วันที่ 15 มีนาคม 2026

รัฐบาลบูรณาการทุกภาคส่วน ขีดเส้นถอดบทเรียนแก้ปัญหามหาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ ใน 3 เดือน

4 ธันวาคม 2568 รัฐบาลบูรณาการทุกภาคส่วน เร่งถอดบทเรียนแก้ปัญหามหาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ สงขลา ตั้ง 5 คณะอนุกรรมการฯ ถอดบทเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ก่อนเสนอ ครม. พร้อมเดินหน้าปรับปรุงการเฝ้าระวังเตือนภัยล่วงหน้า ป้องกันและบรรเทาเหตุอุทกภัยของประเทศให้มีประสิทธิภาพ

วันนี้ (4 ธ.ค.68) เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ครั้งที่ 1/2568 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจนปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการน้ำต่าง ๆ  เข้าร่วมด้วย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงการนำผลการปฏิบัติงานการแก้ไขปัญหามหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคกลางเมื่อปี 2554 รวมทั้งที่จังหวัดเชียงราย และล่าสุดมหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีการปฏิบัติงานทั้งประสบผลสำเร็จและมีจุดบกพร่องนำมาทบทวนสู่กระบวนการถอดบทเรียน ปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าต้องมีความชัดเจนและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนกำลังเร่งดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว รวมถึงการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นและช่วยเหลือประชาชน

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ  5 คณะ เพื่อเร่งดำเนินการถอดบทเรียนตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

ภายหลังการประชุมฯ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ ภาคเอกชน มูลนิธิต่าง ๆ  ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัยได้แถลงว่า ที่ประชุมฯ วันนี้ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ 5 คณะ ประกอบด้วย 1) คณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมรับภัย โดยมีเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการดูเรื่องการพยากรณ์อากาศ การวิเคราะห์การพยากรณ์ต่าง ๆ ว่าจะเกิดอุทกภัยขนาดไหน รวมถึงระบบเตือนภัย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมเป็นกรรมการ ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง 2) คณะอนุกรรมการป้องกันและลดผลกระทบ โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องการอพยพ ศูนย์อพยพ โรงพยาบาล ระบบสาธารณสุขสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ ทั้งหมด รวมถึงระบบการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ โดยกรรมการประกอบด้วย นักวิชาการ จิตอาสา NGO และภาคเอกชน (3) คณะอนุกรรมการการจัดการในภาวะฉุกเฉิน โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ดูในการดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัย การขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กองทัพ ส่วนราชการต่างๆ ในการระดมสรรพกำลังและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ (4) คณะอนุกรรมการการจัดการหลังเกิดภัย โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการเยียวยา การจัดการขยะ การทำความสะอาด การดูแลสุขภาพจิตของประชาชน และ (5) คณะอนุกรรมการประสานงาน โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ดูแลเรื่องเทคโนโลยี การนำ AI แพลตฟอร์มต่างๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ อันนี้เป็นการถอดบทเรียนและการเตรียมความพร้อมในอนาคต

โดยวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 นี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น นายเสรี ศุภราทิตย์ นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ดร. รอยล จิตรดอน จะเดินทางลงไปในพื้นที่จังหวัดสงขลาดูพื้นที่จริง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในปีหน้า ไม่ให้เข้าตัวเมือง และเตรียมการรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ โดยการถอดบทเรียนของคณะกรรมการชุดนี้คาดว่าจะดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

นอกจากนี้ วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อติดตามการดำเนินการเยียวยาฟื้นฟูในพื้นที่ด้วย

Advertisement

นายกฯ แถลงกำหนดทิศทางความมั่นคงปี 69 มุ่งแก้ภัยคุกคามทุกมิติ ควบคู่ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

