วันที่ 15 มีนาคม 2026

แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

27 ธันวาคม 2568 แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน ‘โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost’ ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ ‘สินเชื่อใหม่’ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การหดตัวต่อเนื่องของสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน จากทั้งความต้องการสินเชื่อธุรกิจที่ลดลง และความระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อเพราะต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (credit cost) เพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้สินเชื่อธุรกิจกลับมาขยายตัวได้และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน ‘โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost’ ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ ‘สินเชื่อใหม่’ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุม (1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์ และ (2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่  ที่มีแผนว่าจะนำสินเชื่อที่ได้รับ ไปใช้ยกระดับศักยภาพธุรกิจหรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนของโครงการจะมาจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

โครงการ SMEs Credit Boost ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘ตรงจุด มี impact กระจาย คล่องตัว’ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • ตรงจุด เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในภาคธุรกิจเป้าหมาย หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อให้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
  • มี impact ช่วยให้มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่ช้า โดยกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุด ในช่วง 15-30% (ขึ้นกับขนาดของผู้ประกอบการ) ของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในช่วง 2 ปีนับจากวันเริ่มโครงการ ระยะเวลาการค้ำประกันสูงสุด 7 ปีนับจากวันปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่าของวงเงินชดเชย
  • กระจาย เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายรายจึงกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกธนาคารพาณิชย์สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่
  • คล่องตัว ธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัวเพราะทราบโควตาวงเงินชดเชยที่ได้รับการจัดสรรอย่างชัดเจน ณ วันปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการการขอรับเงินชดเชยภายในโควตาได้สะดวก จากกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ

โครงการนี้จะช่วยเสริมการดำเนินงานของโครงการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อ และสนับสนุนการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ อันจะส่งผลบวกไปยังการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการโครงการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

Advertisement

ออมสิน กวาด 8 รางวัล “รัฐวิสาหกิจดีเด่น” ปี 68 ผลงานดีสุดในประวัติศาสตร์ธนาคาร

24 ธันวาคม 2568 ออมสิน กวาด 8 รางวัล “รัฐวิสาหกิจดีเด่น” ปี 68 ผลงานดีสุดในประวัติศาสตร์ธนาคาร คว้าสุดยอดรัฐวิสาหกิจยอดเยี่ยม 3 ปีซ้อน และรางวัลเกียรติยศการบริหารจัดการองค์กรดีเด่นต่อเนื่องปีที่ 7 ตอกย้ำความเป็นเลิศธนาคารเพื่อสังคม

ธ.ออมสินรับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น (SOE Award) ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ธนาคารออมสินได้รางวัลในระดับดีเด่นและเกียรติยศ ครบทั้ง 8 ประเภทรางวัลที่ธนาคารได้รับ จัดขึ้นโดยคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น (SOE Award) ประจำปี 2568 ให้แก่ธนาคารออมสิน โดยมีผู้แทนรับมอบรางวัลได้แก่ รศ.ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการธนาคารออมสิน พร้อมด้วย นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และผู้บริหาร ซึ่งเป็นปีที่ธนาคารออมสินได้รางวัลในระดับดีเด่นและเกียรติยศ ครบทั้ง 8 ประเภทรางวัลที่ธนาคารได้รับ จัดขึ้นโดยคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568

นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในปี 2568 นี้ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. ได้พิจารณามอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น แก่ธนาคารออมสิน จำนวน 8 รางวัล ประกอบด้วย

1) รางวัลเกียรติยศรัฐวิสาหกิจยอดเยี่ยม ธนาคารได้รับเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่อง โดยเป็นรางวัลที่มอบให้กับรัฐวิสาหกิจที่มีความโดดเด่นและมีมาตรฐานการดำเนินงานทุก ๆ ด้าน สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของประชาชน

2) รางวัลเกียรติยศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจดีเด่น ได้รับเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่อง จากการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และผลักดันการบริหารงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี

