วันที่ 15 มีนาคม 2026

ครม.สั่งข้าราชการ Work from Home รับมือวิกฤตพลังงาน ระงับดูงานต่างประเทศ-ถอดสูทประชุม

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 มีนาคม 2569 ทำเนียบฯ – ครม.ไฟเขียวมาตรการสั่งข้าราชการ Work from Home (WFH) เต็มรูปแบบ รับมือวิกฤตพลังงาน ระงับดูงานต่างประเทศ-ถอดสูทประชุม ยอมรับไทยใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วงสงคราม

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด

เพื่อให้ประชาชนทุกคน ข้าราชการ ภาคเอกชน ร่วมกันประหยัดพลังงานและการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ ประกอบด้วย 1. มาตรการ Work from Home และงานบริการ ให้หน่วยงานราชการทุกแห่ง ให้เริ่มปฏิบัติงานนอกสถานที่พัก (Work from Home) เต็มรูปแบบทันที จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แต่มีข้อยกเว้นสำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริการประชาชนโดยตรง ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการรับบริการของภาคประชาชน

2.มาตรการประหยัดพลังงานให้ทุกหน่วยงานร่วมกันณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ “ถอดสูท” ในการเข้าประชุมหรือปฏิบัติงาน นำร่องเริ่มถือปฏิบัติแล้วในการประชุม ครม.ในวันนี้ กำหนดให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศภายในหน่วยงานไว้ที่ 26 องศาฯ เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าในภาพรวม

3.สั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศ การเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ แต่มีข้อยกเว้น หากเป็นภารกิจการประชุมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สามารถเดินทางได้ตามความเหมาะสม โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวันประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน ณ วันที่ 5 มีนาคม 69 ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055, ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในส่วนของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวม 8,054 ล้านลิตร แบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า

ปริมาณสำรองน้ำมันสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้

  • การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้นงดการใส่สูทผูกท้ายยกเว้นมีงานพิธีการ
  • การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
  • การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
  • การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้
  • การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร
  • การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น

  • การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ
  • การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม
  • การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool
  • การวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน

รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต ถ้าหากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานเห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่นให้หลีการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป และมีการกำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

Advertisement

ธอส.จัดงานประมูลขายบ้านมือสอง ธอส. ครั้งที่ 1 ปี 2569 14 มี.ค.นี้

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 10 มีนาคม 2569 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้ากระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ จัดงานประมูลขายบ้านมือสอง ธอส. ครั้งที่ 1 ปี 2569 นำทรัพย์คุณภาพดี ทำเลเด่นกว่า 12,000 รายการทั่วประเทศ ออกจำหน่ายลดราคาสูงสุด 50% พร้อมรับสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี คงที่ 2 ปีแรก และของสมนาคุณมากมาย พบกันวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569

นางสาวอรนุช พงษ์ประยูร รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. พร้อมเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ จัดงานประมูลขายบ้านมือสอง ธอส. ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 ระหว่างเวลา 10.00 – 16.00 น. โดยคัดทรัพย์คุณภาพดี ทำเลเด่นทั่วประเทศ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด อาคารพาณิชย์ ที่ดินเปล่า และคอนโดมีเนียม กว่า 12,000 รายการ มาเปิดประมูลในราคาลดสูงสุด 50% จากราคาปกติ แบ่งเป็นทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนกว่า 1,200 รายการ โดยมีรายการทรัพย์ที่น่าสนใจ ได้แก่ บ้านเดี่ยว ขนาดเนื้อที่ 84.1 ตารางวา ในโครงการฮาบิเทีย วัชรพล เขตสายไหม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ

ราคาประมูลเริ่มต้น 3,900,000 บาท ส่วนทรัพย์ในส่วนภูมิภาคนำออกประมูลจำนวนกว่า 11,000 รายการ โดยมีรายการทรัพย์ที่น่าสนใจ ได้แก่ บ้านเดี่ยว ขนาดเนื้อที่ 54 ตารางวา ในโครงการกาญจน์กนกวิลล์ 12 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ราคาเริ่มต้นประมูล 2,255,000 บาท และบ้านเดี่ยว ขนาดเนื้อที่ 146.6 ตารางวา ในโครงการดวงตา อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ราคาเริ่มต้นประมูล 8,550,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ทำเลดี พิเศษ!! สำหรับลูกค้าที่ชนะการประมูลในราคาปิดสูงสุด และทำสัญญาจะซื้อจะขายภายในระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด 110 รายแรก มีสิทธิ์รับรางวัลอุปกรณ์ไฟฟ้า ประกอบด้วย รางวัลที่ 1 เครื่องดูดความชื้น จำนวน 20 รางวัล รางวัลที่ 2 หม้อตุ๋นไร้สาย จำนวน 15 รางวัล รางวัลที่ 3 เตาไฟฟ้าอุ่นอาหาร จำนวน 45 รางวัล รางวัลที่ 4 เครื่องปั่นพกพา จำนวน 30 รางวัล (จำกัด 1 ท่าน ต่อ 1 รางวัล) *เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ผู้ชนะการประมูลจะต้องวางเงินประกันการซื้อทรัพย์ จำนวน 10,000 บาท ทุกรายการทรัพย์ และวางเงินจำนวน 100,000 บาท สำหรับทรัพย์ที่มีราคาขาย 10 ล้านบาทขึ้นไป และทำสัญญาจะซื้อจะขายตั้งแต่วันที่ 16 – 27 มีนาคม 2569 ซึ่งสามารถใช้โปรโมชันผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ 0% ต่อปี คงที่ 2 ปีแรก ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานประมูลได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. และเริ่มประมูลตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. โดยทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมูล ณ ธอส. สำนักงานใหญ่ ส่วนทรัพย์ในส่วนภูมิภาค ประมูล ณ ที่ทำการสาขาภูมิภาคของธนาคาร ผู้ที่สนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GHBank Call Center โทร.0-2645-9000 กด 5 หรือ Facebook Fanpage บ้านมือสอง ธอส. หรือดูข้อมูลบ้านมือสอง ธอส. ได้ที่ www.ghbhomecenter.com, Application : GHB ALL HOME และ Line Official Account : @GHBALLHOME

Advertisement

พลังงานไทยยังเพียงพอ! รัฐบาลพร้อมดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบประชาชน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มีนาคม 2569 พลังงานไทยยังเพียงพอ! รัฐบาลพร้อมดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบประชาชน ขณะที่ รง. เตรียมมาตรการสวัสดิการและการจัดหางาน รองรับแรงงานที่เดินทางกลับไทย

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569) เวลา 17.45 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) พร้อมด้วยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน สรุปสาระสำคัญดังนี้

รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงแนวทางเสริมความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มเติม หากเกิดกรณีที่การขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถดำเนินการได้ โดยได้มีการพิจารณาแหล่งจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม รวมถึงแนวทางเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เพื่อยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันสำรอง โดยจะกำหนดแผนดำเนินการและช่วงเวลาการปรับเพิ่มสัดส่วนอย่างเป็นขั้นตอน

