วันที่ 5 พฤศจิกายน 2026

รัฐบาลเดินหน้า “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครองที่อยู่อาศัย 30 ล้านหลังคาเรือน รับมือ 3 ภัย “น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 กันยายน 2569 รัฐบาลเดินหน้าระบบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครองที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือน รับมือ 3 ภัย “น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ตุลาคม 2569

วันที่ 15 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอ เพื่อปรับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย

นายเอกภพกล่าวว่า การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นการปรับแนวทางของภาครัฐจาก “ตั้งรับหลังเกิดภัย” สู่ “บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า” เนื่องจากภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ประสบภัยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ระบบประกันภัยจึงเข้ามาเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศส่งผลให้ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น

สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยดังกล่าว 2,000,000 บาทต่อคน

โดยคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงินและวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งให้มีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว พร้อมให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นายเอกภพกล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น

Advertisement

 

รบ.แจง การปรับ กม.อาวุธปืน มุ่งยกระดับความปลอดภัย ย้ำไม่มีข้อกำหนดต่อใบอนุญาตทุกหนึ่งถึงสองเดือน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 13 กันยายน 2569 โฆษกฯ เคลียร์ชัด การปรับกฎหมายอาวุธปืน มุ่งยกระดับความปลอดภัย ย้ำไม่มีข้อกำหนดต่อใบอนุญาตทุกหนึ่งถึงสองเดือน ผู้ปฏิบัติหน้าที่–นักกีฬายังครอบครองและพกพาตามกฎหมาย แจงข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงกฎหมายและการควบคุมอาวุธปืน ยืนยัน ยังไม่มีข้อกำหนด พร้อมย้ำแนวทางต่าง ๆ ยังอยู่ในขั้นตอนจัดทำพระราชบัญญัติผ่านความเห็นชอบในหลักการตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนส่งเข้าสู่พิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป จะต้องผ่านกระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่หากรับหลักการจะต้องมีการพิจารณา จึงยังไม่มีผลบังคับใช้

วันนี้ (13 กันยายน 2569) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายและระบบควบคุมอาวุธปืน มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ควบคู่กับคำนึงถึงความจำเป็นของผู้ที่กฎหมายอนุญาตให้ครอบครองหรือพกพาอาวุธปืน โดยให้เน้นการจัดทำฐานข้อมูล และทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับความจำเป็นและสถานการณ์ความเป็นจริงในปัจจุบัน

สำหรับแนวทางด้านระบบข้อมูล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำระบบทะเบียนการขออนุญาต รวมถึงข้อมูลอัตลักษณ์และประวัติอาวุธปืนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและรองรับการสืบค้นข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยรายละเอียดของระบบยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านการปรับปรุงกฎหมาย คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญในการเพิ่มความเข้มงวดในการออกใบอนุญาต กำหนดให้ผู้ขอมีอาวุธปืนต้องผ่านการอบรมและมีใบรับรองการตรวจสภาพจิต รวมถึงปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

นายเอกภพย้ำว่า ข้อมูลที่ระบุว่าจะให้ประชาชนต่อใบอนุญาตและเสียค่าธรรมเนียมทุก 1–2 เดือนนั้น ไม่เป็นไปตามแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะเดียวกัน ผู้ปฏิบัติหน้าที่และนักกีฬายังคงดำเนินการเกี่ยวกับอาวุธปืนได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ การมีใบอนุญาตให้มีและใช้ปืนไม่ได้หมายความว่าสามารถพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะได้โดยไม่มีเงื่อนไข โดยการครอบครองและการพกพายังคงต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นขั้นตอนของร่างกฎหมายและอยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติ การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตของคนไทยทุกคน ขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติหน้าที่และนักกีฬาที่มีความจำเป็นต้องครอบครองหรือพกพาอาวุธปืน ยังคงสามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด” โฆษกรัฐบาล กล่าว

Advertisement

“อนุทิน” แถลงคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น ยึดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้านบาท ลั่นเดินหน้าปราบสิ้นซาก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 กันยายน 2569 “นายกฯ อนุทิน” ควง 7 หน่วยงาน แถลงคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น ขยายผลยึดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้านบาท ลั่นเดินหน้าปราบสิ้นซากลุยล้างบางโกงสอบท้องถิ่น ย้ำชัด “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย”

วันนี้ (11 ก.ย. 69) เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นางสาวมิรินทร์รัช ชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 101 ชั้น 1 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

