วันที่ 13 มิถุนายน 2026

นายกฯ โชว์ผลงานกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ทลายเครือข่ายทุจริตทะเบียนราษฎร บ่อนพนันผิดกฎหมาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 30 เมษายน 2569 นายกฯ โชว์ผลงานกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ทลายเครือข่ายทุจริตทะเบียนราษฎร บ่อนพนันผิดกฎหมาย ประกาศเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจริงจัง ต่อเนื่อง ย้ำเอาผิดทุกเครือข่ายไม่มีละเว้น

วันนี้ (30 เมษายน 2569) เวลา 15.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตสวมตัว แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่า นโยบายสำคัญประการหนึ่งตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ คือ การสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยที่ผ่านมาได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เห็นได้จากการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) โดยมีการดำเนินการในรายคดี ยึดและอายัดทรัพย์สินในหลายกรณีมาโดยตลอด ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว วันนี้จึงมีผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ ดังนี้

การปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ กระทรวงมหาดไทยได้ทำการจำหน่ายรายการทางทะเบียนเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ได้แก่ นายก๊กอัน และเครือข่ายนาย ลียง พัด โดยหลังจากการตรวจพบการทุจริตทางทะเบียนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนของกรมการปกครอง ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง รวมทั้งการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่าย โดยปรากฏผลการจับกุมปราบปรามเครือข่ายการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติไทยที่สำคัญ ได้แก่ ปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” ตรวจพบการทุจริต 16 รายการ จับกุมผู้ต้องหา 14 ราย ขณะที่ปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ตรวจพบการทุจริต 10 รายการ จับกุมผู้เกี่ยวข้อง 6 ราย และปฏิบัติการ “ตัดบัตรกรุงเก่า” ตรวจพบการย้ายทะเบียนบ้านอันเป็นเท็จ 214 รายการ จับกุมผู้เกี่ยวข้องอีก 6 ราย

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินคดีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติกรณีจ้างคนไทยจดทะเบียนสมรสและแจ้งเกิดบุตรให้ได้สัญชาติไทย อันเป็นการบิดเบือนหลักเกณฑ์ทางกฎหมายว่าด้วยสัญชาติและสร้างสถานะบุคคลที่ไม่ตรงกับความจริง ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจสังคมและความมั่นคงของรัฐ เพราะคนเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน การถือครองทรัพย์สินแทนในลักษณะนอมินี หรือการขยายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเสถียรภาพของประเทศ ซึ่งในกรณีเหล่านี้ได้มีการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดจำนวน 34 ราย และดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดจำนวน 19 ราย

ขณะเดียวกัน การปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ได้ดำเนินการตามนโยบายในการสร้างความมั่นคงปลอดภัย โดยการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย จำนวน 3 คดี อีกทั้งชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัด 76 ชุด และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอ 878 ขุด ได้มีผลการดำเนินงาน จับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 5,510 คดี และการออกตรวจตรา ทั้งจุดตรวจจุดสกัดและการหาข่าว รวมทั้งสิ้น 339,184 ครั้ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากผลการปฏิบัติงานที่กล่าวมานั้น ขอยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี และขยายผลโดยยึดหลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากพบว่า ผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือองค์กรภาคเอกชนใดที่เข้าไปมีส่วนร่วมหรือให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำผิด จะถูกดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

Advertisement

“ไทยช่วยไทย” Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค.นี้ เปิดจุดขาย 878 อำเภอ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 29 เมษายน 2569 “ไทยช่วยไทย” Kick-off ทั่วประเทศ 1 พ.ค. นี้ เปิดจุดขาย 878 อำเภอ หนุน SMEs ไทยสู่แพลตฟอร์มออนไลน์

วันนี้ (29 เมษายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เตรียมขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อม Kick-off ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และเดินหน้าระยะที่ 2 อย่างต่อเนื่อง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Makro, Lotus’s, Big C, TOPS และ Go Wholesale จัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ใกล้บ้าน โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม ได้แก่ วันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งมีการจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ผ่านห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ พร้อมขยายช่องทางไปยังร้านค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, TikTok, GrabMart และ LINE MAN

