วันที่ 29 เมษายน 2026

รัฐบาลชวนร่วมกิจกรรม “60 Earth Hour” ปิดไฟ 1 ชม. พร้อมกันทั่วโลก 28 มี.ค.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 มีนาคม 2569 ชวนคนรักษ์โลก ร่วมกิจกรรม “60 Earth Hour” ปิดไฟ 1 ชั่วโมง พร้อมกันทั่วโลก เพื่อลดโลกร้อน วันเสาร์ที่ 28 มี.ค. 69 เวลา 20.30 – 21.30 น.

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า กลับมาอีกครั้ง กับกิจกรรมลดโลกร้อน ที่นานาชาติให้ความสำคัญอย่าง “60 Earth Hour 2026” โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นโครงการร่วมมือระดับนานาชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ “ปิดไฟเป็นเวลา 1 ชั่วโมง” เพื่อกระตุ้นให้คนได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้น ซึ่งริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2550 ที่ประเทศออสเตรเลีย การรณรงค์ในครั้งนั้นได้รับความร่วมมือจากประชาชนกว่า 2.2 ล้านคน และผู้ประกอบการกว่า 2,000 ราย สามารถลดปริมาณการใช้พลังงานได้ถึง 10.2 % ซึ่งเทียบได้กับปริมาณรถยนต์บนท้องถนนที่จะลดลงไปถึง 48,000 คันต่อปี

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยมีหลายหน่วยงานได้ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมดังกล่าว เช่น การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนนโยบายประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศเชิญชวนประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ร่วมกิจกรรมดังกล่าว ด้านกรุงเทพมหานครประกาศเชิญชวนประชาชน ให้เป็นส่วนหนึ่งในการลดใช้พลังงานไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน ที่คอนโด ที่หอ ที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย ที่ไหนๆ ก็สามารถที่จะเข้าร่วมกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมงได้

“รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกิจกรรม 60 Earth Hour 2026 ด้วยการปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งาน เป็นเวลา 1 ชั่วโมง พร้อมกันกับคนทั่วโลก ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 20.30 – 21.30 น. การปิดไฟส่องสว่างในช่วงเวลาดังกล่าว ถือว่าเป็นการร่วมใจกันแสดงเจตนารมณ์ ลดการใช้ไฟฟ้าที่เกินความจำเป็น และการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” รองโฆษกฯ กล่าว

Advertisement

นายกฯ กล่าวเนื่องในโอกาสวันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ส่งความปรารถนาดีไปยังชาวไทยมุสลิม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 19 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรี กล่าวเนื่องในโอกาสวันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ส่งความปรารถนาดีไปยังชาวไทยมุสลิมทุกคน ชื่นชมศรัทธาที่เข้มแข็ง ความอดทน อดกลั้น ความมุ่งมั่น เข้าถึงหลักคำสอนอันประเสริฐของพระผู้เป็นเจ้า

วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสวันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ประจำปี พ.ศ. 2569 ใจความว่า

เนื่องในโอกาสวันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยทุกคน ขอส่งความระลึกถึง และความปรารถนาดีมายังพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่ได้บำเพ็ญศาสนกิจ ด้วยพลังแห่งศรัทธาและความมุ่งมั่น เพื่อน้อมจิตอันบริสุทธิ์ถวายแด่องค์พระผู้อภิบาล วันอีฎิ้ลฟิตริ นับเป็นวันเฉลิมฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอด ตลอดเดือนรอมฎอน อันเป็นช่วงเวลาแห่งการขัดเกลาจิตใจที่พี่น้องมุสลิมได้ปฏิบัติตนตามพระวจนะ ทดสอบความเข้มแข็งของจิตใจ ความอดทน และความอดกลั้น เพื่อเข้าถึงหลักคำสอนอันประเสริฐของพระผู้เป็นเจ้า

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ความบริสุทธิ์แห่งการกระทำความดี การให้ทาน การแบ่งปัน การให้อภัยต่อกัน รวมทั้งความเอื้ออาทรที่ทุกคนได้ยึดมั่นปฏิบัติ จะส่งผลให้ทุกท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และมีความสงบสุขร่มเย็นในจิตใจ