นายอนุทิน กล่าวว่า แถลงความคืบหน้าคดีสำคัญของประเทศ คือ “คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น” ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการไทย หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าคดีนี้จบลงแล้ว แต่แท้จริงแล้ว คดียังไม่จบและกำลังอยู่ระหว่างการขยายผลในทุกรูปแบบ การดำเนินการที่ผ่านมาของกระทรวงมหาดไทย เป็นเพียงการเพิกถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่ง และแจ้งชื่อไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเลิกจ้างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตกว่า 5,000 รายเท่านั้น

“คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการบูรณาการความร่วมมือตาม MOU 7 หน่วยงาน ซึ่งตนได้สั่งการไว้ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันการทำงานร่วมกันภายใต้กรอบกฎหมายมีความคืบหน้าไปมาก เราสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้หลายรายและกำลังขยายผลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังสามารถยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้วมูลค่ารวมกว่า 320 ล้านบาท โดยสำนักงาน ปปง. กำลังสืบสวนและวิเคราะห์เส้นทางการเงินเพื่อเชื่อมโยงผู้กระทำผิดเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งทางอาญาและวินัย รวมถึงมีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการสอบในครั้งนี้ออกจากตำแหน่งหน้าที่แล้ว” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อไปอีกว่า ขอใช้โอกาสนี้ยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐและประชาชนด้วยความชัดเจนที่สุดว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดหรืออยู่ในตำแหน่งระดับใด หากพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงใคร เราจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เป็นธรรม และถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้น รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามขบวนการนี้ให้สิ้นซาก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน และคืนสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่เข้าสอบด้วยความรู้ความสามารถอย่างสุจริต

“ขอให้พี่น้องประชาชนคลายความกังวลได้ว่า จะไม่มีอิทธิพลใด ๆ มาทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้กระทำผิดได้ การทำงานของเรามีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยมีสำนักงาน ปปช. เป็นผู้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนหลัก ซึ่งรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และทุกหน่วยงานพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ท้ายนี้ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ทำงานด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อปกป้องหลักคุณธรรมของระบบราชการไทย ทั้งนี้ เมื่อมีความคืบหน้าเพิ่มเติม เราจะกลับมาแถลงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบเป็นระยะต่อไป” นายอนุทิน กล่าวเน้นย้ำ

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ ป.ป.ง. กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยึดและอายัดทรัพย์สินจากการกระทำความผิดในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่กำชับให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการอย่างเที่ยงธรรมและถูกต้อง โดยได้มีการบูรณาการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงานอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การทุจริตเกี่ยวกับการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นนั้น ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการดำเนินการ สำนักงาน ปปง. ได้วางกรอบการทำงานโดยตรวจสอบไล่ตั้งแต่บุคคลที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด และมีการสืบสวนขยายผลลงมา มีการตรวจสอบธุรกรรมและเส้นทางการเงิน ซึ่งในเบื้องต้นได้นำไปสู่การออกคำสั่งยึดทรัพย์สินแล้วทั้งหมด 3 คำสั่ง รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 320 ล้านบาทเศษ ที่กล่าวมานี้คือความคืบหน้าเบื้องต้น และขณะนี้เรากำลังอยู่ในขั้นตอนของการขยายผลการสืบสวนต่อไป

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตามที่ได้เกิดกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยได้รายงานให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบ และได้รับข้อสั่งการให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยในเบื้องต้นได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เข้ามาปฏิบัติราชการที่กระทรวงมหาดไทยทันที เพื่อเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งเร่งดำเนินการ 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1) การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน โดยมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแล สถ. เป็นประธาน 2) การเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์และกองบังคับการปราบปราม และ 3) สั่งการให้ สถ. ชะลอการบรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันในรุ่นต่อไป อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการกลางฯ ได้มีมติให้ดำเนินการบรรจุผู้สอบแข่งขันรุ่นที่ 3 จำนวน 3,000 คนไปก่อน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ต่อไป

ในส่วนของการแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น กระทรวงมหาดไทยได้นำข้อมูลคะแนนสอบที่แท้จริงจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงาน ป.ป.ท. เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อให้มีมติยกเลิกผลคะแนนที่ผิดพลาด ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลคะแนนและขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันใหม่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ได้ตรวจสอบประเด็นข้อกฎหมายและส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ผิดพลาดในขั้นตอนต่างๆ แล้ว และจะเร่งดำเนินการพร้อมรายงานความคืบหน้าให้ทราบในระยะต่อไป

