วันที่ 15 มีนาคม 2026

การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 32

21 ตุลาคม 2568 การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 32 ในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี

รองนายกฯ และ รมว.คลัง เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 21 – 23 ตุลาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 32 การประชุมรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปโครงสร้างเอเปค (APEC Structural Reform Ministerial Meeting: APEC SRMM) ครั้งที่ 4 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 21 – 23 ตุลาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผลการประชุม APEC FMM ครั้งที่ 32 ในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ดังนี้

การประชุม APEC FMM ครั้งที่ 32 จัดขึ้นในหัวข้อหลัก “การเติบโตที่ยั่งยืนและความมั่งคั่งร่วมกันในภูมิภาค (Sustainable Growth and Shared Prosperity in the Region)” โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนจากเขตเศรษฐกิจเอเปคอีก 20 เขต ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก การเงินดิจิทัล และนโยบายการคลัง สรุปได้ ดังนี้

1) แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค ที่ประชุมแสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบาง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 3.2 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อสูง หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนแรงงาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงอายุ และการปฏิวัติเทคโนโลยี เป็นต้น

2) การเงินดิจิทัล ที่ประชุมได้หารือถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)I และแพลตฟอร์มดิจิทัลในเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อพัฒนาการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro, Small and Medium Enterprises: MSMEs) และประชาชนผู้มีรายได้น้อย ทั้งนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจำเป็นต้องมาพร้อมกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลดการเลือกปฏิบัติ และการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินในภาพรวม

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้นำเสนอความสำเร็จของระบบ PromptPay ที่มีผู้ใช้กว่า 80 ล้านบัญชี และขยายความร่วมมือในระดับภูมิภาคผ่านโครงการ Project Nexus และการพัฒนา ARI Score ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินเครดิตทางเลือกใหม่ โดยใช้ AI ซึ่งมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ขยายโอกาสในการเข้าถึงทางการเงินแก่ประชาชนทั่วไปและธุรกิจขนาดเล็ก

3) นโยบายการคลังเพื่ออนาคต ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ รัฐบาลควรมุ่งให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายอย่างมีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในดิจิทัล พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังได้นำเสนอกรอบแนวทางการใช้นโยบายการคลังของไทยภายใต้หลัก 3P ได้แก่ (1) Precision การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการกำหนดนโยบายให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยยกตัวอย่างโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของรัฐบาล ซึ่งได้เปิดให้ลงทะเบียนกว่า 20 ล้านคนภายในวันเดียว โดยใช้กระเป๋าเงินดิจิทัล เพื่อช่วยจ่ายค่าสินค้าและบริการที่จำเป็น (2) Priorities การกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับผลิตภาพในภาคส่วนสำคัญ และลงทุนในทุนมนุษย์ โดยเฉพาะในด้านทักษะดิจิทัลและสีเขียว เพื่อเตรียมพร้อมประชาชนต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและ AI และ (3) Partnerships การระดมทุนและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน ผ่านรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระทางการคลัง พร้อมไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยรักษาเพดานหนี้สาธารณะ และควบคุมการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP)

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับรองแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประจำปี 2568 ซึ่งแสดงเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปคในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินการคลังระหว่างกัน เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน โดยให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ยืดหยุ่น มาตรการทางการคลังที่ยั่งยืน การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ และการเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้แผนปฏิบัติการอินชอนในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านนโยบายการคลัง การเข้าถึงและมีส่วนร่วม การเงิน และนวัตกรรม ในภูมิภาคเอเปคในระยะ 5 ปี

Advertisement

นายกฯ อนุทิน ลั่นใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ปิดระบบ-ตัดสัญญาณได้ทันที ไม่ต้องรอมติ สมช.

