วันที่ 15 มีนาคม 2026

AOC 1441 เตือนภัย “เงินด่วนออนไลน์” ระวังโดนหลอก!

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2569 “แค่กรอกเบอร์โทร ก็รู้วงเงินกู้ทันที” ประโยคสั้น ๆ ที่ฟังดูสะดวกและง่าย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกหลอกโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบันมิจฉาชีพใช้กลยุทธ์โฆษณาเงินกู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, TikTok หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ พร้อมข้อความเชิญชวนว่า “อนุมัติไว ไม่เช็กบูโร วงเงินสูง” เพียงแค่กรอกหมายเลขโทรศัพท์หรือแอดไลน์พูดคุยส่วนตัว ก็แจ้งผลอนุมัติทันที

แท้จริงแล้ว เป้าหมายสำคัญของมิจฉาชีพคือ “ข้อมูลติดต่อ” โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ เพื่อนำไปโทรกลับเสนอเงินกู้แบบเร่งด่วน ใช้วิธีกดดันให้รีบตัดสินใจ และเรียกเก็บเงินล่วงหน้าในชื่อ ค่าธรรมเนียม/มัดจำ ค่าดำเนินการ หรือค่าประกันต่าง ๆ เมื่อเหยื่อโอนเงินไปแล้ว กลับไม่ได้รับเงินกู้ตามที่ตกลง

บางรายขอกู้ 5,000 บาท แต่ได้เงินจริงเพียง 2,000 บาท พร้อมเงื่อนไขดอกเบี้ยสูงเกินกฎหมายกำหนด หรือร้ายแรงกว่านั้น ข้อมูลส่วนตัวอาจถูกนำไปสมัครกู้แอปพลิเคชันอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม

ก่อนตัดสินใจกู้เงินทุกครั้ง ควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ เพื่อความปลอดภัย และเพิ่มความมั่นใจอีกชั้น ประชาชนควรตรวจสอบว่าเป็นผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมายหรือไม่ ผ่านบริการ “เช็กแอปเงินกู้”  ได้ที่เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“เงินกู้ถูกกฎหมาย จะไม่เรียกเก็บเงินก่อนการอนุมัติ” ดังนั้นอย่าโอนเงินล่วงหน้า และอย่าส่งข้อมูลส่วนตัวให้แหล่งกู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ ความรอบคอบเพียงเล็กน้อย อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับผลกระทบจากการหลอกลวง สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ AOC 1441 ตลอด 24 ชม. และหากพบการกระทำที่น่าสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ GCC 1111 เพื่อแจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความปรารถนาดีจากกระทรวงดีอี

Advertisement

เริ่ม 1 มีนาคม 69 ธปท. กำหนดวงเงินซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มชำระเงินบาท ยกระดับความโปร่งใส ลดผลกระทบค่าเงินบาท

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่ม 1 มีนาคม 2569 ธปท. กำหนดวงเงินซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มชำระเงินบาท ยกระดับความโปร่งใส ลดผลกระทบค่าเงินบาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ชำระเป็นเงินบาท เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมมูลค่าสูง ยกระดับความโปร่งใส และลดผลกระทบต่อเสถียรภาพค่าเงินบาท โดยมาตรการจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569

รองโฆษกฯ กล่าวว่า มาตรการสำคัญประกอบด้วย

  1. กำหนดวงเงินซื้อหรือขายทองคำไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาทต่อคนต่อแพลตฟอร์ม สำหรับแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นสกุลเงินบาทเท่านั้น (ไม่ครอบคลุมการซื้อขายที่ชำระเป็นดอลลาร์สหรัฐ ร้านทองทั่วไป แพลตฟอร์มออมทองที่ไม่สามารถขายได้ และการซื้อขายในตลาดสัญญาล่วงหน้า)

ทั้งนี้ ผู้ที่ถือทองคำมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท ณ สิ้นวันที่ 30 มกราคม 2569 สามารถขายทองคำตามจำนวนที่มีอยู่เดิมได้โดยไม่จำกัดระยะเวลา

  1. เพิ่มเงื่อนไขการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์ม (ทั้งเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐ) ได้แก่

– ห้ามใช้บัญชีผู้อื่นรับ–จ่ายเงินแทน

– ต้องชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น

– ต้องชำระเงินเต็มจำนวน ห้ามรับ–จ่ายเฉพาะส่วนต่าง (net settlement)

– ต้องรับมอบทองคำด้วยตนเอง

– การขายทองคำต้องมีทองคำอยู่ในระบบและชำระเงินครบถ้วนแล้ว (ห้าม short sell)

