วันที่ 12 มีนาคม 2026

นายกรัฐมนตรีชี้แจงเดินหน้านโยบายตามคำแถลงนโยบายรัฐบาล เร่งเสริมกำลังชายแดน – ฟื้นฟูเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้ามาตรการคนละครึ่งภายในตุลาคมนี้

1 ตุลาคม 2568 นายกรัฐมนตรีชี้แจงเดินหน้านโยบายตามคำแถลงนโยบายรัฐบาล เร่งเสริมกำลังชายแดน – ฟื้นฟูเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้ามาตรการคนละครึ่งภายในตุลาคมนี้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินงานของรัฐบาลหลังการแถลงนโยบายว่า สิ่งที่นำเสนอในสภาล้วนเป็นนโยบายที่รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนได้จริง โดยที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการและผู้บริหารระดับสูงอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ในส่วนราชการที่ดูแลรับผิดชอบ พร้อมยืนยันความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่ง” ว่า ขณะนี้มีงบประมาณปี 2569 รองรับเรียบร้อยแล้ว โดยจะเร่งเปิดให้ลงทะเบียนภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนกองทัพในการเตรียมความพร้อมรับมือ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ขณะที่ยังคงยึดหลักมนุษยธรรมกับแรงงานข้ามชาติ โดยผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบของไทยจะได้รับโอกาสในการทำงานอย่างเป็นธรรม พร้อมย้ำว่า นายจ้างต้องดูแลแรงงานตามมาตรฐานกฎหมายแรงงาน และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของแรงงานเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังได้อนุมัติงบประมาณเพื่อชำระหนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการเสริมสภาพคล่องและสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ต่อเนื่อง ถือเป็นการลดคอขวด และผลักดันให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ในช่วงเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ หลังผ่านทุกขั้นตอนทางรัฐสภาแล้ว โดยในวันนี้ คณะรัฐมนตรีจะเข้าพบปะข้าราชการเพื่อมอบนโยบาย หลังจากนั้นจะมีการเรียกประชุมเพื่อติดตามการดำเนินงานต่อไป

“รัฐบาลตั้งใจทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ปล่อยให้เกิดความล่าช้า ยืนยันทุกอย่างเดินหน้าไปตามแผนที่กำหนดไว้” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

Advertisement

นายกฯ นำรัฐมนตรีเคารพธงชาติ-ร้องเพลงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

29 กันยายน 2568 นายกรัฐมนตรี นำรัฐมนตรีเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2568

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณtรัฐมนตรี ประกอบด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเกษตรฯ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯ รวมถึง 4 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้ง 4 คน คือ นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี นายภราดร ปริศนานันทกุล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนายสันติ ปิยะทัต ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ เคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ณ บริเวณเสาธง หน้าตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ทรงพระราชทานธงไตรรงค์ให้เป็น “ธงชาติไทย”

ทั้งนี้ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้วันที่ 28 กันยายนของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย โดยให้เริ่มในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นปีแรก เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ธงชาติไทย เพื่อให้เกิดเป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติ

ธงชาติไทย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธงไตรรงค์ เป็นธงชาติของประเทศไทย มีลักษณะเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้สีหลัก 3 สี ได้แก่ สีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน แบ่งเป็น 5 แถบแนวนอน โดยแถบสีน้ำเงินอยู่ตรงกลาง มีขนาดใหญ่กว่าแถบสีอื่นถึง 2 เท่า ส่วนด้านบนและล่าง แถบสีขาวและสีแดงเรียงตามลำดับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายไว้ในบทพระราชนิพนธ์ “เครื่องหมายแห่งไตรรงค์” ว่า สีแดง หมายถึง เลือดอันยอมพลีให้แก่ชาติ สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์แห่งพระรัตนตรัยและหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และสีน้ำเงิน หมายถึง สีส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์

Advertisement

นายกฯ อนุทิน เดินสายพบปะภาคเอกชน ถกแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

19 กันยายน 2568 นายกฯ อนุทิน นั่งหัวโต๊ะประชุมหารือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ โดยมีว่าที่ ครม.เศรษฐกิจ ร่วมวงด้วย พร้อมย้ำนำรายชื่อ ครม.ใหม่ขึ้นทูลเกล้ฯ ถวายแล้ว ด้านหอการค้าฯ ยื่น 7 ข้อเร่งฟื้นเศรษฐกิจ

วานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กับคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยมีว่าที่ ครม. เศรษฐกิจ มาร่วมวงด้วย โดยนายกฯ แนะนำผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

โดยในขณะที่แนะนำ นายอนุทิน ได้กล่าวถึงนายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่า เป็นคนฝีมือดี ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อในฝีมือการทำงาน คัดเลือกมาเองกับมือ ทั้งนี้ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว ซึ่งเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ลงมาก็จะเร่งแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้

สำหรับการเดินทางมาสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยวันนี้ นายอนุทิน ยังระบุถึงความตั้งใจที่จะมารับฟังรายละเอียด ข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นรัฐบาลที่จะเน้นในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้เข้มแข็งขึ้นเร็วที่สุด ไม่ให้ถอยหลัง ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่ 4 เดือนตามเงื่อนไขข้อตกลง

สำหรับข้อเสนอแนะที่นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทยเสนอรวบรวมจากเครือข่ายหอการค้าไทยทั่วประเทศและภาคจังหวัด มีทั้งหมด 7 ด้าน คือ

1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน

  1. เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน

4.ส่งเสริมการค้าการลงทุนและโลจิสติกส์ค้าขายเป็นธรรม

5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะชายแดน

6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ

7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว

Advertisement

“บิ๊กตู่” ส่งดอกไม้ พร้อมการ์ดอวยพรวันเกิด “อนุทิน”

13 กันยายน 2568 “บิ๊กตู่-สมาคมไทยจีน” ส่งดอกไม้ พร้อมการ์ดอวยพรวันเกิด “อนุทิน” ครบรอบ 59 ปี ขณะที่แกนนำพรรคจ่อเบิร์ธเดย์เย็นนี้

บรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา มีสื่อมวลชนมารอทำข่าว เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 59 ปี ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยมีบุคคลสำคัญและภาคธุรกิจ ส่งดอกไม้พร้อมการ์ดอวยพรมาแสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง อาทิ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา และสมาคมมิตรภาพไทย-จีน

ในช่วงเช้าวันนี้ นายอนุทิน เดินทางไปทำภารกิจส่วนตัว พร้อมนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา ที่จังหวัดระนอง ส่วนช่วงเย็นมีรายงานว่า พรรคภูมิใจไทยจะประชุมพรรคในเวลา 17.00 น. โดยจะมีแกนนำและสมาชิกพรรค ร่วมอวยพรวันเกิดให้แก่นายอนุทินด้วย

ขณะที่ช่วงค่ำเมื่อวานนี้ (12 ก.ย.) นายอนุทิน ได้โพสต์ภาพรับพระราชทานแจกันดอกไม้ พร้อมเขียนข้อความว่า กราบสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมีพระกรุณาโปรดให้กรมวังผู้ใหญ่เชิญพระดอกไม้พระราชทาน เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดในปีนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น นับเป็นสิริมงคลยิ่งนัก ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

Advertisement

“อนุทิน” แถลง โรดแมพ 4 ด้าน เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ชายแดน ภัยธรรมชาติ และสังคม

7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงหลังรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี จะทำงานหนัก ไม่มีทดลองงาน เร่งแก้ปัญหา 4 ด้าน ทั้งปากท้อง ชายแดนไทย-กัมพูชา ภัยธรรมชาติ และภัยสังคม ยันเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยุบสภาฯ ใน 4 เดือน

  1. ปัญหาเศรษฐกิจ จะเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมทั้งแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และเสริมสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ ประชาชน และตลอดจนชุมชนท้องถิ่น
  2. จะเร่งแก้ปัญหากรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชน แต่จะยึดหลักการไทยไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว คนไทยต้องไม่เสียประโยชน์ และดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข โดยรัฐบาลจะเร่งชดเชยให้พี่น้องผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกหลังคาเรือน ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาอาจล่าช้าไปบ้าง
  3. เรื่องภัยธรรมชาติ จะต่อยอดทำระบบเตือนภัย โดย ปภ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่หยุดในการหาระบบเตือนภัย และระบบเยียวยาฟื้นฟู โดยจะเร่งชดเชยผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงทีและเป็นธรรม ซึ่งตนเองทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ควบ รมว.มหาดไทย ยืนยันว่าจะแก้ปัญหาทันที และไม่มีอุปสรรคใด ๆ
  4. จะแก้ปัญหาภัยสังคม โดยจะเร่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน การพนันออนไลน์ โดยสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน และมิตรประเทศ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าตนเองมาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาด้วยบุญคุณของใคร ยกเว้นบุญคุณของพี่น้องประชาชนชาวไทย ผ่าน สส.

