วันที่ 15 มีนาคม 2026

นายกฯ เผยนานาชาติให้ความสำคัญแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เกินคาด เน้นย้ำไทยจริงจังปราบสแกมเมอร์

18 ธันวาคม 2568 นายกฯ เผยนานาชาติให้ความสำคัญแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เกินคาด เน้นย้ำไทยจริงจังปราบสแกมเมอร์ เดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือกับทุกประเทศสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

วานนี้ (วันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568) เวลา 20.00 น. ณ ห้อง Ballroom 1 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำสำหรับผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams)

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากการที่ไทยได้หยิบยกประเด็นปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีขึ้นหารือในเวทีการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปคที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างกว้างขวาง โดยการประชุมในวันนี้มีประเทศเข้าร่วมมากกว่าที่คาดหมาย และภายหลังการประชุมจะมีการออกเอกสารผลลัพธ์ที่เรียกว่า “Bangkok Joint Statement” หรือถ้อยแถลงกรุงเทพฯ เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในการจัดการปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศที่เข้าร่วมการประชุมต่างให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง อาทิ ราชอาณาจักรโมร็อกโกที่ส่งรัฐมนตรีเข้าร่วมถึง 3 คน สาธารณรัฐประชาชนจีนส่งนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ รวมถึงรัฐมนตรีอาวุโสจากเมียนมา อินเดีย และเอกอัครราชทูตจากหลายประเทศในยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลายประเทศที่พบกันเป็นครั้งแรกต่างแสดงความขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความร่วมมือในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะความร่วมมือกับจีนในการส่งผู้กระทำความผิดกลับไปดำเนินคดี ซึ่งในอดีตไม่เคยมีการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน ทั้งนี้ ไทยเห็นว่าบุคคลที่มีพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่บุคคลพึงประสงค์ และควรให้ประเทศต้นทางเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถขยายผลไปสู่เครือข่ายอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการดำเนินงานภายในประเทศ นายกรัฐมนตรีระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปปง. กระทรวงยุติธรรม และฝ่ายปกครอง ได้บูรณาการความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้สามารถยึดและอายัดทรัพย์ผู้กระทำผิดจำนวนมาก และดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำงานอย่างจริงจังต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเพื่อตอบกระแสสังคม เนื่องจากอาชญากรรมออนไลน์มีความเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ ยาเสพติด การพนัน และการค้าอาวุธเถื่อน

ในประเด็นประเทศกัมพูชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยได้เชิญทุกประเทศเข้าร่วมการประชุม และยืนยันให้ความปลอดภัยแก่ผู้เข้าร่วม แม้จะมีประเด็นปัญหาชายแดนก็ตาม พร้อมยกตัวอย่างการต้อนรับนักกีฬากัมพูชาในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนว่าไทยสามารถแยกแยะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประเด็นทางการเมืองได้อย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าการที่กัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ไม่กระทบต่อการเดินหน้าของไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในถ้อยแถลงกรุงเทพฯ ได้กำหนดแนวทางความร่วมมือภายใต้หลัก “5P” ได้แก่ Policy (นโยบาย) Protection (การป้องกัน) Prosecution (การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด) Partnership (ความร่วมมือระหว่างประเทศ) และ Prevention (การป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรม) ซึ่งบรรยากาศการประชุมสะท้อนถึงความชื่นชมและการยอมรับบทบาทของไทยในเวทีโลกด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความร่วมมือกับอินเดีย โดยระบุว่า อินเดียได้แสดงความขอบคุณไทยจากกรณีการส่งชาวอินเดียกว่า 300 คนกลับประเทศที่อำเภอแม่สอด พร้อมย้ำว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือทั้งประเทศต้นทางและปลายทางอย่างรอบคอบ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นหนึ่งในสี่ประเด็นหลักของปฏิญญาร่วมที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งรวมถึงการถอนกำลังและอาวุธออกจากพื้นที่ชายแดน การดำเนินการด้านมนุษยธรรม และการทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยยืนยันว่า หากมีสถานที่ใดที่ใช้เป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ แม้จะอ้างว่าเป็นธุรกิจอื่น ไทยจะถือเป็นเป้าหมายในการดำเนินการและจัดการทันที