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมุ่งลดความผันผวนของค่าเงินบาท และยกระดับมาตรฐานการซื้อขายทองคำ โดยการกำหนดวงเงินจะบังคับใช้กับลูกค้าทั่วไปเท่านั้น ไม่ครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจทองคำหรือผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งลูกค้าทั่วไปที่ซื้อขายไม่เกิน 50 ล้านบาทจะไม่ได้รับผลกระทบ

“รัฐบาลสนับสนุนแนวทางของ ธปท. ในการยกระดับความโปร่งใสของธุรกรรมการเงิน และดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจภาพรวม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเงินของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รัฐบาลปลื้ม 1 ม.ค.- 22 ก.พ. 2569 ยอดต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลปลื้ม ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว 1 ม.ค.- 22 ก.พ. 2569 ยอดต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้านบาท “จีน มาเล รัสเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้” เดินทางเที่ยวไทยมากสุดตามลำดับ

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย รัฐบาลปลื้ม ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 5,947,434 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 293,119 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 969,505 คน มาเลเซีย 573,323 คน รัสเซีย 457,250 คน อินเดีย 376,738 คน และเกาหลีใต้ 283,623 คน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-22 ก.พ. 2569) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 879,587 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,969 คน หรือ 0.34% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 125,655 คน นักท่องเที่ยวมาเลเซียและรัสเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.02% และ 7.57% ตามลำดับ จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาแตะระดับ 1.1 แสนคน ในรอบ 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 33.02% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ อินเดีย และจีน ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 18.19% 10.78% และ 0.68% ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนชะลอเดินทางหลังจากเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของวันหยุดต่อเนื่องในประเทศ แต่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับกว่า 2 แสนคน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 199,078 คน มาเลเซีย 111,581 คน รัสเซีย 60,442 คน อินเดีย 42,893 คน และเกาหลีใต้ 34,318 คน

“สำหรับสัปดาห์นี้ (23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้และอาเซียนมากขึ้น การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

การค้าผ่านแดนไทยเดือนมกราคม 2569 โต 10.9% จีนยังครองแชมป์ตลาดผ่านแดน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2569 การค้าผ่านแดนไทยเดือนมกราคม 2569 โต 10.9% ไทยเกินดุลกว่า 1.48 หมื่นล้านบาท จีนยังครองแชมป์ตลาดผ่านแดน

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวม การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทย ในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 161,135 ล้านบาท ขยายตัว 10.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 87,977 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% และการนำเข้า 73,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 14,819 ล้านบาท

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สำหรับการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา เดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 68,613 ล้านบาท หดตัว 18.2% เป็นการส่งออก 38,748 ล้านบาท (-23.4%) และการนำเข้า 29,865 ล้านบาท (-10.3%) โดยไทยยังเกินดุลการค้า 8,883 ล้านบาท

ประเทศคู่ค้าชายแดนที่มีมูลค่าสูงสุดคือ มาเลเซีย 30,043 ล้านบาท รองลงมาคือ สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท และ เมียนมา 14,434 ล้านบาท ขณะที่การค้าชายแดนไทย–กัมพูชาอยู่ที่ 0 บาท

สินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่

– น้ำมันดีเซล 3,652 ล้านบาท

– แผงวงจรไฟฟ้า 1,232 ล้านบาท

– น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,214 ล้านบาท

ขณะที่การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนเดียวกัน มีมูลค่าการค้ารวม 92,522 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 50.7% เป็นการส่งออก 49,229 ล้านบาท (+78.9%) และการนำเข้า 43,293 ล้านบาท (+27.8%)

ตลาดผ่านแดนสำคัญอันดับหนึ่งยังคงเป็น จีน มูลค่า 50,547 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.8% รองลงมาคือ สิงคโปร์ มูลค่า 18,942 ล้านบาท (+115.9%) และ เวียดนาม มูลค่า 7,367 ล้านบาท (+41.1%)

สินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่

– ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท

– เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท

– ทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าของภูมิภาค โดยเฉพาะการค้าผ่านแดนที่เติบโตโดดเด่น ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้า พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาโมเมนตัมการส่งออกและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

“รัฐบาลมุ่งใช้การค้าชายแดนและผ่านแดนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เชื่อมโยงตลาดภูมิภาค และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเร่งปราบ “นอมินีต่างชาติ” ครม. รับทราบความคืบหน้า บูรณาการทุกหน่วยงาน ปิดช่องถือครองที่ดิน–อสังหาฯ ผิดกฎหมาย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบสรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีปัญหาการถือครองหรือครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) ตามที่ กระทรวงพาณิชย์ เสนอ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการเชิงรุกให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย การเงิน การถือครองที่ดิน และธุรกิจอำพราง

