วันที่ 15 มีนาคม 2026

ย้ำเตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม

ย้ำสถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย. 68

วันนี้ (9 พฤศจิกายน 2568) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการศึกษาผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปริญญาตรี เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพและมีทักษะที่ทันสมัย มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ ซึ่งขณะนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้อนุมัติคำขอกู้ยืมเงินให้แก่ผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเปลี่ยนระดับการศึกษาและผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ครบถ้วนแล้ว

ขอย้ำเตือนให้ผู้กู้ยืมเงินเร่งดำเนินการจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน และจัดทำแบบยืนยันแบบเบิกเงินกู้ยืม ลงนามเอกสารภายในวันที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนด จากนั้น สถานศึกษาต้องยืนยันข้อมูลพร้อมแนบไฟล์สัญญาฯ และแบบยืนยันเบิกเงินกู้ยืมเข้าระบบ DSL ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน กยศ. ปิดระบบการกู้ยืมสิ้นสุดภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เท่านั้น

สำหรับปีการศึกษา 2568 กยศ. ได้ขยายกรอบการให้กู้ยืมส่งผลให้นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินได้รับโอกาสทางการศึกษาจำนวนกว่า 800,000 ราย เป็นงบประมาณให้กู้ยืมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการศึกษาของนักเรียน/นักศึกษา และแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา

Advertisement

 

ถึงคิว! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รับเพิ่ม 850 บาท

1 พฤศจิกายน 2568 ถึงคิว! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วันนี้ 13.4 ล้านคน เตรียมรับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เล็งเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ ช่วงต้นปี 69

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า วันนี้แล้วที่เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะถูกโอนเข้าบัญชีทุกวันที่ 1 ของเดือน ซึ่งคาดว่าเงินช่วยเหลือจะโอนเข้าบัญชี ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และ 1 ธันวาคม 2568 จำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,700 บาทต่อคน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งปี 2568 เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ รวมถึงช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้เกิดการบริโภค การผลิต และการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่ ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม และจัดประชารัฐสวัสดิการเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวให้แก่ผู้มีบัตรฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13.4 ล้านคน

ทั้งนี้ ผู้มีบัตรฯ จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจํานวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน โดยเพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจํานวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป สามารถใช้วงเงินได้ที่ร้านธงฟ้าฯ และร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม

“ผู้มีบัตรฯ สิทธิประโยชน์เป็นไปตามเดิมทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยน โดยได้วงเงินเพิ่มอีกจํานวน 850 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดในช่วงต้นปี 2569 โดยมีการทบทวน และปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และให้เข้าถึง “กลุ่ม” ที่ต้องการอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีบัตรฯ” นายสิริพงศ์ กล่าว

Advertisement

“คนละครึ่งพลัส” ไม่จำกัดยอดขั้นต่ำต่อวัน ยอดที่เหลือใช้ต่อได้ในวันถัดไป

31 ตุลาคม 2568 รัฐบาล ยืนยัน “คนละครึ่งพลัส” ใช้สิทธิได้ถึง 31 ธันวาคม 2568 ไม่จำกัดยอดขั้นต่ำต่อวัน ยอดที่เหลือใช้ต่อได้ในวันถัดไป

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่าหากประชาชนใช้สิทธิไม่ถึงวันละ 200 บาทจะถูกตัดสิทธิ์นั้น ไม่เป็นความจริง โดยรัฐบาลขอยืนยันว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้เต็มจำนวน ไม่มีกำหนดยอดขั้นต่ำต่อวัน และหากยอดใช้จ่ายในวันใดไม่ถึง 200 บาท ระบบจะทยอยยกยอดไปใช้ได้ในวันถัดไป ภายในระยะเวลาโครงการ ซึ่งเปิดให้ใช้สิทธิได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในทุกพื้นที่ ประชาชนสามารถใช้สิทธิร่วมจ่าย 50% ผ่านแอป G-Wallet ได้ทั้งในร้านค้าทั่วไปและร้านบริการรายย่อย เช่น ร้านตัดผม ร้านนวดแผนไทย ร้านซักรีด ร้านอาหาร คาเฟ่ และบริการเดลิเวอรี ที่เข้าร่วมโครงการ

รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่องภายในกำหนดเวลา โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตัดสิทธิ์หากใช้จ่ายไม่ครบ 200 บาทต่อวัน พร้อมขอเชิญชวนให้ประชาชนใช้สิทธิ์อย่างทั่วถึง เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนและสนับสนุนธุรกิจรายย่อยให้เข้มแข็ง เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