3 ธันวาคม 2568 นายกฯ อนุทิน แถลงกำหนดทิศทางความมั่นคงปี 2569 มุ่งแก้ภัยคุกคามทุกมิติ เสริมความปลอดภัยชายแดน แก้ปัญหายาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ ควบคู่ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันนี้ (3 ธันวาคม 2568) เวลา 10.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานสรุปผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2568 และแถลงแผนการปฏิบัติงาน ประจำปี 2569 ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยมีพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจาก กอ.รมน. หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กล่าวถึงปัญหาด้านความมั่นคง เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และจัดการกับภัยคุกคามทุกรูปแบบที่ส่งผลกระทบ ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ และความสงบเรียบร้อยของชาติ โดยได้หารือกับผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรอง ผอ.รมน. เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิบัติงานปี 2569 ของ กอ.รมน. ให้มุ่งสู่ “ความมั่นคงที่ยั่งยืน ทันสมัย และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” โดยเปลี่ยนการทำงานเชิงรับเป็นเชิงรุก แก้ปัญหาที่ต้นตอ และมุ่งเน้นการทำงาน แบบบูรณาการเพื่อให้เห็นผลชัดเจน และตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนได้ในทุกสถานการณ์

เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีแนวทางการปฏิบัติงาน และความพร้อม ต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาเพื่อให้บรรลุผลในปี 2569 ขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินการ ดังนี้

1.การป้องกันภัยคุกคามเร่งด่วน ให้มุ่งยับยั้งเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบ ต่อความมั่นคงของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการสกัดกั้นภัยคุกคามข้ามชาติ และปัญหายาเสพติดตามแนวชายแดน พร้อมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เน้นการทำงานเชิงลึกในพื้นที่ และใช้การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการสร้างสันติสุข ลดเหตุรุนแรง ลดจำนวนจุดเสี่ยงลงให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และสนับสนุนการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์และก่อการร้ายข้ามชาติ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน และสร้างเครือข่ายการแจ้งเบาะแส ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ด้วยการประสานกับหน่วยงานหลักอย่างรวดเร็วเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

“การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร กอ.รมน. ต้องพัฒนาขีดความสามารถด้านข่าวกรองให้รู้จริง รู้เร็ว และแม่นยำ พร้อมเสริมมาตรการสกัดกั้นข่าวปลอม หรือ Fake News ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และส่งผลกระทบ ต่อความมั่นคงของประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกในสังคม” นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ

2.การสนับสนุนงานรัฐบาลและการดูแลประชาชน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่กับ การแก้ไขปัญหาความมั่นคงเชิงพื้นที่ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน การค้ามนุษย์ และสถานะบุคคลของคนไร้รัฐ – ไร้สัญชาติ ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงาน “แผนตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อให้ชุมชนเป้าหมาย ได้รับงบประมาณในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ยึดหลักการ จัดลำดับความเร่งด่วนของการแก้ไขปัญหา เสริมความพร้อมด้านพลังงาน และความมั่นคงทางอาหารควบคู่กับการป้องปรามการลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้าการเกษตรปศุสัตว์ และประมงผิดกฎหมาย รวมถึงความพร้อมในการตอบสนอง ต่อเหตุการณ์ในภาวะไม่ปกติ หรือภัยพิบัติที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงโดยรวม ในมิติของการบรรเทาสาธารณภัย และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม กอ.รมน. ต้องดำเนินการเชิงรุก ทั้งการป้องกันและการบรรเทาผลกระทบ ร่วมมือกับท้องถิ่น ในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ไฟป่า การทำลาย สิ่งแวดล้อม ปัญหากากสารเคมีอุตสาหกรรม และแหล่งน้ำปนเปื้อนสารเคมี

3.การปรับปรุงองค์กรและเสริมภาพลักษณ์ ที่ทันสมัย โปร่งใสและเป็นที่พึ่งของประชาชน เริ่มจากการเสริมศักยภาพบุคลากร ให้เท่าทันภัยคุกคาม รูปแบบใหม่ ทั้งในด้านเทคโนโลยี การใช้ข้อมูลข่าวสาร และทักษะปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อให้กำลังพลพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และซับซ้อน ตามบริบทของความมั่นคงในปัจจุบัน รวมทั้งการเสริมสร้าง ความโปร่งใสขององค์กร ทุกภารกิจ ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ทั้งการใช้งบประมาณ การปฏิบัติงานในพื้นที่ และการสื่อสารต่อสาธารณะ