3) รางวัลเกียรติยศการบริหารจัดการองค์กรดีเด่น ได้รับเป็นปีที่ 7 ต่อเนื่อง จากการรักษามาตรฐานการบริหารจัดการเพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำพาองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

4) รางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น ที่มอบให้แก่นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผลงานเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

5) รางวัลการพัฒนาสู่รัฐวิสาหกิจดิจิทัล จากการสร้างสรรค์และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาองค์กรในมิติต่าง ๆ พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

6) รางวัลการพัฒนาสู่รัฐวิสาหกิจยั่งยืน จากการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

7) รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น โดยได้รับจากผลงานความสำเร็จของโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบองค์รวม (Holistic Area-Based Development) – โครงการลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

8) รางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น จากโครงการ GEN AI Branch Assistant : ผู้ช่วยสาขาอัจฉริยะ ที่ธนาคารพัฒนาขึ้นโดยการนำ AI มาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริการของสาขา

นับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของบุคลากรธนาคารออมสินทุกคนในการรักษามาตรฐานการบริหารจัดการองค์กรในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล ควบคู่กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ธนาคารเพื่อสังคม” เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว

Advertisement

ธ.ก.ส. คว้า 4 รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ปี 2568

23 ธันวาคม 2568 ธ.ก.ส. คว้า 4 รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2568 (SOE Awards) ได้แก่ รางวัลคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจดีเด่น รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น รางวัลบริการดีเด่น และรางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น ด้านความคิดสร้างสรรค์ธ.ก.ส. คว้า 4 รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2568 (SOE Awards) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้แก่ รางวัลคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจดีเด่น รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น รางวัลบริการดีเด่น และรางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น ด้านความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนถึงความสำเร็จในการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. ในการขับเคลื่อนภารกิจตามกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ธนาคารที่มุ่งพัฒนาองค์กรในทุกมิติ เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2568 (SOE Awards) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง ภายใต้แนวคิด “Driving Society, Delivering Sustainability” ซึ่งในปีนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ รางวัลคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจดีเด่น รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น รางวัลบริการดีเด่น และรางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น ด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข รองประธานกรรมการ ธ.ก.ส. นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. พร้อมด้วย  นายเสกสรรค์ จันทร์ขวาง นายเชษฐา แหล่ป้อง นายเกรียงไกร กัลหะรัตน์ นายทองคำ เกตุโชติ นายไพศาล หงษ์ทอง นางสาวไข่มุก จูงใจจารุมาศ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. และนางสาวพรหมกร พรหมขัติแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. เข้ารับรางวัล ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นทั้ง 4 รางวัล ที่ ธ.ก.ส. ได้รับในครั้งนี้เป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน ธ.ก.ส. ทุกคนเป็นอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของ ธ.ก.ส. ในการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงการผลิตและตลาดตลอดห่วงโซ่คุณค่าร่วมกับเครือข่ายผ่านการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรสู่ระดับพรีเมียม พร้อมยกระดับขีดความสามารถลูกค้าเชิงพาณิชย์ผ่านแกนกลางการเกษตร รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันที่สร้างรายได้ให้กับองค์กร และยกระดับการให้บริการทางการเงินด้วยเทคโนโลยีอย่างครบวงจร มุ่งสู่การดำเนินงานที่ดีอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังคงน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจให้เกิดความยั่งยืน ใน 4 มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวัฒนธรรม เพื่อตอบสนองอย่างมีความรับผิดชอบ ลดผลกระทบเชิงลบ สนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน สร้างสังคมเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน โดยรางวัลที่ ธ.ก.ส. ได้รับในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1) รางวัลคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจดีเด่น เป็นรางวัลที่สะท้อนถึงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพ ในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และส่งเสริมการบริหารงานของฝ่ายจัดการให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ นโยบายและทิศทางการดำเนินงาน มีบทบาทในการกำกับดูแลที่ดี (Good Corporate Governance) รวมทั้งการติดตามการดำเนินงานในเรื่องต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

2) รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น จาก “โครงการ Empowering Social Impact by อุ่นอิ่มโมเดล” ที่มุ่งสร้างเศรษฐกิจชนบทที่มั่นคง พัฒนาสังคม และรักษาสิ่งแวดล้อม โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ร้อยเอ็ด จำกัด (สกต.ร้อยเอ็ด) และสมาชิกแปรรูปข้าวสารหอมมะลิ GI ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นข้าวพร้อมทาน ภายใต้แบรนด์ “อุ่นอิ่ม” ซึ่งถือเป็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ และได้ขยายผล “อุ่นอิ่มโมเดล” ไปยัง สกต. อื่น ๆ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. นครปฐม จำกัด (สกต.นครปฐม) และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ จำกัด (สกต.สุรินทร์) ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกของแต่ละสหกรณ์มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงขึ้น

3) รางวัลบริการดีเด่น จาก “โครงการยกระดับการให้บริการด้วยระบบงานฌาปนกิจสงเคราะห์ (BAAC Chapa)” ที่ยกระดับบริการสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ลูกค้า ธ.ก.ส. สู่ระบบดิจิทัลผ่าน Smart Chapa ซึ่งเป็นระบบ Back office สำหรับให้สมาคมฯ ใช้งาน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่สามารถให้บริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องและปลอดภัย อันเป็นการลดขั้นตอนและเวลาในการดำเนินงาน รวมถึงเป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายเรื่องเอกสาร สร้างความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของสมาคมฯ และสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ลูกค้า ธ.ก.ส. ได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นในการใช้บริการ โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ และทำธุรกรรมได้ด้วยตนเอง (Self Service) ตลอดเวลา ผ่าน Application A-Chapa โดยไม่ต้องเดินทางมาที่สมาคมฯ ลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง มั่นใจเรื่องความโปร่งใส อีกทั้งยังทำให้จำนวนการสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกด้วย

4) รางวัลความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่น ด้านความคิดสร้างสรรค์ จาก “ระบบสินเชื่อชะลอการขายข้าว Digital” ที่ยกระดับให้บริการสินเชื่อภายใต้โครงการชะลอการขายข้าวตามนโยบายรัฐบาล โดยใช้เทคโนโลยีและ Data Analytics มาให้บริการสินเชื่อแทนการปฏิบัติงานแบบเดิม ทำให้การทำงานสะดวก ลดค่าใช้จ่าย และลดเวลาในการเดินทางของลูกค้าในการเดินทางมาทำธุรกรรมที่สาขา อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร โดยลดเวลาปฏิบัติงานและยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายดำเนินงานอีกด้วย

นายฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสนี้ ธ.ก.ส. ขอขอบคุณลูกค้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของธนาคารมาโดยตลอด จนนำไปสู่การได้รับรางวัลในครั้งนี้ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่ง

ซึ่งรางวัลแห่งความภาคภูมิใจครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ ธ.ก.ส. มุ่งมั่นในการเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรม ในการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรลูกค้าและประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

Krungthai COMPASS ชี้การยกเครื่องการลงทุนตามแนวทาง Reinvent Thailand จะช่วยเพิ่มอัตราเติบโตจีดีพีระยะข้างหน้าได้อีกประมาณ 0.2-0.4% ต่อปี

22 ธันวาคม 2568 Krungthai COMPASS ชี้การยกเครื่องการลงทุนตามแนวทาง Reinvent Thailand จะช่วยเพิ่มอัตราเติบโตจีดีพีระยะข้างหน้าได้อีกประมาณ 0.2-0.4% ต่อปี

Krungthai COMPASS มองการเร่งรัดการลงทุนโดยมุ่งเป้าใน 6 อุตสาหกรรมตามแนวทาง Reinvent Thailand ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและสร้าง Multiplier ได้สูง จะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพีระยะข้างหน้าได้อีกประมาณ 0.2-0.4% ต่อปี