สำหรับมาตรการดูแลราคาพลังงาน ตามที่ได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นระยะเวลา 15 วัน จะยังคงตรึงราคาต่อไปจนครบกำหนด  กรณีของน้ำมันเบนซิน แม้จะไม่มีการประกาศตรึงราคาอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงพลังงานได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยดูแลราคา ทำให้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับราคาน้ำมันเบนซิน โดยจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นขั้นบันได เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจมากเกินไป ซึ่งนายพิพัฒน์ ย้ำว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ประชาชนเกิดการเข้าเติมน้ำมันจำนวนมากตามสถานีบริการนั้น ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก โดยรองนายกรัฐมนตรียืนยันว่าประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ และรัฐบาลได้เตรียมแผนจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงมาตรการที่ได้ดำเนินการมาแล้ว ทั้งการระงับการส่งออก การสำรองน้ำมัน จาก 1% เป็น 3% ซึ่งถ้าทำได้ครบ จะช่วยยืดระยะเวลาได้อีกประมาณ 7 วัน สำหรับมาตรการถัดไป คือ มาตรการการเพิ่มส่วนผสมของน้ำมันดีเซล  ซึ่งจะช่วยลดการใช้ตัวเนื้อดีเซล โดยมาตรการนี้ดำเนินการออกประกาศทันที ให้มีผลในวันที่ 14 มีนาคม 2569 เพื่อให้ระยะเวลากับผู้ค้าน้ำมันเตรียมตัว ทั้งนี้ มาตรการนี้จะช่วยทั้งลดการใช้ดีเซลและส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลของไทย ขณะเดียวกันให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการส่งเสริมตัว B10 B20 และตัวอื่น ๆ ร่วมด้วย รวมถึงส่งเสริมให้มีการใช้ E20 และ E85 มากขึ้น และส่งเสริมการใช้เอทานอล ซึ่งมาจากพี่น้องเกษตรกรในประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้มีการประกาศตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จากเดิมที่จะหมดในเดือนมีนาคมนี้ ส่วนราคาน้ำมันดีเซลจะมีการตรึงราคาจนครบกำหนด 15 วัน แล้วจึงจะมาพิจารณากันต่อ ส่วนตัวเบนซิน มีการเข้าไปช่วยบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมด เนื่องจากราคาในตลาดโลกยังคงสูงอยู่ แต่จะมีการประสานงานไม่ให้ขึ้นทีเดียวจำนวนสูงมาก

ในส่วนก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้า ณ วันนี้สามารถหาทดแทนจากแหล่งอื่นได้แล้ว และยังให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้มีการประชุมหารือกันอาทิตย์หน้า เพื่ออนุมัติการหาตลาดที่จะมาทดแทนก๊าซจากกาตาร์ของเดือนพฤษภาคม ขณะเดียวกัน ได้มีการพูดคุยกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area: JDA)ให้ผลิตเพิ่ม พร้อมขอให้มีการซื้อไฟเพิ่มจาก สปป.ลาว และพูดคุยกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตให้เพิ่มกำลังการผลิตจากถ่านหินด้วย

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือกันเรื่องมาตรการประหยัดพลังงาน ซึ่งจะมีการนำเข้า ครม. ในวันพรุ่งนี้ ประกอบกับหน่วยงานราชการจะมีการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน รวมถึงมีการขอความร่วมมือกับทางผู้ค้าน้ำมันที่มีสถานีน้ำมัน ให้ส่งเสริมเรื่องการตรวจสภาพเครื่องยนต์ให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น ในช่วงนี้จะเป็นการรณรงค์และขอความร่วมมือเป็นหลัก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน และขอให้มั่นใจว่า น้ำมันมีเพียงพอ รวมถึงกระบวนการในการดูแลกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมก็จะมีการจัดระบบเพื่อดูแลต่อไป ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ ที่ได้เตรียมไว้ มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลราคาสินค้าให้มีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ควบคู่กับการดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยกระทรวงพาณิชย์มีเครื่องมือทางกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งกำหนดให้การจำหน่ายสินค้าจะต้องมีราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค รวมทั้งห้ามมิให้มีการกักตุนสินค้าเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า

ทั้งนี้ หากพบการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนนั้น ขอยืนยันว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา เนื่องจากสินค้าเหล่านี้อยู่ในกลุ่มสินค้าควบคุม ซึ่งผู้ประกอบการที่ประสงค์จะปรับขึ้นราคาจะต้องยื่นข้อมูลต่อกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้พิจารณา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดได้ยื่นคำขอปรับขึ้นราคาสินค้าดังกล่าวต่อกระทรวงพาณิชย์

รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์โดยรวมยังคงมีความตึงเครียดและมีการใช้กำลังทางทหารอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ยังไม่ปรากฏสัญญาณที่ชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านจะกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาในระยะอันใกล้ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในภูมิภาค

ในส่วนของพัฒนาการทางการเมืองภายในอิหร่าน มีรายงานว่าเมื่อวานนี้ สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่าน (Assembly of Experts) ได้มีมติเลือกนายโมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางสถานการณ์ในภูมิภาค

สำหรับสถานการณ์ด้านการคมนาคมทางอากาศ ปัจจุบันบางสายการบินได้เริ่มจัดเที่ยวบินฉุกเฉินเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้าง โดยสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ได้เปิดให้บริการเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพมหานคร–โดฮา เป็นครั้งแรกเมื่อวานที่ผ่านมา เพื่อนำผู้โดยสารที่ตกค้างเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังกรุงโดฮา ทั้งนี้ กระทรวงจะติดตามความเป็นไปได้ในการเปิดเที่ยวบินเส้นทางโดฮา–กรุงเทพฯ เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำผู้โดยสารที่ตกค้างกลับมายังประเทศไทยในโอกาสแรก

แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด และขอให้ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่ เพื่อให้สามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ คนไทยกลุ่มแรกจากอิหร่าน รวมจำนวน 29 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเมื่อช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และในวันพรุ่งนี้เช้า จะมีคนไทยอีกจำนวน 23 คนเดินทางกลับถึงไทยเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งในอิหร่านที่อยู่ระหว่างการเดินทางออกจากประเทศไปยังตุรกี โดยกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกรุงอังการา กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกและนำคนไทยกลับประเทศอย่างปลอดภัย

สำหรับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ยังคงให้ความช่วยเหลือคนไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้คำแนะนำ การดูแลอำนวยความสะดวก รวมถึงการมอบสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพแก่ผู้ที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ พร้อมทั้งประสานงานกับสายการบินในพื้นที่ที่ยังสามารถให้บริการได้ และประสานกับหน่วยงานของประเทศที่ยังคงปิดน่านฟ้า เพื่อขออนุญาตเดินทางผ่านแดนไปยังประเทศข้างเคียงได้ ซึ่งจะทำให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยหรือเดินทางต่อไปยังประเทศที่สามทางอากาศได้  กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือให้คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งสามารถออกจากพื้นที่เสี่ยงและเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

พร้อมกันนี้  ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมการชุมนุมหรือกิจกรรมประท้วงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในประเทศที่เกิดความขัดแย้ง เพื่อความปลอดภัย โดยกระทรวงฯ เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไทยที่ยังคงพำนักอยู่ในพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญสูงสุด

ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวนทั้งสิ้น 67,043 คน โดยมีแรงงานที่แจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยจำนวนรวม 941 คน นอกจากนี้ยังได้เตรียมมาตรการดูแลแรงงานไทยภายหลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยจะจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและรับลงทะเบียนความต้องการความช่วยเหลือที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง  เพื่อประเมินความต้องการของแรงงาน อาทิ การหางานทำในประเทศ การเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย หรือการเข้ารับการฝึกอาชีพและพัฒนาทักษะเพิ่มเติม

กระทรวงแรงงานยังมีมาตรการช่วยเหลือผ่านกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยแรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนและได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามจะได้รับเงินสงเคราะห์ กรณีเดินทางกลับประเทศจากเหตุสงคราม จำนวนรายละ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพ จะได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 30,000 บาท และกรณีเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 40,000 บาท รวมทั้งกรณีค่าจัดการศพในต่างประเทศ ทายาทจะได้รับค่าจัดการศพตามค่าใช้จ่ายจริงไม่เกิน รายละ 40,000 บาท

กระทรวงแรงงานยังได้มอบหมายให้สำนักงานแรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ให้ข้อมูลแก่ครอบครัวแรงงานไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมแนะนำให้แรงงานไทยอัปเดตการใช้งานแอปพลิเคชัน Smart TOEA เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันกระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง 3 แห่ง ที่ทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิดในการดูแลแรงงานไทยในพื้นที่

