วันที่ 7 สิงหาคม 2026

“ศุภมาส” ดัน Lemon Law ผ่าน ครม. พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าชำรุด-เสียหาย คนขายต้องรับผิดชอบทันที

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 มิถุนายน 2569 สิ้นสุดการรอคอย กว่า 10 ปี! “ศุภมาส” ดัน Lemon Law ผ่าน ครม. พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ สินค้าชำรุด-เสียหาย คนขายต้องรับผิดชอบทันที

วันนี้ (16 มิถุนายน 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือ กฎหมาย Lemon Law ตามที่ สคบ. เสนอ เพื่อส่งให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และได้มอบหมายหมาย ให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามความคืบหน้า ตามที่ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. เป็นผู้รับผิดชอบในการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าแล้วพบปัญหาความชำรุดบกพร่องมักต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าสินค้ามีปัญหาตั้งแต่ต้น ขณะที่การรับประกันสินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ผู้ขายกำหนด หลายกรณีผู้บริโภคต้องนำสินค้าเข้าซ่อมซ้ำหลายครั้งโดยไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน และหากต้องการใช้สิทธินอกเหนือจากการซ่อมแซม ก็จำเป็นต้องดำเนินคดีในชั้นศาล ทำให้เสียเวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง กฎหมายฉบับนี้จึงเปลี่ยนหลักการสำคัญจากเดิมที่ผู้บริโภคต้องพิสูจน์เอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากสินค้าเกิดความชำรุดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้าชำรุดมาตั้งแต่วันส่งมอบ เว้นแต่ผู้ขายจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากความรับผิดชอบของตน

สำหรับสินค้าทั่วไป หากพบความชำรุดภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ ให้สันนิษฐานว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่องตั้งแต่ต้น ส่วนรถยนต์กำหนดระยะเวลา 1 ปี ขณะที่ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับการเยียวยา 4 รูปแบบ ได้แก่ การซ่อมแซม การเปลี่ยนสินค้า การลดราคา หรือการเลิกสัญญา ตามลักษณะและความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดกรอบเวลาการซ่อมแซมที่ชัดเจน โดยสินค้าทั่วไปและรถจักรยานยนต์ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ต้องแล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับมอบสินค้าไว้ซ่อม หากผู้ขายไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้บริโภคมีสิทธิขอลดราคา บอกเลิกสัญญา หรือเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้

ในกรณีที่พบข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ ผู้บริโภคมีสิทธิขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที โดยสินค้าทั่วไปสามารถใช้สิทธิได้ภายใน 7 วัน ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้สิทธิได้ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า ขณะที่รถยนต์ซึ่งมีข้อบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ขายต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ

“กว่า 10 ปีที่ผู้บริโภครอคอยกฎหมายฉบับนี้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบคุ้มครองผู้บริโภคไทย จากเดิมที่ประชาชนต้องรับภาระพิสูจน์ความบกพร่องของสินค้าเอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นเมื่อสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรมรวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย และไม่ต้องเผชิญกระบวนการทางกฎหมายที่ยุ่งยากเหมือนที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภคไทย ลดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาคุณภาพสินค้า และส่งเสริมการแข่งขันด้านคุณภาพและนวัตกรรม ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแล้ว โดยครอบคลุมการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค รวมถึงการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเอง ตลอดจนสัญญาเช่าซื้อ สัญญาซื้อขายโดยมีผู้ให้สินเชื่อและสัญญาแลกเปลี่ยน แต่ไม่รวมสินค้าใช้แล้ว สัตว์มีชีวิต และการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง

“ต่อไปนี้ หากซื้อรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วพบว่าสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะไม่ต้องทนซ่อมซ้ำซากหรือรับภาระพิสูจน์ด้วยตนเองอีกต่อไป เพราะกฎหมายจะกำหนดสิทธิและหน้าที่ของทุกฝ่ายไว้อย่างชัดเจน นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนผู้บริโภคทั่วประเทศ” นางสาวศุภมาส กล่าว

ผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ OCPB.go.th และศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ

Advertisement

 