“ในโอกาสการเฉลิมฉลองวันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 นี้ ใคร่ขอพรอันประเสริฐแห่งองค์พระผู้อภิบาล ได้โปรดประทานความเมตตาแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิม ให้มีความสมบูรณ์พร้อมด้วยความสุข ความสวัสดี และมีจิตวิญญาณที่เข้มแข็งในการปฏิบัติตนเป็นสัตบุรุษ ผู้มีความบริสุทธิ์ ผ่องใส เพื่อธำรงรักษาคุณงามความดีให้มั่นคงไว้สืบไป ขอความสันติสุข และความสวัสดี จงประสบแด่ทุกท่าน”

Advertisement

รัฐบาลเตือนภัยออนไลน์ มิจฉาชีพอาศัยกระแสสงคราม หลอกแจก “คูปองเติมน้ำมันฟรี” ลวงคลิกลิงก์ดูดเงินในบัญชี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 16 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนภัยออนไลน์ มิจฉาชีพอาศัยกระแสสงคราม หลอกแจก “คูปองเติมน้ำมันฟรี” ลวงคลิกลิงก์ดูดเงินในบัญชี

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) แจ้งเตือนประชาชนให้ระวัง กลโกงออนไลน์รูปแบบใหม่ที่อาศัยกระแสสถานการณ์ความตึงเครียดของโลกและราคาน้ำมันที่ผันผวน เป็นเครื่องมือหลอกลวง โดยมิจฉาชีพส่งข้อความหรือโฆษณาปลอมชักชวนว่า “แจกคูปองเติมน้ำมันฟรี” หรือ “ส่วนลดน้ำมันช่วงวิกฤตพลังงาน” เพื่อหลอกให้ประชาชนกดลิงก์

รองโฆษกฯ กล่าวว่า กลโกงดังกล่าวมักแพร่กระจายผ่าน SMS โซเชียลมีเดีย หรือโฆษณาปลอมที่แอบอ้างเป็นสถานีบริการน้ำมันหรือแบรนด์ดัง โดยใช้ข้อความที่กระตุ้นความสนใจ เช่น “รับสิทธิ์เติมน้ำมันฟรี 500 บาท” หรือ “คูปองพิเศษเฉพาะวันนี้เท่านั้น” เพื่อเร่งให้เหยื่อกดลิงก์โดยไม่ทันตรวจสอบ

เมื่อกดลิงก์ ผู้เสียหายจะถูกนำไปยังเว็บไซต์ปลอมที่มีหน้าตาคล้ายเว็บไซต์จริง และถูกหลอกให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน ข้อมูลบัตรธนาคาร หรือรหัส OTP จากนั้นมิจฉาชีพจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เข้าถึงบัญชีธนาคารหรือทำธุรกรรมทางการเงินทันที ส่งผลให้เงินในบัญชีถูกโอนออกไปภายในเวลาไม่กี่นาที

ทั้งนี้ มีกรณีตัวอย่างผู้เสียหาย เช่น พนักงานบริษัทวัย 34 ปี ได้รับ SMS อ้างว่าเป็นโปรโมชั่นฉลองครบรอบสถานีบริการน้ำมันชื่อดัง พร้อมคูปองเติมน้ำมันฟรี 500 บาท เมื่อกดลิงก์และกรอกข้อมูลเพื่อยืนยันสิทธิ์ ก่อนพบว่าเงินกว่า 80,000 บาท ถูกโอนออกจากบัญชีในเวลาไม่ถึง 10 นาที ขณะที่อีกกรณีหนึ่งเป็นแม่ค้าออนไลน์ที่เห็นโฆษณาปลอมในโซเชียลมีเดียหลอกแจกคูปองเติมน้ำมัน 300 บาท ก่อนสูญเงินกว่า 50,000 บาท

รองโฆษกฯ ระบุว่า ศูนย์ AOC ขอแนะนำประชาชนให้ ระมัดระวังการกดลิงก์จาก SMS หรือโฆษณาที่ไม่น่าเชื่อถือ และไม่ควรกรอกข้อมูลบัตร รหัสผ่าน หรือรหัส OTP ในเว็บไซต์ที่ไม่แน่ใจ พร้อมทั้งควรตรวจสอบโปรโมชั่นผ่าน เว็บไซต์หรือเพจทางการของบริษัทเท่านั้น