Advertisement

นายกฯ ประชุมพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มีนาคม 2569 นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569) เวลา 15.00 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบของโลกและระบบขนส่งทางทะเล ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ต้องไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว (Energy Resilience) ด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางบริหารจัดการพลังงานและมาตรการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานอำนวยการในการบูรณาการแผนการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารสถานการณ์พลังงานได้อย่างมีเอกภาพและครอบคลุม

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้รายงานมาตรการยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์อย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมเพียงพอ

สำหรับสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติ ขณะนี้ยังคงมีปริมาณเพียงพอและไม่น่าวิตกกังวล โดยมีการเตรียมแผนบริหารจัดการพลังงานเพิ่มเติม อาทิ การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่น เช่น ถ่านหินและพลังงานน้ำ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งจะเสริมด้วยมาตรการประหยัดพลังงานตามความจำเป็น  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าการดำเนินนโยบายทุกด้านจะมุ่งให้ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นน้อยที่สุด

Advertisement

ก.แรงงานออกระเบียบใหม่ ยึด-อายัด-ขายทอดตลาดทรัพย์สินนายจ้างค้างจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 9 มีนาคม 2569 แรงงานออกระเบียบใหม่ วางแนวยึด-อายัด-ขายทอดตลาดทรัพย์สินนายจ้างค้างจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นกลไกสำคัญในการช่วยคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้ออก ระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2569 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการให้มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น

ระเบียบดังกล่าวได้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดให้มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศ

ระเบียบฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นแนวทางในการติดตามเงินจากผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่ไม่นำส่ง นำส่งไม่ครบ หรือค้างชำระ รวมถึงกรณีที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้จ่ายเงินช่วยเหลือลูกจ้างไปก่อน แล้วต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยคืนจากนายจ้างหรือผู้มีหน้าที่ชดใช้เงิน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ คือการกำหนดขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายให้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การส่งคำเตือน การตรวจสอบทรัพย์สิน การออกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์ การขายทอดตลาด และการนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้แก่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

ในส่วนของการตรวจสอบทรัพย์สิน ระเบียบใหม่นี้เปิดทางให้พนักงานตรวจแรงงานสามารถขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการเงิน กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานของรัฐอื่นที่มีข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน เพื่อใช้ประกอบการติดตามและบังคับชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามารถถูกยึดหรืออายัดได้อย่างชัดเจน ทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้อง หุ้น หลักทรัพย์ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิการเช่า หรือสิทธิอื่นที่มีมูลค่า รวมถึงกำหนดวิธีดำเนินการในกรณีทรัพย์สินอยู่ต่างพื้นที่ ทรัพย์สินมีเจ้าของร่วม หรือมีผู้คัดค้านการยึดและอายัดไว้ด้วย

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ระเบียบฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม โดยเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลภายนอกที่อ้างสิทธิในทรัพย์สิน สามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ตามขั้นตอน และหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ควรยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าว ก็สามารถมีคำสั่งถอนการยึดหรืออายัดได้

สำหรับการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ได้กำหนดแนวทางไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องการประกาศขาย ระยะเวลา สถานที่ เงื่อนไขการวางเงินมัดจำ การชำระเงิน และการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มครองประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“ระเบียบฉบับใหม่นี้จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีความชัดเจน รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นอีกกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างและสร้างหลักประกันให้ลูกจ้างได้รับความช่วยเหลือตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

Advertisement

“อนุทิน” กล่าวเนื่องในวันสตรีสากล “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานของสังคมประชาธิปไตย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรี กล่าวเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันที่ 8 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยสารเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 ใจความว่า

เนื่องในวันที่ 8 มีนาคม เป็น “วันสตรีสากล” ขอส่งความปรารถนาดีไปยังสตรีไทยทั่วประเทศ รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านการพัฒนาสตรีที่ได้ร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ วันสตรีสากล ไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการแสดงความยินดีเท่านั้น แต่เป็นวันที่ประชาคมโลกกำหนดขึ้น เพื่อช่วยกันย้ำเตือนว่า “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม ทั้งในครอบครัว สถานที่ทำงาน และในเวทีสาธารณะ วันนี้จึงไม่ได้เพียงรำลึกถึงการต่อสู้เหล่านั้น แต่ต้องเดินหน้าสานต่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะสังคมที่เข้มแข็ง คือสังคมที่ทุกคนมองเห็นคุณค่าของกันและกัน และสนับสนุนการนำคุณค่าเหล่านั้น มามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