รัฐบาลลุยต้านแรงงานเด็ก จับมือเอกชนสร้างงานปิดเทอม 10,000 อัตรา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเดินหน้าต้านแรงงานเด็ก จับมือ 56 สถานประกอบการ สร้างงานปิดเทอม 10,000 อัตรา คุมเข้มห้ามจ้างเด็กต่ำกว่า 15 ปี เปิดโอกาสเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ คุ้มครองเด็กตามมาตรฐานสากล

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก (World Day Against Child Labour) วันที่ 12 มิถุนายนของทุกปี รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการใช้แรงงานที่ไม่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ และโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาการใช้แรงงานเด็กยังคงเป็นความท้าทายของหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การยูนิเซฟ ระบุว่า ปัจจุบันยังมีเด็กกว่า 138 ล้านคนทั่วโลกอยู่ในภาวะแรงงานเด็ก และกว่า 54 ล้านคนทำงานในสภาพที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและพัฒนาการ สะท้อนให้เห็นว่าการปกป้องสิทธิเด็กยังเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความเปราะบางของเด็กในครอบครัวแรงงานข้ามชาติ และเด็กไทยบางส่วนที่ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควรจากข้อจำกัดด้านรายได้และสภาพครอบครัว

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการมีงานทำสำหรับนักเรียนและนักศึกษาช่วงปิดภาคเรียน ผ่านความร่วมมือกับสถานประกอบการชั้นนำกว่า 56 แห่งทั่วประเทศ รองรับตำแหน่งงานมากกว่า 10,000 อัตรา เพื่อให้เยาวชนมีรายได้และประสบการณ์ทำงานที่เหมาะสมภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ เพื่อยกระดับจากแรงงานไร้ฝีมือสู่แรงงานมีฝีมือ การบูรณาการความร่วมมือกับสถานศึกษาในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมถึงการส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิแรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้เยาวชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพและมีรายได้ที่มั่นคงในอนาคต

ในด้านการคุ้มครองสิทธิ กระทรวงแรงงานยังคงบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยห้ามนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าทำงานอย่างเด็ดขาด ส่วนเด็กอายุระหว่าง 15-17 ปี สามารถทำงานได้เฉพาะงานที่กฎหมายกำหนด และต้องได้รับการคุ้มครองด้านสวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนดไว้

พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการทั่วประเทศประกาศตนเป็นสถานประกอบกิจการปลอดแรงงานเด็กและปลอดการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ตลอดจนผลักดันมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าระหว่างประเทศและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

“รัฐบาลเชื่อว่าเด็กทุกคนควรมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ การป้องกันแรงงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการคุ้มครองสิทธิอย่างรอบด้าน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลขานรับผลสำรวจประชาชน 63.7% หนุน TH-AI Passport

รัฐบาลขานรับผลสำรวจประชาชน 63.7% หนุน TH-AI Passport ย้ำเดินหน้าอย่างโปร่งใส ใช้ AI แก้ปัญหาปากท้อง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่ม

วันนี้ (6 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เรื่อง “ความต้องการ AI ของประชาชน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความตื่นตัวและเปิดรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกว้างขวาง โดยประชาชนร้อยละ 91.2 รู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับ AI และร้อยละ 72.5 เคยนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน หรือการประกอบอาชีพแล้ว สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.7 เห็นด้วยให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ต่อไป โดยต้องดำเนินการภายใต้หลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลที่ยึดหลักธรรมาภิบาลและมุ่งใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

“รัฐบาลขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจและติดตามการดำเนินงานด้าน AI ของภาครัฐ ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า คนไทยไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เห็นว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการ TH-AI Passport อย่างรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริงเป็นสำคัญ” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ผลสำรวจยังสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจนว่า AI ควรถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยร้อยละ 91.7 ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ร้อยละ 88.5 ต้องการให้ AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 87.2 ต้องการให้ทุกคนเข้าถึงความรู้และการใช้งาน AI อย่างเท่าเทียม ร้อยละ 85.3 ต้องการให้ AI ช่วยยกระดับการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานไทย ขณะที่ร้อยละ 83.1 และ 81.6 ต้องการให้ AI มีบทบาทในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