“ขอบคุณผู้บริหาร บุคลากร กอ.รมน. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และร่วมมือกัน ขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณ และเป็นกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจนี้ด้วยความทุ่มเท และเสียสละของทุกท่าน เพื่อจะทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม “ผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้จริง” คือผลการปฏิบัติที่ผมคาดหวัง ซึ่งทุกท่านจะเป็นผู้นำร่วมกันพาประเทศไทยของเราให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี โดยมีนิทรรศการสำคัญ อาทิ ตำบลโดดเด่น แผนงานตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 1 นวัตกรรมกระบวนการเกษตรแปลงรวม 10 ขั้นตอนเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนจังหวัดบุรีรัมย์ ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 การจัดตั้ง เสริมสร้างและการใช้กำลัง อส.จชต.

Advertisement

นายกฯ เผยเยียวยาผู้เสียชีวิต 2 ล้าน ครอบคลุมน้ำท่วม 5 จว.ใต้

2 ธันวาคม 2568 นายกฯ เผย เงินเยียวยาผู้เสียชีวิตน้ำท่วม 2 ล้านบาท ครอบคลุม 5 จังหวัดใต้ บอก รมว.คลัง พิจารณา ต้องออกเป็นพระราชกำหนดกู้เงินหรือไม่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย กรณีเสียชีวิตจำนวน 2 ล้านบาท ว่า จะมีการขยาย ไปยังพื้นที่อื่นนอกเหนือจากจังหวัดสงขลา ที่ประกาศในพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ ว่า ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่ประกาศพ.ร.ก. แต่เป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่อยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ทั้งนี้ขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน เพราะมีหลักเกณฑ์อยู่ แต่ในรายละเอียดก็พยายามที่จะให้ ส่วนการเยียวยาจะต้องออกเป็นพระราชกำหนดกู้เงินหรือไม่ ต้องถาม นายเอกนิติ นิติทัฑณ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

Advertisement

โฆษกรัฐบาล เผย “ข้อสั่งการนายกฯ” สั่งทบทวนมาตรการต่อกัมพูชา พร้อมวางแผนดูแลประชาชนชายแดนและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ

กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการผันน้ำให้รับทราบล่วงหน้าอย่างชัดเจน

12 พ.ย. 68 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี  ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ทหารของไทยประสบอุบัติเหตุจากการเหยียบกับระเบิดเมื่อวานนี้ โดยได้สั่งการไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้ยุติการดำเนินการตามปฏิญญาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ก่อน โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ยื่นประท้วงประเทศกัมพูชาแล้ว หากไม่มีการชี้แจงหรือแสดงท่าทีใด ๆ ไทยจะพิจารณายกเลิกปฏิญญาต่อไป หากจำเป็นต้องมีมาตรการทางทหาร ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมดำเนินการได้ตามสมควร แล้วรายงานให้ทราบต่อไป นอกจากนี้ ยังขอให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องทบทวนมาตรการต่าง ๆ ที่เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับประเทศกัมพูชา เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะเสนอ ครม. เกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ขอให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข เตรียมการซักซ้อมมาตรการอำนวยความสะดวก กรณีมีเหตุจำเป็นสำหรับประชาชน ทั้ง 7 จังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับกัมพูชา และเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ ดูแลโรงพยาบาลต่าง ๆ ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดโดยเฉพาะการปกป้องโรงพยาบาลและการอพยพผู้ป่วยหรือเตรียมแผนการรองรับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น รวมถึงโรงเรียนและชุมชน หมู่บ้านที่มีความเสี่ยงสูงด้วย