Advertisement

รัฐบาลปลื้ม “คนละครึ่งพลัส” ผลตอบรับดี ยอดใช้จ่ายสะพัด

31 ตุลาคม 2568 รัฐบาลเผยยอดใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” สะท้อนการตอบรับดีทั่วประเทศ ร้านค้าทะลุ 7.8 แสนราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยล่าสุด ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบและเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 780,659 ราย ทั่วประเทศ และมียอดใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบรวมกว่า 5,424.7 ล้านบาท

จากยอดการใช้จ่ายดังกล่าว แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 2,684.9 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 2,739.8 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการรายย่อย เช่น ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวดแผนไทย ร้านซักรีด คาเฟ่ และบริการเดลิเวอรี ที่ได้รับผลดีจากมาตรการดังกล่าว

รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า การดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งเน้นการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

Advertisement

“อนุทิน” เผยการเจรจาภาษีศุลากร มีสัญญาณดี หลังพบ ทรัมป์ ครั้งที่ 2

30 ตุลาคม 2568 “อนุทิน” เผยการเจรจาภาษีศุลากร มีสัญญาณดี หลังพบ ปธน. ทรัมป์ ครั้งที่ 2 ก่อนการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปค

วันพุธที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 22.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นณ เมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ชั้น 1 โรงแรม  Commodore Hotel เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน  หลังการเข้าร่วม งานเลี้ยงอาหารค่ำ แก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นกรณีพิเศษ และได้มีโอกาสพบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีเผย สัญญาณดีในหลายเรื่อง ทั้งการคลี่คลายความขัดแย้งชายแดนไทย -กัมพูชา หลังการลงนามถ้อยแถลงร่วมฯ ฝ่ายกัมพูชาก็ได้มีการเริ่มปฏิบัติการตามข้อตกลง ซึ่งฝ่ายไทยก็ได้เตรียมการ ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ตามถ้อยแถลง โดยทั้งสองต่างมีเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จให้เร็วที่สุด

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจามาตรการภาษีสหรัฐฯ ว่า เรายังมีการเจรจาภาษีการค้ากันอยู่  กำลังรอร่างข้อตกลงล่าสุด (เวอร์ชั่นสุดท้าย) ที่จะลงนาม ซึ่งตนเองได้ขอให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับเงื่อนไขที่ดีมากกว่านี้  ท่านก็รับปากจะไปแจ้งให้กับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่รับผิดชอบ ให้มีการพูดคุยกัน เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี  จากการที่ได้มีการพูดคุยกับ ประธานาธิบดีทรัมป์ถึง 2 ครั้งคือ ที่มาเลเซียครั้งหนึ่งและที่เกาหลีนี้  ก็ได้ย้ำกับท่านประธานาธิบดีอีกครั้ง  ซึ่งท่านประธานาธิบดีได้รับปาก แสดงถึงทิศทางที่ดีสำหรับไทย

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการร่วมประชุมเวทีระหว่างประเทศว่า สำหรับประเทศไทยเป็นสัญญาณที่ดีมากขึ้น จากการที่ได้ไปประชุมอาเซียน และต่อด้วยการประชุมเอเปค เชื่อว่า ไทยได้รับความสนใจจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยมีการหารือทวิภาคีกับผู้นำแทบทุกภาคีสมาชิก  อาทิ นายกรัฐมนตรีแคนาดา  ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ด้วย

Advertisement

“ไฮโดรเจน” คือโอกาสในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050

27 ตุลาคม 2568 “อรรถพล” ชี้ “ไฮโดรเจน” คือโอกาสในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 พร้อมบรรจุอยู่ในแผน PDP เตรียมประกาศให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไฮโดรเจน โอกาสทางเศรษฐกิจและความอยู่รอดของประเทศไทย” ในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา โดยระบุว่า “ไฮโดรเจน” เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่สำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์โลก ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจพลังงานที่ผันผวน และทิศทางที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ที่ทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะการปรับตัวตามทิศทางโลกที่มุ่งสู่ Net Zero ซึ่งส่งผลให้ไทยต้องปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero ให้เร็วขึ้นจากเดิมปี ค.ศ. 2065 เป็นปี ค.ศ. 2050

กระทรวงพลังงานจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคงทางพลังงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (ราคาที่เหมาะสม) และการสร้างความยั่งยืน (พลังงานคาร์บอนต่ำ) พร้อมผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เช่น ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย และ SMR ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

สำหรับศักยภาพของไฮโดรเจนนั้น ประเทศไทยมีโอกาสสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการการใช้พลังงานจำนวนมาก นอกจากนั้น แผนพลังงานชาติฉบับร่างได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมไฮโดรเจน โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าหมายการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเริ่มต้น 5% ในการผลิตไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2030 ขณะที่แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าใช้ไฮโดรเจนเชิงความร้อนในภาคอุตสาหกรรมที่ 10 KTOE และในภาคขนส่งที่ 4 KTOE ภายในปี ค.ศ. 2037 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างดำเนินการประกาศให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พศ. 2542 รวมทั้งจะดำเนินการจัดทำกลไกและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตและขนส่งไฮโดรเจน รวมถึงการจัดมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ภาคเอกชน

“ไฮโดรเจน” เป็นทั้งพลังงานทางเลือก และเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ให้กับประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืน การขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนสีเขียวในอาเซียน และการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ จะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม” นายอรรถพล กล่าว

Advertisement

ธ.ก.ส. ครบรอบปีที่ 59 เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจตามวิสัยทัศน์เป็น “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน”

25 ตุลาคม 2568 ธ.ก.ส. ครบรอบปีที่ 59 เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจตามวิสัยทัศน์เป็น “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ยกระดับการประกอบอาชีพของเกษตรกรทุกมิติตามแนวทางแกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture) นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นและสร้างการเติบโตภาคเกษตรไทย

ธ.ก.ส. ครบรอบวันสถาปนา 1 พฤศจิกายน เดินหน้ายกระดับรายได้และความเข้มแข็งภาคการเกษตรในทุกมิติตามแนวทาง Essence of Agriculture สนับสนุนสินเชื่อที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกความต้องการในระหว่างปีบัญชีไปแล้วกว่า 5.5 แสนล้านบาท เติมคนรุ่นใหม่และผู้มีประสบการณ์เข้าร่วมพัฒนาภาคการเกษตรทดแทนเกษตรกรที่สูงอายุผ่านโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร สินเชื่อเกษตรวิวัฒน์ มุ่งตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วยสินเชื่อ BCG และก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนผ่าน BAAC Carbon Credit เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เป็นวาระแห่งชาติผ่านมาตรการพักชำระหนี้ลูกหนี้รายย่อย ควบคู่การฟื้นฟูศักยภาพในการประกอบอาชีพ พร้อมดันสินค้าแกลมเกษตรจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ สู่ BAAC Matching แพลตฟอร์มดิจิทัลที่จะเชื่อมโยงลูกค้า ธ.ก.ส. เกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชนกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อสร้างรายได้และการเติบโตในภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ครบรอบปีที่ 59 เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจตามวิสัยทัศน์เป็น “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ยกระดับการประกอบอาชีพของเกษตรกรทุกมิติตามแนวทางแกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture) นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นและสร้างการเติบโตภาคเกษตรไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน เผยผลการดำเนินงานครึ่งปีบัญชี 2568 (1 เมษายน 2568 – 30 กันยายน 2568) ได้สนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและการลงทุน ทั้งในและนอกภาคการเกษตรระหว่างปี เป็นจำนวน 551,502 ล้านบาท ทำให้มีสินเชื่อรวม จำนวน 1,689,921 ล้านบาท ยอดเงินฝากสะสม 2,033,710 ล้านบาท สินทรัพย์รวม จำนวน 2,435,717 ล้านบาท มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ที่ร้อยละ 6.20 ของสินเชื่อรวม ต่ำกว่าแผนการที่วางไว้ที่ร้อยละ 6.77 โดยในปีบัญชีนี้ ธ.ก.ส. ได้ออกผลิตภัณฑ์เงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมถึงบุคลากรของรัฐและเอกชนที่ทำหน้าที่ในการดูแลภาคชนบทและชุมชนในการนำไปต่อยอดและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ อาทิ สินเชื่อเคหะเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเงินด่วนคนดี และสินเชื่อเงินด่วนกึ่งแสน สำหรับสมาชิก อสม. และ อสส. ซึ่งมีผู้ใช้บริการสินเชื่อแล้วกว่า 636,945 ราย สินเชื่อเงินด่วนสิบหมื่น สำหรับสมาชิก อสม. และ อสส. ผู้ใช้บริการสินเชื่อแล้วกว่า 277,526 ราย

