วันที่ 24 กันยายน 2026

“ยศชนัน-ประเสริฐ” คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบายผ่านพื้นที่นวัตกรรมฯ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 11 สิงหาคม 2569 “ยศชนัน-ประเสริฐ” คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบายผ่านพื้นที่นวัตกรรมฯ ดันระบบ Credit Bank เชื่อม TCAS คืนครูสู่ห้องเรียน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยข้อสั่งการเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทย โดยใช้กลไก “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” (Education Sandbox) เป็นพื้นที่นำร่องในการปฏิบัติจริง ก่อนนำผลสัมฤทธิ์ไปขยายผลบังคับใช้ทั่วประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนดังกล่าว ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการวางเข็มทิศการทำงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 6 มิติสำคัญ ดังนี้

1.คืนเวลาให้ครูผ่านระบบ “ครัวกลาง”

มุ่งลดภาระงานบริหารจัดการอาหารกลางวันและงานพัสดุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน นำร่องให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้ง “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กใกล้เคียง ซึ่งจะช่วยให้ครูมีเวลากลับเข้าสู่ห้องเรียนเพื่อจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ 100%

2.ปรับสูตรคำนวณงบประมาณ ลดความเหลื่อมล้ำ

ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวถัวเฉลี่ย และเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ “ต้นทุนความจำเป็นที่แท้จริง” ของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1–2 เดือนนี้ ควบคู่ไปกับการนำร่อง “ระบบรถรับส่งนักเรียน” ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เด็กในการเข้าถึงโรงเรียนคุณภาพโดยไม่เพิ่มภาระค่าเดินทางให้ผู้ปกครอง ซึ่งจะช่วยรองรับแผนการควบรวมทรัพยากรโรงเรียนขนาดเล็ก

3.ปรับวิชาเดิมให้ทันโลก ไม่เพิ่มวิชาใหม่

เตรียมนำร่องปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Curriculum & AI Literacy Framework) ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้ โดยมุ่งวัดผล 4 ทักษะหลักตามแนวทาง PISA ได้แก่ การอ่าน การคิดคำนวณและวิทยาศาสตร์ การสื่อสาร และทักษะดิจิทัล/AI ผ่านวิธีการปรับรูปแบบการเรียนและการประเมินผลในรายวิชาเดิม โดยไม่เพิ่มวิชาใหม่ให้เป็นภาระแก่ผู้เรียน

4.สร้างการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Thailand Zero Dropout PLUS)

พัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank Sandbox) ที่รองรับผลการเรียนรู้จากทั้งระบบออนไลน์ สายอาชีพ และชุมชน พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้ากับระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) โดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบสามารถสะสมหน่วยกิตและสมรรถนะ สำหรับนำไปยื่นเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ในอนาคต

5.ปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างการบริหารจัดการ

สั่งการให้ศึกษาแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมให้มีความคล่องตัว โดยต้องสอดคล้องกับกลไกของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) พร้อมทั้งเตรียมแผนรองรับกรณี พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ สิ้นสุดอายุ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงและสอดรับกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

6.ยกระดับโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Student Safety and Protection Sandbox)

ขับเคลื่อนมาตรการไม่อดทนต่อความรุนแรง (Zero Tolerance) ทั้งการกลั่นแกล้ง (Bullying) และการคุกคามทุกรูปแบบ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตเพื่อคัดกรองและดูแลจิตใจนักเรียน พร้อมเปิดช่องทางแจ้งเหตุลับผ่านระบบ Traffy Fondue for Education รวมถึงจัดอบรมทักษะให้ครูและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ

ในตอนท้าย ทั้งรองนายกฯ และ รมว.ศธ. ได้กำชับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นระยะ เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ที่สามารถวัดผลได้จริง ก่อนพิจารณานำโมเดลความสำเร็จนี้ไปขยายผลเป็นนโยบายหลักเพื่อใช้งานทั่วประเทศต่อไป

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้าปราบ “สแกมเมอร์” ยกระดับสกัด “บัญชีม้า”

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 สิงหาคม 2569 รัฐบาลเดินหน้าปราบ “สแกมเมอร์” ยกระดับสกัด “บัญชีม้า” รวมศูนย์ฐานข้อมูล เร่งคืนเงินผู้เสียหายผ่านระบบของ ปปง. โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล มีผลบังคับใช้ 12 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