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

โฆษกรัฐบาลยืนยัน ได้รับสัญญาณจาก USTR เดินหน้าเจรจาการค้าต่อ

14 ธันวาคม 2568 โฆษกรัฐบาลยืนยัน ได้รับสัญญาณจาก USTR เดินหน้าเจรจาการค้าต่อตามที่ พณ. เผยว่า สหรัฐฯ พร้อมเริ่มเจรจาภาษีระดับเทคนิค ชี้ข้อเสนอไทยไม่ล้มเหลว ย้ำทุกการตัดสินใจยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

วันนี้ (วันที่ 14 ธันวาคม 2568) เวลา 12.30 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้รับสัญญาณที่ชัดเจนจาก สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ถึงความพร้อมในการ เดินหน้าเจรจาการค้ากับประเทศไทยต่อไป

โฆษกรัฐบาลระบุว่า สัญญาณดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ข้อเสนอของประเทศไทยมิได้ล้มเหลว และยังได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากฝ่ายสหรัฐฯ แม้สถานการณ์การหยุดยิงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาจะยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายและตัดสินใจทุกประเด็นโดยยึด ผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก

โฆษกรัฐบาลย้ำว่า จุดยืนของประเทศไทยยังคงชัดเจนและสม่ำเสมอ โดย การหยุดยิงจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาดำเนินการตามข้อเรียกร้องและเงื่อนไขที่ประเทศไทยเสนอไว้เท่านั้น เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบและการเคารพพันธกรณีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้รับจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โดยได้เน้นย้ำถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศจากการเร่งเดินหน้าเจรจาการค้า พร้อมเสนอให้ฝ่ายสหรัฐฯ พิจารณาแยกประเด็นด้านความมั่นคงออกจากประเด็นทางการค้า เพื่อไม่ให้การเจรจาล่าช้าและกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

โฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ยังได้รายงานผลการหารือกับ สภาธุรกิจอาเซียน–สหรัฐฯ (USABC) และคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ที่ลงทุนในประเทศไทยกว่า 40 ราย ซึ่งเห็นพ้องตรงกันว่า ควรเร่งสรุปผลการเจรจาการค้าโดยเร็ว เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และประโยชน์ของผู้บริโภคทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง เช่น ข้าวหอมมะลิไทยและสินค้าเกษตรอื่น ๆ

โฆษกรัฐบาลยังได้กล่าวในตอนท้ายว่า “จากข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพาณิชย์ เช้าวันนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า จะประสานให้ USTR เดินหน้าการหารือในระดับเทคนิคกับฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ”

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

นายกฯ อนุทิน ชี้หากกัมพูชาอยากสงบศึก ต้องเสนอเอง ไม่ใช่ให้ประเทศอื่นออกหน้า

นายกฯ อนุทิน ยันยังไม่ได้คุยเรื่องหยุดยิงกับอันวาร์ ชี้หากกัมพูชาอยากสงบศึก ต้องเสนอเองไม่ใช่ให้ประเทศอื่นออกหน้า ย้ำไทยโดนรุกล้ำอธิปไตยก่อนจึงต้องปกป้อง

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ขอให้รับฟังข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่กองทัพได้มีการจัดแถลงวันละสองครั้ง แหล่งข่าวจากที่อื่นไม่ควรที่จะนำมาเป็นข้ออ้างอิงใด ๆ พร้อมระบุว่าได้มีการพูดคุยกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียมาตลอดในช่วงที่มีสถานการณ์ แต่ว่าไม่มีครั้งไหนที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้บอกว่ามีการทำข้อตกลงในการหยุดการดำเนินการใด ๆ