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานจากนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ช่วง 2 – 3 วันนี้ เป็นช่วง ที่ต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการระบายน้ำจากเขื่อนหลัก ๆ อย่างเขื่อนภูมิพล ซึ่งการระบายน้ำนี้ อาจจะทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ไหลลงมายังภาคกลางและกรุงเทพฯ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำอาจจำเป็นต้องผันน้ำออกทาง 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนที่อาศัยบริเวณโดยรอบ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สทนช. กรมชลประทานและทางจังหวัด ประสานงานกัน ช่วยแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการผันน้ำให้รับทราบล่วงหน้าอย่างชัดเจน เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวและขนย้ายข้าวของ รวมทั้งเร่งรัดการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

พร้อมมอบหมายให้นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าทีม ร่วมกับร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลเรื่องการช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว และให้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่กันให้ชัดเจน

นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว เกี่ยวกับข้อห้ามและสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง พร้อมกำชับให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์อย่างเร่งด่วน

Advertisement

ครม. เห็นชอบไทยจัดแข่งขันโมโต จีพี ประจำปี 2570-2574

5 พฤศจิกายน 2568 ครม. เห็นชอบไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโต จีพี ประจำปี 2570-2574

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี 2570-2574 (5 ปี) โดยมีกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก จำนวน 3,997.86 ล้านบาท หรือไม่เกินวงเงินตามสกุลเงินท้องถิ่นสำหรับกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโต จีพี ถือเป็นรายการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีความเร็วสูงสุดในโลก ซึ่งนับว่าเป็นกีฬาประเภทมอเตอร์สปอร์ตที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยมีผู้ติดตามการแข่งขันทั้งจากการเข้าชมการแข่งขัน ณ สนามแข่งขัน และรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านระบบการถ่ายทอดในรูปแบบต่าง ๆ กว่า 800 ล้านคน หรือจาก 207 ประเทศทั่วโลก

โดยตั้งแต่ปี 2561-2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการดังกล่าว ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ถึงศักยภาพด้านการจัดการแข่งขันกีฬาของประเทศไทยสู่สายตาประชาคมโลก ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจัดการแข่งขันและการเป็นศูนย์กลางด้านกีฬาในภูมิภาคอาเซียน ทั้งยังส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยได้มากถึง 24,927 ล้านบาท

จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศและก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการแข่งขันที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งผลจากการสำรวจพบว่ามีผู้ชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างการแข่งขันเฉลี่ยกว่า 206,240 คนต่อครั้ง ส่งผลให้เกิดรายได้หมุนเวียนภายในประเทศ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และการท่องเที่ยว ดังนั้น เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวและรักษาความต่อเนื่องในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจและส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กก. จึงมีความประสงค์ขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี อีก 5 ปี (ปี 2570-2574)

Advertisement

ถึงคิว! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รับเพิ่ม 850 บาท

1 พฤศจิกายน 2568 ถึงคิว! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วันนี้ 13.4 ล้านคน เตรียมรับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เล็งเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ ช่วงต้นปี 69

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า วันนี้แล้วที่เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะถูกโอนเข้าบัญชีทุกวันที่ 1 ของเดือน ซึ่งคาดว่าเงินช่วยเหลือจะโอนเข้าบัญชี ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และ 1 ธันวาคม 2568 จำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,700 บาทต่อคน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งปี 2568 เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ รวมถึงช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้เกิดการบริโภค การผลิต และการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม และจัดประชารัฐสวัสดิการเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวให้แก่ผู้มีบัตรฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13.4 ล้านคน

ทั้งนี้ ผู้มีบัตรฯ จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจํานวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน โดยเพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจํานวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป สามารถใช้วงเงินได้ที่ร้านธงฟ้าฯ และร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม

“ผู้มีบัตรฯ สิทธิประโยชน์เป็นไปตามเดิมทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยน โดยได้วงเงินเพิ่มอีกจํานวน 850 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดในช่วงต้นปี 2569 โดยมีการทบทวน และปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และให้เข้าถึง “กลุ่ม” ที่ต้องการอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีบัตรฯ” นายสิริพงศ์ กล่าว

Advertisement

นายกฯ อนุทิน ลั่นใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ปิดระบบ-ตัดสัญญาณได้ทันที ไม่ต้องรอมติ สมช.