ด้านผลิตภัณฑ์เงินฝาก ธ.ก.ส. ได้เปิดตัวสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดขุนแผนมรกต เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 หน่วยละ 2,000 บาท ลุ้นโชคใหญ่ มูลค่า 40 ล้านบาท และรางวัลอื่น ๆ จำนวนกว่า 1 แสนรางวัล รวมมูลค่ากว่า 72 ล้านบาทต่อเดือน อายุสลาก 2 ปี ฝากครบกำหนดรับดอกเบี้ยทันที หน่วยละ 19 บาท หรือคิดเป็น 0.475% โดย ณ วันที่ 20 ต.ค. 68 มียอดฝากสลากแล้วกว่า3,580 ล้านบาท คิดเป็น 1,790,000 หน่วย และเปิดการรับฝาก 2 ผลิตภัณฑ์ สร้างทางเลือกการออมเงิน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า ประกอบด้วย เงินฝากทองชมพูนุช เมื่อฝากเงินรับดอกเบี้ยเงินฝากล่วงหน้า ณ วันที่ฝาก ร้อยละ 1.40 ต่อปี ระยะเวลาฝาก 7 เดือน และเงินฝากทองนพคุณ ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย รับดอกเบี้ยทุกเดือนแบบขั้นบันได สูงสุดถึงร้อยละ 2.15 ต่อปี เฉลี่ยทั้งโครงการร้อยละ 1.40 ต่อปีระยะเวลาฝาก 10 เดือน เปิดรับฝากแล้ววันนี้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ

ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ธ.ก.ส. ได้ขับเคลื่อนภารกิจผ่านมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยตามนโยบายรัฐบาล ระยะที่ 1 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 จนถึงระยะที่ 3 (1 ตุลาคม 2568 – 30 กันยายน 2569) ซึ่งในระยะที่ 3 มีผู้เข้าร่วมมาตรการแล้ว จำนวน 1.35 ล้านราย ต้นเงินกู้กว่า 186,935 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. ได้มีมาตรการในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และส่งเสริมศักยภาพในการประกอบอาชีพและความสามารถในการชำระหนี้ตามแนวทางตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมมาตรการมีรายได้เพิ่มขึ้นและลดภาระหนี้สินในระยะยาวหลังจบมาตรการ โดยในปัจจุบันมีผู้ผ่านการอบรมแล้ว จำนวน 3.16 แสนราย ในจำนวนนี้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุนและสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 15% ได้เป็นจำนวนกว่า 1.14 แสนราย นอกจากนี้ ในระหว่างการเข้าร่วมมาตรการ ธนาคารยังได้สนับสนุนเงินทุนผ่านโครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูการประกอบอาชีพ ภายใต้มาตรการพักชำระหนี้ให้กับผู้ผ่านการอบรมฯ วงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนและเสริมสภาพคล่องในระหว่างการพักหนี้ โดยมีผู้ใช้บริการสินเชื่อ จำนวน 37,548 ราย ยอดจ่ายสินเชื่อสะสมรวมกว่า 3,021 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2568) นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังได้ดำเนินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังและนาปี ปี 2568 และส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 โดยสนับสนุนเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 4.5 ล้านครัวเรือน รวมเป็นเงินกว่า 36,716 ล้านบาท