จากการรายงานของหน่วยงาน พบว่าได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายด้าน อาทิ

– กรมที่ดิน กำชับแนวทางตรวจสอบการโอนกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินของผู้มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวอย่างเข้มงวด

– กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (IBAS) และเทคโนโลยี AI มาใช้คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

– ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว และกำหนดแผนป้องกัน–ปราบปราม 3 ระยะ

– ตำรวจและ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบและดำเนินคดีกลุ่มธุรกิจเสี่ยง 6 ประเภท ได้แก่ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ e-Commerce เกษตร โรงแรม และก่อสร้าง

– กระทรวงมหาดไทยสั่งการทุกจังหวัดตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ ตรวจสอบการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตร

– ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและอากาศยานไร้คนขับ เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินขนาดใหญ่

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังรับทราบข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน รวมถึงแนวคิดจัดทำกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการปัญหานอมินีอย่างเป็นระบบในระยะยาว พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลยืนยันเดินหน้าแก้ปัญหานอมินีอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินของคนไทย สร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

ข่าวดี “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปแล้ว เปิดประตูสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดพรีเมียม 27 ประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ข่าวดี “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปแล้ว เปิดประตูสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดพรีเมียม 27 ประเทศ

วันที่  21 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาแจ้งข่าวดีว่า “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ของไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ใน สหภาพยุโรป อย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่เวทีสากล ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่างประเทศ เปิดโอกาสทางการค้าในประเทศสมาชิก 27 ประเทศ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดพรีเมียมอย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกฯ กล่าวว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการส่งเสริมสินค้า GI ควบคู่การจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ และการสนับสนุนช่องทางตลาดทั้งออนไลน์–ออฟไลน์ พร้อมเร่งผลักดันสินค้า GI ไทยที่มีศักยภาพไปขึ้นทะเบียนในต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยและยกระดับมาตรฐานคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สหภาพยุโรปได้ประกาศขึ้นทะเบียน “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” หลังไทยยื่นคำขอในปี 2566 โดยสหภาพยุโรปถือเป็นตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมที่สำคัญของไทย มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยกว่า 300 ล้านบาทต่อปี การได้รับความคุ้มครอง GI จะช่วยป้องกันการแอบอ้างชื่อสินค้า เพิ่มความเชื่อมั่นผู้นำเข้า และขยายโอกาสทางการค้าไปยังประเทศสมาชิก อาทิ เนเธอร์แลนด์ สเปน เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก ไอร์แลนด์ และเดนมาร์ก พร้อมเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย สร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

จากการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ ส่งผลให้ “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” เป็นสินค้า GI รายการแรกของจังหวัดราชบุรีที่ได้รับความคุ้มครองในต่างประเทศ และเป็น GI ไทยลำดับที่ 5 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรป ต่อจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง กาแฟดอยตุง และกาแฟดอยช้าง โดยแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองราชบุรี ดำเนินสะดวก วัดเพลง บ้านโป่ง บางแพ ปากท่อ และโพธาราม ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศและดินน้ำเหมาะสม ทำให้มะพร้าวมีเอกลักษณ์เด่น น้ำหวานหอมคล้ายใบเตย เนื้อหนานุ่ม ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า ราชบุรีมีผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 550 ล้านลูก มูลค่าจำหน่ายในประเทศ 276 ล้านบาท และมูลค่าส่งออกทั่วโลกกว่า 5,244 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกอย่างชัดเจน

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนในต่างประเทศแล้วรวม 11 รายการ ครอบคลุม 33 ประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันสินค้า GI ไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและสินค้าเกษตรซึ่งเป็น Soft Power สำคัญของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ และยกระดับรายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นในระยะยาว

Advertisement

สมาคมธนาคารไทยชี้ GDP ปี 68 โตเกินคาด สะท้อนประสิทธิภาพรัฐบาล ผสานพลังภาคเอกชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สมาคมธนาคารไทยชี้ GDP ปี 68 โตเกินคาด สะท้อนประสิทธิภาพรัฐบาล ผสานพลังภาคเอกชน ขับเคลื่อนนโยบายอย่างตรงจุด สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

สศช. รายงาน GDP ไตรมาส 4/2568 เติบโต 2.5% สูงกว่าที่คาดไว้ 1.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เติบโต 2.4% สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ 2.0–2.2% และปรับเพิ่มประมาณการปี 2569 เป็น 1.5–2.5% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ทำงานอย่างมืออาชีพ