20 ตุลาคม 2568 นายกฯ อนุทิน ประชุม คกก. อำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนัดแรก ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ปิดระบบ-ตัดสัญญาณได้ทันที ไม่ต้องรอมติ สมช. พร้อมสั่งทุกหน่วยบูรณาการความร่วมมือ เดินหน้าปราบปราม สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เข้าร่วม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่านายกรัฐมนตรีได้แถลงผลสรุปการประชุมเพื่อให้ทุกหน่วยได้รับทราบว่า ขณะนี้ปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาอาชญากรรมระดับโลก รัฐบาลถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานได้บูรณาการความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหานี้ ที่ผ่านมาได้รับทราบว่าแต่ละหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่ มีบันทึกการจับกุม ยึดทรัพย์ ดำเนินคดีผู้ที่กระทำผิด มูลค่าเงินระดับหมื่นล้าน แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ เพราะต่างคนก็ต่างทำงาน เพื่อให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนได้สั่งการให้ดำเนินการให้เข้มข้นขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า กสทช. ยืนยันว่าสัญญาณที่ส่งไปประเทศเพื่อนบ้านได้ปิดสัญญาณทั้งหมดแล้ว ส่วนไปรับสัญญาณที่ไหนมาเป็นอีกประเด็นที่ต้องขอความร่วมมือกับประเทศต้นทาง ต้องแจ้งเพราะเป็น 1 ใน 4 เงื่อนไขในการเจรจาที่จะต้องดำเนินการตาม โดยย้ำเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องทำคือการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเป็นรูปธรรม ในการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ในวันนี้ ได้มีการหารือถึงการแต่งตั้งอนุกรรมการเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมการดำเนินการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไม่เกิน 5 ชุดเพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วมกัน โดยเจ้าภาพหลักคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีการจัดตั้งเป็นคณะอนุกรรมการ ซึ่งแต่ละชุดจะร่วมกันดำเนินการในเรื่องนี้ โดยอธิบดีกรมการปกครองจะไปพิจารณารวบรวมรายชื่อมา เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นมา โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ลงนามด้วยตนเอง

“เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ยืนยันว่า ขณะนี้สามารถตัดระบบหรือปิดสัญญาณที่เป็นการสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ต้องขอมติจาก สมช. อีก เนื่องจากมีมติเดิมครอบคลุมอยู่แล้ว หน่วยงานเจ้าสังกัดสามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งการหยุดให้บริการหรือระงับการสนับสนุนในส่วนที่อาจเอื้อให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายได้ทันที ซึ่งตรงนี้ถือเป็นยาแรง” นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ

ส่วนกรณีที่มีกระแสกล่าวอ้างว่ามีนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีการส่งรายชื่อมา และมีการได้ออกมาปฏิเสธแล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มีการเฝ้าระวัง และหากมีข้อมูล หลักฐาน หรือเส้นทางการเงินที่ต้องติดตาม ก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบอยู่แล้ว

“หากพบว่าบุคคลใดกระทำผิดอย่างชัดเจน และมีหลักฐานยืนยัน จะไม่ละเว้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม โดยจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ทั้งนี้ มีผู้กระทำผิดที่ถือสัญชาติไทย และถือสัญชาติอื่นด้วย ซึ่งได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินเรื่องนี้แล้ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์หรือสแกมเมอร์ ถือเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเข้มงวด เพราะหากต้องมีการเจรจาด้านการทูต การลงทุน หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ หรือถูกตั้งเงื่อนไขในหลายด้าน ดังนั้น จึงต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและเด็ดขาด และการประชุมในวันนี้ นอกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้มีการเสนอเพิ่มอัยการสูงสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในชุดนี้ด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการยกร่างคำสั่ง เพื่อให้นายกรัฐมนตรีลงนามแต่งตั้งต่อไป

Advertisement

รัฐบาลเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ครอบคลุมการใช้จ่ายในระบบขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

19 ตุลาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของรัฐบาลในการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องและตรงจุด ด้วยการขยายผลโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ให้ครอบคลุมการใช้จ่ายในระบบขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการ ลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทางของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต จึงได้ปรับปรุงโครงการฯ เพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

“โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ในส่วนของระบบขนส่งสาธารณะนี้ ถือเป็นการตอกย้ำถึง ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เป็นการใช้กลไกของรัฐในการหมุนเวียนเม็ดเงินไปสู่ผู้ประกอบการรายเล็กอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดากล่าว

ขณะนี้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าตั๋วรถ บขส. ทุกเส้นทางทั่วประเทศ ณ ช่องจำหน่ายตั๋วทุกสถานี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 โดยจำกัดวงเงินใช้สิทธิ์สูงสุดที่ 200 บาทต่อวัน เพื่อให้เกิดการกระจายการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เปิดกว้างสำหรับรถสาธารณะทุกประเภท อาทิ รถจักรยานยนต์สาธารณะ, รถตุ๊กตุ๊ก, รถแท็กซี่, รถสองแถว, รถตู้โดยสาร, และรถโดยสารประจำทาง โดย กรมการขนส่งทางบก เปิดรับผู้ประกอบการเข้าร่วมลงทะเบียนได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568 โดยเน้นการเข้าถึงสิทธิ์สำหรับผู้ประกอบการที่มี ใบอนุญาตถูกต้อง และ นิติบุคคลรายเล็ก (รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี)

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่ามาตรการนี้จะช่วยฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบ และพัฒนาบริการให้เป็นระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น นี่คือการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” รองโฆษกฯ กล่าวย้ำ