วันนี้ (10 สิงหาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบ “สแกมเมอร์” ยกระดับสกัด “บัญชีม้า” รวมศูนย์ฐานข้อมูล เร่งรัดคืนเงินผู้เสียหาย พร้อมเดินหน้าแผนสร้างภูมิคุ้มกันประชาชน โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ได้พิจารณร่างหลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บัญชีม้า) รวมทั้งแนวทางการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภายใต้ พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะช่วยยกระดับการปราบปรามบัญชีม้า โดยเมื่อระบุตัวเจ้าของบัญชีม้าได้ จะมีการระงับช่องทางการทำธุรกรรมทั้งหมด (Mobile Banking, ATM  ธุรกรรมออนไลน์) ในทุกบัญชีของทุกธนาคาร พร้อมกับขึ้นบัญชี blacklist ห้ามเปิดบัญชีธนาคารใหม่โดยเด็ดขาด และดำเนินการเชิงรุก ระงับบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง แม้ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความก็ตาม เพื่อกักกันเงินในบัญชีไว้ก่อนถูกโอนออก ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าปัจจุบัน “สแกมเมอร์” มีการหลอกลวงให้เด็กและเยาวชนเปิดบัญชีธนาคารมากขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การจำกัดวงเงินโอน/ชำระเงินต่อวันผ่านบัญชีธนาคาร และ e-Money ของเยาวชนอายุ 12-18 ปี ไม่เกิน 3,000-10,000 บาทต่อวันตามช่วงอายุ โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใต้เดือนตุลาคม 2569

ในส่วนของหลักเกณฑ์การคืนเงินผู้เสียหายตามกฎกระทรวงฯ ที่ประชุมจะเร่งดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอคืนเงินผ่านระบบของ ปปง. ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อให้ทันต่อการที่กฎกระทรวงฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับดีอี ตร. ธปท. สมาคมธนาคารไทย TEPA/e-Money ก.ล.ต. และสมาคมผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกำหนดเป็นมาตรการเชิงลึกเร่งด่วนภายใน 90 วัน ให้แล้วเสร็จภายในกันยายน 2569

“การยกระดับมาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ หากประชาชนที่ถูกระงับบัญชีโดยไม่ได้ตั้งใจ สามารถติดต่อสายด่วน AOC 1441 กด 2 เพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นธนาคารจะเร่งตรวจสอบและปลดล็อกบัญชีให้โดยเร็ว ทั้งนี้ หากพบบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินทุจริตในธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ระบบจะระงับบัญชีของบุคคลนั้นทันทีในทุกธนาคาร” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

Advertisement

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 สิงหาคม 2569 ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

วันนี้ (9 สิงหาคม 2569) ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับการอาชีวศึกษาไทย โดยมุ่งผลักดันระบบการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับโลกการทำงาน เพื่อสร้างแรงงานที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “อาชีวะไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางหลัก” และเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยสร้างทั้งโอกาส รายได้ และความมั่นคงให้กับผู้เรียน

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวะและสายสามัญให้เข้าใกล้ตัวเลข 45 : 55 คือจำนวนผู้เรียนสายสามัญ 45% และ สายอาชีวศึกษา 55% จากเดิมที่เป็นสัดส่วน 70 : 30 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการผลิตบุคลากรสายวิชาการกับสายวิชาชีพ และผลิตแรงงานที่มีทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของตลาดเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคเอกชน เพื่อกำหนดมาตรฐานสมรรถนะร่วมกันในสาขาเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งจะผลักดันให้ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ปรับบทบาทเป็นผู้นำด้านทุนมนุษย์ สามารถวิเคราะห์แนวโน้มตลาดแรงงานและสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังสนับสนุนระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ เพื่อเปิดทางให้ผู้เรียนสะสมประสบการณ์จากการทำงาน นำไปเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ รวมถึงดูแลกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ให้สามารถเรียนไป ทำงานไป และมีรายได้ควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะและยกระดับคุณภาพชีวิต

Advertisement

ธอส. เปิดตัว “G H BANK CROWN” มอบเอกสิทธิ์ใช้ชีวิตเหนือระดับ สำหรับลูกค้าคนสำคัญ ตอกย้ำบทบาท Beyond Housing Bank

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 สิงหาคม 2569 ธอส. เปิดตัว “G H BANK CROWN” มอบเอกสิทธิ์ตอบแทนลูกค้าที่มียอดเงินฝากรวมทุกผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป รับสิทธิพิเศษผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ส่วนลดจากร้านค้าและพันธมิตรชั้นนำกว่า 180 แห่ง พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และ Birthday Privilege