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า  เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาด แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงาน GDP ไตรมาส 4/2568 เติบโต 2.5% สูงกว่าที่คาดไว้ 1.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เติบโต 2.4% สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ 2.0–2.2% และปรับเพิ่มประมาณการปี 2569 เป็น 1.5–2.5% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำงานอย่างมืออาชีพ แม้ว่าจะเป็นในช่วงเวลาสั้นมากๆ โดยมีการประสานภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ทำให้มาตรการต่าง ๆ ออกแบบได้ตรงจุด โปร่งใส และเกิดผลจริง สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่เน้นการร่วมออกแบบและร่วมขับเคลื่อนอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มาตรการ “Quick Big Win” มีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมๆกับ การวางรากฐานในระยะยาว มีการกำหนดเจ้าภาพชัดเจน ตั้งเป้าหมายและกรอบเวลาที่วัดผลได้ ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การดำเนินนโยบายเป็นเอกภาพมากขึ้น  นอกจากนี้  ยังมีการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านวินัยการคลัง และกรอบการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน รวมถึงการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ Connect the Dots เพื่อจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น การติดตามเส้นทางการเงินและสินทรัพย์เสมือนเงิน ซึ่งช่วยลดปัญหาเงินเทา และแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

นายผยงกล่าวว่า โจทย์สำคัญจากนี้ไม่ใช่เพียงการรักษาอัตราการเติบโต แต่คือการสร้าง Trust and Confidence ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดย GDP ล่าสุด และผลการเลือกตั้งที่ออกมาในเชิง “Vote of Confidence” สะท้อนความคาดหวังต่อความต่อเนื่องของนโยบายและความมั่นคงของรัฐบาล ภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งพิจารณางบประมาณปี 2570 และการเบิกจ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐอย่างเต็มที่ โดยสมาคมธนาคารไทยร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าโครงการ PromptBiz ภาคเอกชน เพื่อลดต้นทุนการค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มสภาพคล่องด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม ลดการใช้หลักประกัน และผลักดัน Financial Inclusion ในระบบเศรษฐกิจจริง

“การที่รัฐบาลได้มืออาชีพที่มีประสบการณ์ตรงเข้ามาบริหารงานและสามารถ Action ได้เลย ดังเช่น ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนข้อมูล อยู่ในกรอบมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าได้ภายใต้ภาวะความผันผวนและความท้าทายที่เกิดขึ้น โมเมนตัมเศรษฐกิจปลายปี 2568 เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิด Positive Surprise ต่อเนื่องมาในปี 2569 และถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งความเปราะบางของครัวเรือนจากหนี้สูง ความสามารถแข่งขันของ SME และการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ทุจริต เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เปิดตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve และพลิกฟื้นประเทศไทยให้กลับมาโดดเด่นในภูมิภาคอีกครั้ง”

Advertisement

รัฐบาลคุมเข้มราคาสินค้าตรุษจีน–เครื่องชั่งทอง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลคุมเข้มราคาตรุษจีน–เครื่องชั่งทอง สินค้าส่วนใหญ่ราคาลดลงจากปีก่อน ย้ำฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษหนัก

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้เร่งกำกับดูแลสถานการณ์ราคาสินค้าและความเป็นธรรมทางการค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในย่านการค้าสำคัญ อาทิ เยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร พร้อมตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งร้านทอง เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของ ญาณี ศรีมณี รองอธิบดี กรมการค้าภายใน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจน และร้านทองใช้เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐาน โดยภาพรวมราคาสินค้าในช่วงตรุษจีนปี 2569 ปรับลดลงจากปีก่อนหลายรายการ และมีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ วัตถุดิบสำคัญสำหรับเทศกาล เช่น เนื้อหมู ไข่ไก่ อาหารแห้ง ผักสด และผลไม้ หลายรายการมีราคาเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่อาหารสำเร็จรูปและเครื่องไหว้บางประเภทก็มีราคาปรับลดลงเช่นกัน แม้กระดาษเงิน–ทองบางรายการจะปรับสูงขึ้นตามต้นทุน ส่วนทองคำซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงตรุษจีน กรมการค้าภายในได้กำชับร้านทองทั่วประเทศให้ใช้เครื่องชั่งที่ผ่านการรับรอง และแสดงราคาซื้อ–ขายอย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดทั่วประเทศตรวจสอบร้านทองอย่างเข้มข้น ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเข้าตรวจสถานประกอบการกว่า 1,200 แห่ง และเครื่องชั่งดิจิทัลกว่า 1,400 เครื่อง พบว่าส่วนใหญ่ถูกต้องตามมาตรฐาน มีเพียงบางพื้นที่ที่พบค่าความคลาดเคลื่อนเกินกฎหมายกำหนด ซึ่งได้ดำเนินการผูกบัตรห้ามใช้และดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