20 ตุลาคม 2568 นายกฯ อนุทิน ประชุม คกก. อำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนัดแรก ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ปิดระบบ-ตัดสัญญาณได้ทันที ไม่ต้องรอมติ สมช. พร้อมสั่งทุกหน่วยบูรณาการความร่วมมือ เดินหน้าปราบปราม สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เข้าร่วม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่านายกรัฐมนตรีได้แถลงผลสรุปการประชุมเพื่อให้ทุกหน่วยได้รับทราบว่า ขณะนี้ปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาอาชญากรรมระดับโลก รัฐบาลถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานได้บูรณาการความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหานี้ ที่ผ่านมาได้รับทราบว่าแต่ละหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่ มีบันทึกการจับกุม ยึดทรัพย์ ดำเนินคดีผู้ที่กระทำผิด มูลค่าเงินระดับหมื่นล้าน แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ เพราะต่างคนก็ต่างทำงาน เพื่อให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนได้สั่งการให้ดำเนินการให้เข้มข้นขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า กสทช. ยืนยันว่าสัญญาณที่ส่งไปประเทศเพื่อนบ้านได้ปิดสัญญาณทั้งหมดแล้ว ส่วนไปรับสัญญาณที่ไหนมาเป็นอีกประเด็นที่ต้องขอความร่วมมือกับประเทศต้นทาง ต้องแจ้งเพราะเป็น 1 ใน 4 เงื่อนไขในการเจรจาที่จะต้องดำเนินการตาม โดยย้ำเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องทำคือการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเป็นรูปธรรม ในการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ในวันนี้ ได้มีการหารือถึงการแต่งตั้งอนุกรรมการเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมการดำเนินการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไม่เกิน 5 ชุดเพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วมกัน โดยเจ้าภาพหลักคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีการจัดตั้งเป็นคณะอนุกรรมการ ซึ่งแต่ละชุดจะร่วมกันดำเนินการในเรื่องนี้ โดยอธิบดีกรมการปกครองจะไปพิจารณารวบรวมรายชื่อมา เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นมา โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ลงนามด้วยตนเอง

“เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ยืนยันว่า ขณะนี้สามารถตัดระบบหรือปิดสัญญาณที่เป็นการสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ต้องขอมติจาก สมช. อีก เนื่องจากมีมติเดิมครอบคลุมอยู่แล้ว หน่วยงานเจ้าสังกัดสามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งการหยุดให้บริการหรือระงับการสนับสนุนในส่วนที่อาจเอื้อให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายได้ทันที ซึ่งตรงนี้ถือเป็นยาแรง” นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ

ส่วนกรณีที่มีกระแสกล่าวอ้างว่ามีนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีการส่งรายชื่อมา และมีการได้ออกมาปฏิเสธแล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มีการเฝ้าระวัง และหากมีข้อมูล หลักฐาน หรือเส้นทางการเงินที่ต้องติดตาม ก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบอยู่แล้ว

“หากพบว่าบุคคลใดกระทำผิดอย่างชัดเจน และมีหลักฐานยืนยัน จะไม่ละเว้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม โดยจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ทั้งนี้ มีผู้กระทำผิดที่ถือสัญชาติไทย และถือสัญชาติอื่นด้วย ซึ่งได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินเรื่องนี้แล้ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์หรือสแกมเมอร์ ถือเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเข้มงวด เพราะหากต้องมีการเจรจาด้านการทูต การลงทุน หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ หรือถูกตั้งเงื่อนไขในหลายด้าน ดังนั้น จึงต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและเด็ดขาด และการประชุมในวันนี้ นอกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้มีการเสนอเพิ่มอัยการสูงสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในชุดนี้ด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการยกร่างคำสั่ง เพื่อให้นายกรัฐมนตรีลงนามแต่งตั้งต่อไป

