเทศที่ยอมรับถึงการสร้างความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งประสบการณ์จากการให้ความเคารพและยอมรับความแตกต่าง เป็นแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่ปรารถนาที่จะสร้างโลกที่แตกต่าง เพื่อมอบให้กับชนรุ่นต่อไป

นอกจากนี้ ยังชื่นชมการจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมและสังคม ซึ่งได้เชิญผู้แทนจากศาสนาต่างๆ ในประเทศเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อรับฟังความคิดเห็น ในการที่จะรักษาความทรงจำทางจิตวิญญาณอันมีชีวิตของประชาชน สมเด็จพระสันตะปาปาฯ และได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อแสดงถึงความสำคัญและความเร่งด่วนในการสร้างมิตรภาพระหว่างศาสนา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของสังคม ยืนยันว่า ชาวคาทอลิกจะพยายามอย่างเต็มความสามารถ ในการสนับสนุนอัตลักษณ์ของความเป็นไทย แผ่นดินไทยได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินแห่งอิสรภาพ อิสรภาพจะเกิดขึ้นต่อเมื่อทุกคนมีความรับผิดชอบต่อกันและกัน เพราะฉะนั้นต้องเอาชนะความไม่เท่าเทียมให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา อาชีพการงาน และความช่วยเหลือด้านสุขภาพเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สมบูรณ์และยั่งยืน

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้กล่าวเกี่ยวกับวิกฤติการณ์การเคลื่อนไหวของผู้ย้ายถิ่น ซึ่งปัญหาอยู่ที่สถานการณ์ที่ทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นเป็นปัญหาด้านจริยธรรมที่สำคัญ และขอสนับสนุนให้ประชาคมระหว่างประเทศ แก้ไขปัญหาที่ผลักดันให้ประชาชนต้องหลบหนีออกจากประเทศของตน และส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย มีการจัดการ และมีการควบคุม โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกประเทศจะจัดตั้งกลไกปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ย้ายถิ่นและผู้อพยพ

นอกจากนี้ยังได้ชื่นชมรัฐบาลไทยที่ได้ดำเนินการแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรง และการใช้แรงงานในเด็ก และสตรี โดยปีนี้เป็นปีแห่งการครบรอบ 30 ปี ของ “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก” ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับเราในการที่จะไตร่ตรองการวางอนาคตของประชากรของเรา

ในตอนท้าย สมเด็จพระสันตะปาปาฯ กล่าวส่งเสริมให้สังคมมี”ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” เป็นภารกิจที่ทุกคนสามารถทำได้ และสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้ขอพระพรจากพระเจ้า ให้ประเทศ ผู้นำ และประชาชนชาวไทย ขอให้พระเจ้าทรงนำทุกคน ในหนทางแห่งปัญญา ความยุติธรรม และสันติสุข

กรมราชทัณฑ์ติวเข้มผู้สอนบาลีศึกษาแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ

People Unity News :  “กิตติพัฒน์ เดชะพหุล” รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายพัฒนาพฤตินิสัย เปิดการสัมมนาบุคลากรด้านการเรียนการสอนบาลีศึกษาในเรือนจำ ประจำปี พ.ศ.2563

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ที่วัดเสมียนนารี พระอารามหลวง แขวงจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายกิตติพัฒน์ เดชะพหุล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายพัฒนาพฤตินิสัย เป็นประธานเปิดการสัมมนาบุคลากรด้านการเรียนการสอนบาลีศึกษาในเรือนจำ ประจำปี พ.ศ.2563 พร้อมกล่าวว่า สืบเนื่องจาก การที่กรมราชทัณฑ์ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้านการส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้ศึกษาเรียนรู้หลักธรรมคำสอนทางศาสนา กรมราชทัณฑ์ต้องหาวิธีอบรม กล่อมเกลาพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง เพื่อให้เขาสามารถดำเนินชีวิตในภาวะวิกฤตของชีวิต ให้เป็นไปอย่างปกติสุขตามอัตภาพ มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ สำนึกในบาปบุญคุณโทษการส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของศาสนาที่ให้โอกาสผู้ต้องขังได้แสดงศักยภาพให้สังคมภายนอกได้รับทราบ ตลอดจนเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ สนับสนุนให้เขาเหล่านี้ กลับสู่สังคมได้อย่างปกติสุข และไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก

นายกิตติพัฒน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 กรมราชทัณฑ์พิจารณาเห็นสมควร ที่จะขยายผลการจัดการเรียนการสอนบาลีศึกษาไปยังเรือนจำ ทัณฑสถานทั่วประเทศ โดยได้สำรวจความพร้อมและความต้องการของเรือนจำ ทัณฑสถาน ในการเปิดการเรียนการสอนบาลีศึกษา พบว่า มีเรือนจำกว่า 80 แห่ง ประสงค์จะเปิดการเรียนการสอนแต่ได้พิจารณาคัดเลือกไว้เพียง 48 แห่ง เฉพาะที่มีความพร้อม ในด้านบุคลากรดำเนินการ คือ

“มีอนุศาสนาจารย์ประจำเรือนจำ มีอาคารสถานที่จัดการเรียนการสอน มีหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่พร้อมให้การสนับสนุนและมีผู้ต้องขังแจ้งความประสงค์สมัครเรียน รวมกับเรือนจำ ทัณฑสถานที่เปิดดำเนินการก่อนหน้าแล้ว 4 แห่ง เป็นจำนวนทั้งสิ้น 51 แห่ง ดังนั้น เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถประสาน ดำเนินการจัดการเรียนการสอนบาลีศึกษาได้อย่างถูกต้องมีแนวทางปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเพื่อให้แผนนโยบายการจัดการเรียนการสอนบาลีศึกษาภายในเรือนจำ ทัณฑสถาน ขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั่วประเทศ และให้การขยายผลการจัดการเรียนการสอนบาลีศึกษา ประสบผลสำเร็จ และสนองต่อพระราชกระแสรับสั่ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมาลี ด้านการส่งเสริมผู้ต้องขังให้ได้เรียนธรรมะอย่างจริงจัง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้เป็น คนดี มีคุณธรรมได้ต่อไปในอนาคต” นายกิตติพัฒน์ กล่าว

“เทวัญ”นำคณะสอบวัดชลบุรี จำหน่ายวัตถุมงคลราคาสูง แก่นักท่องเที่ยว

People Unity News : “เทวัญ” ลงพื้นที่ชลบุรี ติดตามกรณีกลุ่มผู้ประกอบการร้องเรียนการเช่าพื้นที่ธรณีสงฆ์และตรวจสอบการจำหน่ายวัตถุมงคลราคาสูงแก่นักท่องเที่ยว

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะประกอบด้วย นายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายธงชัย ลืออดุลย์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  และ นายกิตติศักดิ์ หาญกล้า ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 ลงพื้นที่ จ.ชลบุรี ติดตามการแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนกรณีวัดอรัญญิกาวาส ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี และกรณีวัดหนองเกตุใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะได้ร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ นำโดยนายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีดังกล่าว

ในส่วนของกรณีวัดอรัญญิกาวาส ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3  ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ได้ให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ โฉนดที่ดินเลขที่ 901  ในเนื้อที่ซึ่งรวมอาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด ผู้เช่่าซึ่งเคยประกอบธุรกิจในที่ดินแปลงดังกล่าวร้องเรียนขอความเป็นธรรมกรณีค่าเช่าที่สูงกว่าเดิม  ทั้งนี้ เนื่องจากวัดอรัญญิกาวาสได้เปิดโอกาสให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินการเช่าที่ดินพร้อมอาคารในราคาที่ถูก  และได้ให้บริษัท  จีดี โปรเกส จำกัด มาเช่าต่อจากผู้รับมอบอำนาจในราคาที่ไม่เปิดเผย และได้ให้ผู้ประกอบการเช่าในราคาที่สูง พบว่ามีผู้เช่าจำนวน 4  รายไม่เห็นด้วยกับราคาที่เรียกเก็บ จากผู้เช่าทั้งหมด 51 ราย

โอกาสนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตามที่ประชาชนได้ร้องเรียนมา โดยพบว่าบริเวณดังกล่าวกำลังดำเนินการก่อสร้างอาคาร The New Forum Plaza ซึ่งตั้งอยุ่บนพื้นที่ธรณีสงฆ์ของวัดอรัญญิกาวาส โดยพื้นที่่โดยรอบเป็นร้านค้าของกลุ่มผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่อยู่เดิม

จากนั้น คณะเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายวัตถุมงคลสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่พบว่ามีการจำหน่ายในราคาสูง ที่วัดหนองเกตุใหญ่ ต.หนองปลาใหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนเดินทางกลับ

120 องค์กรชั้นนำจัดเต็ม! มหกรรมอารยสถาปัตย์ฯปีที่ 4 รวมสุดยอดเทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ

People Unity News : 120 องค์กรชั้นนำจัดเต็ม! มหกรรมอารยสถาปัตย์ฯปีที่ 4 รวมสุดยอดเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ ผู้ป่วย มนุษย์ล้อ ขับเคลื่อนพัฒนาไทยมุ่งสู่ความเป็น “เมืองอายรยสถาปัตย์-เมืองท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” เน้นสะดวก ทันสมัย ปลอดภัย เป็นธรรม ทั่วถึง เท่าเทียม สสส.หนุนปรับสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน อบรมเครือข่ายแท็กซี่ที่ให้บริการคนพิการ ผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีการแถลงข่าวการจัดงาน “งานมหกรรมอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ปีที่ 4 : Thailand Friendly Design Expo 2019”โดยนายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล กล่าวว่า มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ร่วมกับ สสส. และหน่วยงานภาครัฐ เอกชน กว่า 120 องค์กร จาก 20 ประเทศทั่วโลก ร่วมกันจัดนี้ดังกล่าว เพื่อจัดแสดงสินค้า นวัตกรรม เทคโนโลยีและบริการเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าสำหรับคนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกเพศสภาพ และทุกขสุขภาพร่างกาย (Home Care and Rehabilitation) ในระหว่างวันที่ 28 พ.ย.-1 ธ.ค. นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในปีนี้ได้ยกระดับขึ้นสู่เวทีสากล เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไทยมุ่งสู่ความเป็น “เมืองอายรยสถาปัตย์” ที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย สามารถเข้าถึงได้ ใช้ประโยชน์ได้ สะดวก ทันสมัย ปลอดภัย เป็นธรรม ทั่วถึง เท่าเทียม และเป็น “เมืองท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” ที่โดดเด่นชัดเจนในเวทีโลก หากทำได้สำเร็จ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยพักฟื้น ผู้พิการ มนุษย์ล้อ และครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยรับความสะดวก ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งในการดำเนินชีวิต การทำงานและการเดินทางพักผ่อนท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม การบริการ และหลักคิดการออกแบบที่เป็นมาตรฐานสากล ทุกคนใช้ได้ คนทุกวัยใช้ดี มีความเป็นมิตรกับคนทั้งมวล

ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การปรับสภาพแวดล้อมแวดล้อมและการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคนนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดำเนินการ ปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการทั่วประเทศไทยกว่า 1.8 ล้านคน และผู้สูงอายุกว่า 12 คน ที่ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสะดวกปลอดภัย และเอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี

“สสส. เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสนับสนุนการดำเนินงานทั้งการพัฒนาด้านวิชาการและกลไกการทำงานเป็นเครือข่าย ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การสร้างเครือข่ายวิชาการเพื่อสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน โดยสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ออกแบบเพื่อทุกคน : Universal Design Center หรือ UDC ร่วมกับมหาวิทยาลัย 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” ดร.สุปรีดา กล่าวและว่า

เพื่อให้บริการให้คำปรึกษาในการออกแบบและปรับสภาพแวดล้อมที่พักอาศัย และพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนให้เกิดระบบขนส่งและบริการสาธารณะเพื่อทุกคน ส่งเสริมให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลต้นแบบ และเกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ ต่างๆ การให้ความรู้แก่เครือข่ายแท็กซี่ที่ให้บริการคนพิการ ผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม เพื่อให้คนพิการ ผู้สูงอายุ สามารถเดินทาง และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ซึ่งจะส่งผลต่อการมีสุขภาวะที่ดีได้อีกด้วย