สำหรับระยะที่ 2 โครงการจะต่อยอดสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยนำร่อง 2,000 ราย ให้นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ การสนับสนุนค่าขนส่งฟรี และคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ ขณะที่แพลตฟอร์มเอกชนร่วมยกเว้นค่า GP เพื่อลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้า House Brand ของห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมีการลดราคาสูงสุดถึง 58% รวมถึงสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่ร่วมจัดโปรโมชันลดราคา

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

Advertisement

ธอส.เดินหน้ายกระดับ Digital Data AI เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่บทบาทใหม่ Beyond Housing Bank

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 เมษายน 2569 ธอส. โชว์ผลงาน Q 1/2569 ปล่อยสินเชื่อใหม่ทะลุ 50,000 ล้านบาท ดันภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโต หนุนนโยบายรัฐจัดทำสินเชื่อประหยัดพลังงาน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1% ต่อปี พร้อมเดินหน้ายกระดับ Digital Data AI เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่บทบาทใหม่ Beyond Housing Bank

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจไทย ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในแถบประเทศตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานปรับเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชน แต่ ธอส. ยังคงบทบาทการเป็นสถาบันการเงินของรัฐในการสร้างโอกาสให้คนไทยมีที่อยู่อาศัย และเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนได้จากการปล่อยสินเชื่อใหม่ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (มกราคม – มีนาคม 2569) สามารถปล่อยได้ 50,124 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจำนวนนี้เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 24,395 ราย ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีจำนวน 103,885 ล้านบาท คิดเป็น 5.46% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.31% (ไตรมาส 1/2568 มี NPL อยู่ที่ 5.77%) ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้อย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้การดำเนินงานเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2568  มีสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,900,951 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.52% มีสินทรัพย์รวม 2,057,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.39% เงินฝากรวม 1,805,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.54% การตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นจำนวนสูงถึง 158,373 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL ที่ระดับ 152.45% สะท้อนถึงความมั่นคง พร้อมในการรองรับผลกระทบในอนาคต และอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ระดับแข็งแกร่ง 15.50% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดที่ 8.50%

“นอกจากการดำเนินงานตามภารกิจหลักในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแล้ว อีกบทบาท ธอส. พร้อมเป็นผู้พยุงภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ฟื้นตัว ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อใหม่ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 246,795 ล้านบาท ในปี 2569 โดย ธอส. ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะสมกับลูกค้า และสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง (Financial Inclusion) โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย กลุ่มอาชีพอิสระ และ Green Finance เพื่อทำให้คนไทยมีบ้านอย่างยั่งยืน” ดร.มหัทธนะ กล่าว

ภายใต้สถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธอส. จึงให้ความสำคัญกับการดูแล ช่วยเหลือลูกค้าลดภาระค่าครองชีพ โดยเตรียมกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ให้มีภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระเงินงวดลดลง ผ่านมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC4) เดือนที่ 1 – 3 อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี และผ่อนชำระเงินงวดเพียงเดือนละ 1,000 บาท เดือนที่ 4 – 6 ลดเงินงวดผ่อนชำระ โดยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 1.90% +100 บาท และเดือนที่ 7 -12 ลดเงินงวดผ่อนชำระ โดยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 2.90% +100 บาท สำหรับลูกค้าที่ชำระเงินงวดเกินกว่าที่กำหนด เงินดังกล่าวจะถูกนำไปตัดดอกเบี้ยค้างชำระ (หากมี) และเมื่อผ่อนชำระครบตามเงื่อนไขให้ลูกค้ากลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสัญญาเดิมต่อไป ซึ่งเป็นการดำเนินการช่วยเหลือต่อเนื่องจากมาตรการแก้ไขหนี้ที่ ธอส. มีอยู่ โดยปัจจุบันมีลูกค้าได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการต่าง ๆ แล้วกว่า 32,858 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือกว่า 37,204.66 ล้านบาท

ดร.มหัทธนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ธอส. ยังเดินหน้าสนับสนุนนโยบายรัฐบาลแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน จึงได้จัดทำสินเชื่อเพื่อติดตั้ง Solar Roof หรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อประหยัดพลังงาน ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพในระยะยาว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี ผ่อนชำระเงินงวดเพียง 2,900 บาท (หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้สินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดในผลิตภัณฑ์สินเชื่อซ่อม – แต่ง และสินเชื่อซ่อม – แต่ง Plus)