Advertisement

สันติ ปิยะทัต แจงชัด! ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการกำกับ สคบ. ยืนยันโปร่งใส-ทำตามกฎหมายครบถ้วน

6 ตุลาคม 2568 สันติ ปิยะทัต แจงชัด! ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการกำกับ สคบ. ยืนยันโปร่งใส-ทำตามกฎหมายครบถ้วน ยืนยันไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการเข้ากำกับดูแล สคบ. และปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้งที่ปรึกษา ย้ำพร้อมทำงานเพื่อผลประโยชน์ประชาชนและประเทศ

นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวและความเห็นของ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึง  นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นั้น นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชน

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอยืนยันว่า การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ การกำกับดูแล สคบ. เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องและโปร่งใส โดยมีประเด็นชี้แจงดังต่อไปนี้

  • ลาออกและขายหุ้นตามระเบียบก่อนรับตำแหน่ง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ตนเองได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในบริษัทอสังหาริมทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2565 และจากคณะกรรมการบริหารของบริษัทในปี 2567 โดยได้ดำเนินการขายหุ้นของบริษัทที่เหลืออยู่จำนวนไม่มากทั้งหมดก่อนเข้ารับตำแหน่งตามระเบียบของทางราชการทุกประการ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างบริสุทธิ์และปราศจากข้อครหา ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดก่อนรับตำแหน่ง และไม่ได้ประกอบธุรกิจลิสซิ่งแต่อย่างใด

  • การกำกับดูแล สคบ. และหน่วยงานที่กำกับดูแล ยืนยันไม่มีปัญหาใด ๆ

ในเรื่องการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) รวมถึงหน่วยงานที่กำกับดูแล ไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ใด ๆ และได้ทราบข้อมูลจากทางสคบ.ว่า ปัจจุบันไม่มีเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภคต่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์ตามที่ปรากฏในข่าวแต่อย่างใด พร้อมยืนยันว่า รัฐมนตรีไม่สามารถแทรกแซงการทำงานของ สคบ.ได้ เนื่องจากมีกรอบข้อกำหนดของการดำเนินงาน และมีคณะกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบในทุกขั้นตอน จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถและเป็นบุคคลภายนอก

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มว่า ขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาแต่อย่างใด ขอยืนยันว่าในการแต่งตั้งที่ปรึกษาจะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างแน่นอน

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ามาช่วยในการทำงานของรัฐบาลจะคำนึงถึงความเหมาะสม ความสามารถ และจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นสำคัญ” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำ

Advertisement

“อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry

4 ตุลาคม 2568 “อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ย้ำ “ความยั่งยืนเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก” และรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนด้วยคำว่า “โอกาส”

“อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ย้ำ “ความยั่งยืนเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก” และรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนด้วยคำว่า “โอกาส” ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เพื่อประโยชน์ที่ยั่งยืนของประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่นกรุ๊ป นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม

นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในยุคที่ได้ยินคำว่า Sustanability (ความยั่งยืนบ่อยครั้ง) และองค์การสหประชาชาติ ก็ใช้คำว่า SDGs เป็นตัวผลักดันกติกาใหม่ของโลก ซึ่งแท้จริงแล้ว Sustanability เป็นคำที่จะอยู่ในอุดมคติของเราที่ต้องมอง คิด และทำให้เกิดความยั่งยืน เฉกเช่นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มีทั้ง Quick Wins เร่งด่วนในช่วง 4 เดือน และนโยบายในระยะยาวที่ต้องวางรากฐานเพื่อให้เกิด Sustainable ให้รัฐบาลต่อไปสามารถนำไปต่อยอดและดำเนินการต่อไป เฉกเช่นงาน SX2025 ที่ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและความร่วมแรงร่วมใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในเรื่องการค้าและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยของเรากำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภัยสงคราม ภัยการค้า การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องพัฒนาประเทศไทยของเราอย่างยั่งยืน ในลักษณะที่ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” เพราะคำว่ายั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่เรามาทำโลกสีเขียว ทำแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม มันยังไม่ครบทุกมิติ คำว่า “ความยั่งยืน” คือการทำให้ 3 สิ่งนี้ก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ทั้งเศรษฐกิจมั่นคง สังคมมั่นคง และสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและมีความมั่นคง ด้วยการหาโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดี มีสุข มีรายได้ มีเงินใช้ มีเงินออม และรักษาสังคม รักษาโลกให้ลูกหลานของเราอยู่ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดีต่อไป ทำให้คนเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองโดยลดการพึ่งพาผู้อื่น