รัฐบาลจึงพร้อมนำข้อเสนอแนะจากประชาชนมาใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยมุ่งเน้น 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้ประชาชน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการศึกษาและการยกระดับทักษะแรงงาน รวมถึงการใช้ AI เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังรับทราบข้อเสนอของประชาชนที่ต้องการระบบสนับสนุนด้าน AI อย่างครบวงจร ทั้งการอบรมความรู้ การเข้าถึงเครื่องมือ AI การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ในชุมชน และการมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ประชาชนในทุกพื้นที่

“รัฐบาลมองว่า TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงโครงการด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศในระยะยาว เป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้คนไทยสามารถใช้ AI เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลสั่ง “สารวัตรเกษตร Cyber” เดินหน้าปราบสินค้าเกษตรผิดกฎหมายออนไลน์

รัฐบาลสั่ง “สารวัตรเกษตร Cyber” เดินหน้าปราบสินค้าเกษตรผิดกฎหมายออนไลน์ ยกระดับมาตรฐานเกษตรไทย-คุ้มครองความปลอดภัยผู้บริโภคทั้งระบบ

วันนี้  5  มิถุนายน 2569   ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมาตรการคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากการลักลอบจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐานผ่านช่องทางออนไลน์ว่า ล่าสุดการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้สั่งให้เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานของ “สารวัตรเกษตร Cyber” เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปราบปรามการจำหน่ายปุ๋ยปลอม วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และเมล็ดพันธุ์ควบคุมที่ผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok ในการตรวจสอบและระงับการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถปิดร้านค้าออนไลน์ที่กระทำผิดกฎหมายแล้วจำนวน 94 ร้าน และอยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้ผลิต ผู้นำเข้า และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“รัฐบาลไม่เพียงมุ่งปราบปรามผู้กระทำผิด แต่ยังมุ่งสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อของสินค้าปลอมหรือสินค้าด้อยคุณภาพที่อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลให้ผลผลิตลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน การใช้วัตถุอันตรายที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนยังอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหาร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนอีกด้วย ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องผ่านโครงการ Q-Shop ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตร (เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และสารเคมีทางการเกษตร) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก กรมวิชาการเกษตร เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของสินค้าและความปลอดภัยของเกษตรกร

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนให้มีการพัฒนากรมวิชาการเกษตรสู่การเป็น “Smart Regulator”  หน่วยงานที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ทันสมัย คล่องตัว และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและสร้างระบบตลาดปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่โปร่งใสและเป็นธรรม

“เป้าหมายสำคัญของรัฐบาล คือ การสร้างระบบนิเวศทางการเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัย ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงเกษตรกรผู้ใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในตลาดโลก” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รัฐบาลหนุน Bangkok Pride Festival 2026 ยิ่งใหญ่ระดับโลก

รัฐบาลหนุน Bangkok Pride Festival 2026 ยิ่งใหญ่ระดับโลก ดันไทยสู่เจ้าภาพ World Pride 2030 ชูพลัง “Peace, People, Pride” -โอบรับความเท่าเทียมและความหลากหลาย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

วันนี้ (1 มิ.ย. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้การสนับสนุนการจัดงาน Bangkok Pride Festival 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะสังคมที่เปิดกว้าง เคารพความหลากหลาย และให้คุณค่ากับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Patch the World with Pride : ถักทอโลกด้วยความภาคภูมิใจ” ที่มุ่งเชื่อมโยงผู้คน ความคิด และอัตลักษณ์ที่หลากหลายให้ก้าวเดินไปด้วยกันบนพื้นฐานของความเข้าใจและการยอมรับซึ่งกันและกัน

“Bangkok Pride Festival 2026 ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความหลากหลาย แต่เป็นการประกาศถึงพลังของสังคมไทยที่ก้าวไปข้างหน้าบนพื้นฐานของความเสมอภาค การยอมรับ และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

การจัดงานในปีนี้ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “Peace, People และ Pride” โดย “Peace” สื่อถึงสังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติและเปิดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน “People” สะท้อนการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียม และ “Pride” คือความภาคภูมิใจในตัวตนและความหลากหลายที่เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งผลักดันความเท่าเทียมในทุกมิติ และเดินหน้าสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและได้รับโอกาสอย่างเสมอภาค โดยความสำเร็จของกฎหมายสมรสเท่าเทียมถือเป็นก้าวประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคน พร้อมต่อยอดสู่การสร้างสังคมแห่งความเสมอภาคในทุกมิติ

