วันที่ 13 กันยายน 2026

ข่าวดี ซาอุดีอาระเบียยกเลิกข้อห้ามคนซาอุดีฯเดินทางเข้าไทย และอนุญาตคนไทยเข้าซาอุดีฯได้

People Unity News : ประยุทธ์ ปลื้มข่าวดี ซาอุดีอาระเบียยกเลิกข้อห้ามคนซาอุดีฯเดินทางเข้าไทย และอนุญาตคนไทยเข้าซาอุดีฯได้

วันนี้ (16 มีนาคม 2565) นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบข่าวที่น่ายินดีว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบียประกาศยกเลิกการห้ามบุคคลสัญชาติซาอุดีฯ เดินทางเข้าไทย ซึ่งเป็นข้อห้ามที่มีมายาวนานกว่า 30 ปี รวมทั้งอนุญาตให้บุคคลสัญชาติไทยเดินทางเข้าซาอุดีฯได้

โฆษกรัฐบาล เชื่อมั่นว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวซาอุดีฯได้แน่นอน โดย ททท. ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวซาอุฯ ให้มาเที่ยวไทย 200,000 คน โดยเน้นกลุ่มครอบครัว คนรุ่นใหม่ วัยทำงาน กลุ่มคนรักสุขภาพ และกลุ่มคู่รักฮันนีมูน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เป็นกลุ่มที่ค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าหลายๆชาติ และเป็นกลุ่มที่ยังไม่เคยเดินทางมาไทย

นอกจากนี้ อีกหนึ่งข่าวที่น่ายินดี ทางการซาอุดีฯ พิจารณายกเลิกห้ามนำเข้าสินค้าสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากประเทศไทย ซึ่งไทยถูกระงับและห้ามการนำเข้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 โดยมีสถานประกอบการส่งออกของไทยที่ได้รับอนุญาตขึ้นทะเบียนกว่า 11 แห่ง ถือเป็นข่าวดีด้านการส่งออกปศุสัตว์ไทย โดยเฉพาะในการเสริมสร้างบทบาทของไทยในฐานะครัวโลก เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากซาอุดีฯ ถือเป็นประเทศผู้นำเข้าเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์แปรรูปรายใหญ่ของโลก ปัจจุบัน ซาอุดีอาระเบีย มีการนำเข้าไก่ปีละ 5.9 แสนตัน ถือเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ

ข่าวที่น่ายินดีทั้งสองข่าวดังกล่าว เป็นผลมาจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ที่เป็นไปตามลำดับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ภายหลังนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นการเยือนในระดับผู้นำรัฐบาลระหว่างสองประเทศเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี

นายธนกรกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าผลจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศทั้งสองมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะต่างเป็นสองประเทศที่มีศักยภาพ สามารถผูกสัมพันธ์ เชื่อมโยงเป็นผลทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกัน โดยนายกฯยังได้เน้นย้ำ และสั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินงาน และนำเอาความสำเร็จจากการสานสัมพันธ์ในครั้งนี้ แปลงไปสู่นโยบายและการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมให้ได้โดยเร็ว

Advertising

นายกฯ โพสต์ พร้อมแสดงบทบาทใหม่ของไทยในเวทียูเอ็น

People Unity News : 18 กันยายน 2566 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – นายกฯ โพสต์ข้อความ ก่อนเดินทางร่วมประชุมยูเอ็น ที่สหรัฐ 18-24 ก.ย.นี้ ระบุ เป็นภารกิจต่างประเทศอย่างเป็นทางการแรกของรัฐบาลใหม่ พร้อมแสดงบทบาทใหม่ของไทยที่จะเปลี่ยนไปบนเวทีโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อออกเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ระหว่างวันที่ 18  – 24 กันยายน 2566  ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความและภาพถ่ายผ่านเอ็กซ์โดยระบุว่า  #UNGA78 จะเป็นภารกิจต่างประเทศอย่างเป็นทางการแรกของรัฐบาลใหม่ เพื่อแสดงบทบาทใหม่ของไทยที่จะเปลี่ยนไปให้กับเวทีโลกเห็น ผมตั้งใจจะขับเคลื่อนการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อบรรลุ #SDGs ความสำคัญในการยึดมั่นระบบพหุภาคี และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายและความต้องการของประชาคมโลกในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การระดมทุนเพื่อการพัฒนา และสิ่งแวดล้อมสีเขียว และด้านอื่น ๆ อย่างครอบคลุม