Advertisement

ทัพไทยบุกงานเกษตรนานาชาติ เทียนจิน โชว์ศักยภาพสินค้าเกษตรพรีเมียม สร้างโอกาสเกษตรกรไทยเชื่อมตลาดโลก

18 ตุลาคม 2568 “รองนายกฯ ธรรมนัส” นำทัพไทยบุกงานเกษตรนานาชาติ เทียนจิน โชว์ศักยภาพสินค้าเกษตรพรีเมียม ดันไทยสู่ศูนย์กลางอาหารโลก ขยายความร่วมมือการค้า ฉลอง 50 ปีสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน สร้างโอกาสเกษตรกรไทยเชื่อมตลาดโลก

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมงาน China International Agricultural Trade Fair 2025 (CATF 2025) ครั้งที่ 22 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วม โดยมี นาย Han Jun รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และ นาย Zhang Gong นายกเทศมนตรีนครเทียนจิน ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวสุนทรพจน์ภายในงานว่า ในนามของรัฐบาลไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้เกียรติประเทศไทยเข้าร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นในปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 50 ปี ไทย–จีน ความสัมพันธ์ที่ดีดังกล่าวได้ขยายครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านการเกษตร ซึ่งจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่อง 12 ปีติดต่อกัน โดยในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา การค้าระหว่างไทย–จีนมีมูลค่ากว่า 96,254 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.85 ล้านล้านหยวน) ขยายตัวถึง 28.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และจีนยังคงเป็นตลาดหลักของสินค้าเกษตรไทย เช่น ทุเรียน ลำไย มังคุด ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าว

“รัฐบาลไทยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มั่นคงอย่างยั่งยืน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเกษตรมาตรฐานสากล ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘ประเทศไทยศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agricultural and Food Hub)’ ผ่านนโยบายหลัก ‘3 สร้าง’ ได้แก่สร้างรายได้ ด้วยการเพิ่มผลิตภาพและรายได้เกษตรกรสร้างตลาด พัฒนาช่องทางจำหน่าย ขยายตลาดใน–ต่างประเทศ และสร้างโอกาส เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงทรัพยากร เช่น ที่ดินทำกินและน้ำอย่างมั่นคง” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า  กระทรวงเกษตรฯ ยังขับเคลื่อนตามแนวทาง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ และโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อปรับระบบเกษตรและอาหารสู่ความยั่งยืน เชื่อมโยงความร่วมมือไทย–จีน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ เศรษฐกิจสีเขียว และเทคโนโลยีดิจิทัล

“การเข้าร่วมงาน CATF ครั้งนี้ จะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เช่น เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และนวัตกรรมการแปรรูป เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพของสินค้าไทย พร้อมยืนยันความพร้อมของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะทำงานร่วมกับจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้าย

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีได้เปิดนิทรรศการ Thai Pavilion ซึ่งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้นำผลไม้ไทยคุณภาพ เช่น ทุเรียน มะม่วงน้ำดอกไม้ มะพร้าว ขนุน ลองกอง ลำไย และส้มโอ รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูป ผลไม้อบแห้ง และข้าวสาร ให้ผู้บริโภคชาวจีนและต่างชาติได้ลิ้มลอง พร้อมจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยได้เจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อโดยตรง ทั้งในรูปแบบ B2B และ B2C การเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก ตอกย้ำภาพลักษณ์ สินค้าเกษตรไทยคุณภาพระดับโลกและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนท้องถิ่นจีนว่า สินค้าที่ไทยนํามาแสดงที่นี่เป็นส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมของประเทศไทยที่เรานําเข้ามาสู่ประเทศจีน ซึ่งในแต่ละปีจะทําให้ประเทศไทยมีรายได้จํานวนมหาศาล ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินค้าพวกผลไม้ อาทิ ทุเรียนมังคุด ลําไย สินค้าจากยางพารา และข้าวที่ส่งมาจากประเทศไทยสู่ประเทศจีน ตนอยากจะบอกพี่น้องชาวจีนว่า สําหรับประเทศไทยแล้ว เราคือเมืองพี่เมืองน้องกัน ปีนี้เป็นปีทองของทั้ง 2 ประเทศ สำหรับผม ผมรักคนจีนและประเทศจีน

Advertisement

ไมโครชิพ ขยายลงทุนไทย ดันไทยศูนย์กลางทดสอบชิปของภูมิภาค

15 ตุลาคม 2568 ไมโครชิพ (Microchip) ยักษ์ใหญ่ชิปจากสหรัฐอเมริกา เดินหน้าขยายลงทุนในไทย ยอดลงทุนสะสมตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทรวมกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท ยกระดับสู่ฐานหลักในการประกอบและทดสอบชิปขั้นสูง หนุนไทยสู่เป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” แบบครบวงจร