ทุกวันนี้มีหลากหลายมิติที่ทำให้สังคมไทยเราต้อง Adaptation หรือ “ปรับเปลี่ยน” เพื่อให้เรามีความอยู่รอดอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เพราะถ้าเรามีอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้นถึง 90 ปี ก็ต้องมีระบบหรือแนวทางในการรองรับ อาทิ การขยายเวลาเกษียณอายุราชการมากกว่า 60 ปี และขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เตรียมการดูแลด้านสุขภาพและสุขภาวะของพี่น้องประชาชน ตามหลัก Health Sercurity ด้วยการมีเงินทุนเพื่อดูแลสุขภาพคนไทยจากการส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้ประกอบธุรกิจอย่างสะดวก ส่งเสริมทุกวิถีทางให้มีรายได้เข้าประเทศให้มากที่สุด ทั้งภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต

สิ่งเหล่านี้เป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือก จึงเป็นเหตุที่เราจะต้องมีการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพประเทศของเรา ทั้งนี้ เราต้องมองไม่มองแค่ในประเทศ แต่เราต้องมองในระดับภูมิภาค คืออาเซียน ซึ่งเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง จุดที่สามารถเดินทางไปภาคภูมิต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และเราเป็นประเทศที่มีภูเขา ทะเล มีทางออกทั้งทางบก ทางน้ำ เชื่อมถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรือ EWEC (East-West Economic Corridor)  ดังนั้นเราต้องทำให้ประเทศไทยของเราไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เราต้องเป็นประเทศที่ผู้ที่ผ่านไปมาต้องแวะ ต้องพัก ต้องจับจ่ายใช้สอย ด้วยต้นทุนทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคสินค้าและบริการ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนภาคเอกชนและกำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกในด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นเสือนอนกินที่ไม่มีการพัฒนา เราจะต้องปรับตัวให้มีความเป็นสากล ความเป็นธรรมาภิบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสังคมภายในและภายนอกประเทศ อาทิ ด้านสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ผลกระทบจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ Geopolitics ต่าง ๆ

เราจึงต้อง Adaptation คือ การปรับเปลี่ยนโลก สร้างโอกาสทั้งหลายเพื่อเศรษฐกิจ เพื่อโอกาส เพื่ออุตสาหกรรม เพื่อปากท้องของประชาชน และขณะเดียวกัน ในด้านการปรับตัว เรามีการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตลอดจนถึงทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญของ “สังคมสีเขียว” พลังงานสะอาด การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลมุ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้ง Solar ชุมชน Solar มวลชน เช่น การรวมกลุ่มเป็นเศรษฐกิจชุมชนจากการขายขยะ ขายคาร์บอนเครดิต ขายปุ๋ยหมัก แปลงผัก โคก หนอง นา ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจชุมชน

นอกจากนี้ เราจะใช้โอกาสนี้ก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ Health Rehabilitation (การฟื้นฟูสุขภาพ) ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเป็น Choice เดียวของคนต่างชาติที่จะเข้ามาฟื้นฟูสุขภาพและรักษาพยาบาลในประเทศไทย เฉกเช่นโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่มีลักษณะพรีเมี่ยมคลินิก สำหรับผู้ที่ประสงค์จะได้รับการดูแลแบบพรีเมี่ยม ซึ่งเงินทองเหล่านั้นถูกใช้เป็นเงินกองทุนและเงินบำรุงไปยังโรงพยาบาลศิริราชที่เป็นโรงพยาบาลดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วไป ซึ่งเป็นโมเดลที่ดีมาก และโรงพยาบาลของรัฐอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ อันจะทำให้แม้เป็นป่วยก็ยังมีความสุข เพราะเงินที่เราจ่ายให้โรงพยาบาลพรีเมี่ยมได้ทำบุญด้วย ส่วนที่เป็นกำไรก็จะถูกนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลคู่ขนานที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าการที่เราต้องดูแลรักษาสุขภาพของเราให้ดีที่สุด