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ธอส. ยังคงเดินหน้ายกระดับการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มมีบ้านเป็นของตนเองได้มากขึ้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน พร้อมทั้งช่วยรักษาบ้านให้คนไทยได้อย่างยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ 5 Strategic Pillars โดยนำเทคโนโลยี Digital Data และ AI ยกระดับกระบวนการทำงานและพัฒนาการให้บริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบความเสี่ยงและสนับสนุนเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์ อาทิ โครงการ G H BANK Easy Loan ลูกค้าสามารถขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยผ่าน Application :  GHB ALL GEN ครอบคลุมกระบวนการยื่นคำขอกู้ และอนุมัติสินเชื่อผ่านระบบดิจิทัล โดยจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติสินเชื่อ และช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวก รวดเร็วเพื่อการมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น รวมถึงพัฒนาโครงการ Resale Home Ecosystem ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรด้านธุรกิจบ้านมือสอง เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าสามารถซื้อ–ขาย–กู้ที่อยู่อาศัยได้แบบครบจบในระบบเดียว ปัจจุบันมีลูกค้ายื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านมือสองได้กว่า 23% ของเป้าหมายโครงการที่ตั้งไว้ สะท้อนว่า ธอส. สามารถกระตุ้นการซื้อบ้านมือสองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ NPL อย่างยั่งยืน โดย ธอส. ได้ร่วมมือกับกรมบังคับคดี เพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร NPL แบบครบวงจร ด้วยการบูรณาการฐานข้อมูลและกระบวนการขายทอดตลาดผ่านระบบร่วมกัน ปัจจุบันสามารถจำหน่ายทรัพย์ภายใต้โครงการดังกล่าวรวมกว่า 2,500 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของธนาคารให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้ง ธอส. ยังยกระดับโครงการ NPL Recovery ระยะที่ 2 ต่อยอดระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analysis) ภายใต้การบริหารจัดการสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยนำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) เพื่อคาดการณ์แนวโน้มการเลื่อนชั้นหนี้ล่วงหน้า พร้อมจัดทำ Dashboard สำหรับบริหารติดตามหนี้เชิงรุก ช่วยลูกค้าวางแผนการผ่อนชำระเงินงวดได้ทันท่วงที ทำให้ลูกค้ารักษาบ้านของตนเองไว้ได้ต่อไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ ธอส. เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่บทบาทใหม่ “Beyond Housing Bank” มากกว่าการปล่อยกู้ ธอส. คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าตั้งแต่วันแรกของการมีบ้านและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

Advertisement

เปิดวิสัยทัศน์ ผอ.ออมสินคนใหม่ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” ชูบทบาทธนาคารเพื่อทุกช่วงชีวิต ยกระดับธนาคารเพื่อสังคม สู่ Smart Social Bank for All Lives

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 28 เมษายน 2569 ออมสิน เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำคนใหม่ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 ชูบทบาทธนาคารเพื่อทุกช่วงชีวิต ยกระดับธนาคารเพื่อสังคม สู่ Smart Social Bank for All Lives

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในการแถลงวิสัยทัศน์การนำองค์กรและนโยบายการดำเนินงานในฐานะผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ลำดับที่ 18 ว่า ในปี 2569 นี้เป็นวาระโอกาสครบรอบ 113 ปี ของธนาคารออมสิน ที่ได้ดำเนินภารกิจตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในการส่งเสริมการออมทรัพย์ของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ขยายผลสู่การเป็นธนาคารเพื่อสังคม และนับจากนี้ไปธนาคารพร้อมเดินหน้าต่อเพื่อยกระดับการดำเนินงานมุ่งเป้าหมายการเป็น ธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต หรือ Smart Social Bank for All Lives ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมครอบคลุมทุกช่วงชีวิตของคนไทย