“มิจฉาชีพมักใช้กลยุทธ์สร้างสถานการณ์เร่งด่วนหรือสิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อหลอกลวงประชาชน จึงขอให้ประชาชนตั้งสติและตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูลสำคัญในโลกออนไลน์” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนถูกหลอกลวงทางออนไลน์ สามารถแจ้งระงับบัญชีและขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วน AOC 1441 หรือแจ้งเบาะแสข่าวปลอมและอาชญากรรมออนไลน์ผ่าน สายด่วน 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง

Advertisement

ปตท. ยืนยันเจรจานำเข้าเชื้อเพลิงไม่ขาดแคลน​ วอนชาวบ้านไม่กักตุน ​ยิ่งกักตุนยิ่งขนส่งน้ำมันไปปั๊มไม่ทัน​

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 มีนาคม 2569 สถานการณ์คนแห่เติมน้ำมันจนขนส่งไม่ทัน​ หลังนายกฯ ประกาศตรึงราคาดีเซล 15 วัน ครบวันที่ 16 มี.ค.​นี้ ธพ.ติดตามดูคลัง ปั๊มไม่กักตุน​ ด้านกลุ่ม​ ปตท. ยืนยันเจรจานำเข้าเชื้อเพลิงไม่ขาดแคลน​ วอนชาวบ้านไม่กักตุน ​เพราะยิ่งกักตุนยิ่งขนส่งน้ำมันไปปั๊มไม่ทัน​

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้​ (15 มี.ค.69) ยังเป็นวันปั่นป่วน ประชาชนแห่เติมน้ำมัน​ จนขนส่งไม่ทัน ปั๊มทั้งต่างจังหวัด–กทม.แห่หมด​ จึงจำเป็นต้องจำกัดยอดขายคันละ 300-1,000 บาท โดย​เจ้าของปั๊มออกมาชี้แจงว่า​ ประชาชนมาเติมน้ำมันเพิ่มนับเท่าตัว หลังนายกรัฐมนตรีประกาศตรึงราคาดีเซลและดูแลแก๊สโซฮอล์ครบ 15 วัน ในวันที่ 16 มี.ค.นี้ ทำให้ยอดขายในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับโควตาที่แต่ละปั๊มได้จากบริษัทแม่จะดูจากปริมาณยอดขายเฉลี่ยในเดือนที่ผ่านมา ดังนั้นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ยอดขายพุ่งกว่าโควตาที่ได้รับ​ ทำให้เกิดปัญหาซ้อนกันขึ้นมา โดยยอดขายกลุ่มดีเซลเฉลี่ยเดือน ก.พ. ทั่วประเทศอยู่ที่ ​70 ล้านลิตร/วัน แต่จากสถานการณ์​ตื่นราคาขึ้น ประชาชนแห่กักตุน ทำให้ยอดขายบางวันพุ่งไปถึง​ 118 ล้านลิตร/วัน​ ในขณะที่กลุ่มเบนซิน ยอดขายเพิ่มจาก ​34 ล้านลิตร/วัน เป็น 52 ล้านลิตร/วัน

วันนี้ (15 มีนาคม 2569) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดประชุมศูนย์ประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปค.) เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงาน ให้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0211.4/ว1828 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2569 ในการบูรณาการข้อมูลสถานการณ์ด้านพลังงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อกำกับดูแลมิให้มีการกักตุนหรือฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์ปัจจุบัน

กรมธุรกิจพลังงาน จึงขอให้เจ้าหน้าที่ของกรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตรวจสอบปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานีบริการของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 11 ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกักตุนหรือฉกฉวยโอกาส จะต้องให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงาน ได้ประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เร่งจัดส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ให้มีน้ำมันเพียงพอ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

ด้าน บมจ​.ปตท. – บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) หรือ OR ยืนยันน้ำมันเพียงพอ จัดหาจากแหล่งทั่วโลก สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

จากสถานการณ์การสู้รบกับอิหร่านของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่ยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน ปตท. และบริษัทในกลุ่ม ติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชนและภาคเศรษฐกิจ

– ด้านการจัดหาน้ำมันดิบ บริหารจัดการโดยการเปลี่ยนท่าเรือรับผลิตภัณฑ์นอกช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ทั่วโลกมาเพิ่มเติม เช่น จากทางแอฟริกา อเมริกา พร้อมประสานงานกับพันธมิตรทางการค้า โดยยืนยันแผนการส่งมอบที่ชัดเจนต่อเนื่อง และยังคงจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. สามารถผลิตได้ตามแผน