รองโฆษกฯ ย้ำว่า ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยการไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท การฉวยโอกาสขึ้นราคามีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือดัดแปลง มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้ทันที

Advertisement

ขึ้นทะเบียน “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” สินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัดยะลา

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ขึ้นทะเบียน “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” สินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัดยะลา เนื้อแน่น รสชาติหวาน ปราศจากกลิ่นโคลน คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดปีละ 19 ล้านบาท

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ ปลานิลสายน้ำไหลเบตง ซึ่งเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัดยะลา ต่อจากกล้วยหินบันนังสตา ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ส้มโชกุนเบตง มังคุดในสายหมอกเบตง และไก่เบตงยะลา ที่ขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสินค้า GI ในหมวดอาหาร โดยมั่นใจว่าการขึ้นทะเบียน GI จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าเป็นสินค้าคุณภาพมาจากแหล่งผลิต ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดให้กับเกษตรกรและเพิ่มรายได้มากขึ้น

สำหรับปลานิลสายน้ำไหลเบตง มีคุณภาพโดดเด่นแตกต่างจากปลานิลทั่วไปอย่างชัดเจน จากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำเกษตรกรรม โดยแหล่งผลิตอยู่ในบริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งมีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ได้รับอิทธิพลทั้งจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีอากาศเย็น อุณหภูมิเฉลี่ย 27.5–28.5 องศาเซลเซียส มีหมอกและฝนตกชุกตลอดปี และน้ำในลำธารมีปริมาณออกซิเจนสูง เนื่องจากสายน้ำไหลเวียนตลอดเวลา โดยเกษตรกรในพื้นที่ได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผันน้ำจากลำธารเข้าสู่บ่อเลี้ยง ส่งผลให้ปลามีเนื้อแน่นเด้ง มีไขมันแทรกเล็กน้อย และรสชาติหวานเป็นธรรมชาติ ทั้งยังโดดเด่นเรื่องความสะอาด ปราศจากกลิ่นโคลน และมีกลิ่นคาวน้อยกว่าปลานิลทั่วไป สามารถนำมาทำเป็นเมนูซาชิมิได้

“ด้วยเอกลักษณ์และคุณภาพของปลานิลสายน้ำไหลเบตงซึ่งเป็นที่ยอมรับมาอย่างยาวนาน ร้านอาหารและภัตตาคารต่าง ๆ จึงนิยมนำมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารหลากหลาย สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยง โดยมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 163,000 กิโลกรัมต่อปี ราคาขายเฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดได้กว่า 19 ล้านบาทต่อปี” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฯ ร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีน ปีม้า ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ย้ำสายสัมพันธ์ไทย – จีน “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน” จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

วันนี้ (วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 11.40 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะ เข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ปีม้า 2569 ตามคำเชิญของนายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา ได้รับชมการแสดงพื้นบ้านจีน อาทิ การแสดงอิงเกอ (Yingge) การแสดงเชิดสิงโต การแสดงวัฒนธรรมประเพณีตรุษจีน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการวัฒนธรรมพื้นบ้านจีนที่สะท้อนอัตลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมจีน รวมไปถึงการร่วมพิธีแต้มตาสิงโต ซึ่งเป็นพิธีกรรมตามประเพณีจีน โดยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดดวงตาและปลุกชีวิตให้สิงโตมงคล เปรียบเสมือนการนำพาความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่นคงมาสู่ประชาชน ตลอดจนสะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ภายใต้ชื่องาน “Embracing the Chinese New Year” เป็นภาษาจีน โดยแสดงความขอบคุณในนามของประชาชนชาวไทยต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนชาวจีน สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งขอบคุณเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย์ สำหรับไมตรีจิตและคำเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองในครั้งนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” (中泰一家亲) พร้อมอวยพรให้ชาวไทยเชื้อสายจีนและพี่น้องชาวจีนทุกคนมีความสุขในวันตรุษจีน ปีม้า มีความโชคดี สมปรารถนาในทุกประการ และขอให้มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศยั่งยืนยาวนานและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

Advertisement

 

Verified by ExactMetrics