เดินหน้าเต็มที่เพื่อประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน และกระชับความสัมพันธ์กับผู้นำจากนานาประเทศ เพื่อเสริมสร้างสันติภาพและความมั่งคั่ง รวมทั้งความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคนครับ “ขณะเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ระหว่างวันที่ 18  – 24 กันยายน 2566  ว่า

“#UNGA78 will be my Government’s first official mission abroad, presenting a new face for Thailand’s role on the world stage. I intend to drive action to achieve the #SDGs, commit to upholding multilateralism and promoting international cooperation to respond to today’s challenges and needs of the global community > this includes climate change, financing for development, green growth and more. Eager to explore collaboration with all stakeholders, both public and private, and to strengthen ties with other leaders, in fostering peace, prosperity & sustainability for all.

Advertisement

นายกรัฐมนตรี หารือเอกอัครราชทูตศรีลังกาฯ เพิ่มมูลค่าทางการค้าระหว่างกัน

People Unity News : นายกรัฐมนตรี หารือเอกอัครราชทูตศรีลังกาฯ เพิ่มมูลค่าทางการค้าระหว่างกัน

6 กันยายน 2564 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับนางโกโลนเน อัปปุหามิลาเค จมินทะ อิโนกา โกโลนเน (H.E. Mrs. Colonne Appuhamillage Chaminda Inoka Colonne) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสเข้ารับหน้าที่

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและศรีลังกา มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจต่อกัน ขอให้ทั้งสองประเทศเร่งการเจรจาการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี(FTA) ไทย – ศรีลังกา เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันในอนาคต

พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงความยินดีต่อศรีลังกาในการดำรงตำแหน่งประธานกรอบความร่วมมือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation: BIMSTEC) ซึ่งไทยพร้อมจะเข้าร่วมการประชุมฯ ที่ศรีลังกาจะเป็นเจ้าภาพในปลายปีนี้ โดยไทยจะรับตำแหน่งประธาน BIMSTEC ต่อจากศรีลังกา หวังว่าศรีลังกาจะสนับสนุนไทยในการเป็นประธาน BIMSTEC โดยเฉพาะด้านความเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างท่าเรือ

ด้านเอกอัครราชทูตศรีลังกาฯ กล่าวว่า ยินดีที่จะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทย เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการเสริมสร้างการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองฝ่ายในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกันโดยเฉพาะด้านการเกษตรและประมง

Advertising

ทูตเกาหลีเหนือเข้าพบ “อนุชา” สานต่อความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีเหนือ

People Unity News : ไทย-เกาหลีเหนือ ยินดีต่อความสัมพันธ์ฉันท์มิตรที่มีมาอย่างยาวนาน และพร้อมสานต่อความสัมพันธ์ต่อไป

เมื่อ 9 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายคิม เช พง (H.E. Mr. Kim Je Bong) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสเข้ารับหน้าที่ สรุปสาระสำคัญการหารือ ดังนี้

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีประจำประเทศไทย ยินดีที่ไทยกับเกาหลีเหนือมีความสัมพันธ์เป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน ยืนยันรัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับเอกอัครราชทูตฯอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีชื่นชมเกาหลีเหนือที่ได้จัดการกับภัยธรรมชาติพายุไต้ฝุ่นในประเทศเกาหลีเหนือได้อย่างเรียบร้อย

เอกอัครราชทูตฯขอบคุณรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่สละเวลาให้เข้าพบในวันนี้ พร้อมทั้งแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือที่มีความเป็นมิตรที่ดีแก่กันมาตลอดระยะเวลา 45 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ยืนยันพร้อมทำงานเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยเอกอัครราชทูตฯชื่นชมรัฐบาลไทยที่ทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเห็นว่าสถานการณ์โควิด-19 เป็นวิกฤตการณ์ระดับโลกที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ ประเทศไทยโชคดีที่รัฐบาลดำเนินมาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ไทยไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศมาเป็นระยะเวลานาน เป็นที่ชื่นชมจากต่างชาติ พร้อมทั้งอวยพรเกาหลีเหนือให้ควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดดูแลประชาชนให้ปลอดภัย

Advertising 

ไทย-รัสเซียทำสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน

People Unity News : 15 มีนาคม 2566 รองโฆษกรัฐบาล เผย ครม.วานนี้อนุมัติให้ลงนามร่างสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไทย-รัสเซีย ต้องเป็นผู้กระทำผิดที่มีโทษจำคุกเกินกว่า 1 ปี ถึงจะส่งตัวได้

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (14 มี.ค.) ว่า ที่ประชุมอนุมัติลงนามร่างสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธรัฐรัสเซียว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและการดำเนินการให้สนธิสัญญามีผลใช้บังคับ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการปราบปรามอาชญากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยร่างสนธิสัญญาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระและหลักเกณฑ์การส่งผู้ร้ายข้ามแดนคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาลักษณะเดียวกันกับที่ประเทศไทยได้จัดทำกับประเทศต่าง ๆ และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551

“สำหรับข้อกำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน อาทิ 1.ความผิดที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันได้ ต้องเป็นความผิดที่ลงโทษได้ตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ (Double Criminality) และเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกเกินกว่า 1 ปี 2.ผู้ประสานงานกลางของฝ่ายไทยตามสนธิสัญญานี้ คือ อัยการสูงสุด และฝ่ายสหพันธรัฐรัสเซีย คือ สำนักงานอัยการสูงสุด 3.ภาคีที่ได้รับการร้องขอ ไม่ต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนบุคคลซึ่งกระทำความผิดทางการเมืองและความผิดทางทหาร ทั้งนี้ ความผิดต่อประมุขของรัฐ หรือหัวหน้ารัฐบาล หรือสมาชิกในครอบครัวของบุคคลดังกล่าว และการกระทำหรือการละเว้นการกระทำซึ่งเป็นความผิดอาญาตามพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาพหุภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเป็นภาคี ไม่ถือว่าเป็นความผิดทางการเมือง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

น.ส.รัชดา กล่าวว่า 4.ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะต้องปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อมีเหตุต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ตามกฎหมายของภาคีแต่ละฝ่าย อาทิ ความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง หรือเป็นความผิดทางทหาร ซึ่งรวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับอายุความ 5.ภาคีที่ได้รับการร้องขอ สามารถปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อภาคีที่ได้รับการร้องขอมีเขตอำนาจเหนือความผิดที่มีการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือการส่งบุคคลนั้นเป็นผู้ร้ายข้ามแดนจะกระทบต่ออำนาจอธิปไตย ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ หรือภาคีที่ได้รับการร้องขอกำลังดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวในความผิดนั้นอยู่ 6.สนธิสัญญานี้ไม่กำหนดให้คู่ภาคีมีพันธกรณีใด ๆ ที่จะต้องส่งคนชาติของคนข้ามแดน อย่างไรก็ดี กรณีที่มีการปฏิเสธการส่งคนชาติข้ามแดน ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะต้องเสนอคดีนั้น ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของตนเพื่อฟ้องคดีต่อไป เว้นแต่ว่าภาคีที่ได้รับการร้องขอไม่มีอำนาจเหนือความผิดนั้น ก็จะไม่ต้องเสนอคดีนั้นต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อฟ้องคดี