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมสายการผลิตและพบหารือกับผู้บริหารบริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด ว่า “ไมโครชิพ” เป็นบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่รายแรกจากสหรัฐอเมริกาที่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2538 และได้ขยายการลงทุนต่อเนื่องตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการของบีโอไอ ได้อนุมัติส่งเสริมการขยายการลงทุนโครงการประกอบและทดสอบชิป (Wafer Testing, IC Packaging and Testing) เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดโลก มูลค่าลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมถึงปัจจุบัน บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 12 โครงการ มูลค่าลงทุนรวมกว่า 38,000 ล้านบาท

ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) เป็นบริษัทในเครือ Microchip Technology Inc. ผู้นำระดับโลกด้านเซมิคอนดักเตอร์และระบบควบคุมอัจฉริยะ โดยผลิตชิปประเภทไมโครคอนโทรลเลอร์ ชิปอะนาล็อกและการจัดการพลังงานที่เป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสารและโทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมอวกาศ บริษัทมีลูกค้ากว่า 1 แสนราย ในกว่า 120 ประเทศ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ

ในประเทศไทย ไมโครชิพมีโรงงานประกอบและทดสอบชิปโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง 2 แห่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 4,500 คน ในจำนวนนี้เป็นวิศวกรไทย 440 คน ถือเป็นฐานการประกอบและทดสอบชิปที่ใหญ่ที่สุดในเครือ โดยกว่าร้อยละ 90 ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของไมโครชิพทั่วโลกจะถูกส่งมาทดสอบที่โรงงานในไทยแห่งนี้ก่อนจำหน่ายให้กับลูกค้า โดยกิจการในไทยครอบคลุมตั้งแต่การทดสอบวงจรรวมบนแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบชิป การเป็นศูนย์กระจายสินค้าสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงการสนับสนุน ด้านวิศวกรรม เทคนิคการผลิต และเทคโนโลยีการตรวจสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์แก่บริษัทในเครือทั่วโลก สำหรับการขยายการลงทุนรอบใหม่นี้ เน้นเพิ่มขีดความสามารถการประกอบและทดสอบชิปขั้นสูง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดโลก

นอกจากนี้ ไมโครชิพยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรไทย โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา 21 แห่ง ทั้งระดับปริญญาตรีและอาชีวศึกษา รวมถึงโครงการสหกิจศึกษา เพื่อพัฒนาบุคลากรขั้นสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์ โดยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้สั่งสมในฐานการผลิตในไทย ทำให้โรงงานในไทยเป็นหนึ่งในศูนย์ความรู้ที่ใช้อบรมและพัฒนาวิศวกรของบริษัทจากต่างประเทศอีกด้วย

“การที่บริษัทไมโครชิพ หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมชิประดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ได้ลงทุนและพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย จนกลายเป็นศูนย์ประกอบและทดสอบผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเครือ อีกทั้งยังสนับสนุนให้วิศวกรไทยมีบทบาทสำคัญในการร่วมออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและทดสอบ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในขีดความสามารถของบุคลากรไทย และศักยภาพของไทยในการเป็นฐานที่มั่นสำคัญสำหรับการเติบโตของบริษัทในระยะยาว ซึ่งการขยายการลงทุนครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย และสนับสนุนให้ไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายชิปเมดอินไทยแลนด์” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ บีโอไออยู่ระหว่างการนำเสนอรัฐบาลเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ชุดใหม่ แทนชุดเดิมที่สิ้นสุดพร้อมรัฐบาลเดิม โดยมีวาระสำคัญที่เตรียมนำเสนอบอร์ดชุดใหม่ เช่น ยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (National Semiconductor Strategy) พร้อมข้อเสนอมาตรการสนับสนุนแบบครบวงจร รวมทั้งแผนการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อรองรับการลงทุนที่จะขยายตัวอย่างมากในอนาคต

Advertisement

“รมว.ธรรมนัส” คัมแบ็กประกาศสงคราม “ปลาหมอคางดำ” เผยกำจัดปลาหมอคางดำแล้ว 7.3 ล้านกิโลกรัม

13 ตุลาคม 2568 “รมว.ธรรมนัส” คัมแบ็กประกาศสงคราม “ปลาหมอคางดำ” เผย กำจัดปลาหมอคางดำแล้ว 7.3 ล้านกิโลกรัม พร้อมเดินหน้าปลดล็อกกฎหมาย IUU ช่วยชาวประมงทั่วประเทศ

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชมโครงการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยมี นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงพื้นที่ ณ สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด ตำบลแหลมใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม

ร้อยเอก ธรรมนัส เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ผ่านการจัดทำโครงการต่าง ๆ โดยยึดตาม 7 มาตรการสำคัญ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรภาคประมง และแก้ไขการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างครอบคลุมทั้งระบบ ซึ่งปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ก.ย. 2568) สามารถกำจัดปลาหมอคางดำได้แล้ว รวมทั้งสิ้น 7,325,234.50 กิโลกรัม อีกทั้ง จากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดในภาพรวม พบว่า จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดพัทลุง ไม่พบการระบาดของปลาหมอคางดำแล้ว ขณะที่การแพร่ระบาดในพื้นที่อื่นมีปริมาณลดลงเหลือเพียง 17 จังหวัด แบ่งออกเป็น

1) พื้นที่พบความชุกชุมในระดับน้อย (ไม่เกิน 10 ตัวต่อ 100 ตร.ม.) จำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา

2) พื้นที่พบความชุกชุมในระดับปานกลาง (มากกว่า 10-100 ตัวต่อ 100 ตร.ม.) จำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนครศรีธรรมราช

อย่างไรก็ตาม ยังคงมอบหมายให้กรมประมงเร่งเดินหน้าขับเคลื่อน “แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570” อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดซ้ำอีก

ด้าน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง กล่าวเสริมว่า นอกจากการกำจัดปลาหมอคางดำ โดยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย อาทิ การยางแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาที่ดิน ในการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อมอบให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ปริมาณถึง 4,938,740.50 กิโลกรัม รวมถึงหน่วยงานภาคเอกชนในผลิตเป็นปลาป่นเพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปริมาณถึง 2,001,069 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 34 ล้านบาทแล้วนั้น กรมประมง ยังได้สำรวจและศึกษาการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ โดยการปล่อยปลาผู้ล่าให้สอดคล้องกับระบบนิเวศเดิม รวมแล้วกว่า 1,130,600 ตัว ตลอดจนมีการส่งเสริมองค์ความรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำให้แก่เกษตร เพื่อเป็นการสร้างประโยชน์ปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดออกจากระบบนิเวศ ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568 กรมประมงมีแผนการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลานวลจันทร์ทะเล หอยหวาน หอยตลับ  หอยลาย และปูม้า เป็นต้น จำนวนกว่า 78,815,000 ตัว โดยสามารถปล่อยได้แล้วจำนวน 75,705,980 ตัว คิดเป็น 96.6% ของแผนทั้งหมด เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการการชดเชยเรือประมงที่จะนำออกนอกระบบทั่วประเทศ จำนวน 923 ลำ วงเงินรวม 1,622,605,300 บาท ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมประมง จัดทำขึ้นเพื่อบริหารกองเรือให้มีความสมดุลกับทรัพยากรประมงทะเล และเกิดความยั่งยืนในการใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำ โดยวิธีการลดจำนวนเรือประมงให้เหมาะสมกับปริมาณทรัพยากรประมงทะเลส่งผลให้ทรัพยากรประมงทะเลฟื้นคืนสู่ระดับที่สามารถให้ผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ชาวประมงสามารถนำเรือประมงไปใช้ในกิจการอื่นนอกภาคประมงได้

ทั้งนี้ มีเรือประมงที่ประสงค์จะออกนอกระบบ จำนวน 804 ลำ และไม่ประสงค์ออกนอกระบบจำนวน 119 ลำ โดยทำการเบิกจ่ายไปแล้วจำนวน 726 ลำ รวมจำนวน วงเงิน 1,004,956,850 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2568) และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาต่อไป

“คนที่จุดประเด็นเรื่องการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำคือตัวผมเอง เพราะมันทำให้พี่น้องชาวประมงเดือดร้อนมันขยายพันธุ์ไวและตายยาก กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องหามาตรการจัดการอย่างต่อเนื่อง แม้จะจัดการได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะไม่ยอมแพ้ ต้องปราบให้ได้ ต้องทำให้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะใช้เวลากี่วันกี่ปี จากนี้จะนำปลาหมอคางดำมาหมักเป็นปุ๋ย เพราะให้ธาตุอาหารแก่พืช ทั้งไนโตรเจน แคลเซียม และโพแทสเซียม ช่วยให้ต้นไม้เติบโตดีขึ้น โดยพรุ่งนี้ตนจะมีการประชุมประธานสหกรณ์ทั่วประเทศไทยที่เมืองทองธานี เพื่อวางแนวทางลดต้นทุนการผลิต ทั้งพืชไร่ พืชสวน และสหกรณ์จะต้องเป็นแหล่งจําหน่าย ปัจจัยการผลิต และจัดหาช่องทางจำหน่าย รวมถึงส่งเสริมการเป็นตลาดและสถาบันรองรับสินค้าการเกษตรที่ผลิตจากชุมชน เช่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาหมอคางดำ ผมขอยืนยันกับพี่น้องชาวสมุทรสงครามว่า สิ่งที่ผมเคยให้นโยบายไว้จะเดินหน้าต่อให้ถึงที่สุด ตลอดช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของ ไอยูยู (IUU Fishing) ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชาวประมงไทย และดำเนินการแก้กฎหมายไปแล้ว 29 ฉบับ และตอนนี้ พ.ร.บ.หลัก ก็ผ่านกระบวนการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว และระหว่างรอประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ ผมได้มอบหมายให้เร่งจัดทำกฎหมายลูกรองรับ ให้พร้อมบังคับใช้โดยเร็ว” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