Advertisement

“อนุทิน” นำ 146 สส.แถลงตั้งรัฐบาล พร้อมรับ 5 เงื่อนไข

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กันยายน 2568 รัฐสภา – “อนุทิน” นำ 146 สส. แถลงตั้งรัฐบาล พร้อมรับ 5 เงื่อนไข พรรคประชาชน ยุบสภาใน 4 เดือน แก้ รธน. ไม่เติมเสียง ยืนยันกระบวนการเดินหน้าเลือกนายกฯ ตามกฎหมาย ชี้สภายังอยู่ หลังเพื่อไทยยื่นยุบ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงจัดตั้งรัฐบาล และลงนามรับ 5 เงื่อนไขของพรรคประชาชน ว่า ตนและบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คนที่อยู่ในที่นี้ จะขอแถลงข่าวเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเมื่อเช้าที่ผ่านมา ทุกท่านคงได้รับรับทราบข้อมูลจากการแถลงข่าวของหัวหน้าพรรคประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตนได้รับเงื่อนไข และข้อสรุปออกมาเป็นข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ว่าด้วยกรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แจ้งให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คนรับทราบ

นายอนุทิน กล่าวว่า พวกเราทุกคนต้องขอขอบคุณพรรคประชาชน คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชนทุกท่าน ที่ได้มีมติของที่ประชุมผู้บริหารพรรคประชาชน ในการให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 146 คน มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ ได้มอบรายชื่อ และให้คำมั่นกับพรรคประชาชน ว่าจะให้การสนับสนุนตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี และจะได้จัดตั้งรัฐบาลตามข้อเสนอของพรรคประชาชน ซึ่ทุกท่านได้ลงลายมือชื่อในเอกสารแสดงคำมั่น และตนจะได้นำส่งให้ผู้บริหารพรรคประชาชนไว้เป็นข้อมูลต่อไป

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนขอกราบเรียนให้ทุกท่านทราบว่าพรรคภูมิใจไทย และบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 146 คน ที่ปรากฏตัวในที่นี้ ซึ่งมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษา พรรคกล้าธรรม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย นายสรรเพชร บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และนายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ เราตระหนักดีว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังดำเนินต่อไปจากนี้ ทางพรรคประชาชนได้ให้ความร่วมมือ เสียสละในการหาทางออกให้ประเทศไทยในสถานการณ์วิกฤต ทั้ฝทางการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และธรรมชาติ ขอยืนยันว่าพวกเราทุกคนในที่นี้จะไม่ทำให้เจตนารมณ์ และความเสียสละของทุกท่านสูญเปล่า และจะรักษาข้อตกลงทั้ง 5 ข้อ ที่ได้ให้ไว้กับประชาชนตลอดระยะเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่วันที่เราได้เข้าทำงานในฐานะรัฐบาล และจะดำรงสภาพการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่จะมีพี่น้องประชาชนร่วมเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของพวกเรา ดังนั้น ในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาล เราจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถให้สมกับความไว้วางใจที่ทุกท่านให้โอกาสกับพวกเรา