– ด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ขอความร่วมมือผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและเมียนมาผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มกำลัง และเลื่อนกำหนดการซ่อมบำรุงประจำปีออกไปก่อน พร้อมจัดหา Spot LNG เพิ่มเติม ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มอบหมาย เพื่อทดแทนปริมาณก๊าซ LNG ที่ขาดหายไป ซึ่งจะสามารถส่งมอบช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569

– ในส่วนสถานีบริการน้ำมัน คลังน้ำมันใหญ่ เปิดทำการตลอด 7 วัน ระดมรถขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละรอบใช้เวลา 12 – 24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระยะทาง ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากช่วงนี้ อาจส่งผลให้บางสถานีบริการไม่มีน้ำมันจำหน่ายในบางช่วงเวลา และประสานทุกหน่วยเพื่อบริหารจัดการรองรับความต้องการอย่างเต็มที่

ในท้ายนี้ ขอความร่วมมือประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัด หลีกเลี่ยงการกักตุน โดยขอให้สถานีบริการ ดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

ด้าน OR ยืนยันพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึงที่สุด จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ OR ได้ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บริหารจัดการการขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบขนส่งทางท่อ ทางเรือ ทางรถบรรทุก และทางรถไฟ ตลอดจนคลังน้ำมันที่เปิดให้บริการตลอดทั้ง 7 วัน และกว่า 2,400 สถานีบริการทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม จากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงนี้ อาจส่งผลให้บางสถานีบริการมีปัญหาการจำหน่ายบางผลิตภัณฑ์ในบางช่วงเวลา เนื่องจากต้องรอการจัดส่ง โดย OR ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อบริหารจัดการและลดผลกระทบให้มากที่สุด ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าจะมีน้ำมันใช้น้ำมันอย่างเพียงพอ

Advertisement

ไทยผนึกกำลังนานาชาติ สกัดเครือข่ายสแกมข้ามชาติ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 มีนาคม 2569 ไทยผนึกกำลังนานาชาติ สกัดเครือข่ายสแกมข้ามชาติ เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ปิดบัญชีมิจฉาชีพกว่า 150,000 บัญชี จับกุมผู้ต้องหาได้ 21 ราย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti-Cyber Scam Center: ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและภาคเทคโนโลยีระดับโลก เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง โดยร่วมกับสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) หน่วยปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามการหลอกลวงของกระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา (DOJ Scam Center Strike Force) และ Meta รวมถึงพันธมิตรด้านการบังคับใช้กฎหมายจาก 10 ประเทศทั่วโลก ดำเนินปฏิบัติการ “สัปดาห์ปฏิบัติการสกัดกั้นร่วม” (Joint Disruption Week) ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติที่ดำเนินการในวงกว้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอื่นๆ

ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ รวมถึงความร่วมมือกับภาคเทคโนโลยีอย่าง LINE ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนการสืบสวนสอบสวน เพื่อรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งเป็นขบวนการ และขยายผลสู่การดำเนินคดีอย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากความร่วมมือดังกล่าว ทำให้สามารถปิดใช้งานบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ได้มากกว่า 150,000 บัญชี บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ได้ยังช่วยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 21 ราย และจากการสืบสวนขยายผลพบว่า หนึ่งในเครือข่ายผู้ต้องหามีการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในศูนย์หลอกลวง (Scam Center) ตามแนวชายแดนมากกว่า 300 ราย ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของความร่วมมือในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่สามารถลบบัญชี เพจ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ได้กว่า 59,000 รายการ และนำไปสู่การออกหมายจับ 6 หมาย

“รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ โดยจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัลให้กับประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รัฐเดินหน้าปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายกว่า 437,000 รายการใน 5 เดือน “พนันออนไลน์” สูงสุดกว่า 362,000 รายการ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 มีนาคม 2569 รัฐเดินหน้าปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายกว่า 437,000 รายการใน 5 เดือน “พนันออนไลน์” สูงสุดกว่า 362,000 รายการ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยดำเนินการ ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายการแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของรัฐบาล

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลการดำเนินงาน ปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงดีอีได้ปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายแล้วรวม 437,473 รายการ โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพียงเดือนเดียว สามารถปิดกั้นได้มากถึง 132,842 รายการ

สำหรับประเภทเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นมากที่สุด คือ เว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 362,482 รายการ รองลงมา ได้แก่

บุหรี่ไฟฟ้า 41,850 รายการ

โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 13,734 รายการ

ซื้อ–ขายกัญชา 4,841 รายการ

อาวุธปืน 3,797 รายการ

ค้าประเวณี 2,148 รายการ

อื่น ๆ เช่น ข้อมูลบิดเบือน หลอกลวง หมิ่นสถาบัน Hate Speech และสื่อลามกอนาจาร 8,621 รายการ

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า กระทรวงดีอีได้ใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากโครงการตรวจจับและวิเคราะห์การกระทำความผิดบนเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อช่วยตรวจสอบ วิเคราะห์ และคัดกรองข้อมูล ก่อนส่งเข้าสู่ระบบ WebD เพื่อเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบ “Suspend” สำหรับส่งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบ “URL Checker” เพื่อตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 362,000 รายการ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่เป็นต้นตอของปัญหาสังคมและการหลอกลวงประชาชน พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและระบบตรวจสอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

ธอส. เพิ่มทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับ “สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 มีนาคม 2569 ธอส. เพิ่มทางเลือกการลงทุน กับ สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์ ดอกเบี้ยสูง 1.20% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่ 5 ล้านบาท ทุกงวด เริ่มวันที่ 17 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนการออม สร้างความมั่นคงในชีวิต เพิ่มทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า กับ “สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์” อัตราดอกเบี้ยหน้าสลาก 1.20% ต่อปี โดยรับเป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท พร้อมลุ้นรับรางวัลใหญ่ตลอด 12 งวด ผู้ที่สนใจสามารถซื้อสลากได้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ณ สาขาธนาคารทั่วประเทศ

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. มุ่งมั่นส่งเสริมให้คนไทยมีวินัยการออมสร้างความมั่นคงในชีวิตด้วยการมีทางเลือกด้านการลงทุนมากขึ้น จัดทำ “สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์” หน่วยละ 5 ล้านบาท อายุสลาก 1 ปี ให้ผลตอบแทนหน้าสลากสูงถึง 1.20% ต่อปี (เมื่อฝากครบ 1 ปี) รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเป็นรายเดือนเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทุกเดือน และมีโอกาสลุ้นรับรางวัลใหญ่ตลอด 12 งวด ประกอบด้วย รางวัลที่ 1 มูลค่า 5 ล้านบาท จำนวน 1 รางวัล (เสี่ยงหมวด) รางวัลที่ 2 มูลค่า 50,000 บาท จำนวน 1 รางวัลต่อหมวด พร้อมรางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 5,000 บาท (หมุน 1 ครั้ง) และรางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 500 บาท (หมุน 1 ครั้ง) พิเศษ! ลูกค้าสามารถเลือกหมวดสลากที่ชอบได้ เพื่อเพิ่มโอกาสลุ้นรับรางวัลด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถซื้อสลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเบญจมาศเพิ่มทรัพย์ ได้ตั้งแต่วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ณ สาขาธนาคารทั่วประเทศ โดยจะเริ่มออกรางวัลครั้งแรก ในวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร. 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง

Advertisement

เตือน “ไข้หวัดใหญ่” ปี 2569 แนวโน้มผู้ป่วยสูงกว่าปีก่อน แนะกลุ่มเสี่ยงรีบฉีดวัคซีน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มีนาคม 2569 สธ. เตือน “ไข้หวัดใหญ่” ปี 2569 แนวโน้มผู้ป่วยสูงกว่าปีก่อน แนะกลุ่มเสี่ยงรีบฉีดวัคซีน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2569 มีแนวโน้มพบผู้ป่วยสูงกว่าปีที่ผ่านมา พร้อมแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพื่อลดความรุนแรงและการแพร่ระบาดของโรค

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 9 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วย 137,276 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 211.48 ต่อประชากรแสนคน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 8 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ อายุ 5–9 ปี อายุ 0–4 ปี อายุ 10–14 ปี