Advertisement

เลขาฯ กอช. ยันปลายปีนี้ เตรียมเปิดขาย “สลาก กอช.” หรือ “หวยเกษียณ”

11 ตุลาคม 2568 เลขาธิการ กอช. บรรยายหัวข้อ Secure Retirement with Thailand’s Big 3: GPF-PVD-NSF” สะสมความมั่งคั่ง สร้างชีวิตมั่นคงด้วยเกษียณ 3 กอง ในงาน Money Freedom Forum 2025 มหกรรมความรู้ สู่อิสรภาพการเงิน จัดโดย Money Coach และ Creative Talk ณ ไอคอนสยาม

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ Secure Retirement with Thailand’s Big 3: GPF-PVD-NSF” สะสมความมั่งคั่ง สร้างชีวิตมั่นคงด้วยเกษียณ 3 กอง ในงาน Money Freedom Forum 2025 มหกรรมความรู้ สู่อิสรภาพการเงิน จัดโดย Money Coach และ Creative Talk ณ TRUE ICON HALL ชั้น 7 ไอคอนสยาม

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ กล่าวว่า กอช. เป็นกองทุนบำนาญภาคสมัครใจ สำหรับคนไทยที่ไม่มีสวัสดิการบำเหน็จบำนาญจากรัฐ ได้แก่ แรงงานนอกระบบ หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร รับจ้าง ค้าขาย นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 15-60 ปี สามารถสมัครเป็นสมาชิก และเริ่มต้นออมเงินกับ กอช. ได้ตั้งแต่ 50 บาทต่อครั้ง สูงสุด 30,000 บาทต่อปี พร้อมรับเงินออมสมทบเพิ่มจากภาครัฐในเดือนถัดไปตามช่วงอายุสูงถึง 100% หรือ 1,800 บาทต่อปี เพื่อสร้างแรงจูงใจและเพิ่มโอกาสให้แรงงานนอกระบบมีเงินบำนาญใช้ในวัยเกษียณ ดังนี้

– อายุ 15-30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ของเงินออม แต่ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี

– อายุ >30-50 ปี รัฐสมทบให้ 80% ของเงินออม แต่ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี

– อายุ >50-60 ปี รัฐสมทบให้ 100% ของเงินออม แต่ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี

กอช. ไม่เพียงแต่ช่วยให้ประชาชนออมเงินได้อย่างยืดหยุ่นและได้รับเงินสมทบจากรัฐ แต่ยังมีโอกาสได้รับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีพ เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และรัฐค้ำประกันผลตอบแทนการลงทุนไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน เฉลี่ย 7 ธนาคาร ซึ่งเงินออมยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30,000 บาทต่อปี จึงขอเชิญชวนคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เริ่มต้นออมกับ กอช. ตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่มั่นคงและคุณภาพชีวิต  ที่ดีในภายภาคหน้า

นอกจากนี้ ในช่วงปลายปีนี้ กอช. ยังเตรียมเปิดขาย “สลาก กอช.” หรือ “หวยเกษียณ” ซึ่งเป็นสลากขูดดิจิทัล ราคาฉบับละ 50 บาท เป็นทางเลือกในการออมเงินรูปแบบใหม่ ให้แก่ผู้มีสัญชาติไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปทุกคน สามารถซื้อได้สูงสุดเดือนละ 3,000 บาท (60 ฉบับ) ผ่านแอปพลิเคชัน กอช. โดยออกรางวัลทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น. ประกอบด้วย รางวัลที่ 1 มูลค่า 1 ล้านบาท (5 รางวัล) รางวัลที่ 2 มูลค่า 1,000 บาท (10,000 รางวัล) ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกรางวัลจะได้รับเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ทันที โดยเงินซื้อสลากทุกบาทจะถูกสะสมไว้เป็นเงินออม และผู้ซื้อสลากจะได้รับเงินออม พร้อมผลประโยชน์เป็นก้อนในครั้งเดียว 4 กรณี ดังนี้ 1) อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ 2) ทุพพลภาพ, เสียสัญชาติไทย 3) เสียชีวิต คืนเงินให้แก่บุคคลที่ระบุไว้ หรือทายาท และพิเศษสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีจะได้รับเงินคืนทั้งหมดเมื่อครบ 5 ปี นับแต่วันที่ซื้อสลาก และสามารถซื้อต่อไปได้คราวละ 5 ปี