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่า เปิดตัว “G H BANK CROWN” มอบเอกสิทธิ์ตอบแทนลูกค้าที่มียอดเงินฝากรวมทุกผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป รับสิทธิพิเศษผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ส่วนลดจากร้านค้าและพันธมิตรชั้นนำกว่า 180 แห่ง พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และ Birthday Privilege ของขวัญล้ำค่าในเดือนเกิด ตอกย้ำบทบาท Beyond Housing Bank ที่พร้อมดูแลลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต สัมผัสประสบการณ์พิเศษพร้อมกันวันที่ 8 สิงหาคม 2569

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. เปิดตัว “G H BANK CROWN” เอกสิทธิ์ในการใช้ชีวิตเหนือระดับ สำหรับลูกค้าเงินฝากคนสำคัญที่มียอดเงินฝากรวมทุกผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป และมีสถานะเป็นลูกค้าเงินฝากของธนาคารต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ปี ให้ได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างผ่านแพลตฟอร์ม G H BANK Reward & Privilege ด้วยสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเงินและไลฟ์สไตล์ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. Financial Benefits เอกสิทธิ์ด้านผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน สำหรับแคมเปญเงินฝากพิเศษ และบริการยกเว้นค่าธรรมเนียมจากธนาคาร ช่วยเพิ่มความสะดวก ความคุ้มค่า และความคล่องตัวในการทำธุรกรรม
  2. Lifestyle Benefits ส่วนลดและสิทธิพิเศษจากร้านค้าและพันธมิตรชั้นนำกว่า 180 แห่ง รับสิทธิ์ได้ทันที โดยไม่ต้องใช้คะแนนแลก (0 Point) พร้อม Birthday Privilege ของขวัญและสิทธิพิเศษในเดือนเกิด
  3. Exclusive Events กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ งานเสวนา เวิร์กชอป และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา โดยลูกค้า G H BANK CROWN สามารถเข้าสู่แพลตฟอร์ม G H BANK Reward & Privilege เพื่อตรวจสอบและกดรับสิทธิประโยชน์ได้จากช่องทาง Application : GHB ALL GEN, LINE OA : GHB Buddy และ www.ghbankbigfamily.com

การเปิดตัว “G H BANK CROWN” ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5 Strategic Pillars ของ ธอส. โดยเฉพาะ Customer Obsession ที่มุ่งใช้ข้อมูล (Data) ทำความเข้าใจลูกค้าเชิงลึก และต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์แบบ Hyper-Personalization ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และตอกย้ำบทบาท Beyond Housing Bank ที่พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ทั้งนี้ G H BANK CROWN จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center โทร. 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารผ่าน G H BANK Social Media ทุกช่องทาง

Advertisement

รายย่อยเฮ พันธบัตรออมพลัส จัดสรรทั่วถึงกว่า 2 หมื่นราย เปิดจองรอบใหม่กันยายนนี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 สิงหาคม 2569 ผลจากการเปิดรับจองซื้อ “บอนด์ออมพลัส” ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างดีสามารถจัดสรรให้กับประชาชนและนักลงทุนรายย่อยทั่วประเทศได้ถึง 22,703 ราย

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลจากการเปิดรับจองซื้อ “บอนด์ออมพลัส” ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างดีสามารถจัดสรรให้กับประชาชนและนักลงทุนรายย่อยทั่วประเทศได้ถึง 22,703 ราย

“บอนด์ออมพลัส ถือเป็นผลสำเร็จของรัฐบาลที่ตั้งใจทำให้เกิดมิติใหม่ในการลงทุนและเพิ่มทางเลือกในการออมและการลงทุนซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สามารถทำให้ประชาชนและนักลงทุนไทย สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรรัฐบาลได้อย่างทั่วถึง ด้วยผลตอบแทนที่จูงใจ เข้าถึงได้หลากหลายช่องทาง อีกทั้งยังมีสภาพคล่องสามารถลงทุนซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรอง สร้างความเป็นธรรมทั้งผู้ซื้อผู้ขายได้เป็นอย่างดี” ดร.เอกนิติกล่าว

ทั้งนี้สามารถสรุปผลสำเร็จ“บอนด์ออมพลัส” ครั้งที่  1 วงเงิน 4,000 ล้านบาท ได้ดังนี้