ด้านการพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืน ธ.ก.ส. ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดลูกค้าแข็งแรง ธนาคารยั่งยืน ที่จะเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาภาคการเกษตร (Agricultural Networks) โดยเตรียมเปิดตัวเว็บไซต์ BAAC Matching แพลตฟอร์มดิจิทัลที่จะเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดตลอดห่วงโซ่ เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการเกษตรอย่างยั่งยืน ภายใต้คอนเซปต์ “BAAC Holistic : ก้าวไปด้วยกันสร้างสรรค์อนาคตภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” โดย ธ.ก.ส. จะรวบรวมและเชื่อมโยงสินค้า Glam เกษตร จากลูกค้า ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ และจัดหมวดสินค้าที่ง่ายต่อการเลือกซื้อและเข้าถึงมาอยู่ในแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างช่องทางการตลาดใหม่ให้เกษตรกรและผู้บริโภคสามารถซื้อและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กันได้โดยตรง พร้อมเปิดให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นี้ ผ่าน http://baacmatching.baac.or.th โดย ธ.ก.ส. ยังได้ร่วมจุดประกายการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิต ภายใต้แนวคิด ‘ทำน้อยได้มาก’ ด้วยการยกระดับผลิตภัณฑ์และการสร้างภาพลักษณ์อันโดดเด่น ทันสมัย ด้วยการ Repackage และ Redesign เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเกษตรกร ทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ เกษตรกรหัวขบวน โดยเฉพาะเกษตรกรกลุ่มเปราะบางให้มีศักยภาพในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ โดยได้สนับสนุนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้แก่สินค้าที่ได้รับเครื่องหมาย A-Product แล้วกว่า 360 รายการ และในสินค้า Essence Glam อาทิ ข้าวพร้อมทานแบรนด์อุ่นอิ่ม จากสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ร้อยเอ็ด จำกัด (สกต. ร้อยเอ็ด จำกัด) สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ จำกัด (สกต. สุรินทร์ จำกัด) สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. นครปฐม จำกัด (สกต. นครปฐม จำกัด) และน้ำสับปะรดกระป๋อง แบรนด์ Sure Juice จากสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ราชบุรี จำกัด (สกต. ราชบุรี จำกัด) ซึ่ง ธ.ก.ส. จะดำเนินการสนับสนุนต่อยอดไปยังสหกรณ์เกษตรเพื่อตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อื่น ๆ ต่อไป พร้อมหนุนการท่องเที่ยวชุมชมในรูปแบบ Agro-Tourism และผลักดันการสร้างสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สามารถจำหน่ายในตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ อันนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังเติมเยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหา Aging Society โดยให้กลุ่มคนเหล่านี้มองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้เทียบเท่ากับการทำงานในเมือง ผ่านโครงการเกษตรธนากร โดยเติมความรู้ทักษะด้านการเกษตรสมัยใหม่ และความรู้ทางการเงินให้กับเยาวชนในโรงเรียน เพื่อปูทางไปสู่การเป็นผู้ประกอบการทางการเกษตรในอนาคต นำร่อง 27 โรงเรียนทั่วประเทศ จาก 9 ฝ่ายกิจการสาขาภาค และเตรียมขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป ควบคู่กับการดึงคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ประสบการณ์ทั้งด้านเทคโนโลยีและการตลาดเข้ามาพัฒนาภาคการเกษตรไปสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำผ่านโครงการสินเชื่อเกษตรวิวัฒน์ ที่เปิดโอกาสให้พนักงานทั้งภาครัฐและเอกชน ข้าราชการที่เตรียมเกษียณอายุได้มีโอกาสสร้างรายได้จากการอาชีพการเกษตร ทำให้ภาคเกษตรกรรมมีความเข้มแข็งมากขึ้น นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังพร้อมยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กรให้มีความเข้มแข็งด้วยการเพิ่มขีดความสามารถองค์กรและบุคลากร ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในกระบวนการทำงาน (Re-Process and Digitize Process) เพื่อลดเวลาในการดำเนินงานและเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ เช่น การสนับสนุนสินเชื่อชะลอข้าวผ่านแอปพลิเคชัน BAAC Mobile และระบบอำนวยสินเชื่อที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา และจะเริ่มใช้ในเดือนมกราคม 2569

ในขณะเดียวกัน ธ.ก.ส ได้ขับเคลื่อนภารกิจด้านการสร้างความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด ESG มุ่งสู่เป้าหมายการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ผ่านโครงการ BAAC Carbon Credit โดยปัจจุบันมีชุมชนธนาคารต้นไม้เข้าร่วมและขึ้นทะเบียน T-VER แล้ว 35 ชุมชน สามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกสะสม 3,331 ตันคาร์บอน และสร้างพื้นที่สีเขียวกว่า 6,581 ไร่ หรือคิดเป็นจำนวนต้นไม้กว่า 4.95 ล้านต้น และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สะสม 4,879 ตันคาร์บอน นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังพร้อมสร้างความยั่งยืนผ่านสินเชื่อที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ESG เป้าหมาย 25,000 ล้านบาท ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยปัจจุบันปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 23,000 ล้านบาท และมีผู้กู้จำนวนกว่า 7,100 ราย