“รมว.พม.”ร่วมกับ”ห้างมาบุญครอง” ชวนผู้ใจบุญมอบของขวัญปีใหม่เด็กสถานสงเคราะห์

People Unity News : “รมว.พม.”ร่วมกับ”ห้างมาบุญครอง” จัดงาน Gift for Give มหกรรมของขวัญถูกใจ…ได้บุญ พร้อมชวนผู้ใจบุญส่งต่อของขวัญปีใหม่ให้เด็กในสถานสงเคราะห์ทั่วประเทศ

วันนี้ 18 พ.ย. 62 เวลา 13.00 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 9 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ร่วมหารือกับตัวแทนบริษัทมาบุญครอง จัดโครงการ Gift for Give มหกรรมของขวัญถูกใจ…ได้บุญ เพื่อนำผลิตภัณฑ์และผลงานจากกลุ่มเป้าหมายของกระทรวง พม. จัดแสดงในงาน ระหว่างวันที่ 4-6 ธันวาคม 2562 บริเวณลานจำหน่ายสินค้า ชั้นล่าง ห้างมาบุญครอง กรุงเทพฯ

นายจุติ กล่าวว่า ขอขอบคุณบริษัท มาบุญครอง (MBK) ที่มาร่วมงานกับ พม. มาให้โอกาสในการพัฒนาอาชีพของกลุ่มเป้าหมายในกระทรวงฯ เพื่อที่จะนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ออกมาจำหน่าย เพื่อสร้างอาชีพ สร้างความหวังและสร้างโอกาสให้กับคนพิการ ผู้สูงอายุ และเยาวชน ที่กำลังพัฒนาทักษะเรื่องอาชีพ ซึ่งจะเป็นทางออกในการขายผลผลิตและยังเป็นการพัฒนารายได้ เพราะเงินต่าง ๆ จะกลับไปสู่ผู้ผลิตและเจ้าของ อย่างน้อยจะเป็นการสนับสนุนกิจกรรมที่เขากำลังทำอยู่
นายจุติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ทางกระทรวง พม. และบริษัทมาบุญครอง อยากเชิญชวนผู้ที่มาร่วมงานซื้อสินค้าจากบูทเพื่อส่งต่อเป็นของขวัญในเทศกาลปีใหม่ให้กับเด็กที่อยู่ตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ ทั่วประเทศ ที่มีกว่า 9,000 คน โดยของที่มอบให้เด็กเหล่านี้ เมื่อของขวัญถูกส่งถึงมือเด็ก ๆ จะได้เขียนการ์ด เพื่อเป็นการขอบคุณให้กับผู้บริจาคแต่ละท่านอีกด้วย

“ฉะนั้นใครที่พร้อมสนับสนุนก็ช่วยแบ่งปันความสุขให้เด็กๆ เหล่านี้ที่ไม่มีผู้ปกครอง อย่างน้อยเขาได้รู้สึกว่าปีใหม่นี้ มีคนคิดถึงเขาและชีวิตเขาก็มีความหวัง มีกำลังใจที่จะเป็นคนดีกับสังคม และสู้กับปัญหาความขาดแคลนของชีวิตต่อไป”

ศาลพระเจ้าตากชาววัดอรุณ แจกทานข้าวสารฟรีแก่ผู้ยากไร้

People Unity News : ศาลพระเจ้าตากชาววัดอรุณ แจกทานข้าวสารฟรีแก่ผู้ยากไร้ งาน 28 ธันวาวันพระเจ้าตากสินปี62