“7.กรณีเร่งด่วน ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายสามารถร้องขอให้มีการจับกุมตัวชั่วคราว (Provisional Arrest) บุคคลที่ต้องการ เพื่อให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไปได้ 8.ให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยวิธีการแบบย่อ (Simplified procedure) ในกรณีที่บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวยินยอมต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหรือศาลแห่งภาคีที่ได้รับการร้องขอ 9.กรณีที่ได้รับคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศผู้ร้องขอตั้งแต่สองประเทศขึ้นไป ให้ภาคีที่ได้รับการร้องขอพิจารณาว่าจะส่งบุคคลนั้นข้ามแดนให้แก่ประเทศใด โดยนำเหตุผลดังต่อไปนี้มาพิจารณาทั้งหมด 1)ประเทศผู้ร้องขอมีหรือไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย 2)สัญชาติของบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว 3)เวลาและสถานที่กระทำความผิด 4)ความร้ายแรงของความผิด 5) ลำดับคำร้องขอที่ได้รับจากประเทศผู้ร้องขอ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

น.ส.รัชดา กล่าวว่า 10.กำหนดหลักการว่าบุคคลที่ถูกส่งตัวไป จะไม่ถูกลงโทษในความผิดอื่น นอกเหนือจากในความผิดที่ขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน 11.กำหนดขั้นตอนการวินิจฉัยคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนและการส่งมอบตัวบุคคลในความผิดที่ขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน 12.ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจนกระทั่งถึงเวลาส่งมอบตัว

“ร่างสนธิสัญญาฉบับนี้ ถือเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนการลงนามและการดำเนินการให้มีผลผูกพัน แต่ไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เนื่องจากร่างสนธิสัญญาไม่ได้มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าหรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

Advertisement

“มาริษ” – “ท่านทูตหาน” เปิดตัวตราสัญลักษณ์ฉลองสัมพันธ์ ไทย – จีน 50 ปี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 20 พฤศจิกายน 2567 “มาริษ” จับมือ “ทูตหาน” เปิดตัวตราสัญลักษณ์ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ก้าวสู่ “ปีทองมิตรภาพไทย – จีน” ภายใต้ยุทธศาสตร์ผู้นำ ‘สี จิ้นผิง-แพทองธาร’

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ​ ร่วมกับ นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน สมาคมมิตรภาพไทย – จีน ภาคเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน ร่วมงานเปิดตัวตราสัญลักษณ์ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไทยกับจีนมีความร่วมมือกันมาตลอด 50 ปี ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านปัญหา ผ่านความยากลำบาก ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด ต่างฝ่ายต่างสนับสนุนให้เกิดความเจริญก้าวหน้าระหว่างกัน เปรียบเสมือนเป็นผู้ใกล้ชิด ญาติสนิท สมดังคำกล่าวที่พูดกันเสมอมาว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล เป็นพี่น้องกัน” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือต่อไปอย่างใกล้ชิดในอนาคต เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองประเทศ และสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน ปี 2568 จึงถือเป็นปีทองของไทยกับจีน มีการจัดเตรียมกิจกรรมมากมาย อาทิ การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง มาประดิษฐานในไทย 73 วัน ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้กับประชาชนถึงมิตรภาพที่สำคัญระหว่างไทยกับจีนตลอด 50 ปี ผ่านตราสัญลักษณ์นี้