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ผลการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาบัญชีสอบข้าราชการท้องถิ่นได้ดำเนินการตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักการลงโทษผู้กระทำผิด คืนความยุติธรรมให้ผู้สอบผ่านอย่างสุจริต และพิจารณาตามข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส กระบวนการนี้ใช้บัญชีผลสอบที่ถูกต้องซึ่งผ่านการตรวจสอบรับรองจากตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ช. และการสอบทานข้อมูลซ้ำอย่างละเอียดจากร้อยกว่าเจ้าหน้าที่ ก่อนนำไปขออนุมัติจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน จากนั้นจึงได้ประกาศผลตามคะแนนจริงและสั่งการให้ ก.จังหวัด ทั่วประเทศออกคำสั่งเพิกถอนการบรรจุผู้ที่ทุจริตแก้ไขคะแนนจำนวน 3,868 ราย (จากยอดผู้ถูกแก้ไขคะแนนทั้งหมด 5,925 ราย) ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมทั้งเปิดให้ผู้เข้าสอบขอดูคะแนนเพื่อความโปร่งใส ซึ่งมีผู้มาขอดู 1,489 รายโดยไม่มีผู้ใดอุทธรณ์คัดค้าน และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการฟ้องร้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ออกคำสั่งเพิกถอนแต่อย่างใด ทั้งนี้ได้มีการจัดเตรียมนิติกรระดับจังหวัดคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลและสนับสนุนด้านกฎหมายแก่ท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะบูรณาการความร่วมมือเพื่อลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยอีก แม้ได้รายงานความคืบหน้าต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงแล้วแต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ทางหน่วยงานขอยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผล นำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในเร็ววัน เพื่อแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดและไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่เจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ ต่อไป

นางสาวมิรินทร์รัช ชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ความคืบหน้าการไต่สวนกรณีทุจริตการสอบแข่งขันของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปัจจุบันสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 700 ปาก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้ทราบถึงกระบวนการทุจริตอย่างชัดเจน โดยพบว่ามีข้าราชการระดับผู้บริหารของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมวางแผนและกำหนดขั้นตอนการโกงข้อสอบ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนายหน้า ทั้งนายหน้าหลักและนายหน้ารอง ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมาก ทำหน้าที่รวบรวมผู้สมัครสอบที่ต้องการทุจริตพร้อมทั้งเก็บรวบรวมเงินส่งมอบให้กับผู้บริหารกรมฯ จากข้อมูลของกลุ่มนายหน้าทำให้ ป.ป.ช. ทราบถึงเส้นทางการเงินว่าถูกส่งต่อไปยังบุคคลใดบ้าง โดยขณะนี้ได้ประสานให้สำนักงาน ป.ป.ง. เข้ามาตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สินของนายหน้า ข้าราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ในขณะเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังเตรียมการตรวจสอบกระดาษคำตอบฉบับจริง โดยได้รับความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชในการร่วมตรวจสอบกระบวนการดังกล่าวเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมสูงสุด

Advertisement

จับตาประชุม ครม.วันนี้ ตั้งโฆษกใหม่-โยกย้ายผู้บริหารพาณิชย์-อุตฯ

 

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 กันยายน 2569 จับตาประชุมครม.วันนี้ ตั้งโฆษกใหม่-โยกย้ายผู้บริหารพาณิชย์-อุตฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมประชุมนัดพิเศษที่อาคารรัฐสภา โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะทำหน้าที่ประธานการประชุมแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศในฐานะผู้แทนพระองค์ เพื่อร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์

วาระเศรษฐกิจที่ต้องจับตา ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ พ.ศ. …. ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะเสนอให้ ครม.เห็นชอบในหลักการ เพื่อวางกรอบสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพของไทย

กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้สัตยาบันพิธีสารอนุวัตข้อผูกพันเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ 6 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน รวมถึงวาระความร่วมมือกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง

พร้อมกันนี้ ด้านการแต่งตั้ง คาดว่าจะมีการเสนอชื่อนายเอกภพ เพียรพิเศษ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ซึ่งยื่นหนังสือลาออกก่อนหน้านี้ พร้อมจับตาการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรองรับตำแหน่งที่จะว่างลงหลังวันที่ 30 กันยายน 2569