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม 2562 ขอเชิญพ่อแม่พี่น้องผู้เคารพรักและศรัทธาในองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเข้าร่วมพิธีสำคัญอันศักดิ์สิทธิ์ในงาน 28 ธันวาวันพระเจ้าตากสินมหาราช ประจำปี 2562 ณ ศาลสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราชชาววัดอรุณ ปากซอยวังเดิม 3 แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเทิดพระเกียรติถวายแด่พระองค์ท่าน โดยในงานจะมีการแสดงของ มังกรทอง สิงโต กระตั้ว กระบี่กระบอง และการแสดงจากผู้ที่มีความรักเคารพและศรัทธาในองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอีกมากมาย

สำหรับปีนี้จะมีการแจกทานใหญ่ โดยคณะผู้จัดงานจัดเตรียมข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ถุง(เป็นอย่างน้อย) โดยมีพระธรรมรัตนดิลก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) เมตตาเดินทางมาเป็นประธานในการแจกทานข้าวสารแก่ผู้เข้าร่วมงานพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ทุกๆท่านฟรีโดยไม่มีมูลค่าใดๆ

นอกจากนี้ คณะผู้จัดงาน 28 ธันวาวันพระเจ้าตากสินมหาราช โดยนายอัครวิทย์ รัตนประสิทธิ์ (วิทย์ วัดอรุณ) นายวันชัย ลาภวิไลพงศ์ (โต วัดอรุณ) และพี่น้องชาววัดอรุณ ยังจัดเตรียมโรงทานอาหารคาวหวานหลากหลายชนิดและเครื่องดื่มชากาแฟ ไว้ให้รับประทานฟรีตลอดงาน โดยมีผู้ให้การสนับสนุนจำนวนมาก อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหมู 500 ถ้วย สนับสนุนโดย พระครูธีระธรรมมานันทร์ เจ้าอาวาสวัดบางแวก เจ้าคณะแขวงบางแวก, พ.ต.ท.พจนาจ งบพิมาย รองผกก.จราจร สน.พระโขนง ร่วมบุญกะเพาะปลา 300 ถ้วย ฯลฯ

กำหนดการเริ่มเวลา 09.00 น.เปิดรับบัตรลงทะเบียนแจกข้าวสารฟรีแก่ผู้ยากไร้ เวลา 11.11 น.ประกอบพิธีบวงสรวงดวงพระวิญ ญาณสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพิธียกดาบอันศักดิ์สิทธิ์ เวลา 12.00 น.เปิดโรงทานอาหารคาวหวานทานฟรี

เวลา 13.00 น.ชมการแสดงของ มังกรทอง สิงโต กระตั้วแทงเสือ กระบี่กระบอง เวลา 14.00 น.เริ่มพิธีแจกข้าวสารฟรีแก่ผู้ยากไร้โดย พระธรรมรัตนดิลก กรรมการมหาเถรสมาคม รก.เจ้าคณะภาค 9 เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

ในงานพิธีศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ ทางคณะกรรมการจัดงานได้เปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพในการแจกทานข้าวสารใหญ่เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลถวายแด่ดวงพระวิญญาณของพระองค์ท่าน โดยท่านสามารถนำข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม จำนวน 2 ถุงมาร่วมบุญ ท่านจะได้รับแจกฟรี 1.เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชชาววัดอรุณ รุ่น”กรุงธนบุรี” เนื้อทองแดง 1 เหรียญ 2.ผ้ายันต์สมเด็จพระเจ้าตาก สินมหาราชชาววัดอรุณ รุ่น”กรุงธนบุรี” 1 ผืน 3.สติ๊กเกอร์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชชาววัดอรุณ รุ่น”กรุงธนบุรี” 1 แผ่นเป็นที่ระลึก (สำหรับท่านที่ไม่สะดวกนำข้าวสารมาร่วมบุญ สามารถฝากร่วมบุญซื้อข้าวสารได้จำนวน 200 บาท ต่างจังหวัดช่วยค่าจัดส่ง 50 บาท)