ขณะที่จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูง ได้แก่ พะเยา พิษณุโลก เชียงใหม่ และลำพูน โดยพบการระบาดมากในพื้นที่ชุมชนและสถานศึกษา

สำหรับผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น

รองโฆษกฯ ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 1,194,342 ราย และเสียชีวิต 129 ราย โดยสถานการณ์ในปี 2569 มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากการกลับมาของกิจกรรมทางสังคมและการเดินทางระหว่างพื้นที่

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน ป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ โดยหมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่แออัด และหากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ควรหยุดพักและหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น

“หากมีอาการไข้สูง ไอ หอบ หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 1–2 วัน ควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเตือนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เข้มงวดตรวจสอบอาคาร ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้าง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 มีนาคม 2569 รัฐบาลเตือนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน เข้มงวดตรวจสอบอาคาร ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้าง ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดพายุฤดูร้อนและพายุหมุนเขตร้อน ที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รัฐบาลขอแจ้งเตือนให้ประชาชนดูแลอาคารบ้านเรือน ให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรง โดยเฉพาะกระเบื้องมุงหลังคาให้ยึดแน่นกับโครงหลังคา ตรวจสอบสิ่งที่อาจหักโค่นและแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบ หากเกิดพายุคะนองให้หลีกห่างสิ่งก่อสร้างที่เสี่ยงต่อการล้มหรือหักโค่นลงมาได้ ตลอดจนช่วยกันสอดส่องดูแลป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ให้มีความมั่นคงแข็งแรงเพื่อความปลอดภัย รวมถึงเข้มงวดการก่อสร้างอาคารชั่วคราวในพื้นที่โล่งแจ้ง ที่เข้าข่ายไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กำชับให้ผู้ดำเนินการจะต้องมีการตรวจสอบดูแลและเข้มงวดในการก่อสร้างหรือติดตั้งสิ่งก่อสร้างดังกล่าวให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรงและระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมกระโชกด้วย

สำหรับกรณีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ในการพิจารณาอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงให้ตรวจสอบ และพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายว่าการควบคุมอาคารโดยเคร่งครัด และต้องมีวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกรเป็นผู้คำนวณและรับรองความมั่นคงแข็งแรง ในกรณีป้ายที่มีความสูงจากระดับฐานรากตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป นอกจากมีวิศวกร เป็นผู้คำนวณและรับรองความมั่นคงแข็งแรงแล้ว ยังต้องมีการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆ ของโครงสร้างป้ายโดยวุฒิวิศวกรสาขาวิศวกรรมโยธาด้วย ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงกำหนดชนิดหรือประเภทของอาคาร หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่างๆ ของโครงการอาคาร พ.ศ. 2550 ป้ายที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเคร่งครัด หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษตามมาตรา 65 ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ฝ่าฝืนด้วย

รัฐบาลเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง และตรวจสอบอาคาร สิ่งก่อสร้าง ป้ายโฆษณา และไม้ยืนต้น ที่อาจได้รับผลกระทบจากลมแรง รวมถึงสั่งการให้ส่วนราชการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร อุปกรณ์ และสร้างการรับรู้เพื่อความปลอดภัย ให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

Advertisement

ครม.รับทราบมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 มีนาคม 2569 ครม.รับทราบมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ

รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม (กห.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้ กห. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้ สลค. ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้นำมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เช่น

(1) รัฐบาลควรส่งเสริมและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคลังยุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ (ยุทธภัณฑ์ฯ)

(2) กระทรวงกลาโหม (กห.) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ควรพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยความมั่นคงและระบบการข่าวเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของปัญหาการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ฯ ในพื้นที่ชายแดน

(3) กห. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ควรมีการขยายผลการกระทำความผิดเกี่ยวกับยุทธภัณฑ์ฯ ไปยังผู้กระทำความผิดที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนด้วย

(4) หน่วยงานของรัฐ ทุกหน่วยที่มียุทธภัณฑ์ฯ อยู่ในครอบครองควรจัดให้มีระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในบริเวณทางเข้า-ออกคลังยุทธภัณฑ์ฯ เพื่อให้สามารถตรวจสอบ เฝ้าระวังยุทธภัณฑ์ฯ ได้ตลอดเวลา

Advertisement

 

Verified by ExactMetrics