สำหรับปีนี้ รัฐบาลกำหนดแนวคิดหลักสำหรับวันสตรีสากลว่า “สิทธิ ความยุติธรรม และเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งแสดงถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีที่ยืนอย่างทัดเทียม และมีโอกาสในการใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย และทิศทางของการพัฒนาประเทศ

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า สตรีไทยมีศักยภาพอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในบทบาทผู้นำ นักธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร แรงงานในทุกสาขาอาชีพ หรือในฐานะแม่และผู้ดูแลครอบครัว ทุกบทบาทล้วนมีคุณค่า และเป็นส่วนเติมเต็มสังคมของเราให้มีความสมบูรณ์

“เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ขออำนวยพรให้สตรีไทยทุกคนมีความสุข มีสุขภาพกาย และใจที่เข้มแข็ง มีความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ เพื่อเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับเด็กหญิงทั้งหลายซึ่งเป็นลูกหลานของเรา ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นพลังอันสำคัญของประเทศของเราในอนาคตต่อไป”

Advertisement

ปลัดมหาดไทย สั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 8 มีนาคม 2569 ปลัดมหาดไทย สั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5”

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินภารกิจของกระทรวงมหาดไทยตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ครอบคลุมภารกิจทั้งด้านส่งเสริมสนับสนุนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย – กัมพูชา (ด้านการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง) การป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด การเพิ่มศักยภาพการป้องกันสาธารณภัยและการฟื้นฟู ช่วยเหลือ เยียวยา และการป้องกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงทุกรูปแบบ ซึ่งจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดได้บูรณาการภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างเต็มกำลังและเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็วภายใต้หลักการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อันจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีและความสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืน ตนจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เน้นหนักเพิ่มเติม 2 ด้าน ได้แก่

  1. “ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว” ด้วยการบูรณาการกลไกของจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามแนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนทางสังคมของพื้นที่ ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ดึงศักยภาพของจังหวัดมาเป็นฐานการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการ Upskill และ Reskill ด้านการตลาด เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทั้งในตลาดออนไลน์ และกิจกรรมทางการตลาดในระดับพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานในระดับชุมชน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างรายได้ และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนในระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และยั่งยืน
  2. “ด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน” ด้วยการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน “โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง” ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งการเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การส่งเสริมและสร้างอาชีพ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และการศึกษา นอกจากนี้ ให้มีการพัฒนาสภาพแวดล้อมและพื้นที่ในชุมชนให้เหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยจัดให้มีพื้นที่สวนสาธารณะหรือปรับปรุงพื้นที่สวนสาธารณะให้มีมาตรฐานสำหรับประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การจัดการระบบบริหารจัดการน้ำเสียและบริหารจัดการขยะให้ได้มาตรฐานและถูกวิธี

“ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นกลไกหลักในการกำกับสั่งการ และบูรณาการบุคลากร งบประมาณ ดำเนินการตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ พิจารณาจัดเตรียมแผนงาน/โครงการและขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากช่องทางที่เหมาะสม โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามพระโอวาทสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดี ที่ว่า “ลงพื้นที่ให้รองเท้าสึก ก่อนก้นกางเกงขาด” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการที่ลงไปสู่พื้นที่นั้น สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับประชาชนและชุมชนเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม

Advertisement

ด่วน!มีผลใช้แล้ว..กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี “บุคคล–นิติบุคคล” ที่เกี่ยวอาชญากรรมเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรบัญชีม้า

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 7 มีนาคม 2569 ศปอท. กำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี “บุคคล–นิติบุคคล” ที่เกี่ยวข้องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรบัญชีม้า มีผลใช้แล้ว