ทั้งนี้ ผู้ศรัทธาสามารถร่วมบุญเป็นเจ้าภาพในการแจกทานข้าวสารครั้งนี้ได้ด้วยการร่วมบุญเช่าบูชา เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชชาววัดอรุณ รุ่น”กรุงธนบุรี” ในส่วนของเนื้อพิเศษ(ตามรายการวัตถุมงคล) ซึ่งผ่านพิธีมหาพุทธามหาเทวาภิเษกโดยพลังเวทย์ของพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมแห่งยุคนี้ ณ พระอุโบสถน้อย วัดอรุณราชวราราม ถูกต้องตามประเพณีโบราณทุกประการ ครั้งประวัติศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่ในรอบ 250 ปี

ติดต่อร่วมทำบุญได้ที่ ศาลสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราชชาววัดอรุณ ปากซอยวังเดิม 3 ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กทม.10600 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 1.แว่น วัดอรุณ โทร.083-8463033 line : nopparutnong 2.โก วัดอรุณ โทร.085-3634431 line : 0853634431 เข้าชมเพิ่มเติมได้ที่ https://pra.kachon.com/news/detail.asp?id=882

“พิพัฒน์”เป็นสักขีพยาน”ททท.-อพท.” เซ็น MOU ส่งเสริมท่องเที่ยวยั่งยืน

People Unity News : รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ระหว่าง ททท. กับ อพท.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เรื่องการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยังยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) โดยนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการ อพท. ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

มุ่งมั่นประเด็นสำคัญ ได้แก่ ยกระดับความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว (Safe) ส่งเสริมความสะอาดในแหล่งท่องเที่ยว (Clean) ส่งเสริมความเป็นธรรมในการท่องเที่ยว(Fair) และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและรักษ์สิ่งแวดล้อม (Sustainability) ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community Based Tourism) เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนดังนั้น ททท. และ อพท.จึงเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อมให้กับสินค้าการท่องเที่ยวและพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวชุมชนให้มีศักยภาพอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

โดยชุมชนเพื่อให้เกิดความเข้าใจในมิติการท่องเที่ยวมากขึ้น ในการนี้ ททท. และ อพท.จึงได้บูรณาการดำเนินงานส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม โดยมีระยะเวลาผูกพันตามข้อตกลง เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งมีขอบเขตความร่วมมือในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านส่งเสริมองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพให้ชุมชน โดยร่วมมือส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพชุมชนด้านการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ อาทิ Block chain เพื่อการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันและพัฒนาสินค้าสินค้าท่องเที่ยวชุมชนให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ททท. ส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวพร้อมขายในโครงการทัศนศึกษาของบริษัทนำเที่ยวหรือสมาคมท่องเที่ยวทั้งในกลุ่มตลาดในประเทศและต่างประเทศ (Agent Familiarization Trip) ตามความต้องการของกลุ่มตลาด อาทิ Consumer Fair, Travel Fair และ อพท. ส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวพร้อมขายและบริษัทนำเที่ยวเพื่อสังคม เข้าร่วมงานที่ ททท.จัดขึ้นทั้งในและต่างประเทศด้านการประชาสัมพันธ์ ร่วมส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ชุมชนท่องเที่ยวผ่านสื่อทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวพร้อมขายให้อยู่ในโครงการทัศนศึกษาของสื่อมวลชน (Media Familiarization Trip)ที่ตรงตามความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ ในปี 2563 ททท. จะดำเนินแผนงานสร้างสรรค์ พัฒนา สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่สะท้อนวิถีไทยผ่านภูมิปัญญา วิถีชีวิต กิจกรรม ประเพณี ผลิตภัณฑ์ โดยสร้างสรรค์เรื่องราวให้ประสบการณ์ที่มีคุณคำของสินค้าและบริการท่องเที่ยวในพื้นที่ 5 แห่งได้แก่ ทะเลน้อย จ.พัทลุง, ชุมชนตะเคียนเตี้ย จ.ชลบุรี,ชุมชนบนแหลม จ.สุพรรณบุรี ชุมชนบ้านสนวนนอก จ.บรีรัมย์ และ ชุมชนบ้านสันลมจอย จ.เชียงใหม่ ททท. คาดว่าการดำเนินงานแบบบูรณาการ่วมกันนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ กระจายรายได้สู่ชุมชน ตลอดจนขับเคลื่อนอุสาหกรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

Verified by ExactMetrics