จากความสำเร็จในการดำเนินงาน ในปีบัญชีที่ผ่านมา ทำให้ ธ.ก.ส. ได้รับรางวัลในด้านต่าง ๆ ในระดับมาตรฐานสากลมากมาย ได้แก่ รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award : TQA ) ประจำปี 2567 รางวัลมาตรฐานระดับโลกที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการบริหารจัดการตามเกณฑ์มาตรฐานสากลระดับโลก รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2567 (SOE Awards) 4 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลบริหารจัดการองค์กรดีเด่น รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น รางวัลบริการดีเด่น และรางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น ด้านความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนภารกิจตามกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ธนาคารในทุกมิติ รางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2025 ในสาขา Corporate Governance และสาขา Social Empowerment ที่สะท้อนการเป็นต้นแบบด้านการกำกับดูแลองค์กรที่ดีอย่างมีธรรมาภิบาลและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไปสู่ความยั่งยืนในระดับสากล รางวัล Asia Pacific Enterprise Awards (APEA 2025) ประเภท ความเป็นเลิศทางธุรกิจองค์กร Corporate Excellence Award ที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็งและพร้อมยกระดับภาคการเกษตรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2568 ที่สะท้อนถึงความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการนวัตกรรมในองค์กร เพื่อให้เกิดการสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่องค์กร และรางวัลสุดยอดองค์กรแห่งความเป็นเลิศระดับโลก Global Performance Excellence Award 2025 ในระดับสูงสุด (World Class) ที่สะท้อนความเป็นเลิศในการบริหารจัดการระดับสากล และพร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นต่อไป ซึ่งนอกจาก ธ.ก.ส. จะเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่ดูแลเกษตรกรและภาคชนบทแล้ว ความเป็นเอกลักษณ์ของ ธ.ก.ส. คือ เราเป็นมากกว่าธนาคาร ที่พร้อมดูแลและเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ เราจึงไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนเรา พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 60 ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาภาคเกษตรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ธ.ก.ส. The Way We Are ถ้าได้สัมผัส คุณจะรัก ธ.ก.ส.”

Advertisement

 

รมว.พลังงาน ชี้ “ไฮโดรเจน” คือโอกาสในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050

24 ตุลาคม 2568 “อรรถพล” ชี้ “ไฮโดรเจน” คือโอกาสในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 พร้อมบรรจุอยู่ในแผน PDP เตรียมประกาศให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไฮโดรเจน โอกาสทางเศรษฐกิจและความอยู่รอดของประเทศไทย” ในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา โดยระบุว่า “ไฮโดรเจน” เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่สำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์โลก ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจพลังงานที่ผันผวน และทิศทางที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ที่ทั่วโลกกำลังเร่งดำเนินการ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะการปรับตัวตามทิศทางโลกที่มุ่งสู่ Net Zero ซึ่งส่งผลให้ไทยต้องปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero ให้เร็วขึ้นจากเดิมปี ค.ศ. 2065 เป็นปี ค.ศ. 2050

กระทรวงพลังงานจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคงทางพลังงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (ราคาที่เหมาะสม) และการสร้างความยั่งยืน (พลังงานคาร์บอนต่ำ) พร้อมผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เช่น ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย และ SMR ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

สำหรับศักยภาพของไฮโดรเจนนั้น ประเทศไทยมีโอกาสสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการการใช้พลังงานจำนวนมาก นอกจากนั้น แผนพลังงานชาติฉบับร่างได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมไฮโดรเจน โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าหมายการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเริ่มต้น 5% ในการผลิตไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2030 ขณะที่แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ฉบับร่าง ตั้งเป้าใช้ไฮโดรเจนเชิงความร้อนในภาคอุตสาหกรรมที่ 10 KTOE และในภาคขนส่งที่ 4 KTOE ภายในปี ค.ศ. 2037 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างดำเนินการประกาศให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พศ. 2542 รวมทั้งจะดำเนินการจัดทำกลไกและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตและขนส่งไฮโดรเจน รวมถึงการจัดมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ภาคเอกชน

“ไฮโดรเจน” เป็นทั้งพลังงานทางเลือก และเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ให้กับประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืน การขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนสีเขียวในอาเซียน และการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ จะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม” นายอรรถพล กล่าว

Advertisement

กรมธนารักษ์ แนะนำ 3 แอป ให้บริการประชาชนแบบออนไลน์ สะดวกแค่ปลายนิ้ว

22 ตุลาคม 2568 กรมธนารักษ์ดำเนินการพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับการให้บริการภาครัฐ รวมทั้งอำนวยความสะดวกเพิ่มความรวดเร็วให้ผู้รับบริการ ประหยัดเวลา ลดภาระค่าใช้จ่ายเดินทางมาติดต่อราชการและสำเนาเอกสาร ด้วยการเพิ่มช่องทางการให้บริการแก่ประชาชน ผ่านแอปพลิเคชันของกรม