วันที่ 7 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

  1. ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569
  2. ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2569

โดยประกาศทั้งสองฉบับมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งออกตามอำนาจพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดแนวทางในการประกาศรายชื่อบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงกำหนดกลไกในการเพิกถอนรายชื่อเมื่อมีการตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

รองโฆษกฯ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ ตัดวงจรบัญชีม้าและกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงออนไลน์หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการประกาศรายชื่อจะครอบคลุมทั้ง บัญชีเงินฝาก บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ และเลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล

เมื่อมีการประกาศรายชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวแล้ว สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินมาตรการทันที เช่น ปฏิเสธการเปิดบัญชี ระงับการให้บริการหรือการทำธุรกรรม หรือปิดบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงในการนำบัญชีหรือโครงสร้างนิติบุคคลไปใช้ในการกระทำความผิด

ทั้งนี้ หากภายหลังมีการตรวจสอบและพบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสามารถออกประกาศ เพิกถอนรายชื่อ ได้ตามขั้นตอนที่กำหนด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านระบบดิจิทัล การใช้บัญชีม้า และการใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งจะช่วยยกระดับความปลอดภัยของระบบธุรกรรมทางการเงินและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

Advertisement

นายกฯ ลงนามคำสั่งตั้ง “ศบก.” ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง บูรณาการทุกหน่วยงานรับมือผลกระทบต่อไทย

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 มีนาคม 2569 นายกฯ ลงนามคำสั่งตั้ง “ศบก.” ติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง บูรณาการทุกหน่วยงานรับมือผลกระทบต่อไทย รองนายกฯ พิพัฒน์ นั่งเป็นประธานการประชุมนัดแรกในฐานะ ผอ.ศูนย์ฯ ณ ทำเนียบรัฐบาลวันนี้

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 53/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาและติดตามผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

สำหรับองค์ประกอบของ ศบก. กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษา โดยมี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ พร้อมด้วยคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รวมทั้ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงแรงงาน ตลอดจน เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมศุลกากร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ร่วมเป็นกรรมการ เพื่อบูรณาการการติดตาม ประเมินสถานการณ์ และกำหนดมาตรการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยในทุกมิติ

ทั้งนี้ ศบก. มีหน้าที่และอำนาจในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางและมาตรการต่อรัฐบาลในการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขสถานการณ์เป็นไปอย่างมีเอกภาพ

ในวันเดียวกัน เวลา 17.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะ ผอ.ศูนย์ฯ จะเป็นประธานการประชุมนัดแรก ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามสถานการณ์ล่าสุดและกำหนดแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น เวลา 18.10 น. จะมีการแถลงข่าวผลการประชุมของ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ณ ศูนย์ ศบก. ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อชี้แจงสถานการณ์และมาตรการของรัฐบาลต่อสาธารณชนต่อไป

Advertisement

รัฐบาลเผยปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ย้ำ “ปุ๋ยยูเรีย ” ใช้ได้ถึง ส.ค. 69

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ 6 มีนาคม 2569 รัฐบาลเผยปุ๋ยเคมีมีเพียงพอ ย้ำ “ปุ๋ยยูเรีย ” ใช้ได้ถึง ส.ค. 69 เตือนร้านค้าขายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินควร จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันนี้ (6 มีนาคม 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบเช่นกันในหลาย ๆ เรื่อง ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อกังวลของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การค้าปุ๋ยเคมีและธุรกิจการเกษตรไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหารองรับหากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือน ม.ค.2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน และยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือน ส.ค.2569

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปี ขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก

สำหรับสถานการณ์ด้านราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรที่มีส่วนผสมของยูเรีย ยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น ราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่หากสถานกาณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้การปรับราคาเป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด

“ขอให้เกษตรกรอย่าตื่นตระหนก ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อ หรือกักตุนปุ๋ยเคมี ไว้ในปริมาณมาก และขอย้ำเตือนร้านค้าหากพบการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงเกินสมควร หรือมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

Advertisement

Verified by ExactMetrics