ทั้งนี้ ความสำเร็จของ Bangkok Pride Festival 2026 ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการประกาศศักยภาพของประเทศไต่อสายตาชาวโลก ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่เปิดกว้างต่อความหลากหลาย เคารพสิทธิเสรีภาพ และพร้อมต้อนรับผู้คนจากทุกวัฒนธรรม

การผลักดันประเทศไทยสู่ World Pride 2030 ไม่ใช่เพียงการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก แต่คือการประกาศให้โลกเห็นว่าประเทศไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางแห่งความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาค พร้อมต่อยอดพลังของความหลากหลายสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสีรุ้ง (Rainbow Economy) ที่จะสร้างโอกาสให้กับประชาชนและประเทศในระยะยาว

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าความเท่าเทียมคือรากฐานของสังคมที่เข้มแข็ง และความหลากหลายคือพลังแห่งอนาคต การสนับสนุน Bangkok Pride Festival และการผลักดันประเทศไทยสู่ World Pride 2030 จึงเป็นมากกว่าการจัดงานระดับโลก แต่คือการส่งเสียงให้โลกได้รับรู้ว่า ประเทศไทยพร้อมก้าวสู่การเป็นสังคมแห่งโอกาส ความเสมอภาค และความภาคภูมิใจของทุกคน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รัฐบาลเพิ่มสถานบำบัดรักษาสุขภาพจิตเป็น 227 แห่ง ลดความเหลื่อมล้ำ–เข้าถึงบริการใกล้บ้าน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 31 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายดูแลสุขภาพจิตทั่วประเทศ เพิ่มสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตเป็น 227 แห่ง ลดความเหลื่อมล้ำ–เข้าถึงบริการใกล้บ้านมากขึ้น

วันนี้ (31พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบบริการสุขภาพจิตของประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาได้อย่างทั่วถึง ทันเวลา และลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข โดยล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขได้ออก “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง รายชื่อสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิต พ.ศ. 2569” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประกาศฉบับดังกล่าวเป็นการปรับปรุงรายชื่อสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และรองรับความต้องการบริการด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งในกลุ่มเด็ก เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ โดยขยายเครือข่ายสถานพยาบาลที่สามารถให้บริการด้านสุขภาพจิตอย่างเป็นทางการจากเดิมประมาณ 190 แห่ง เป็น 227 แห่ง เพิ่มขึ้น 37 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ

ทั้งนี้ รายชื่อสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตตามประกาศฉบับใหม่ ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาลและสถาบันในสังกัดกรมสุขภาพจิต โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร รวมถึงโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพจิตได้ใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น

สำหรับหน่วยบริการสำคัญที่อยู่ในประกาศ เช่น โรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลสวนปรุง โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ ตลอดจนโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

“รัฐบาลมุ่งผลักดันให้การดูแลสุขภาพจิตเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือพื้นที่ห่างไกล การขยายจำนวนสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตครั้งนี้ จะช่วยลดภาระการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะเดินหน้าบูรณาการการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตควบคู่กัน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร ระบบส่งต่อ และการเข้าถึงบริการเชิงป้องกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้านในระยะยาว

Advertisement

รัฐบาลยืนยัน ไม่มีผู้ป่วยอีโบลา Ebola เข้าไทย ขอ ปชช. อย่าสับสน กังวลกับข่าวปลอม

30 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลยืนยัน ไม่มีผู้ป่วยอีโบลา Ebola เข้าไทย เผยมีผู้เดินทางจาก “ดีอาร์คองโก” 1 ราย เข้าระบบกับตัวตามปกติไม่มีประวัติสัมผัสโรค ล่าสุดจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอ ปชช. อย่าสับสน กังวลกับข่าวปลอม

วันนี้ (30 พ.ค. 69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  จากตรวจสอบข้อมูลของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน พบว่า ข่าวปลอมที่มีการส่งต่อมากที่สุด เป็นอับดับ 1 คือ  เรื่อง “ไวรัสอีโบลาเข้าไทยแล้ว”

รัฐบาลขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง แต่ข้อเท็จจริงคือ เป็นเคสที่เข้ามาตามปกติ โดยในวันนี้ (28 พ.ค.) มีผู้เดินทางมาจากเขตติดโรค เป็น ผู้หญิงชาวดีอาร์คองโก พอเดินทางมาถึง กรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการพาไปกักตัวที่สถาบันบำราศนราดูร ตามมาตรฐานการควบคุมโรค ทั้งนี้ จากการซักประวัติพบว่าไม่มีประวัติสัมผัสโรค และได้มีการจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอประชาชนอย่าสับสน วิตกกังวลกับข่าวปลอม

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลสั่งการกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ได้แก่ ประเทศ DR Congo และ Uganda ซึ่งจากการเฝ้าระวังผู้เดินทางฯ ที่เข้ามาในประเทศระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค. 69 จำนวน 53 ราย ไม่พบผู้ป่วยที่ต้องเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค

Advertisement

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) จำนวน 10,000 คน ปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับ อสม.

29 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข เตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) จำนวน 10,000 คน ปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับ อสม. ดูแลสุขภาพในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข ผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) จำนวน 10,000 คน ปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หน้าที่หลักของ อสพ. คือ ลงพื้นที่ดูแลสุขภาพในระดับท้องถิ่น ทำหน้าที่คัดกรองโรคเบื้องต้น รณรงค์สาธารณสุข และประสานงานกับ อสม. หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อเชื่อมโยงการรักษา โดยมุ่งเน้นการดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1)ผู้สูงอายุ/ติดเตียง 2)ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 3)แม่และเด็ก และ 4)ผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติด โดย อสพ. 1 คน จะดูแลกลุ่มเป้าหมาย 24 ราย ออกเยี่ยมบ้านตามแผนการดูแล (Care Plan) รายละ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมจำนวนกิจกรรมเยี่ยมบ้านสะสมไม่ต่ำกว่า 80-100 ครั้งต่อเดือน (เฉลี่ยวันละ 4-5 ราย) และให้การดูแลในการตรวจวัดสัญญาณชีพ (Vital Signs) ประเมินอาการเบื้องต้น อาทิ ทำหัตถการพื้นฐาน เช่น ทำแผล ป้องกันแผลกดทับ ติดตามการใช้ยาในกลุ่ม NCDs และจิตเวช ประเมินพัฒนาการเด็ก และติดตามหญิงตั้งครรภ์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ในปี พ.ศ. 2569 รัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้วางแนวทางในการผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ) โดยจะเปิดรับสมัครผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” เว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเว็บไซต์สถาบันพระบรมราชชนก ในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี พ.ศ. 2569 โดยผู้สมัครจะต้องอยู่ในช่วงอายุ 22-70 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งจะมีการสอบสัมภาษณ์ และจิตวิทยาก่อนจึงทำการเซ็นสัญญา 2 ปี และนำผู้สมัครเข้ารับการอบรมจากศูนย์ฝึกฯ ระดับเขต จำแนกตามคุณวุฒิซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีด้านสุขภาพ จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 2 เดือน/240 ชั่วโมง  2) ผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีสาขาอื่นๆ จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 4 เดือน/480 ชั่วโมง และ 3) พยาบาลวิชาชีพเกษียณ (อายุไม่เกิน 70 ปี) จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์/30 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นสัดส่วนเวลาเรียนเป็นภาคทฤษฎี ร้อยละ 30 ภาคปฏิบัติ ร้อยละ 50 และภาคสนาม ร้อยละ 20 ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมจะต้องมีเกณฑ์การประเมินไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 จึงถือว่าผ่านการอบรม

“รัฐบาลยืนยันนโยบายผลิต “อาสาพยาบาลชุมชน” 10,000 คน ไม่กระทบ Care Giver เดิม แต่เป็นการเพิ่มทักษะและเสริมระบบดูแลผู้ป่วยในชุมชน ขออย่าเป็นกังวล รัฐบาลพร้อมตรวจสอบรายละเอียดและรับฟังทุกข้อเสนอ รัฐบาลต้องการให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาศักยภาพคนทำงานในระบบสุขภาพ โดยการอัปสกิลอาจมีหลายระดับตามบทบาทและทักษะที่เพิ่มขึ้น สำหรับ Care Giver ก็ยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้ตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