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ กรมธนารักษ์ นายบุญชอบ วิเศษปรีชา โฆษกกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ ได้ดำเนินการพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับการให้บริการของภาครัฐ รวมทั้งอำนวยความสะดวกเพิ่มความรวดเร็วให้แก่ผู้รับบริการ ช่วยประหยัดเวลา ลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางมาติดต่อราชการและค่าใช้จ่ายการสำเนาเอกสาร ด้วยการเพิ่มช่องทางการให้บริการแก่ประชาชน ผ่านแอปพลิเคชันของกรมธนารักษ์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.TRD Smart Pay “ชำระค่าเช่าที่ราชพัสดุ ได้ทุกที่ ทุกเวลา” เป็นแอปพลิเคชันที่จะอำนวยความสะดวกแก่ผู้เช่าที่ราชพัสดุ โดยครอบคลุมบริการต่างๆ ได้แก่ ชำระค่าเช่าที่ราชพัสดุ ตรวจสอบข้อมูลที่ราชพัสดุ การตรวจสอบข้อมูล การเช่าที่ราชพัสดุ อัตราค่าเช่า สัญญาเช่า แปลงที่ราชพัสดุที่เช่า การตรวจสอบรายการที่ต้องชำระเงิน ค่าเช่า ค่าธรรมเนียม หลักประกันการเช่า และเงินอื่นๆ การชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต/เดบิต (Payment Gateway) และผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ (Page to Page) รวม 7 แห่ง ประกอบด้วย บมจ. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน บมจ. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ บมจ.ธนาคารทหารไทย บมจ. ธนาคารกสิกรไทย และ บมจ. ธนาคารกรุงเทพ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้บริการแต่อย่างใด และสามารถยื่นคำร้องขอดำเนินการต่างๆ เช่น ขอโอนสิทธิ สืบสิทธิ รังวัดแนวเขตการเช่า เป็นต้น รวมถึงการติดตามสถานะ และผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมระบบการแจ้งเตือนอัตโนมัติเพื่อให้ผู้เช่าที่ราชพัสดุสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์จากกรมธนารักษ์ได้ตลอดเวลา

2.TRD Property Valuation “อยากรู้ราคาที่ดิน อาคาร ห้องชุด ผ่านแอปเดียว” เป็นแอปพลิเคชันที่จะอำนวยความสะดวกให้บริการแก่ประชาชนที่ต้องการค้นหาราคาประเมินที่ดิน อาคาร ห้องชุด พร้อมแผนที่แสดงราคาประเมิน ด้วยการใช้งานที่ครอบคลุมบริการต่างๆ ได้แก่ เลขที่โฉนด เลขที่ดิน น.ส. 3ก ห้องชุด สิ่งปลูกสร้าง สรุปราคาประเมินที่ดิน ที่ดินประเภทอื่น และระบบดาวน์โหลดข้อมูลสำหรับ อปท. ด้วยรูปแบบการใช้งานที่ง่าย เพียงแค่กรอกข้อมูลเลขที่โฉนด ก็สามารถดูราคาประเมินได้

3.TRD e-Commerce “ซื้อ – สั่งจองเหรียญและผลิตภัณฑ์เหรียญ แค่ปลายนิ้ว” เป็นแอปพลิเคชันที่ให้บริการ การซื้อ – สั่งจองเหรียญและผลิตภัณฑ์เหรียญ ของกรมธนารักษ์ ที่สามารถ “ซื้อง่ายแค่ปลายนิ้ว” ไม่ว่าที่ไหน ก็สะดวกซื้อ สะดวกจ่ายอย่างปลอดภัย พร้อมการชำระเงินผ่านระบบ 4 ช่องทาง ได้แก่ 1) ชำระเงินผ่านบัตรเครดิต / เดบิต 2) ชำระผ่านบัญชี ธ.กรุงไทย (ได้ผลทันที) 3) ชำระผ่าน QR Code (Cross Bank) (ค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร แต่ไม่เกิน 5 บาท) และ 4) ชำระผ่านเคาน์เตอร์ ธ.กรุงไทยทุกสาขา (ชำระภายใน 12 ชั่วโมง) และได้รับใบเสร็จรับเงินเพื่อใช้เป็นหลักฐานได้ทันที อีกทั้งสามารถเลือกช่องทางการรับเหรียญได้ ทั้งรับด้วยตนเอง หรือการจัดส่งทางไปรษณีย์