อีกตำแหน่งสำคัญคือปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยต้องติดตามว่า ครม.จะต่อวาระให้นายณัฐพล รังสิตพล หลังดำรงตำแหน่งครบ 4 ปีหรือไม่ หากไม่ต่อวาระ อาจต้องพิจารณาโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งระดับเทียบเท่า  ด้านสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. จะเสนอมาตรการจัดการกรณีพบการทุจริตสอบเข้ารับราชการ ขณะที่ ครม.เตรียมรับทราบผลดำเนินงานตามข้อสังเกตของวุฒิสภาเกี่ยวกับร่างกฎหมายยกเลิกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตลอดจนรายงานปัญหาการบริหารทางเท้าสาธารณะในกรุงเทพมหานคร

Advertisement

 

รัฐบาลตั้งเป้าจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 69 คาดทันใช้ตุลาคม 69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 กันยายน 2569 รัฐบาลตั้งเป้าจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 69 คาดทันใช้ตุลาคม 69 เผยค่าเบี้ยประกันต่อปีน้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ประสบภัย

วันนี้ (7 กันยายน 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” ซึ่งประชาชนจะได้รับสิทธิความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหม จะดำเนินการภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีมีการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โดยจะมีค่าเบี้ยประกันต่อปีประมาณ 15,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง ค่าอาหาร หากไม่เกิดสถานการณ์ขึ้น วงเงินที่รัฐเสียไปถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ภาครัฐจ่ายเงินลดน้อยลง แต่การคุ้มครองจะครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น

“รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในการช่วยเหลือและเยียวยาที่เป็นระบบ รวดเร็ว และทั่วถึง“ นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

“อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ย้ำไทย–จีน “พี่น้อง” สู่ “หุ้นส่วนสร้างอนาคต”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 กันยายน 2569 นายกฯ “อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ย้ำไทย–จีน “พี่น้อง” สู่ “หุ้นส่วนสร้างอนาคต” เชื่อมคนรุ่นใหม่–ธุรกิจ–เทคโนโลยี

วันที่ (6 กันยายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมจือปิงติ้ง สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เขตสาทร กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี การสถาปนาชมรม 9 สมาคมจีน โดยมีนายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายสมชาย เวชากร ประธานชมรม 9 สมาคมจีน สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย คณะกรรมการหอการค้าไทย–จีน นายกสมาคมชาวจีนเชื้อสายต่าง ๆ ในประเทศไทย และคณะผู้บริหารชมรมฯ เข้าร่วมงาน

ก่อนเริ่มงาน นายกรัฐมนตรีและผู้เข้าร่วมงานยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้นได้ยืนตรงเคารพเพลงชาติไทยและเพลงชาติจีน พร้อมรับชมการเชิดสิงโต และวีดิทัศน์ภาพรวม 60 ปีของชมรม 9 สมาคมจีน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การครบรอบ 60 ปี สะท้อนความผูกพันที่ยาวนาน โดยตลอด 6 ทศวรรษ ชมรม 9 สมาคมจีนไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประเทศไทย ทั้งการสร้างธุรกิจ สร้างงาน ช่วยเหลือสังคม และเชื่อมโยงประชาชนไทยกับประชาชนจีน ขณะเดียวกัน พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนยังรักษาภาษา วัฒนธรรม และสายสัมพันธ์กับประเทศจีนไว้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นทุนทางสังคมที่สามารถต่อยอดความสัมพันธ์ไทย–จีนไปสู่โอกาสใหม่

โดยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง รวมถึงภาคธุรกิจและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน สิ่งที่เห็นชัดคือ จีนให้ความสำคัญกับประเทศไทย และมองไทยเป็นหุ้นส่วนที่สามารถเดินหน้าไปด้วยกัน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึงสายสัมพันธ์ไทย–จีนว่า “ไทย–จีน ครอบครัวเดียวกัน” และจีนเป็น “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจและพึ่งพาได้ของไทย” และขอให้ประเทศไทยคิดว่าจีนเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ใกล้ชิด สะท้อนทั้งความผูกพันในอดีตและความมุ่งหมายที่จะสร้างอนาคตร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อนาคตของความสัมพันธ์ไทย–จีนคือการเติบโตไปด้วยกันในโลกเศรษฐกิจใหม่ ทั้งการค้า การลงทุน AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ผ่านการลงนาม MOU 15 ฉบับ และเปิดสำนักงาน BOI ที่นครเฉิงตู เพื่อเชื่อมไทยกับจีนตะวันตกในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ AI หุ่นยนต์ ยานยนต์ และพลังงานสะอาด โดยมองว่าสำนักงานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสำนักงาน แต่เป็น “ประตู” เชื่อมโอกาสระหว่างไทยกับจีน และเป็นพื้นที่ให้เครือข่ายชมรม 9 สมาคมจีนเข้ามามีบทบาท