  • กระจายทั่วถึง โดยมีผู้ได้รับจัดสรรทั้งหมด 22,703 ราย แบ่งเป็นช่องทาง วอลเล็ต สบม. 1,590 ราย และช่องทาง Bond Connect จำนวน 21,113 ราย
  • มีผู้ลงทุนสนใจจองซื้อผ่าน Bond Connect วงเงินรวมถึง 16,511.654 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 8 เท่าของวงเงินจำหน่าย (Oversubscription)
  • ได้รับจัดสรรอย่างทั่วถึงด้วยวิธีการ Small Lot First สำหรับการจองซื้อผ่าน Bond Connect Platform โดยผู้ลงทุนได้รับจัดสรรสูงสุดต่อราย (ก่อน Random) 117,000 บาท

ผู้จองซื้อสามารถตรวจสอบผลการจัดสรรการจองซื้อของช่องทาง Bond Connect ผ่านwww.settrade.com/bondallocation และช่องทางของธนาคาร/โบรกเกอร์ผู้จัดจำหน่ายทั้ง 24 แห่ง สำหรับเงินที่ไม่ได้รับจัดสรร ผู้ลงทุนจะได้รับคืนภายในวันนี้ (6 ส.ค. 2569)

“ทุกบาทที่ประชาชนนำมาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส จะเป็นพลังที่ประชาชนและรัฐบาลร่วมกันนำไปสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและอนาคตที่ดีขึ้นให้แก่ประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์ “พลัส” มากกว่าการออมรูปแบบเดิม ทั้งการเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายและทั่วถึง (Financial Inclusion) ผลตอบแทนในรูปของอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจ การมีตลาดรองรองรับการซื้อขายที่สะท้อนราคาตามกลไกตลาดอย่างโปร่งใส และช่องทางการลงทุนที่หลากหลายผ่านวอลเล็ต สบม. ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ และแอปพลิเคชัน Streaming เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น” ดร.เอกนิติกล่าว

สุดท้ายนี้ ผู้ลงทุนที่พลาดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลออมพลัสในครั้งนี้ สามารถเตรียมตัวเพื่อซื้อในเดือนหน้า โดยกระทรวงการคลังจะเปิดจำหน่ายรอบถัดไป 2 ช่องทางเช่นเดิม คือ จำหน่ายผ่านวอลเล็ต สบม. ในวันที่ 4 – 15 กันยายน 2569 และจำหน่ายผ่าน Bond Connect Platform ตั้งแต่วันที่ 7 – 9 กันยายน 2569 ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีแผนจะเปิดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือนในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (ตุลาคม 2569 – กันยายน 2570) โดยจะมีการประกาศวงเงินจำหน่ายพันธบัตร และอัตราดอกเบี้ยของรอบเดือนกันยายนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

Advertisement

รัฐบาลหนุน “นมพัทลุง” จากนมโรงเรียนสู่แบรนด์คุณภาพภาคใต้ ชูนมโคแท้ 100% จากสหกรณ์ไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 3 สิงหาคม 2569 รัฐบาลชวนคนไทยอุดหนุน “นมพัทลุง” นมโคแท้ 100% ที่เติบโตจากโครงการนมโรงเรียนสู่แบรนด์คุณภาพคู่ภาคใต้กว่า 30 ปี สร้างรายได้ให้เกษตรกร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

วันนี้ (3 สิงหาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ไทย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุน “นมพัทลุง” ผลิตภัณฑ์นมโคแท้ 100% จากสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด ซึ่งเติบโตจากโครงการนมโรงเรียน สู่แบรนด์คุณภาพที่อยู่คู่กับคนภาคใต้มายาวนานกว่า 30 ปี

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “นมพัทลุง” เป็นแบรนด์ท้องถิ่นที่สะท้อนความสำเร็จของการรวมพลังเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เริ่มต้นจากการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงโคนมเพื่อสร้างรายได้ให้ครัวเรือน ก่อนต่อยอดจากการผลิตนมโรงเรียนสู่ผลิตภัณฑ์นมหลากหลายชนิด ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นมยูเอชที ดื่มโยเกิร์ต ไอศกรีม และนมต้ม โดยยังคงยึดมั่นการผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ภายใต้แนวคิด “นมคุณภาพดีจากวัวอารมณ์ดี คนดื่มแฮปปี้”

ปัจจุบัน สหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด มีสมาชิก 64 ราย ดูแลโคนมกว่า 1,000 ตัว ผลิตน้ำนมดิบเฉลี่ยวันละ 9 ตัน เพื่อนำไปผลิตนมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส อีกทั้งยังพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในพื้นที่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตของเกษตรกรและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สหกรณ์โคนมพัทลุงยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายสหกรณ์โคนมของประเทศ ด้วยการรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินจากสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์คอ่าวน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนำไปผลิตนมโรงเรียน ช่วยบริหารจัดการปริมาณน้ำนมดิบให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเสริมความมั่นคงให้ระบบสหกรณ์โคนมไทย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ทั่วประเทศ ผ่านการสนับสนุนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทั้งด้านเครื่องจักร อุปกรณ์ เทคโนโลยี และการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในระยะยาว

“‘นมพัทลุง’ ไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์นมคุณภาพจากนมโคแท้ 100% แต่ยังเป็นผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่างเกษตรกร สหกรณ์ และภาครัฐ ที่ร่วมกันสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และต่อยอดคุณค่าสินค้าเกษตรไทย รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ไทย โดยเฉพาะ ‘นมพัทลุง’ ของดีจากภาคใต้ เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

Advertisement

“ศุภมาส” ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ “ฟ้องคดีแบบกลุ่ม” ช่วยผู้เสียหาย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 1 สิงหาคม 2569 “ศุภมาส” ลุยคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เล็งใช้ “ฟ้องคดีแบบกลุ่ม” ช่วยผู้เสียหาย

วันนี้ (1 สิงหาคม 2569) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มอบหมายให้ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยมี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมติดตามและรายงานผลต่อรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รับข้อสั่งการไปดำเนินการ หลัง สคบ. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงบูรณาการ ประเด็นสินค้าออนไลน์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

นางสาวศุภมาส เปิดเผยว่า ปัญหาการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน มีทั้งสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ปลอดภัย หรือสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา และมักไม่ได้รับการเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหาย ถือเป็นวาระสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งปรับตัวเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ไม่อาจมุ่งเป้าไปที่ตัวผู้ขายเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องพิจารณาตลอดห่วงโซ่ของการค้าออนไลน์ โดยเฉพาะ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ขายกับผู้บริโภค และได้รับผลประโยชน์จากธุรกรรมต่าง ๆ บนระบบ แม้ปัจจุบัน สคบ. จะยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจตามกฎหมายในการสั่งปิดหรือระงับการให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง แต่ทางฝ่ายนโยบายมองว่าภาครัฐไม่ควรหยุดอยู่เพียงข้อจำกัดดังกล่าว จึงมีแนวคิดผลักดัน หลักความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility) ระหว่างผู้ขายและแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านการศึกษาแนวทางปรับปรุงกฎหมายและกลไก  กำกับดูแลให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ร่วมป้องกัน ระงับ และช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายจากสินค้าผิดกฎหมาย ตลอดจนมีมาตรการจัดการร้านค้าที่กระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพ

“การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นการสานต่อนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ สคบ. หารือร่วมกับหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านดิจิทัล การค้าออนไลน์ และธุรกิจขายตรง เพื่อกำหนดกลไกการทำงานร่วมกัน กำหนดบทบาทหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน พร้อมตัวชี้วัดที่ชัดเจน ให้การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสินค้าออนไลน์ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริงทั่วประเทศ” นางสาวศุภมาสกล่าว

นอกจากนี้ นางสาวศุภมาสยังได้มอบหมายให้ สคบ. ศึกษาแนวทางการใช้ การฟ้องคดีแบบกลุ่ม สำหรับกรณีที่ผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายในรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวก ลดภาระของผู้เสียหายรายย่อย พร้อมทั้งหารือร่วมกับหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการค้าออนไลน์และธุรกิจขายตรง เพื่อบูรณาการกลไกการทำงานร่วมกันทุกมิติ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สคบ. ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ระดับชาติ ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงบูรณาการประเด็นสินค้าออนไลน์ ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อกำหนดบทบาทของหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน รวมถึงตัวชี้วัด (KPIs) และกลไกความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนให้สามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ

“เป้าหมายสำคัญของนโยบายนี้ไม่ใช่การเพิ่มภาระให้แก่ภาคธุรกิจ แต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตก็จะได้รับความเชื่อมั่นจากระบบตลาดที่โปร่งใสและเป็นธรรม” นางสาวศุภมาสกล่าวทิ้งท้าย

Advertisement

เช็คเลยที่ไหนบ้าง? กรมธนารักษ์นำรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่ (Mobile Coin Unit) ออกให้บริการ

1 กรกฎาคม 2569 กรมธนารักษ์นำรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่ (Mobile Coin Unit) ออกให้บริการรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์ให้บริการแก่ประชาชน ประจำเดือนกรกฎาคม 2569

วันนี้ (1 กรกฎาคม 2569) กรมธนารักษ์ โดยกองบริหารเงินตรา จะนำรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่ (Mobile Coin Unit) ออกให้บริการรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มีเหรียญกษาปณ์ และมีความต้องการแลกคืนแต่ยังไม่สามารถเข้าถึงในการรับแลกคืนเหรียญได้ ประกอบด้วย เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน ทุกชนิดราคา เหรียญกษาปณ์สภาพดี หรือเหรียญกษาปณ์ชำรุด เช่น เหรียญกษาปณ์ดำ ถูกตัด ถูกตอก ถูกตี เจาะรู บิดงอ ซึ่งภายในเดือนกรกฎาคม 2569 จะออกให้บริการตามสถานที่ ดังนี้

วันที่ 6 กรกฎาคม      – สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สระบุรี เวลา 09.30 – 15.00 น.