ภายใต้บริบทปัจจุบันของเศรษฐกิจโลกที่มีปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ สะท้อนผ่านตัวเลข GDP ที่ลดต่ำแตะระดับ 1.4% ค่าเงินบาทแกว่งตัวสูงและอ่อนค่าลงอยู่ที่ประมาณ 31-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่น้ำมันดีเซลราคาเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 40.2 – 50.5 บาท/ลิตร ธนาคารออมสินกำหนดบทบาทชัดเจนพร้อมดูแลคนไทยทุกช่วงชีวิตให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคความท้าทายครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยยึดหลักคิด “From Birth, to Legacy” เริ่มต้นที่กลุ่มวัยเด็กเล็ก (First Steps) ตั้งเป้าปลูกฝังวินัยการออม วางรากฐานการสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีตั้งแต่ยังเยาว์วัย กลุ่มวัยเรียน (Education) โดยให้การสนับสนุนทางการเงินแก่นักเรียนนักศึกษา เพื่อเติมเต็มโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง กลุ่มวัยสร้างตัว (Building) ธนาคารพร้อมเคียงข้างสนับสนุนการตั้งต้นชีวิตโดยสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพและริเริ่มทำธุรกิจ กลุ่มวัยเติบโต (Growing) คือการส่งเสริมให้คนกลุ่มวัยนี้มีการออมและการลงทุนที่เหมาะสมเพียงพอต่อการสร้างความมั่งคั่งที่มั่นคงในระยะยาว รองรับการวางแผนเกษียณ กลุ่มวัยเก็บเกี่ยว (Harvest) ธนาคารจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เกษียณให้สามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีรายได้เพียงพอและสมดุลคุณภาพชีวิตที่คาดหวัง และจนถึงช่วงวัยสุดท้ายของชีวิต คือ วัยส่งมอบ (Legacy) ที่ธนาคารออมสินจะเคียงข้างช่วยวางแผนการส่งต่อความมั่นคงมั่งคั่งไปสู่คนรุ่นหลัง โดยธนาคารตั้งเป้าหมายเป็นสถาบันการเงินที่สามารถสนับสนุนเป้าหมายทางการเงินสำหรับคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยนับตั้งแต่ก้าวแรก ไปตลอดทุกช่วงชีวิต

ด้านการสนับสนุนนโยบายรัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ธนาคารมุ่งเน้น 2 ภารกิจที่สำคัญ คือ 1) การช่วยเหลือคนตัวเล็ก รายย่อย กลุ่มฐานราก ให้ได้ลืมตาอ้าปาก และมีเงินออม โดยตั้งเป้าให้คนกลุ่มนี้ได้รับสิทธิประโยชน์จากธนาคารในมิติต่าง ๆ เช่น การขยายโอกาสเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินให้แก่คนฐานรากที่ส่วนใหญ่ขาดหลักประกันการกู้ เน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกหนี้ที่มีประวัติการผ่อนชำระดีให้ได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการแก้หนี้เชิงป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ต้องเสียประวัติเครดิต และช่วยสร้างวินัยทางการเงินที่ดี ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพเพื่อช่วยสร้างรายได้เพิ่ม เป็นต้น และภารกิจที่ 2) การช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก ธุรกิจ SMEs และ Supply Chain ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถประคับประคองธุรกิจก้าวต่อได้ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงหลากหลาย ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ หรือ New Business Ecosystem ที่สามารถสนับสนุนการเชื่อมต่อนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ธนาคารออมสิน ตั้งเป้าหมายสนับสนุนประชาชนฐานรากได้มากกว่า 1 ล้านคน เพิ่มสัดส่วนสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการมากกว่าร้อยละ 40 ของสินเชื่อรวมในปี 2568 พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิต อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ทั้งที่เป็นการกู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และกู้เพื่อซื้อยานยนต์ไฟฟ้า การเปิดจำหน่ายสลากออมสินพิเศษในโอกาสครบรอบก่อตั้งธนาคาร 113 ปี รวมถึงผลิตภัณฑ์เงินฝากที่มีสิทธิประโยชน์ เช่น เงินฝากแบบมีประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ เพื่อส่งเสริมการออมและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้คนไทยในทุกมิติ

ธนาคารออมสิน พร้อมก้าวต่อไปในการสานต่อพระราชปณิธานฯ ในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับคนไทยทุกคน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภายใต้แนวคิด “ธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต” …  Smart Social Bank for All

Advertisement

 