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องอื่นๆขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เราทุกคนจะร่วมกันทำหนังสือที่แสดงถึงความพร้อมที่จะให้ทางประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาบรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด การชี้แจงวันนี้ยืนยันให้ประชาชนรับรู้รับทราบว่า พวกเราทุกคนมีความพร้อมจากแรงสนับสนุน และความเข้าใจ ของทางพรรคประชาชน เราจึงมีความมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดถัดไปนี้จะดำเนินไปได้ด้วยความ ราบรื่น และการทำงานของรัฐบาลที่เกิดจากข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อของพรรคประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายอนุทินได้ลงนามในเงื่อนไข 5 ข้อของทางพรรคประชาชน ก่อนที่จะย้ำอีกครั้งว่า สุดท้ายนี้ตนอยากขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่จนถึงระดับสมาชิก ที่ทุกๆท่านให้ความร่วมมือสนับสนุนให้ตนได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องถือเป็นความเสียสละมุ่งมั่นตั้งใจ เราผ่านอุปสรรคต่างๆมากมาย ผ่านความกดดัน แต่สิ่งที่อยู่ในหัวจิตหัวใจของพวกเราทุกคน คือความรักชาติ รักแผ่นดิน หวงแหนแผ่นดิน และความจงรักภักดีต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของพี่น้องคนไทยทุกคน เรามีความห่วงใยพี่น้องประชาชนต่อความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิต จึงทำให้พวกเราตัดสินใจที่จะมาทำงานร่วมกัน ขอให้ความมั่นใจว่าพวกเราทุกคนรู้จักกันเป็นเวลาเนิ่นนาน รู้มือ รู้ฝีมือ และรู้ถึงความทุ่มเทที่จะมีให้กับพี่น้องประชาชน และประเทศไทยที่รัก เรามั่นใจว่าเราจะใช้เวลาทุกวัน ทุกนาที ทุกชั่วโมง ในการปฎิบัติหน้าที่รัฐบาลให้ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุดกับความไว้วางใจที่พวกเรามีต่อกัน และความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านได้มอบหมายให้เรามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรของท่าน

เมื่อถามว่ามีการทูลเกล้าฯยุบสภาแล้ว กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีจะเป็นอย่างไรนายอนุทิน กล่าวว่า คิดว่าทุกอย่างมีขั้นตอน ยังถือว่ามีสภาอยู่ สภายังไม่ยุบ ยังไม่มีข้อมูลใดๆลงมาให้รับทราบว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ จะต้องมีการตีความอย่างใดหรือไม่เป็นเรื่องของผู้ที่ยื่นไปว่าท่านจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร และจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนรับทราบอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่า แสดงว่ามั่นใจว่ารัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจยึบสภาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คิดว่าเรื่องนี้พวกเราทำตามภารกิจ ตามหน้าที่ของความเป็นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราดำเนินการเร่งจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดตามกฏหมาย ทำตามรัฐธรรมนูญทุกประการ

เมื่อถามว่า มีโอกาสที่จะยื่นตีความเรื่องการยุบสภาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรารอดูก่อน เพราะเรายังไม่ได้รับทราบอะไรอย่างเป็นทางการ

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่พรรคประชาชนตัดสินใจเลือกนายอนุทิน นายอนุทิน กล่าวว่า คิดว่าทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคประชาชนให้ความเชื่อถือว่าพวกเราทุกคนในที่นี้จะทำตามเงื่อนไข แสดงว่าเขาต้องมีการประเมิน และให้ความเชื่อมั่นกับพวกเราทุกคนที่จะหาหนทางแก้ไขปัญหาให้ประเทศของเรา เพื่อที่จะได้ออกจากสภาวการณ์ที่ไปทางไหนก็ไม่ได้

เมื่อถามว่า เงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญ 4 เดือน ทันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีขั้นตอนที่ต้องทำอยู่ ถ้าเรามีความตั้งใจ หากดูไทม์ไลน์แล้วเราจะทำให้ไปถึงจุดที่เป็นความต้องการของพวกเราทุกคนรวมถึงประชาชนด้วย

เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดนี้จะเป็นรัฐบาล 146 เสียง ไม่มีคนมาเติมแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะมีเงื่อนไขอยู่ในข้อ 4 ที่ระบุว่า เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะยุบสภาภายใน 4 เดือน พรรคภูมิใจไทยจะต้องไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

เมื่อถามว่า การดำเนินการในสภาจะเป็นอย่างไร เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย นายอนุทิน กล่าวว่า 4 เดือนนี้จะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะการแก้ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน ปัญหาความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งอยู่กับประเทศกัมพูชา ตลอดจนการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่ง 4 เดือนเพียงพอ ทั้งนี้ ตัวเลข 4 เดือนไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ารวดเร็ว แต่เป็นตัวเลขที่ทางพรรคประชาชน และพรรคที่มารวมกันทั้ง 146 เสียง ได้หารือกันแล้วคิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม

เมื่อถามว่า สภาจะโหวตกฎหมายผ่านได้หรือไม่ เพราะมีเสียง 146 เสียง นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้รับการยืนยันจากพรรคประชาชนว่า กฎหมายใดก็ตามถ้าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประเทศชาติ ต่อพี่น้องประชาชน พรรคประชาชนพร้อมที่จะสนับสนุนให้ร่างกฎหมายฉบับนั้นๆผ่าน เรายึดประโยชน์ของประชาชน และประเทศเป็นเป้าหมาย ตรงนี้พวกเราเห็นพ้องต้องกันทั้งหมด

เมื่อถามว่า การจับมือกับพรรคประชาชน สะท้อนภาพเงาการเมืองปี 2570 ได้หรือไม่ว่าจะจับกับพรรคประชาชนได้ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เอาเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อน เราทำทุกอย่างด้วยความสมบูรณ์แล้ว

“เงื่อนไขถูกลงนามแล้ว 4 เดือนนับจากวันที่รัฐบาลได้แถลงนโยบาย ต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ผมให้ความมั่นใจพูดแล้วทำ” นายอนุทิน กล่าว

Advertisement

“เพื่อไทย” กางประวัติ “ชัยเกษม” แคนดิเดตนายกฯ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 31 สิงหาคม 2568 “เพื่อไทย” กางประวัติ “ชัยเกษม” แคนดิเดตนายกฯ ชูผสมผสานประสบการณ์ด้านกฎหมาย-การเมือง ยืนหยัดหลักประชาธิปไตยและนิติรัฐ แก้ รธน.60 มุ่งสร้างความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม ดันประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์รูปพร้อมข้อความ ระบุว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษม นิติสิริ หนึ่งในบุคคลสำคัญในแวดวงกฎหมายและการเมืองของไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนานทั้งในฐานะอัยการสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นนักกฎหมายที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ และเคยมีบทบาทโดยตรงในหลายเหตุการณ์สำคัญของประเทศ

ประวัติการศึกษาและเส้นทางการทำงาน

ปริญญาตรี แผนกนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับสอง), กฎหมายระหว่างประเทศ Columbia University, USA, ได้รับประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ก่อนเข้าสู่เส้นทางสายกฎหมายเต็มตัว

งานอัยการ เริ่มรับราชการอัยการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 ค่อยๆ ก้าวหน้าจนได้รับตำแหน่งสูงสุดคือ อัยการสูงสุด ระหว่างปี พ.ศ. 2550-2552

งานการเมือง หลังเกษียณราชการ ได้เข้าสู่การเมือง โดยได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร

ส่วนประสบการณ์อื่นที่สำคัญ ประธานคณะกรรมการด้านประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม และความเสมอภาคเท่าเทียม พรรคเพื่อไทย, ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย, อดีตประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

สำหรับบทบาททางการเมืองและเหตุการณ์สำคัญ

กับพรรคเพื่อไทย นายชัยเกษม เป็นบุคคลสำคัญที่พรรคให้ความไว้วางใจ และได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ในการเลือกตั้ง 2562-2566

การรัฐประหารปี พ.ศ. 2557 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เขาเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาลในการเจรจากับคณะรัฐประหาร ที่สโมสรทหารบก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ได้ยืนยันจุดยืนของรัฐบาลรักษาการว่าจะไม่ลาออกทั้งคณะและรายบุคคล หลังจากนั้นไม่นาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยึดอำนาจ ถือเป็นเหตุการณ์ที่เขามีบทบาทเผชิญหน้าโดยตรง

บทบาทหลังรัฐประหาร ยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองในพรรคเพื่อไทย ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองของพรรค

จุดยืนทางการเมือง

หลักนิติรัฐ (Rule of Law) ย้ำมาตลอดว่า หลักนิติรัฐคือทางออกของความขัดแย้งทางการเมือง, มองว่าการนำกฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ก่อให้เกิดความแตกแยกและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการประชาธิปไตย, สนับสนุนการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง, เสนอให้เขียนไว้ชัดเจนว่า “การรัฐประหารเป็นความผิดอาญาฐานกบฏ และไม่มีอายุความ เพื่อป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต”

เส้นทางของนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ด้านกฎหมายกับการเมือง เขายืนหยัดในหลักประชาธิปไตยและนิติรัฐ มุ่งหวังสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และผลักดันให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางประชาธิปไตย

Advertisement

“ธนาธร” ยอมรับคุย “ทักษิณ” มาขอเสียงโหวตหนุน “ชัยเกษม”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 30 สิงหาคม 2568 “ธนาธร” ยอมรับเมื่อเช้าเจอตัวและคุยกับ “ทักษิณ” เผยมาหารือขอเสียงโหวตหนุน “ชัยเกษม” เป็นนายกฯ โยนพรรค ปชน.ตัดสิน ชี้ประเทศต้องมาก่อน หลัง “สุริยะ-พงศ์กวิน” หวังใช้นามสกุลดีล บอกข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยยอมรับว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (30 ส.ค.) ตนเองได้เจอกับนายทักษิณ ต่อหน้า และได้พูดคุยกับนายทักษิณ หลังจากที่ได้รับการติดต่อมาเพื่อขอคุยตั้งแต่เมื่อวาน (29 ส.ค.) ซึ่งนายทักษิณ ได้มาปรึกษาหารือต่อกรณีที่พรรคประชาชนจะยกมือสนับสนุนให้นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ และตนได้ตอบไปว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนเรื่องนี้อย่างชัดเจน และพรรคประชาชนได้แถลงจุดยืนเรื่องนี้มา 2 เดือนแล้ว ในเรื่องของทีโออาร์ หรือเงื่อนไขของการยกมือสนับสนุนผู้ใดผู้หนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเงื่อนไข คือ ยุบสภาภายใน 4 เดือน และจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จ นี่เป็นสิ่งที่ตนเองได้บอกกับนายทักษิณไป

เมื่อถามว่า กังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ นายธนาธร ระบุว่า พรรคประชาชนมีเงื่อนไขที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยจะยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้หรือไม่ หากพรรคเพื่อไทยยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้ ก็ไม่ต้องมาคุยกับตน ไปคุยกับหัวหน้าพรรคได้เลย ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า ยังไม่มีการติดต่อหรือนัดหมายจากพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการมาที่พรรคประชาชน

นายธนาธร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อาจจะทำให้คุยกันในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ได้มากกว่านั้น ว่า นายสุริยะเป็นอา และตนเองกับนายพงศ์กวิน เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ด้วยความเคารพทั้งสองท่านเป็นญาติกัน แต่เรื่องปัญหาของบ้านเมืองไม่ได้ใช้จุดนี้มาคุยกัน และยังไม่ได้รับการติดต่อเพื่อพูดคุยจากทั้งสองคน

ส่วนพรรคประชาชนยังไม่ปิดประตูเลือกนายชัยเกษม ใช่หรือไม่ นายธนาธร ระบุว่า หัวหน้าพรรคประชาชนได้ตอบชัดเจนแล้ว

ส่วนพรรคประชาชนจะเลือกพรรคไหนในมุมมองของนายธนาธร เข้าใจว่า เหตุผลที่พรรคประชาชนยื่นทีโออาร์ มีเงื่อนไขขึ้นมา ไม่ได้อยากมีอำนาจหรืออยากเป็นรัฐบาล และพรรคประชาชนยังเป็นฝ่ายค้านเช่นเดิม แต่สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการคือ การพาประเทศไปข้างหน้า เพราะด้วยสภาในปัจจุบันไม่มีกลุ่มการเมืองไหนที่มีความชอบธรรม และมีศักยภาพเพียงพอที่จะพาประเทศไปข้างหน้า ไม่มีใครที่จะมีความสามารถในการแก้ปัญหาของประเทศได้ ทั้งการแก้ปัญหายาเสพติด และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงปัญหาทางการเมือง ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือ การคืนอำนาจให้พรรคประชาชนด้วยการยุบสภา ทำให้พรรคประชาชนมีเงื่อนไขแค่ 2 ข้อ ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้า และสิ่งที่ต้องการคือ สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ เพื่อพาประเทศไปข้างหน้า นั่นคือโจทย์ใหญ่ของสังคม

ส่วน 4 เดือน เป็นระยะเวลาการทำประชามติพอหรือไม่ นายธนาธร เชื่อว่า พรรคประชาชนได้คำนวณมาแล้วว่าเพียงพอในการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน พรรคประชาชนอาจจะเจ็บทั้งคู่ เพราะผู้สนับสนุนไม่อยากได้ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย นายธนาธร ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน ไม่มีกลุ่มไหนรวมเสียงข้างมาก และจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า สถานการณ์เช่นนี้ การคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ส่วนจะเลือกใครก็ต้องดูว่า พรรคไหนมีโอกาสทำสิ่งต่างๆ ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอ

เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่เรื่องการจะถูกฉีก MOU นายธนาธร ระบุว่า ต้องให้ประชาชนตัดสิน หากพรรคไหนรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนไปแล้วไม่ทำตาม ก็ขอให้ประชาชนตัดสิน

ส่วนจะคุยกับพรรคภูมิใจไทยเพิ่มเติมหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ให้ไปถามหัวหน้าพรรคประชาชน เพราะตอนนี้ข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

Advertisement

บอร์ด 6 เสือ กห. ลงนาม “โผทหาร” ไฟเขียวตามที่ ผบ.เหล่าทัพ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 29 สิงหาคม 2568 “บิ๊กเล็ก” เผยบอร์ด 6 เสือ กห. ลงนาม “โผทหาร” ไฟเขียวตามที่ ผบ.เหล่าทัพ เสนอ ยันเลือกคนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ คาด “อุกฤษฎ์” ผบ.ทสส. “เสกสรร” ผบ.ทอ. “ไพโรจน์” ผบ.ทร. ขยับ 2 แม่ทัพ “วรยส-วีระยุทธ์” รับสถานการณ์ชายแดนกัมพูชา จับตา 5 เสือ ทบ. วาง “อมฤต-ณรงค์ฤทธิ์” รอชิง ผบ.ทบ.ปี 70

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13:35 น. ก่อนการประชุมสภากลาโหม พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล โดยมี พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกพล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ร่วมประชุม โดยใช้เวลาหารือประมาณ 45 นาที หลังจากนั้นจึงเข้าประชุมสภากลาโหม ในเวลา 14.20 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยคดี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งมีคำวินิจฉัยพ้นตำแหน่ง และ ครม.พ้นจากตำแหน่งยกชุด

พล.อ.ณัฐพล เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล ว่าวันนี้เป็นการพูดคุยและพิจารณากันครั้งสุดท้าย โดยที่ผ่านมาก็มีการพูดคุยกันเป็นระยะ ซึ่งการหารือเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีข้อขัดแย้งใด ๆ ทั้งสิ้น โดยคำนึงถึงแผนปรับลดนายพล ซึ่งในปี พ.ศ. 2551 เรามีตำแหน่งระดับผู้ทรงคุณวุฒิ 756 คน และเป้าหมายคือในปี 2571 ต้องเหลือ 378 คน ซึ่งเป็นไปตามลำดับ และปีนี้ยังลดได้ตามเป้า แต่ทั้งนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ละเอียดได้ ต้องรอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ จึงจะสามารถเปิดเผยได้

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าการจัดโผครั้งนี้ เป็นไปตามที่ ผบ.เหล่าทัพ เสนอ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เนื่องจากได้มีการพูดคุยกันเป็นระยะ และขอความร่วมมือ ผบ.เหล่าทัพ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ ว่าอยากให้สร้างกองทัพที่มีความเหมาะสม มีความพร้อมรบ ในการปฏิบัติการรับมือภัยทุกชนิด หลายรูปแบบ โดยเฉพาะสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น การปรับย้ายครั้งนี้จึงมีความพิเศษ คือปรับกำลังพลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความตึงเครียดบริเวณชายแดนทั้งด้านตะวันออก และด้านตะวันตก เนื่องจากในสถานการณ์ปกติ เราปรับย้ายโดยคำนึงถึงหลักอาวุโส แต่ปัจจุบันต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถ บุคลิกภาพประกอบด้วย

เมื่อถามว่า มีการนำกระแสเรียกร้องเรื่องชายแดนไทย – กัมพูชา โดยเฉพาะเรื่องแม่ทัพภาคที่ 1 มาพิจารณาด้วยหรือไม่ พล.อ. ณัฐพล ยืนยันว่าไม่มีผล เนื่องจากเป็นอำนาจในการพิจารณาของผู้บัญชาการทหารบก ส่วนการที่ผู้บัญชาการทหารเรือ ออกจากห้องประชุมเป็นคนสุดท้าย เนื่องจากมีการหารือเป็นพิเศษหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่มีอะไร อาจเกิดจากการที่ติดธุระ