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS มองการเร่งรัดการลงทุนโดยมุ่งเป้าใน 6 อุตสาหกรรมตามแนวทาง Reinvent Thailand ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและสร้าง Multiplier ได้สูง จะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพีระยะข้างหน้าได้อีกประมาณ 0.2-0.4% ต่อปี ผ่านการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับผลิตภาพ และทักษะแรงงาน โดยใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ออกมา เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) และการค้ำประกันสินเชื่อที่จะช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อปรากฏการณ์เศรษฐกิจโตต่ำของไทยมาจากการลงทุนที่แผ่วลงกว่าเดิม 5 เท่า และฉุดรั้งให้การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงไปถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงกว่า 20 ปีก่อน ด้วยผลพวงจากรอยแผลเป็นหลังวิกฤตหลายระลอก และความท้าทายในการรับมือกับบริบทโลกใหม่ที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“การลงทุนของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สะท้อนภาพชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนกระแสเงินสดในกิจกรรมลงทุนต่อสินทรัพย์รวม และอัตราการเติบโตของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนชะลอลงเหลือปีละ 3.8% และ 2.6% ตามลำดับ ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบจากช่วงกว่า 20 ปีก่อน โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในระยะหลังๆ มานี้ (ปี 2560-2567 ) พบว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม สามารถดึงดูด FDI ได้สูงกว่าไทยถึง 3 เท่าตัว ขณะที่บทบาทการมีส่วนร่วมของไทยต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Semiconductors ยังค่อนข้างน้อย เนื่องจากแรงงานทักษะสูงมีน้อยกว่าคู่แข่ง นอกจากนี้ การลงทุนที่อ่อนแอยังกดดันการผลิตภาคอุตสาหกรรมให้โตช้าลง โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นการพึ่งพาปัจจัยทุน”

ดร.ฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย กล่าวว่า ไทยต้องเร่งลงทุนทั้งในมิติการพัฒนากระบวนการผลิตไปสู่การใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรใหม่และโรงงานอัฉริยะ (Smart Factory) ให้สอดรับกับโครงสร้างแรงงานที่เปลี่ยนไปตามสังคมสูงวัย และในมิติการพัฒนาทักษะแรงงานแบบ Right Re-Skill & Up-skill ขณะเดียวกันยังต้องเสริมศักยภาพด้วยการต่อยอดจากจุดแข็งที่มีเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยอาศัยแนวทาง Reinvent Thailand ที่จะสนับสนุนการยกระดับใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น (Priority Sectors) ได้แก่ Agri & Food Processing, Automotive, Smart Electronics, Medical & Wellness, Tourism และ Retail & Trading ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนผู้ประกอบการราว 2.4 แสนราย (46% ของจำนวนผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็น SMEs) มีการจ้างงานมากถึงกว่า 10.6 ล้านคน (55% ของการจ้างงานจากธุรกิจทั้งหมด) และสร้างรายได้ต่อปีรวมกว่า 38 ล้านล้านบาท (64% ของรายได้รวมทุกธุรกิจ)

นายกฤตตฤณ  เหล่าฤทธิ์ นักวิเคราะห์ กล่าวว่า การพุ่งเป้ายกระดับการลงทุนตามแนวทาง Reinvent Thailand จะสามารถช่วยสร้างผลตอบแทนกลับมาเป็นมูลค่าเพิ่มสูง โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากไทยสามารถเพิ่มการลงทุนใน Priority Sectors ทั้ง 6 สาขาข้างต้น อย่างน้อยให้มีอัตราการเติบโตเทียบเท่ากับอัตราการเติบโตในช่วง 10 ปีก่อนเกิดโควิด-19 (ปี 2553 – 2562) จะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพีระยะข้างหน้าได้อีกประมาณ 0.2-0.4% ต่อปี อีกทั้งยังเป็นการช่วยปรับโครงสร้างธุรกิจและแรงงานไทยให้สอดรับกับบริบทโลกมากขึ้น  เพิ่มผลิตภาพ ซ่อมสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (New growth engine) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศ อันเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เป็นรากฐานสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

Advertisement

22 ธันวาคมนี้ นายกฯ เตรียมเปิดงาน OTOP City 2025 รวมสุดยอดสินค้า OTOP ทั่วประเทศ ส่งท้ายปี