“ศุภมาส” คุมเข้ม “ธุรกิจเงินกู้ออนไลน์” หลังพบ “กับดักสัญญา” เอาเปรียบประชาชน เตรียมยกเครื่อง กม. สคบ. ก้าวทันยุคดิจิทัล

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 25 เมษายน 2569 “ศุภมาส” คุมเข้ม “ธุรกิจเงินกู้ออนไลน์” หลังพบ “กับดักสัญญา” เอาเปรียบประชาชน พร้อมเตรียมยกเครื่องกฎหมาย สคบ. ก้าวทันยุคดิจิทัล

วันนี้ (25 เมษายน 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยผู้บริโภคต่อการใช้บริการต่าง ๆ ผ่านระบบออนไลน์  โดยเฉพาะการทำ “สัญญาดิจิทัล” ในรูปแบบการกู้ยืมเงิน ซึ่งอาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค โดยเขียนข้อสัญญาเกินสมควร ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญกับ “กับดักสัญญา” จากแอปพลิเคชันกู้เงินออนไลน์และการสมัครบริการต่าง ๆ ที่กำหนดเงื่อนไขซับซ้อน บีบให้ผู้บริโภคเสียเปรียบในระยะยาว ตนในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จึงได้สั่งการให้ สคบ. เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา และสร้างมาตรฐานสัญญาการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค โดยกำชับ สคบ. ต้องเข้ามามีบทบาทในการคุมเข้ม “ธุรกิจกู้ยืมเงิน” และสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

ล่าสุด นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ได้กำหนดแนวทางการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม 3 แนวทางได้แก่

  1. กำหนดมาตรการในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมสัญญาในเชิงรุก โดยมีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้ข้อสัญญาตามที่ประกาศฯกำหนด และห้ามใช้เงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เช่น ห้ามนำข้อมูลไปเปิดเผยต่อบุคคลที่สามโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้กู้ ซึ่งมาตรการนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาด้วยหนังสือหรือทำสัญญาผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็ต้องปฏิบัติตามประกาศฯ ดังกล่าว
  2. ออกประกาศฯ ควบคุมสัญญา กับธุรกิจ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค เช่น ธุรกิจขายห้องชุด ธุรกิจเช่าซื้อรถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตร ธุรกิจให้บริการเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ และธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม ซึ่งต้องครอบคลุมถึงสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
  3. บูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อทบทวน ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายให้ทันต่อโลกดิจิทัลและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ สคบ. จะพิจารณาทบทวนประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 เพื่อกำหนดให้มีแบบสัญญามาตรฐาน สร้างความเป็นธรรมในการทำสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาในรูปแบบเอกสารหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคภายใต้แนวคิด “สคบ. ใกล้ตัว อุ่นใจผู้บริโภค”

หากท่านพบความไม่เป็นธรรมจากการทำสัญญาหรือได้รับความเดือดร้อนในกรณีต่าง ๆ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 และสามารถร้องทุกข์ผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect หรือเว็บไซต์ สคบ. www.ocpb.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง”

Advertisement

รัฐบาลขยายเวลาเก็บภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 ถึงกันยายน ผ่อนชำระได้ 3 งวด

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 24 เมษายน 2569 รัฐบาลขยายเวลาจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 ถึงกันยายน โดยผ่อนชำระได้ 3 งวด เพื่อบรรเทาภาระประชาชน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการจัดเก็บ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี 2569” ครอบคลุมทุกขั้นตอน เพื่อบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจและเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ

โดยกำหนดระยะเวลาใหม่ มีสาระสำคัญ ดังนี้

การแจ้งประเมินภาษี

จากเดิมภายในเดือนเมษายน 2569

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

การชำระภาษี

จากเดิมภายในเดือนมิถุนายน 2569

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนกรกฎาคม 2569

การผ่อนชำระภาษี (3 งวด)

➤ งวดที่ 1 ภายใน กรกฎาคม 2569

➤ งวดที่ 2 ภายใน สิงหาคม 2569

➤ งวดที่ 3 ภายใน กันยายน 2569

การแจ้งเตือนภาษีค้างชำระ

➤ ขยายเป็น ภายในเดือนสิงหาคม 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การขยายเวลาในครั้งนี้ช่วยให้ประชาชนมีเวลาวางแผนทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว พร้อมทั้งยังคงเปิดทางเลือกให้สามารถผ่อนชำระได้โดยไม่กระทบภาระในคราวเดียว

ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศจะดำเนินการตามกรอบระยะเวลาใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

“รัฐบาลมุ่งดูแลประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งการลดภาระในระยะสั้น และสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวม” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับ Baa1 – ไทยหวนติด Top 25 FDICI

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 22 เมษายน 2569 นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับ Baa1 – ไทยหวนติด Top 25 FDICI สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นตัว

วันนี้ (วันพุธที่ 22 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความยินดีต่อกรณีที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับมุมมองดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายช่วยลดความไม่แน่นอน และเอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล อาทิ Thailand Fast Pass ซึ่งช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตในอนาคต แม้ระดับหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม อีกทั้งประเทศไทยยังมีฐานะการเงินระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง และมีเงินสำรองเพียงพอรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประจำปี 2569 (The 2026 Kearney FDI Confidence Index: FDICI) ระบุว่า ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกได้อีกครั้ง หลังจากไม่ติดอันดับต่อเนื่อง 2 ปี (2567–2568) นับจากปี 2566 สะท้อนว่าประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ

ทั้งนี้ เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจน ผ่านการขยายสิทธิประโยชน์ของ BOI ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

การที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” ควบคู่กับการที่ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) สะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของเสถียรภาพเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนใหม่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดในระยะปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเร่งวางรากฐานเพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ มุ่งสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน”

Advertisement

“เอกนิติ” หนึ่งเดียวจากอาเซียน ร่วมเสวนาเศษฐกิจบนเวทีการเงินโลก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 17 เมษายน 2569 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนาเศรษฐกิจโลก “The Debate on the Global Economy” ซึ่งเป็นเวทีหลัก (flagship) ในการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนาเศรษฐกิจโลก “The Debate on the Global Economy” พร้อมกับ (1) Dr. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2) นาย Mohammed Al-Jadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย (3) นาย François Villeroy ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส (4) Dr. Eswar Prasad ศาสตราจารย์อาวุโสด้านนโยบายการค้าและเศรษฐศาสตร์ Cornell University และ (5) นาง Martina Cheung ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและคณะกรรมการบริษัท S&P Global  ซึ่งเป็นเวทีหลัก (flagship) ในการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

รองนายกรัฐมนตรีฯ เอกนิติ  เปิดเผยว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer) เช่นเดียวกันกับอีกหลาย ๆ ประเทศ จึงได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างมากทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอุปสงค์อ่อนแอและเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ได้ในที่สุด

รองนายกฯ เอกนิติ ยังกล่าวอีกว่าในโลกยุคใหม่ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” (Economic Security) จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา ในการนี้ ประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยชูจุดแข็งเรื่องความเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Secure Place) ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังมีแผนเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Energy Transition)

ในการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด (Limited Fiscal Space) ประเทศไทยได้ยึดถือหลักการ 4T ได้แก่ Target, Transition, Transformation และ Together เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้า

สุดท้าย ท่านได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพภายนอกของประเทศไทย โดยระบุว่าดุลการชำระเงินของไทยยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก และมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากกว่า 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ากับการนำเข้าถึง 10 เดือน พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และธนาคารโลก เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือและระดมทุนให้แก่ประเทศที่ต้องการการสนับสนุน โดยรากฐานที่มั่นคงจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่ “New Horizons” ซึ่งเป็นธีมหลักของการประชุมประจำปี IMF–World Bank ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป

Advertisement

นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” ใครก็เคลมไม่ได้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 15 เมษายน 2569 นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย-มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์” สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดึงความสนใจทั่วโลก ใครก็เคลมไม่ได้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะ มรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง  อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP  Reuters  Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล  จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว  โดย  The Straits Times  ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม  “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ  ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น   สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

โฆษกรัฐบาลกล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

“ท่านนายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว

Advertisement

ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พัน ลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 14 เมษายน 2569 ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พัน ลบ. เดินหน้าช่วยเหลือ ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนขนส่งและจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท  แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้

1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง  ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท  และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 คัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน
  2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน

โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่

  1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น
  2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท
  3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

Advertisement

Verified by ExactMetrics