“ในการประชุมเอเปค ท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวกับนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ถึงสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างไทยกับจีนตลอด 50 ปีที่ผ่านมาว่า ทั้งสองประเทศมีสัมพันธ์พิเศษที่ไม่มีประเทศไหนมี ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศของไทยกับจีนจะขับเคลื่อนสัมพันธ์พิเศษระหว่างไทยและจีนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและครอบคลุมทุกมิติ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี แพทองธาร พบที่กรุงลิมา ประเทศเปรู และบรรลุฉันทามติใหม่ที่สำคัญ เกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน ภายใต้การนำเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำทั้งสองประเทศ โดยในปีหน้า จีนกับไทยจะร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี หรือปีทองแห่งมิตรภาพจีน – ไทย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างจีน – ไทย และเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของความสัมพันธ์จีน – ไทย งานเปิดตัวตราสัญลักษณ์ฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์จีน – ไทยในวันนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นของกิจกรรมเฉลิมฉลองมากมาย ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ระหว่างประเทศที่สับสนวุ่นวาย จีนจะยึดมั่นในเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ และจะส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและการเปิดกว้างในระดับสูง ฝ่ายจีนจะสานต่อมิตรภาพที่ยาวนานระหว่างจีน – ไทย และส่งเสริมการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน – ไทยอย่างแน่วแน่ สนับสนุนให้ไทยประสบความสำเร็จมากขึ้นในเส้นทางการพัฒนาประเทศของตนเอง และจะเป็นมิตรที่เชื่อถือได้ และพึ่งพาได้สำหรับประเทศไทยตลอด“ตราบใดที่เรายังคงรักษาปณิธานของการเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรที่จริงใจต่อกัน และจับมือก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน จีน – ไทย และประชาชนของทั้งสองประเทศ ก็จะสามารถมีอนาคตอันสดใสที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน” เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาโดยอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้แทนจากสมาคมมิตรภาพไทย – จีน ตลอดจนการประกาศความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและ POP MART INTERNATIONAL GROUP กิจกรรมร่วมกับนักแสดงชาวไทย นายชานน สันตินธรกุล และการแสดงชุด “ตอแบ๋ตั๋วะ” โดยคณะศิลปนาฏดุริยางค์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ด้วย

Advertisement

รมว.ต่างประเทศระบุ ผลการเจรจา MOU44 เพื่อใช้ประโยชน์ปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 6 พฤศจิกายน 2567 รมว.กต.ยืนยันผลการเจรจาเพื่อใช้ประโยชน์ปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนไทย-กัมพูชา ประชาชนไทยต้องเห็นชอบก่อน – ย้ำผลประโยชน์ต้องเป็นของประชาชน – ชี้ MOU44 เป็นกลไกทำให้การเจรจาไทยกับกัมพูชาเดินหน้าได้

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงความกังวลเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณอ่าวไทยว่า ผลการเจรจา หากจะสำเร็จ และยุติได้ จะต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย รัฐสภาของทั้งสองประเทศ จะต้องให้ความเห็นชอบ ผ่านการเสนอจากคณะรัฐมนตรี เข้าสู่กระบวนการรัฐสภาในฐานะผู้แทนประชาชน ที่จะเป็นผู้ตัดสินว่า เห็นชอบกับผลการเจรจาหรือไม่ และข้อตกลงจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะให้มีการเจรจาเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งได้ตามที่มีการกล่าวอ้าง

ส่วนการใช้ประโยชน์เหนือแหล่งปิโตรเลียมนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า ยังไม่สามารถกระทำได้จนกว่าการเจรจาดังกล่าวจะมีข้อยุติ โดยผลการเจรจาจะต้องเป็นที่ยอมรับได้ของประชาชนทั้งสองประเทศ ซึ่ง MOU44 กำหนดให้จะต้องเจรจา 2 เรื่องทั้ง “เขตทางทะเล” และ “การพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน” ไปพร้อม ๆ กันโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ พร้อมยืนยันว่า หากการเจรจาสำเร็จ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดต้องเป็นประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนคนไทย ที่จะมีเขตทางทะเลที่ชัดเจนกับประเทศเพื่อนบ้าน และได้ใช้พลังงานที่มีราคาถูกลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