ท้ายสุดนี้ หากประเทศไทยแข็งแรง สังคมดี เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ในตอนนี้เราอาจจะกำลังชะงักงันในเรื่องการเมือง แต่ถ้าเราดูกันจริง ๆ ความสามัคคีของคนในชาติจะทำให้ภาคการเมืองมีความสามัคคีไม่ขัดแย้งกัน ด้วยเพราะเราจะเป็นผู้นำนักการเมือง ไม่ใช่การเมืองมานำเรา และรัฐบาลมุ่งมั่นในการส่งเสริมทั้งภาคการค้าและอุตสาหกรรมในทุกมิติ โดยผู้ประกอบการไทยต้องเชื่อว่า ความยั่งยืนจะเป็นโอกาส ทั้งโอกาสที่จะเปิดตลาดใหม่ โอกาสที่จะเพิ่มรายได้ และเป็นการสร้างโอกาสให้เรามีสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติของเราให้จงได้

Advertisement

“นายกฯ” ยันรัฐบาลสนับสนุนกองทัพทุกอย่าง ขอชาวบ้านมั่นใจไม่มีเปิดด่าน สร้างรั้วไม่ได้รุกล้ำใคร

3 ตุลาคม 2568 “นายกฯ” ยันรัฐบาลสนับสนุนกองทัพทุกอย่าง ขอชาวบ้านมั่นใจไม่มีเปิดด่าน สร้างรั้วไม่ได้รุกล้ำใคร

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการรับฟังสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เราต้องให้การสนับสนุนกองทัพ แม้จะยังไม่มีการปะทะ แต่เราเตรียมความพร้อมและแสนยานุภาพที่ดี ตลอดเวลา ถือเป็นหลักในการเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตย ส่วนการสนับสนุนอะไรบ้าง คงไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ขอให้มั่นใจว่า ผืนแผ่นดินของประเทศไทย ไม่มีใครสามารถเข้ามารุกราน คุกคามประชาชนได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จังหวัดสุรินทร์มีการขอสนับสนุน anti-drone นั้น กองทัพวางแผนอยู่แล้ว ส่วนกรณีประชาชนขอยังไม่ให้เปิดด่าน เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่อาจเกิดการปะทะอีกครั้ง แทบจะเป็นฉันทานุมัติของประชาชน ไม่มีใครอยากให้เปิดด่านเลยสักคน ดังนั้นรัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชน  เรื่องเปิดด่านขอให้มั่นใจว่า จะไม่มีวันเกิดขึ้นจนกว่าเงื่อนไข หรือสิ่งที่จะประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยได้รับการยอมรับ และทำให้เรามั่นใจถึงจะพิจารณา

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา  ได้ให้ทางกองทัพกำหนดว่า จะสร้างรั้วตรงไหน เมื่อไร อย่างไร โดยรั้วจะมีหลายรูปแบบ  ให้เป็นไปตามภูมิประเทศ ซึ่งเราจะเราสร้างอยู่ในแนวเขตของประเทศเรา ไม่ได้ไปรุกล้ำใคร

“อย่าลืมนะ จำคำถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่สหประชาชาติ เราเป็นผู้ที่ถูกรุกล้ำ ดังนั้น หลักตรงนี้เราจะทำให้ประชาคมโลก เกิดความมั่นใจว่า เราทำทุกสิ่งเพื่อรักษาอธิปไตย และเกียรติภูมิของประเทศเรา”  นายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

Verified by ExactMetrics