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ตลอด 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีนทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้คน วัฒนธรรม และมิตรภาพระหว่างไทยกับจีน และใน 60 ปีข้างหน้า อยากเห็นสะพานแห่งนี้เชื่อมถึงคนรุ่นใหม่ ธุรกิจใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และโอกาสใหม่ ๆ โดยอยากให้ลูกหลานไทยรู้จักจีนไม่เพียงในฐานะแผ่นดินของบรรพบุรุษ แต่เป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งโอกาสของโลก ขณะเดียวกัน อยากเห็นคนจีนรุ่นใหม่มองประเทศไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นประเทศที่สามารถเข้ามาลงทุน สร้างธุรกิจ สร้างนวัตกรรม และสร้างอนาคตร่วมกันได้

“รัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดสิ่งเหล่านี้ และต้องการพลังจากทุกท่านมาร่วมกันประสานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนไทยและจีน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ในโอกาสครบรอบ 60 ปี นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณคนรุ่นก่อนที่ร่วมสร้างสะพานแห่งมิตรภาพไทย–จีน พร้อมฝากคนรุ่นปัจจุบันร่วมกันทำให้สะพานแห่งนี้กว้างขึ้น แข็งแรงขึ้น และเชื่อมโยงไปสู่โอกาสใหม่ เพื่อให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า “จีน–ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เป็นความจริงที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วหลายชั่วอายุคน และจากนี้ควรเพิ่มความหมายว่า เราไม่ได้เป็นเพียงพี่น้องที่มีอดีตร่วมกัน แต่เป็น “หุ้นส่วนที่กำลังสร้างอนาคตร่วมกัน” พร้อมขอให้มิตรภาพไทย–จีนและความผูกพันระหว่างประชาชนของสองประเทศเจริญงอกงาม มั่นคง และนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันตลอดไป

Advertisement

รัฐบาลเอาจริงคุมดาต้าเซ็นเตอร์ วันนี้แจ้งความกรณีลอบเก็บน้ำมัน 2 แสนลิตร “เอกนิติ” นัดถกบอร์ด 4 ก.ย. ปิดช่องโหว่ทั้งระบบ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 กันยายน 2569 “รัชดา” เผย รัฐบาลเอาจริงคุมดาต้าเซ็นเตอร์ วันนี้แจ้งความกรณีลอบเก็บน้ำมัน 2 แสนลิตร “เอกนิติ” นัดถกบอร์ด 4 ก.ย. ปิดช่องโหว่ทั้งระบบ

วันนี้ 3 กันยายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีติดตามปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองอย่างใกล้ชิด หลังพบข้อกังวลว่าผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย โดยขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนนำไปติดตั้งระบบและดำเนินกิจการในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม

นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งจะมีการประชุมครั้งแรก ในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 เพื่อเร่งทบทวนกฎหมาย กฎ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดช่องว่างในการกำกับดูแล และวางมาตรฐานรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ

สำหรับกรณีอาคารดาต้าเซ็นเตอร์บริเวณถนนพระราม 9 กระทรวงพลังงานได้เข้าตรวจสอบภายหลังได้รับการร้องเรียนเรื่องการจัดเก็บน้ำมันสำรองภายในอาคาร เบื้องต้นพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเคลื่อนย้ายน้ำมันประมาณ 200,000 ลิตรออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว และผู้ประกอบการได้ยุติการดำเนินการดังกล่าว

ทั้งนี้ ตามกฎหมาย การจัดเก็บน้ำมันเกิน 15,000 ลิตรต้องได้รับอนุญาต และต้องจัดเก็บไม่เกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต โดยในวันนี้ (3 กันยายน 2569) กรมธุรกิจพลังงานจะเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นางสาวรัชดากล่าวว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้รัฐบาลต้องเร่งปรับระบบกำกับดูแลให้ทันกับการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบกฎหมายคนละส่วน แต่ยังขาดกลไกที่เชื่อมโยงการพิจารณาในภาพรวม ตั้งแต่การใช้อาคาร การจัดเก็บเชื้อเพลิง ความปลอดภัย ไปจนถึงผลกระทบต่อชุมชน

“รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ แต่การลงทุนต้องดำเนินไปภายใต้กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน การประชุมบอร์ดวันที่ 4 กันยายนนี้จึงมีเป้าหมายปิดช่องโหว่ในการกำกับดูแลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความมั่นใจของประชาชน” นางสาวรัชดากล่าว

Advertisement

รบ.ตั้ง “คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์” คุมผลกระทบพลังงาน-สิ่งแวดล้อม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 31 สิงหาคม 2569 ครม. ไฟเขียวตั้ง “คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์” คุมผลกระทบพลังงาน-สิ่งแวดล้อม ธุรกิจต้องเกิดประโยชน์ต่อประเทศแท้จริง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสำคัญมุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยจากเศรษฐกิจดิจิทัล จึงต้องปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและปรับโครงสร้างไปสู่อุตสหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ หรือธุรกิจศูนย์ข้อมูล ที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การประกอบกิจการนี้ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และไม่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและการใช้ทรัพยากร (น้ำ ไฟฟ้า ที่ดิน สิ่งแวดล้อม) ของประเทศและประชาชน รวมถึงความมั่นคงด้านข้อมูลของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีนโยบายและแนวทางเกี่ยวกับการประกอบกิจการนี้ให้ชัดเจน

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. …. ตามที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์  รองนายกรัฐมนตรี เสนอ โดยสาระสำคัญของร่างระเบียบดังกล่าว คือการจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์”

สำหรับองค์ประกอบ มีดังนี้ 1) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่ง ประธานกรรมการ (2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน รองประธานกรรมการคนที่ 1 คนที่ 2 และคนที่ 3 ตามลำดับ (3) กรรมการโดยตำแหน่ง (12 คน) อาทิ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (4) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน ไม่เกิน 3 คน

นางสาวรัชดากล่าวต่อว่า คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่และอำนาจในการเสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางในการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในการอนุมัติ อนุญาต หรือให้บริการต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักร  รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยมุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด ประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะจากอัคคีภัย การรักษาข้อมูลด้านข้อมูลของประเทศ การป้องกันและเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ รวมทั้งการวางระบบและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ

“การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และป้องกันไม่ให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและการจัดสรรทรัพยากรน้ำในภาพรวมของประเทศ” นางสาวรัชดาย้ำ

Advertisement

นายกฯชี้ความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ–เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งพาฟอสซิลต่างประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 สิงหาคม 2569 “อนุทิน” แถลงสภา ชี้ความจำเป็น พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ–เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดพึ่งพาฟอสซิลต่างประเทศ

วันที่ (26 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและราคาพลังงานปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง จึงกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชน จำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้างและยืดเยื้อ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. คือแหล่งเงินและเครื่องมือทางการคลังตามปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 ซึ่งตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท ได้ถูกใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ทั้งภัยพิบัติ ความมั่นคงชายแดน และภารกิจตามกฎหมาย ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 140,000 ล้านบาท แม้รวมเงินทุนสำรองจ่ายอีก 50,000 ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังต้องรองรับแผนงานในช่วงที่เหลือของปี การจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ส่วนวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือเพียงประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่ทันต่อสถานการณ์ที่ต้องดำเนินการในขณะนี้

นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้รัฐบาลได้ใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เป็นเครื่องมือเร่งด่วน โดยมี 1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง เป้าหมายคือรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์คือ

1.ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และ 2.ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลโดยเร็ว ผ่านการลดค่าครองชีพและต้นทุนอาชีพ สนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตในประเทศ และพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน

สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการจากผลกระทบวิกฤตพลังงาน และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน โดยกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็น ทางเลือกสุดท้าย หลังรัฐบาลพยายามบริหารแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว โดยเมื่อรวมการกู้กรณีอื่นยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70 พร้อมวางแผนการกู้และชำระหนี้อย่างเป็นระบบเพื่อควบคุมต้นทุนและกระจายความเสี่ยง

ทั้งนี้ การใช้เงินจะผ่านการกลั่นกรอง โดยโครงการต้องตรงตามวัตถุประสงค์ จำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือแหล่งเงินอื่น และพร้อมดำเนินการทันที ภายใต้หลัก 5T ได้แก่ Target ตรงจุด, Transition เร่งเปลี่ยนผ่าน, Transformation ปรับโครงสร้าง, Transparent โปร่งใสตรวจสอบได้ และ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน

นายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า วิกฤตพลังงานเป็นสถานการณ์ร้ายแรงและเร่งด่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดฯ เพื่อให้ประเทศมีเครื่องมือเพียงพอและทันท่วงทีในการ ช่วยประชาชนวันนี้ พร้อมลดความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

Advertisement

อนุทิน สั่ง ศอ.บต. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ–ส่งทีมดูแลถึงพื้นที่ชายแดนใต้ เปิดสายด่วน 1880 ติดตามทุกเคสไม่ให้ตกหล่น

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 23 สิงหาคม 2569 นายกฯ สั่ง ศอ.บต. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ–ส่งทีมดูแลถึงพื้นที่ชายแดนใต้ เปิดสายด่วน 1880 ติดตามทุกเคสไม่ให้ตกหล่น

วันนี้ (23 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามและสั่งการด้านความมั่นคงต่อสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว นายกรัฐมนตรีได้กำชับต่อเนื่องถึงการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมอบหมายศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เร่งเข้าช่วยเหลือและเยียวยาทุกกรณี ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ครอบคลุมทั้งผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบครัว กลุ่มเปราะบาง และผู้ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ล่าสุด ศอ.บต. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสื่อสารและให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมาย โดยนำระบบ Case Management มาใช้ตลอดกระบวนการ มี Case Manager ทั้งในภาพรวมและรายกรณี ทำงานเป็นทีมเดียวกับจังหวัด ตั้งแต่การลงพื้นที่ค้นหาและรับข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ ตรวจสอบสิทธิ ติดตามการเข้าถึงความช่วยเหลือ ไปจนถึงการระบุปัญหาอุปสรรค ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่จะแก้ไขให้แล้วเสร็จ

ขณะนี้ ทีม Rapid Response ระดับจังหวัด 3 ทีมได้ลงพื้นที่แล้ว ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด เพื่อรับข้อมูลสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นจริง พร้อมประสานกับผู้รับผิดชอบงานเยียวยาและเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดอย่างใกล้ชิด โดยเน้นการทำงานเชิงรุก ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปหาผู้ได้รับผลกระทบ แทนการรอให้ประชาชนเป็นฝ่ายเดินทางมาติดต่อหรือประสานหลายหน่วยงานด้วยตนเอง

พร้อมกันนี้ ศอ.บต. ได้เปิด สายด่วน 1880 เพื่อให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับสิทธิและการช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชนโดยตรง ผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวสามารถโทรสอบถามและประสานการช่วยเหลือได้ทันที พร้อมเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบ Case Management เพื่อติดตามแต่ละกรณีจนได้รับการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ จะจัดทำ Dashboard แบบ Real Time เพื่อติดตามสถานะการช่วยเหลือเป็นรายกรณี แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ สีเขียว ได้รับความช่วยเหลือแล้ว สีเหลือง อยู่ระหว่างดำเนินการ สีส้ม ข้อมูลหรือเอกสารยังไม่ครบ และ สีแดง ยังเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือ ทำให้เห็นได้ทันทีว่าเคสใดอยู่ขั้นตอนใด ติดขัดเรื่องอะไร และต้องเร่งแก้ไขจุดใด โดยข้อมูลความคืบหน้าจะนำมาสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบได้

“นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนไม่ควรต้องเป็นฝ่ายวิ่งหาหน่วยงานรัฐ แต่รัฐต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาประชาชน การช่วยเหลือต้องรู้ให้ชัดว่าแต่ละครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างไร มีสิทธิได้รับการเยียวยาอะไร เรื่องอยู่ในขั้นตอนไหน ติดขัดตรงไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบและจะสามารถแก้ไขให้แล้วเสร็จเมื่อใด เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนจริงและเร็วที่สุด” นางสาวรัชดากล่าว

ทั้งนี้ การดูแลจะครอบคลุมตั้งแต่การรักษาพยาบาลและฟื้นฟูผู้ได้รับบาดเจ็บ การดูแลครอบครัวและสภาพจิตใจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก สตรี และกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน ร้านค้า และการประกอบอาชีพ

Advertisement

FOLLOW US

20,829แฟนคลับชอบ
2,508ผู้ติดตามติดตาม

RECENT POSTS

Verified by ExactMetrics