นายมาริษ กล่าวถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU44 เพราะถือเป็นการยอมรับเส้นอ้างสิทธิของกัมพูชา และทำให้ไทยเสี่ยงเสียดินแดนว่า MOU44 ไม่ได้เป็นการยอมรับเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของกัมพูชา และไม่ได้ทำให้ไทยเสียดินแดนใด ๆ เพราะเกาะกูดอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย 100 เปอร์เซ็นต์ และจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะสาระสำคัญ ใน MOU44 เป็นเพียงการตกลงร่วมกัน “เพื่อที่จะเจรจาเท่านั้น” โดยแผนผังแนบท้าย เป็นเพียง “ภาพประกอบของพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปของแต่ละประเทศ” ซึ่งเส้นอ้างสิทธิในข้อตกลงนี้ ไม่ใช่เส้นเขตทางทะเล ตามที่มีการเข้าใจผิดแต่อย่างใด

นายมาริษ ยังย้ำอีกว่า การคงไว้ซึ่ง MOU44 เป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะข้อตกลงนี้ทำให้ ทั้งสองฝ่าย มีพันธกรณีที่จะต้องมาเจรจากัน ทั้งในเรื่อง “เขตทางทะเล” และ “พื้นที่พัฒนาร่วม” ไปพร้อม ๆ กัน

ส่วนกรณีที่รัฐบาลเมื่อปี 2552 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้ยกเลิก MOU44 โดยให้ไปศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบก่อนนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และรัฐสภานั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า ในกระบวนการศึกษาข้อมูลดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศได้ประชุมหารือ และรับฟังข้อคิดเห็นจากคณะที่ปรึกษากฎหมายต่างประเทศ ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง และด้านกฎหมาย จนได้ข้อสรุป เสนอเป็นมติคณะรัฐมนตรีในปี 2557 ว่า การคง MOU44 ไว้ เป็นผลดีมากกว่าเสีย และที่สำคัญการมีเขตทางทะเลที่ชัดเจน จะนำไปสู่การเจรจาการใช้ประโยชน์เหนือแหล่งปิโตรเลียมได้อย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน

“ขอให้เชื่อมั่นว่า การเจรจาจะคำนึงถึงอธิปไตยและผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่ตั้ง โดยยืนยันว่า กระทรวงการต่างประเทศ จะทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพสูงสุด” นายมาริษ ยืนยัน

Advertisement

 

ผู้แทนซาอุเผยต้องการแรงงานช่างเชื่อม เชื่อมใต้น้ำ เคาะพ่นสี Medical Staff พ่อครัว พนักงานโรงแรม

People Unity News : ผู้แทนซาอุฯ เผยต้องการแรงงานสาขาช่างเชื่อม ช่างเชื่อมใต้น้ำ ช่างเคาะพ่นสี Medical Staff พ่อครัว พนักงานโรงแรม

15 มี.ค. 2565 กระทรวงแรงงาน เผย ผู้แทนซาอุฯ พอใจ ผลการอบรม – ทดสอบฝีมือแรงงานไทย ขอให้ประชาชนที่สนใจไปทำงาน ลงทะเบียนที่ http://toea.doe.go.th

เป็นอีกหนึ่งข่าวดี คณะผู้แทนทางวิชาการของประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 12 – 16 มี.ค. 65 เพื่อเข้าร่วมการประชุมเชิงวิชาการเกี่ยวกับการจัดส่งแรงงานระหว่างกระทรวงแรงงานไทย กับกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาสังคมซาอุดีอาระเบีย

ล่าสุด คณะผู้แทนฯ ได้ไปเยี่ยมชมการฝึกอบรมและทดสอบฝีมือแรงงาน ซึ่งเป็นการนำเสนอการฝึกอบรมในภาคบริการ ณ โรงแรม The Bazzar Hotel Bangkok

เบื้องต้นพบว่าคณะผู้แทนฯ มีความพอใจในความพร้อมของการฝึกอบรมและทดสอบฝีมือแรงงาน พร้อมเสนอว่าทางประเทศซาอุดีฯ ยังต้องการแรงงานในสาขาช่างเชื่อม โดยเฉพาะช่างเชื่อมใต้น้ำ ช่างเคาะพ่นสี Medical Staff รวมทั้งพ่อครัว พนักงานโรงแรมอีกด้วย

ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้เตรียมการรองรับการส่งแรงงานไทย พร้อมอำนวยความสะดวกของการฝึกอบรมและทดสอบฝีมือแรงงานในสาขาอาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการ

ประชาชนผู้สนใจไปทำงานในประเทศซาอุดีอาระเบีย สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ http://toea.doe.go.th เลือก “ลงทะเบียน” > “คนหางาน” หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือโทร. สายด่วน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

Advertising

นายกฯ หารือทวิภาคีนายกฯ ภูฏาน กระชับความร่วมมือท่องเที่ยว-การศึกษา-กรอบพหุภาคี

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 3 เมษายน 2568 ทำเนียบ – นายกรัฐมนตรี หารือ ทวิภาคีนายกรัฐมนตรีภูฏาน กระชับความร่วมมือของสองประเทศ ด้านการท่องเที่ยว -การศึกษา และกรอบพหุภาคี ขณะที่นายกฯ ภูฏาน ชื่นชมไทยบริหารจัดการภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าพบหารือ ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ในโอกาสเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมผู้นำบิมสเทค

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมต่อการเตรียมการของภูฏาน สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนภูฏานนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งการเสด็จเยือนครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ภูฏาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยและภูฏาน พร้อมประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การเสด็จเยือนเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ โดยนายกรัฐมนตรีภูฏาน เน้นย้ำว่า รัฐบาลและประชาชน ภูฏาน พร้อมถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ รวมถึงจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-ภูฏานตลอดปีนี้

ขณะที่นายกรัฐมนตรีภูฏาน แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏานนได้ทรงส่งความห่วงใยและกำลังใจมายังรัฐบาลและประชาชนไทย โดยนายกรัฐมนตรีภูฏาน ยังชื่นชมการบริหารจัดการสถานการณ์ของรัฐบาลที่มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงมาตรฐานการก่อสร้างของไทยที่สามารถทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนได้อย่างดี สะท้อนถึงความพร้อมของไทยในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

สำหรับประเด็นการหารือ ในด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศ เห็นพ้องถึงศักยภาพของความตกลงการค้าเสรีไทย-ภูฏาน ที่เพิ่งบรรลุการเจรจาในระยะเวลาเพียง 9 เดือน และจะลงนามหลังจากการหารือนี้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุน โดยไทยสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เมืองอัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูฏาน

ด้านการพัฒนา นายกรัฐมนตรีภูฏานขอบคุณความร่วมมือและการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยในการส่งเสริมการนำนโยบาย “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” (OTOP) ของไทย มาวางแนวทางปรับใช้ในโครงการ “One Gewog, One Product” (OGOP) โดยทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่านโยบายนี้จะช่วยพัฒนาศักยภาพของชุมชนและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของภูฏานให้เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

ส่วนด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีไทยและภูฏาน เห็นพ้องสนับสนุนนโยบาย “Two Kingdoms, One Destination” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างไทยและภูฏาน โดยนายกรัฐมนตรียังได้เชิญชวนภูฏานเข้าร่วมงานส่งเสริมการท่องเที่ยว “Thailand Travel Mart Plus” ที่จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นงานสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้พบปะและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว

ด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นายกรัฐมนตรี ยืนยันถึงความพร้อมในการให้ทุนการศึกษาและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างไทยและภูฏาน โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคดิจิทัล นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการฝึกอบรมและการพัฒนาทักษะแก่เยาวชนไทยในอุตสาหกรรมการบริการ อาหาร และสุขภาพ เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ด้านความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี นายกรัฐมนตรีภูฏาน กล่าวชื่นชมการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด BIMSTEC ครั้งที่ 6 ของไทย และภูฏาน พร้อมสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองเชื่อว่าการปะชุมผู้นำบิมสเทคครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือภายใน BIMSTEC และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

จากนั้น เวลา 14.00 น. นายกรัฐมนตรีไทยและภูฏาน ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ภูฏาน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว

Advertisement

นายกฯ ย้ำเวที WHA78 ไทยเดินหน้ายุทธศาสตร์สุขภาพถ้วนหน้า

พีเพิล ยูนิตี้ นิวส์ : 20 พฤษภาคม 2568 “แพทองธาร” นายกฯ ย้ำเวทีสมัชชาอนามัยโลก (WHA78) ไทยเดินหน้ายุทธศาสตร์สุขภาพถ้วนหน้า ชูสุขภาพคือรากฐานแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมใช้ดิจิทัลขับเคลื่อนระบบสาธารณสุข มุ่งเป้าสู่ SDGs

เวลา 16.20 น. ตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งตรงกับเวลา 11.20 น. นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ณ สํานักงานองค์การสหประชาชาติ (Palais des Nations) นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาผ่านวิดีทัศน์ในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก ครั้งที่ 78 (the 78th World Health Assembly : WHA78) โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ประชาคมโลกต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน การกระชับความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนด้านสุขภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืนถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในขณะที่โลกกำลังเข้าใกล้ช่วงสุดท้ายของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าสุขภาพเป็นรากฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการพัฒนา การเสริมสร้างระบบสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน และไม่เพียงแต่การมุ่งบรรลุเป้าหมายที่ 3 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับความยากจน การศึกษา ความเท่าเทียมทางเพศ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย โดยประเทศไทยกำลังบูรณาการด้านสุขภาพให้สอดคล้องกับนโยบายทั้งหมด เพื่อสร้างสังคมที่มีความยืดหยุ่น

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545 โดยรัฐบาลได้ขยายการเข้าถึง ลดรายจ่ายได้มหาศาล และขณะนี้กำลังมุ่งหน้าสู่การพัฒนาระบบสุขภาพแบบบูรณาการ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงประชากรกลุ่มเปราะบาง และปรับปรุงความต่อเนื่องในการดูแลรักษา นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงพลังของเทคโนโลยีในการบริหารจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเน้นการใช้ข้อมูลเพื่อการตรวจพบในระยะเริ่มต้น และการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมุ่งยกระดับความพร้อมในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขและภัยพิบัติธรรมชาติ พร้อมทั้งการบูรณาการสุขภาพจิตให้เข้ากับกลยุทธ์การฟื้นฟูและความสามารถในการฟื้นตัว โดยประเทศไทยยินดีต่อความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงว่าด้วยโรคระบาด ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพหุภาคีในการสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ในด้านปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองและธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วม ซึ่งรัฐบาลภูมิใจที่กรุงเทพมหานคร เทศบาลเมืองสะเดา จังหวัดสงขลา เทศบาลเมืองบ้านสวน จังหวัดชลบุรี และเทศบาลตำบลคลองชะอุ่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเมืองสุขภาพดีขององค์การอนามัยโลก (WHO Healthy Cities Network)

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นอันแน่วแน่ของประเทศไทยต่อองค์การอนามัยโลก ซึ่งความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างกัน มีรากฐานมาจากความเสมอภาค ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และวิสัยทัศน์ร่วมกันว่า “สุขภาพเป็นสินค้าสาธารณะระดับโลก” รวมถึงพร้อมสนับสนุนการปฏิรูประบบขององค์การอนามัยโลกและแสดงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าบนเส้นทางนี้ร่วมกัน

อนึ่ง การประชุมสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 78 เป็นเวทีขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤษภาคม ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยในปีนี้จัดระหว่างวันที่ 19-27 พฤษภาคม 2568 ภายใต้หัวข้อหลัก คือ “One World for Health” โดยมีผู้แทนจาก 194 ประเทศสมาชิกเข้าร่วม เพื่อกำหนดนโยบายด้านสุขภาพระดับโลก รวมถึงวางแนวทางการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพระดับโลก เช่น โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยมุ่งหวังให้ทุกประเทศร่วมมือกันสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนและเท่าเทียมสำหรับประชาชนทั่วโลก

Advertisement

Verified by ExactMetrics