พร้อมกันนี้ได้ยืนยันว่า ในวันนี้ได้ลงนามรับรองบัญชีรายชื่อโยกย้ายดังกล่าว ร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ เรียบร้อยแล้ว และแม้ว่าในขณะนี้จะดำรงตำแหน่งรักษาราชการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังจากที่คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งก็ไม่มีผลใด ๆ เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551

จากนั้นในที่ประชุมได้ขอบคุณผู้บังคับหน่วย ทั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของกระทรวงกลาโหมจนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และได้เน้นย้ำ การเตรียมการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ และเตรียมความพร้อมสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารที่เสนอให้พิจารณาเห็นชอบ ได้แก่ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ เป็น ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อ.เสกสรร คันธา เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ

ขณะที่กองทัพบก ซึ่งยังไม่มีการเปลี่ยนผู้บัญาการทหารบก เนื่องจาก พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ยังไม่เกษียณอายุราชการ แต่จะมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของ 5 เสือทบ.โดยมีชื่อของ พล.อ.ชิษณุพงษ์ รอดศิริ ผช.ผบ.ทบ. ขึ้นเป็น รองผบ.ทบ. พล.ท. อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่1 เป็น ผช.ผบ.ทบ. พล.ท.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผบ.นสศ.เป็น ผช.ผบ.ทบ. พล.ท.พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เป็นเสนาธิการทหารบก โดยมีชื่อ พล.ท.วรยศ เหลืองสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นแม่ทัพภาคที่1 และ พล.ท.วีระยุทธ์ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 2

Advertisement

สภาผ่านร่าง กม.รถไฟฟ้าขนส่งฯ ยันเป็นประโยชน์กับคนทั้งประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 27 สิงหาคม 2568 สภาผ่านร่าง พ.ร.บ.รถไฟฟ้าขนส่งฯ หลัง สส.ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย เอาเงิน รฟม.มาหนุน 20 บาทตลอดสาย ขณะที่ประธาน กมธ. ยันเป็นประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะคนกรุง เหตุคนต่างจังหวัดมาอยู่ กทม.จำนวนมาก

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง เป็นประธานที่ประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ฉบับที่..) พ.ศ… ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ โดยเป็นการพิจารณาวาระ 2 และวาระ 3 โดยการพิจารณาแต่ละมาตราต้องลุ้นเรื่ององค์ประชุมแบบใจหายใจคว่ำ เนื่องจาก สส.ฝ่ายค้าน ไม่ร่วมเป็นองค์ประชุมให้ในการแสดงตนแต่ละมาตรา ทำให้ในแต่ละมาตรามีองค์ประชุมเกินมาเพียง 3-5 เสียงเท่านั้น

โดยการอภิปรายที่สมาชิกให้ความสนใจมากสุด คือ มาตรา 8 ที่ให้นำรายได้ของ รฟม. หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วมาเป็นรายได้ของรัฐ โดย สส.ฝ่ายค้าน แสดงความเป็นห่วงว่า การนำรายได้ของ รฟม.ส่งให้รัฐ เพื่อนำไปใช้อุดหนุนโครงการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยเห็นว่ารัฐมีหน้าที่นำงบประมาณแผ่นดินเพื่อดูแลประชาชน 70 ล้านคนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่คน 2 ล้านคนที่ใช้รถไฟฟ้า ซึ่งจะกระทบวินัยการเงินการคลังของประเทศ

ทั้งนี้ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ประธาน กมธ.ฯ ชี้แจงว่า โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นประโยชน์กับคนทั้งประเทศ ไม่ได้เอาเงินของรัฐมาอุ้มเฉพาะคน กทม. เพราะใน กทม.ไม่ได้มีเฉพาะคนกรุงเทพฯ แต่มีคนต่างจังหวัดเข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ถือว่าเป็นประโยชน์กับคนทั้งประเทศ สุดท้ายที่ประชุมเห็นชอบตาม กมธ.ฯ แก้ไข

จากนั้นที่ประชุมลงมติวาระสาม เห็นชอบ 248 เสียง ไม่เห็นชอบ 151 เสียง งดออกเสียงไม่มี ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ขั้นตอนต่อไปส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป

Advertisement

Verified by ExactMetrics