“กอช. หวังว่า “สลาก กอช.” หรือ “หวยเกษียณ” จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยผลักดันให้สามารถเพิ่มเงินออมของประชาชนทุกคน และจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ประชาชนไทยออมเงินผ่านการลุ้นรางวัลและสร้างระบบการออมที่ยั่งยืนรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทย” นางสาวจารุลักษณ์ กล่าว

Advertisement

“พิพัฒน์” เดินหน้าขับเคลื่อนทางหลวงชนบท สะพานเศรษฐกิจ – ถนนปลอดภัย 4 เดือนเห็นผล

9 ตุลาคม 2568 “พิพัฒน์” เดินหน้าขับเคลื่อนทางหลวงชนบท สะพานเศรษฐกิจ – ถนนปลอดภัย เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชนใน 4 เดือนเห็นผล

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมทางหลวงชนบท ครบรอบ 23 ปี พร้อมเปิดนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม ณ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กรุงเทพฯ โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นางสาวรัชนีพร ธิติทรัพย์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายผดุงศักดิ์ สรุจิกำจรวัฒนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง นายพิชิต หุ่นศิริ  รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท รักษาราชการแทนอธิบดี ทช. ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ทช. ร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศให้เชื่อมโยงกันทุกมิติ ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อให้ “การเดินทางของประชาชนสะดวก ปลอดภัย และเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ” โดยเฉพาะ ทช. ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาโครงข่ายถนนสายรองที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองกับชนบทให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวได้อย่างเท่าเทียม

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา ทช. ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกระดับในการพัฒนาถนนให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยสำหรับทุกชีวิตบนท้องถนน ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำหนดแนวทางชัดเจนว่า “ทุกโครงสร้างพื้นฐานต้องตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง” และในช่วง 4 เดือนจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะเร่งผลักดันให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการเดินหน้าโครงการสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (ตำบลเกาะใหญ่ – จองถนน จังหวัดสงขลา – พัทลุง) และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา (ตำบลเกาะกลาง – เกาะลันตาน้อย จังหวัดกระบี่) ซึ่งทั้งสองโครงการจะช่วยลดระยะเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของภาคใต้ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด “สะพานทั้งสองแห่งนี้จะเชื่อมชีวิตผู้คนกับโอกาสใหม่ ๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิต” นายพิพัฒน์ กล่าว พร้อมระบุว่า โครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณารายงานด้านเทคนิคโดยธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ในเร็ว ๆ นี้

นอกจากการขับเคลื่อนโครงการเชิงยุทธศาสตร์แล้ว นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางหลวงชนบทใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีสายทางได้รับความเสียหาย 59 สายทาง ขณะนี้สามารถเปิดสัญจรได้แล้ว 40 สายทาง และอยู่ระหว่างซ่อมแซมอีก 19 สายทาง พร้อมสั่งการให้ ทช. เร่งติดตั้งสะพานเบลีย์ชั่วคราว เปิดทางสัญจรให้ประชาชนโดยเร็ว รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง ติดตั้งป้ายเตือน และให้ข้อมูลเส้นทางเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน พร้อมย้ำว่า “ทุกถนนที่เสียหายต้องซ่อมกลับมาใช้งานได้เต็มรูปแบบโดยเร็วที่สุด” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

นายพิพัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมตั้งเป้าเร่งยกระดับมาตรฐานถนนในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ สนับสนุนเส้นทางเชื่อมต่อระบบรถไฟทางคู่ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และเส้นทางท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ เพื่อให้การลงทุนด้านคมนาคมตอบสนองชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเดินทาง และความปลอดภัย

ด้านนายพิชิต หุ่นศิริ รักษาราชการแทนอธิบดี ทช. เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ทช. ดูแลโครงข่ายถนนทั่วประเทศกว่า 51,000 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด โดยในปีงบประมาณ 2569 ได้รับงบประมาณกว่า 53,000 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินโครงการสำคัญทั้งการก่อสร้างถนน สะพาน และระบบอำนวยความปลอดภัยทางถนน เช่น ถนนเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ถนนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการค้าในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และโครงการทางต่างระดับจุดตัดสำคัญทั่วประเทศ พร้อมย้ำว่า ทช. จะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจภายใต้นโยบาย “ทางหลวงชนบทเพื่อประชาชน” อย่างเต็มกำลังเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกภูมิภาค

Advertisement

“รมช.นเรศ” หนุนศูนย์ข้าวชุมชนศรีดอนมูล จ.เชียงราย ผลิตข้าวคุณภาพดี ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า

5 ตุลาคม 2568 “รมช.นเรศ” หนุนศูนย์ข้าวชุมชนศรีดอนมูล จ.เชียงราย ผลิตข้าวคุณภาพดี ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า มุ่งสร้างเครือข่ายเกษตรกรเข้มแข็ง

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชนตำบลศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่เกษตรกรรม 3.7 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 1.38 ล้านไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวขึ้นทะเบียน 116,944 ครัวเรือน ถือเป็นฐานการผลิตข้าวสำคัญของประเทศ อีกทั้งยังมีการส่งเสริมการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่และการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ โดยในช่วงปี 2559–2568 มีการดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่ข้าวแล้ว 111 แปลง เกษตรกร 7,192 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 86,100 ไร่ ใน 17 อำเภอ รวมทั้งมีศูนย์ข้าวชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าวจำนวน 183 ศูนย์ สมาชิก 6,000 ราย ครอบคลุม 81 ตำบล

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมุ่งมั่นในการยกระดับการผลิตข้าวคุณภาพ พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืนในระบบการเกษตร โดยเน้นการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ศูนย์ข้าวชุมชนแห่งนี้จึงถือเป็นต้นแบบที่ดีในการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ ด้วยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่มาใช้ ตลอดจนการประยุกต์เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตข้าว การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังมุ่งเน้นการรับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและต่อยอดในเชิงนโยบาย พร้อมเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยยืนยันว่าประเด็นใดที่สามารถแก้ไขได้ทันที จะดำเนินการโดยไม่รอช้า

สำหรับศูนย์ข้าวชุมชนตำบลศรีดอนมูล จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2556 และจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนในปี 2557 มีสมาชิก 38 ราย ดำเนินกิจกรรมผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และขยายบริการด้านการเกษตรครบวงจร เช่น การดำนาด้วยเครื่องจักร การเก็บเกี่ยว การอบลดความชื้น และการคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ ตลอดจนการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว โดยมีเป้าหมายปลูกข้าวเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ 149 ไร่ พื้นที่ทำนาของสมาชิก 1,037 ไร่ ผลผลิตรวมเฉลี่ย 120 ตันต่อปี มีแหล่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ได้แก่ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน บริษัทเอกชนในพื้นที่ และเครือข่ายชุมชน ปัจจุบันสมาชิกแต่ละรายมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 150,000 บาทต่อปี

โอกาสนี้ รมช.นเรศ ยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการด้านข้าว อาทิ อัตลักษณ์ข้าว GI ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ข้าวหอมแม่จัน และข้าวพันธุ์ กข 26 รวมถึงนิทรรศการมาตรฐานการวิเคราะห์เมล็ดพันธุ์และผลงานจากศูนย์ข้าวชุมชน พร้อมทั้งมอบปัจจัยการผลิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่

Advertisement

ปลัดดีอี หารือคณะผู้แทน MIC ญี่ปุ่น เสริมความร่วมมือด้านดิจิทัล-เทคโนโลยีภัยพิบัติ

2 ตุลาคม 2568 ปลัดดีอี หารือคณะผู้แทน MIC ญี่ปุ่น เสริมความร่วมมือด้านดิจิทัล-เทคโนโลยีภัยพิบัติ

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หารือกับคณะผู้แทนจากกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร (Ministry of International Affairs and Communications (MIC) ประเทศญี่ปุ่น นำโดย Mr. Kiriyama Nobuo ตำแหน่ง Director-General for International Affairs, Global Strategy Bureau, Ministry of Internal Affairs and Communications (MIC) โดยมี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

โดยประเด็นหารือครอบคลุมเรื่องแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีในการบริหารจัดการภัยพิบัติระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเด็นที่กระทรวงฯ ให้ความสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ คือ เหตุการณ์ภัยพิบัติหลุมยุบและถนนทรุดตัวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และการคาดการณ์เหตุการณ์แผ่นดินไหวบริเวณใต้ทะเลอันดามัน

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือร่วมกันในประเด็นความร่วมมือทางด้านนโยบายดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI Policy) และการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันในเวทีระดับนานาชาติอื่นๆ ได้แก่ อาเซียน องค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียแปซิฟิก (APT) และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ทั้งนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นจะนำประเด็นความร่วมมือที่ฝ่ายไทยเสนอไปหารือร่วมกันกับหน่วยงานอื่นๆ ของญี่ปุ่นเพื่อหาแนวทางและรูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสมระหว่างกันต่อไป

Advertisement

Verified by ExactMetrics