21 ธันวาคม 2568 โฆษกฯ “สิริพงศ์” เผย 22 ธันวาคมนี้ นายกฯ เตรียมเปิดงาน OTOP City 2025 รวมสุดยอดสินค้า OTOP ทั่วประเทศ ส่งท้ายปี ประชาชนสามารถ ชม ชิม ช้อป สินค้าร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคมนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน OTOP City 2025 ซึ่งเป็นงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ระดับประเทศ สำหรับการจัดงาน OTOP City 2025 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 28 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมุ่งหวังให้เป็นมหกรรมของขวัญ ของฝากสุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ที่รวบรวมสินค้า OTOP คุณภาพจากทั่วประเทศมาไว้ในที่เดียว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ครบครันทั้งการช้อป ชม ชิม และความบันเทิง อาทิ การเลือกซื้อของขวัญและของฝากระดับพรีเมียมจากร้านค้ากว่า 2,500 ร้าน พร้อมโซนพิเศษแบบ Exclusive ที่มีเฉพาะในงานนี้เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ที่สะท้อนความสง่างามและคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยอย่างเหนือกาลเวลา ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถร่วมถ่ายภาพในโซน OTOP นวัตวิถี ซึ่งรวบรวมของเด่นของดีจาก 4 ชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงโซน OTOP ชวนชิมทั่วไทย ที่นำเสนออาหารรสเลิศจากทุกภูมิภาค ให้ได้ลิ้มลองโดยไม่ต้องเดินทางไกล อีกทั้งยังมีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง และกิจกรรมความบันเทิงตลอดทั้งวัน พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย

“ประชาชน ผู้สนใจ สามารถเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าในงาน OTOP City 2025 เพื่อร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ให้มีความเข้มแข็ง สามารถสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการในทุกภูมิภาค ควบคู่กับการผลักดันเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมสัมผัสเสน่ห์สินค้าไทยคุณภาพอย่างครบครัน ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำ

Advertisement

รัฐบาลปลื้ม “กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากที่สุด ประจำปี 68

19 ธันวาคม 2568 รัฐบาลปลื้ม “กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากที่สุด ประจำปี 68 คาดปี 69 เที่ยวบินรวม เพิ่มขึ้น 3% สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นช่วงเทศกาลปีใหม่

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลปลื้ม ผลสำรวจข้อมูลทางการตลาดระดับโลก  Euromonitor International ในหัวข้อ Top 100 City Destinations Index 2025กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย คว้าอันดับหนึ่ง ในฐานะเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2568  โดยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 30.3 ล้านคน ตอกย้ำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล และสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของคนไทยในฐานะเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า จากรายงานข้อมูลของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ปีงบประมาณ 2568 (กันยายน 2567 -ตุลาคม 2568) ที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยมีปริมาณเที่ยวบินรวม 904,796 เที่ยวบิน และเพิ่มขึ้นช่วงปลายปี ซึ่งจากตารางบิน Winter Schedule เดือนธันวาคม 2568 มีปริมาณเที่ยวบินรวม 84,543 เที่ยวบิน และในเดือนมกราคม 2569 คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวม 87,835 เที่ยวบิน ในขณะเดียวกัน ได้คาดการณ์ปริมาณเที่ยวบินในปีงบประมาณ 2569 (กันยายน 2568 – ตุลาคม 2569) รวม 928,165 เที่ยวบิน ประกอบด้วย เที่ยวบินระหว่างประเทศ 473,364 เที่ยวบิน เที่ยวบินภายในประเทศ 343,422 เที่ยวบิน เที่ยวบินบินผ่านน่านฟ้า 111,379 เที่ยวบิน โดยมีปริมาณเที่ยวบินเฉลี่ย 2,543 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 3%

ทั้งนี้  ในช่วงวันหยุดต่อเนื่องช่วงปีใหม่ (วันที่ 29 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569) คาดการณ์ว่า จะมีเที่ยวบิน รวม 27,632 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 2,763 เที่ยวบิน รัฐบาลกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมและเตรียมมาตรการด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้การจัดการจราจรทางอากาศปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และลดความล่าช้า