Advertisement

“ศุภมาส” ลุยเอง ลงพื้นที่รามคำแหง “ห้องเช่า-อะพาร์ตเมนต์” เอาเปรียบผู้บริโภค-นักศึกษา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 พฤษภาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยเอง ลงพื้นที่รามคำแหง จับตา “ห้องเช่า-อะพาร์ตเมนต์” เอาเปรียบผู้บริโภค “ริบเงินประกัน-โขกค่าน้ำค่าไฟ-สัญญาเอาเปรียบ” จี้ สคบ. เร่งช่วย 1,655 เคส ลุยคุมสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ

วันนี้ (28 พฤษภาคม 2569) เวลา 13.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าที่อยู่อาศัย บริเวณรามคำแหง 53 เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตวังทองหลาง สถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง และสภาองค์กรของผู้บริโภคในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ร่วมลงพื้นที่ครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือ ทำงานเชิงรุกในการดูแลปากท้องและความเป็นธรรมให้ประชาชน

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ที่อยู่อาศัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ประชาชนต้องแบกรับทุกเดือน โดยเฉพาะในกลุ่มของคนทำงาน นักศึกษา และผู้มีรายได้น้อย ที่มีความจำเป็นต้องเช่าห้องพักอาศัย จากสถิติการรับเรื่องร้องทุกข์ของ สคบ. ตั้งแต่ปี 2568 ถึงปัจจุบัน พบว่าประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการเช่าที่อยู่อาศัย รวม 1,655 เรื่อง ปัญหาที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ การริบเงินประกันโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งมักเกิดจากผู้ให้เช่าไม่ชี้แจงความเสียหายที่แท้จริง หรือหักเงินไม่เป็นไปตามสัดส่วนความเสียหายและไม่มีหลักฐานรองรับ รองลงมา  คือ การเรียกเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟเกินจริง ไม่เป็นไปตามอัตราที่หน่วยงานรัฐเรียกเก็บจากผู้ให้เช่า ซึ่งเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรมกับผู้เช่า

นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจคิดค่าไฟฟ้าและน้ำประปาเกินกว่าอัตราที่หน่วยงานรัฐเรียกเก็บ โดยหลักพื้นฐานที่ผู้เช่าต้องได้รู้ 3 เรื่อง คือ 1) ค่าน้ำ-ค่าไฟต้องเก็บตามจริงตามอัตราของการไฟฟ้าและการประปา ห้ามบวกกำไรส่วนต่าง 2) เมื่อย้ายออกต้องได้เงินประกันคืน กรณีห้องไม่เสียหายต้องคืนภายใน 7 วัน กรณีมีความเสียหายจากการใช้งานจริงของผู้เช่าให้หักได้เฉพาะส่วนนั้นและคืนภายใน 14 วัน ส่วนการเสื่อมสภาพตามการใช้งานปกติหักไม่ได้ และ 3) เงินประกันรวมกับค่าเช่าล่วงหน้าต้องไม่เกิน 3 เดือนของค่าเช่ารายเดือน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในฐานะผู้ให้เช่าต้องใช้สัญญาตามแบบสัญญามาตรฐานที่ สคบ. กำหนด ซึ่งเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายและดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี

“การใช้สัญญาที่เอาเปรียบผู้เช่า หรือไม่ทำสัญญาให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นความผิดที่มีโทษทั้งจำและปรับ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ดิฉันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ สคบ. เดินหน้าลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง หากพบผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืน สคบ. จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน สคบ. พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการในการปรับสัญญาให้ถูกต้อง เพราะเป้าหมายคือความเป็นธรรมของผู้เช่าควบคู่กับการให้ผู้ประกอบการทำสัญญาได้อย่างถูกกฎหมาย ผู้ประกอบการที่ปรับตัวเร็วคือผู้ที่จะได้ความเชื่อมั่นจากผู้เช่า” นางสาวศุภมาส กล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวฝากถึงผู้เช่าทุกท่านว่า ก่อนตกลงเช่า ขอดูสัญญาและวิธีคิดค่าน้ำ-ค่าไฟให้ชัดเจน และเก็บสัญญา บิล รวมถึงใบเสร็จไว้ให้ครบ เผื่อเกิดปัญหาจะใช้เป็นหลักฐานในการร้องเรียนได้ หากถูกเอาเปรียบจากการเช่าอะพาร์ตเมนต์หรือห้องเช่า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด

“ดิฉันขอยืนยันว่าความเป็นธรรมต้องไปถึงผู้เช่าทุกคน โดยเฉพาะนักศึกษาและผู้มีรายได้น้อยที่เช่าห้องเล็ก ๆ คนกลุ่มนี้ต้องได้ค่าน้ำ-ค่าไฟตามจริงและได้เงินประกันคืนครบ ดิฉันจะไม่ยอมให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ และ สคบ. จะเดินหน้าตรวจต่อจนกว่าผู้เช่าทั่วประเทศจะได้รับความเป็นธรรมเท่ากันทุกคน” นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้าย

ก่อนเดินทางกลับ นายศิริมงคล อินทร์แก้ว นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นำหนังสือขอบคุณรัฐบาลที่มีการดูแล เรื่องการทำสัญญาเช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาและบุคคลทั่วไป รวมถึงเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับส่วนรวม เป็นแบบอย่างให้กับผู้ประกอบการที่พักอาศัยแหล่งอื่นต่อไป

Advertisement

รัฐบาลพลิกโฉมคุณภาพชีวิตคนพิการ ผลักดันเพิ่มเบี้ย 1,000 บาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลพลิกโฉมคุณภาพชีวิตคนพิการ ผลักดันเพิ่มเบี้ย 1,000 บาท ดันอารยสถาปัตย์เพื่อคนพิการทั่วประเทศ สร้างสังคมเท่าเทียม

วันนี้ (28 พฤษภาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าติดตามผลการดำเนินงานของภาคีเครือข่ายคนพิการระดับชาติ พร้อมเร่งรัดขับเคลื่อนแผนงานให้เห็นผลสำเร็จโดยเร็ว ล่าสุดประกาศ 3 มาตรการเร่งด่วน พลิกโฉมคุณภาพชีวิตคนพิการ คือ ผลักดันให้มีการเพิ่มสวัสดิการเบี้ยความพิการสำหรับผู้มีบัตรประจำตัวคนพิการทุกคนเป็น 1,000 บาท/คน/เดือน , ขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์ กระตุ้นทุกให้ทุกภาคส่วนร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากอุปสรรคสำหรับคนพิการ ภายใต้หลักการ “คนพิการใช้ได้ คนทุกกลุ่มก็ใช้ได้” และ ยกระดับ ”ราชการเป็นมิตร” โดยกำหนดให้หน่วยงานสังกัดกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 22 แห่งทั่วประเทศ ติดตั้ง “ห้องปลอดฝุ่นแรงดันบวก” เพื่อสุขอนามัย และติดตั้ง “ระบบโซลาร์รูฟท็อป” เพื่อประหยัดพลังงาน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้วางแนวทางเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับกลุ่มคนพิการอย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ และเปลี่ยนผ่านบทบาทภาครัฐจากการเป็นเพียง “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างโอกาส” เพื่อให้คนพิการไทยทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้บูรณาการฐานข้อมูล เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาเด็กพิการออกนอกระบบการศึกษา โดยจับมือกับกระทรวงศึกษาธิการเชื่อมฐานข้อมูลเพื่อดึงเด็กพิการนอกระบบให้กลับเข้าสู่การศึกษา พร้อมทั้งเสริมความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัว โดยการเพิ่มเนื้อหาการป้องกันความรุนแรงในหลักสูตรอบรมอาสาสมัคร พม. เชี่ยวชาญด้านคนพิการ  จำนวน 1,260 คน เพื่อเป็นกลไกเชิงป้องกันและดูแลความปลอดภัยของคนพิการในชุมชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนผ่านจากการสงเคราะห์แบบเดิม มาเป็นการสร้างโอกาสและศักดิ์ศรี เพื่อให้ผู้พิการสามารถพึ่งพาตนเองและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเท่าเทียม

Advertisement

Verified by ExactMetrics