นายบุญชอบ กล่าวทิ้งท้ายอีกด้วยว่าแอปพลิเคชันทั้ง 3 ของกรมธนารักษ์ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการบริการงานด้านที่ราชพัสดุ ด้านประเมินราคาทรัพย์สิน และด้านเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่า ให้แก่ประชาชนให้ได้รับความสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางมาติดต่อราชการ ประชาชนที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง ระบบปฏิบัติการ iOS (App Store) และ Android (Play Store) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมธนารักษ์ โทร 02 059 4999

Advertisement

การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 32

21 ตุลาคม 2568 การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 32 ในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี

รองนายกฯ และ รมว.คลัง เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 21 – 23 ตุลาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 32 การประชุมรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปโครงสร้างเอเปค (APEC Structural Reform Ministerial Meeting: APEC SRMM) ครั้งที่ 4 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 21 – 23 ตุลาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผลการประชุม APEC FMM ครั้งที่ 32 ในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ดังนี้

การประชุม APEC FMM ครั้งที่ 32 จัดขึ้นในหัวข้อหลัก “การเติบโตที่ยั่งยืนและความมั่งคั่งร่วมกันในภูมิภาค (Sustainable Growth and Shared Prosperity in the Region)” โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนจากเขตเศรษฐกิจเอเปคอีก 20 เขต ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก การเงินดิจิทัล และนโยบายการคลัง สรุปได้ ดังนี้

1) แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค ที่ประชุมแสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบาง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 3.2 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อสูง หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนแรงงาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงอายุ และการปฏิวัติเทคโนโลยี เป็นต้น

2) การเงินดิจิทัล ที่ประชุมได้หารือถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)I และแพลตฟอร์มดิจิทัลในเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อพัฒนาการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro, Small and Medium Enterprises: MSMEs) และประชาชนผู้มีรายได้น้อย ทั้งนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจำเป็นต้องมาพร้อมกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลดการเลือกปฏิบัติ และการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินในภาพรวม

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้นำเสนอความสำเร็จของระบบ PromptPay ที่มีผู้ใช้กว่า 80 ล้านบัญชี และขยายความร่วมมือในระดับภูมิภาคผ่านโครงการ Project Nexus และการพัฒนา ARI Score ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินเครดิตทางเลือกใหม่ โดยใช้ AI ซึ่งมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ขยายโอกาสในการเข้าถึงทางการเงินแก่ประชาชนทั่วไปและธุรกิจขนาดเล็ก

3) นโยบายการคลังเพื่ออนาคต ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ รัฐบาลควรมุ่งให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายอย่างมีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในดิจิทัล พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังได้นำเสนอกรอบแนวทางการใช้นโยบายการคลังของไทยภายใต้หลัก 3P ได้แก่ (1) Precision การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการกำหนดนโยบายให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยยกตัวอย่างโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของรัฐบาล ซึ่งได้เปิดให้ลงทะเบียนกว่า 20 ล้านคนภายในวันเดียว โดยใช้กระเป๋าเงินดิจิทัล เพื่อช่วยจ่ายค่าสินค้าและบริการที่จำเป็น (2) Priorities การกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับผลิตภาพในภาคส่วนสำคัญ และลงทุนในทุนมนุษย์ โดยเฉพาะในด้านทักษะดิจิทัลและสีเขียว เพื่อเตรียมพร้อมประชาชนต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและ AI และ (3) Partnerships การระดมทุนและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน ผ่านรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระทางการคลัง พร้อมไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยรักษาเพดานหนี้สาธารณะ และควบคุมการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP)

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับรองแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประจำปี 2568 ซึ่งแสดงเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปคในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินการคลังระหว่างกัน เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน โดยให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ยืดหยุ่น มาตรการทางการคลังที่ยั่งยืน การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ และการเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้แผนปฏิบัติการอินชอนในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านนโยบายการคลัง การเข้าถึงและมีส่วนร่วม การเงิน และนวัตกรรม ในภูมิภาคเอเปคในระยะ 5 ปี

Advertisement

Verified by ExactMetrics