Advertisement

โฆษกรัฐบาลยืนยัน ได้รับสัญญาณจาก USTR เดินหน้าเจรจาการค้าต่อ

14 ธันวาคม 2568 โฆษกรัฐบาลยืนยัน ได้รับสัญญาณจาก USTR เดินหน้าเจรจาการค้าต่อตามที่ พณ. เผยว่า สหรัฐฯ พร้อมเริ่มเจรจาภาษีระดับเทคนิค ชี้ข้อเสนอไทยไม่ล้มเหลว ย้ำทุกการตัดสินใจยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

วันนี้ (วันที่ 14 ธันวาคม 2568) เวลา 12.30 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้รับสัญญาณที่ชัดเจนจาก สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ถึงความพร้อมในการ เดินหน้าเจรจาการค้ากับประเทศไทยต่อไป

โฆษกรัฐบาลระบุว่า สัญญาณดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ข้อเสนอของประเทศไทยมิได้ล้มเหลว และยังได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากฝ่ายสหรัฐฯ แม้สถานการณ์การหยุดยิงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาจะยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายและตัดสินใจทุกประเด็นโดยยึด ผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก

โฆษกรัฐบาลย้ำว่า จุดยืนของประเทศไทยยังคงชัดเจนและสม่ำเสมอ โดย การหยุดยิงจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาดำเนินการตามข้อเรียกร้องและเงื่อนไขที่ประเทศไทยเสนอไว้เท่านั้น เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบและการเคารพพันธกรณีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้รับจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โดยได้เน้นย้ำถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศจากการเร่งเดินหน้าเจรจาการค้า พร้อมเสนอให้ฝ่ายสหรัฐฯ พิจารณาแยกประเด็นด้านความมั่นคงออกจากประเด็นทางการค้า เพื่อไม่ให้การเจรจาล่าช้าและกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

โฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ยังได้รายงานผลการหารือกับ สภาธุรกิจอาเซียน–สหรัฐฯ (USABC) และคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ที่ลงทุนในประเทศไทยกว่า 40 ราย ซึ่งเห็นพ้องตรงกันว่า ควรเร่งสรุปผลการเจรจาการค้าโดยเร็ว เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และประโยชน์ของผู้บริโภคทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง เช่น ข้าวหอมมะลิไทยและสินค้าเกษตรอื่น ๆ

โฆษกรัฐบาลยังได้กล่าวในตอนท้ายว่า “จากข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพาณิชย์ เช้าวันนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า จะประสานให้ USTR เดินหน้าการหารือในระดับเทคนิคกับฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ”

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

พาณิชย์เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

10 ธันวาคม 2568 พาณิชย์เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์รายงาน ภาพรวมดัชนีเศรษฐกิจการค้าเดือนตุลาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลงร้อยละ 0.76 (YoY) สะท้อนทิศทางค่าครองชีพที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการภาครัฐและราคาพลังงานโลกที่ลดลง

ปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคากลุ่มพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้นโยบายบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล อาทิ โครงการ Quick Big Win รวมถึงราคาสินค้าอาหารหลายรายการที่ปรับลดลงจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด และผลไม้สด

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในอันดับต่ำของโลก สะท้อนเสถียรภาพด้านราคาและการดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 50.9 ปรับเพิ่มขึ้นเข้าสู่ระดับ “เชื่อมั่น” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน จากแรงหนุนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ขยายตัว และมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้นโยบายการเงิน การคลัง และมาตรการด้านการค้าควบคู่กัน เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

แหล่งท่องเที่ยวไทยคว้ารางวัลระดับโลก ติดอันดับ “Top 100 Green Destinations”

6 ธันวาคม 2568 แหล่งท่องเที่ยวไทยคว้ารางวัลระดับโลก ติดอันดับ “Top 100 Green Destinations” ยืนยันศักยภาพการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน

วันนี้ (6 ธ.ค.68) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลายแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ “Top 100 Green Destinations Stories” ประจำปี 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่ยกย่องเมืองและแหล่งท่องเที่ยวที่มีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ชุมชนท้องถิ่น และคุณภาพชีวิตของประชาชน สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวสีเขียวในภูมิภาคแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับ อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา (กระบี่) จากโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศทะเล “Return Home to Hermit Crabs” ที่ลดขยะชายฝั่งและฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ (เชียงใหม่) ซึ่งผสมผสานพื้นที่สีเขียวกับการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม อุทยานแห่งชาติกุยบุรี (ประจวบฯ) และ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง (ตราด) ตัวอย่างพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการรักษาระบบนิเวศควบคู่กับการรองรับนักท่องเที่ยว ชุมชนเมืองรองสำคัญ เช่น เชียงคาน (เลย), เขตเมืองเก่าน่าน, เมืองเก่าอุทัยธานี, และ ชุมชนท่าชัย สุโขทัย ซึ่งโดดเด่นด้านการรักษามรดกวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการท่องเที่ยวโดยชุมชน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกในเวทีนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการยืนยันถึงความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่นในการรักษาธรรมชาติ จัดการขยะอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันนโยบายท่องเที่ยวยั่งยืนตามแนวทางของรัฐบาล รัฐบาลมุ่งมั่นยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ “Sustainable Tourism” ผ่านมาตรการต่าง ๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย มาตรฐานบริการ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้รายชื่อแหล่งท่องเที่ยวไทยอยู่ในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

รองโฆษกฯ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบเลือกเที่ยวพื้นที่ที่ได้รับรองมาตรฐานสนับสนุนธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และโฮมสเตย์ของชุมชนร่วมกันดูแลความสะอาด ไม่ทิ้งขยะ และเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น

“ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงสวยงาม แต่ยั่งยืนและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน” รองโฆษกฯ กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนเที่ยวเมืองรอง ใช้มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน”

5 ธันวาคม 2568 รัฐบาลเชิญชวนประชาชนเที่ยวเมืองรอง ใช้มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” ช่วงหยุดยาว 5–7 ธันวาคม 2568 ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ถึง 15 ธันวาคมนี้

วันนี้ (5 ธันวาคม 2568) เวลา 12.00 น. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี “เที่ยวดี มีคืน” เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัด เมืองรองกว่า 55 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมขอเชิญประชาชนใช้วันหยุดยาว 5–7 ธันวาคมนี้ ออกเดินทางท่องเที่ยว สัมผัสวัฒนธรรม–ธรรมชาติ และสนับสนุนผู้ประกอบการในท้องถิ่น

มาตรการดังกล่าวเปิดให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายด้าน ที่พัก ร้านอาหาร มาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ รวมไม่เกิน 20,000 บาท ตามใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรือ e-Tax Invoice โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่

ลดหย่อนมากกว่าเดิมเมื่อเที่ยว “เมืองรอง”

เที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า

(คำนวณตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท*)

เที่ยวจังหวัดอื่น ลดหย่อนได้ 1 เท่า

(สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท)

รองโฆษกฯ ระบุว่า นโยบายนี้ช่วยทั้งประชาชนและชุมชนท้องถิ่น โดยคาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากช่วงปลายปีอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนในบรรยากาศดีช่วงต้นฤดูหนาว ชิมอาหารท้องถิ่น เที่ยวชุมชน และสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่กำลังสวยงามที่สุดในรอบปี

ขอให้รีบใช้สิทธิ์ ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2568

ค่าใช้จ่ายต้องเกิดขึ้น ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 และมีใบกำกับภาษีถูกต้องเท่านั้นจึงจะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

รองโฆษกฯ ขอเชิญชวนประชาชน “เที่ยวเมืองรอง–ลดหย่อนภาษี–ช่วยเศรษฐกิจไทย” และใช้โอกาสช่วงหยุดยาว 5–7 ธันวาคมนี้ ออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเติมพลัง พร้อมสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างทั่วถึง

Advertisement

Verified by ExactMetrics