วันที่ 10 กรกฎาคม    – ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง เวลา 09.30 – 15.00 น.

วันที่ 13 กรกฎาคม    – ศาลหลักเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เวลา 09.30 – 14.30 น.

วันที่ 14-15 กรกฎาคม    – องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เวลา 09.30 – 14.30 น.

วันที่ 16 กรกฎาคม    – ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี เวลา 09.30 – 15.30 น.

วันที่ 21 กรกฎาคม    – องค์การบริหารส่วนตำบลศาลาลอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลา 09.30 -15.00 น.

วันที่ 22-23 กรกฎาคม    –  สถานีบริการน้ำมัน (ปตท.) หน้าศาลหลักเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เวลา 09.30 -14.30 น.

สำหรับรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่กระตุ้นให้ประชาชนที่เก็บเหรียญกษาปณ์ไว้นำออกมาแลกคืน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้ง เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงการรับแลกคืนเหรียญได้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถนำเหรียญกษาปณ์มาแลกคืนได้รายละไม่เกิน 10,000 บาท รวมทุกชนิดราคา ต่อราย/ต่อวัน ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชนผู้มารับบริการทำความสะอาดเหรียญมาด้วย และไม่ต้องบรรจุถุงย่อยเพื่อความรวดเร็วในการคัดนับและให้บริการ

Advertisement

 

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

1 กรกฎาคม 2569 “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

วันนี้ (1 กรกฎาคม 2569)  นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยหลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.) มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย และเกิดการใช้จ่ายผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการในการกระตุ้นกำลังซื้อ กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกของการใช้สิทธิ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยมียอดใช้จ่ายรวม 2,039.74 ล้านบาท ก่อนที่ยอดใช้จ่ายจะขยายตัวต่อเนื่องจนมียอดสะสม 43,218.39 ล้านบาท ภายในเดือนแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการและการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนแรกสะท้อนความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

Advertisement

รัฐบาลชวนประชาชนร่วมออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เปิดเวทีรับฟังความเห็นออนไลน์กำหนดอนาคตการศึกษาไทย 4 ก.ค. นี้

รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา จากสถานศึกษาทุกสังกัด ประชาชนทั่วไป ร่วมเสนอความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ หลังฉบับเดิมใช้มาแล้วเกือบ 30 ปีผ่านเวทีสาธารณะออนไลน์ 4 ก.ค. ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทย

วันนี้ (27 มิ.ย.69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมเวทีเสนอความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับใหม่) เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการสำคัญ 10 ประการของร่างกฎหมาย ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักในการกำหนดทิศทางการศึกษาไทยในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายหลักด้านการศึกษา แม้บริบทของโลกและรูปแบบการเรียนรู้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขณะที่ความพยายามในการยกร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากข้อกังวลเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน

รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจึงเดินหน้ากระบวนการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่บนหลักการมีส่วนร่วม เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง และจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นเพื่อยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ก่อนผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในลำดับต่อไป

“ความคิดเห็นที่ประชาชนเสนอในระยะนี้จะถูกนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำรายละเอียดของกฎหมายในแต่ละมาตรา จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาไทยตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้พระราชบัญญัติฉบับใหม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและตอบโจทย์ผู้เรียนในอนาคต” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ทั้งนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ รอบเช้า เวลา 09.00-12.00 น. สำหรับผู้แทนนักเรียนจากทุกภูมิภาค และรอบบ่าย เวลา 13.00-16.00 น. สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปที่สนใจ

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และมุมมองต่อหลักการสำคัญทั้ง 10 ประการของร่างกฎหมาย เพื่อร่วมกันออกแบบระบบการศึกษาที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของผู้เรียนในอนาคต โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมเวทีได้ที่ https://forms.gle/udzuwtsZHd61J8eRA

Verified by ExactMetrics