“การตอบรับว่าจะทำอะไร ต้องมีการหารือ มีการพูดคุย มีท่าทีที่จริงใจชัดเจนที่ต้องการจะหยุดการปะทะ หยุดการทำร้ายซึ่งกันและกัน ขอย้ำว่าไทยเป็นฝ่ายที่ถูกรุกราน คุกคามอธิปไตย การตอบโต้ก็เพื่อป้องกันอธิปไตย ป้องกันพี่น้องประชาชน ทำให้เห็นว่าอย่าได้เข้ามาทำร้ายประเทศไทย ถ้าหากจะหยุดยิง กัมพูชาต้องยื่นข้อเสนอ (Proposal) มา ไม่ใช่ให้ประเทศอื่นเสนอ ถ้าจะดำเนินการใด ๆ ที่จะหยุดข้อพิพาทกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็เสนอมา เพราะจากเหตุการณ์เมื่อเช้าเป้าหมายไม่ใช่ทหาร แต่เป็นประชาชน ชุมชนไทย การกระทำชัดเจนกว่า จะพูดอะไรก็พูดได้ ถ้าหยุดจริงต้องหยุดให้เห็น ไม่ใช่พร้อมหยุดยิงแต่ยังเล็งปืนมาที่ประเทศไทยอยู่ ถ้าหยุดยิง ก็ต้องหยุดทั้งหมด และถอยกลับไป คนที่จะประเมินก็คือประเทศไทย การพูดคุยกันไม่ใช่ผ่าน Facebook หรือโซเชียลมีเดีย แต่ต้องมีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ และต้องคุยกันอย่างจริงใจ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายอนุทิน ยังกล่าวอีกว่า สำหรับคนไทยที่ยังติดค้างในฝั่งกัมพูชาและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้นั้น คนไทยย่อมมีสิทธิ์ที่จะกลับบ้าน คนไทยสามารถเดินทางเข้าบ้านตัวเองได้ตลอดเวลา และหวังว่าจะไม่ถึงจุดที่จะเอาคนไทยเป็นตัวประกัน เพราะว่าคนไทยเหล่านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ โดยกองทัพมีแผนเผชิญเหตุทุกเหตุพร้อมอยู่แล้ว

Advertisement

https://to.gsb.or.th/2WS45

นายกฯ ออกแถลงการณ์ ยืนยันไทยปกป้องอธิปไตย – ความปลอดภัยประชาชนเต็มกำลัง ย้ำไทยไม่ใช่ฝ่ายริเริ่มหรือรุกราน

8 ธันวาคม 2568 นายกฯ แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ยืนยันไทยปกป้องอธิปไตย – ความปลอดภัยประชาชนเต็มกำลัง ย้ำไทยไม่ใช่ฝ่ายริเริ่มหรือรุกราน พร้อมปฏิบัติการทหารทุกกรณีตามความจำเป็นเพื่อบูรณภาพแห่งดินแดน

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568) เวลา 12.20 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลติดตามอย่างใกล้ชิดในทุกระยะ และได้สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงบูรณาการการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด

รัฐบาลขอยืนยันว่า ประเทศไทยจะดำรงความมุ่งมั่นสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม และในวันนี้ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีมติยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ คือ จะมีปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น

รัฐบาลมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้องพี่น้องประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเป็นอยู่และความปลอดภัย ที่พักพิง อาหาร น้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ และสวัสดิการที่จำเป็นอย่างเต็มความสามารถ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เพื่อความถูกต้องของข้อมูล และเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก รัฐบาลขอวิงวอนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น และมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลักในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกเหล่าทัพ และหน่วยงานความมั่นคงทุกระดับ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกสู่สาธารณะมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า การปกป้องประเทศชาติและความปลอดภัยของประชาชน คือภารกิจสูงสุดของรัฐบาลและกองทัพไทย ประเทศไทยไม่เคยต้องการเห็นความรุนแรง โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกรานแต่อย่างใด แต่ประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการอย่างมีเหตุมีผล รอบคอบ และยึดหลักสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรมเป็นสำคัญ โดยรัฐบาลจะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล และในศักยภาพของกองทัพไทย และร่วมกันให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้

Advertisement

โฆษกรัฐบาลเผย จุดยืนของไทยต่อสหรัฐฯ ย้ำไทยแยกการเจรจาประเด็นความมั่นคง และประเด็นทางการค้าออกจากกัน ยืนยันตามข้อเท็จจริง กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดก่อน

16 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงพัฒนาการล่าสุดในสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา และประเด็นอื่นที่กระทรวงการต่างประเทศรายงานต่อรัฐบาล

โดยประเด็นแรกเป็นผลจากการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อค่ำวานนี้ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับฟังด้วย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สอบถามสถานการณ์ล่าสุดที่ชายแดน นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้อัปเดตข้อมูลและย้ำว่าทั้งสองประเทศต้องปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเพื่อก้าวสู่สันติภาพ พร้อมแสดงความเสียใจที่กัมพูชาฝ่าฝืนข้อตกลงก่อน โดยเฉพาะเรื่องการติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันให้เก็บกู้และงดการติดตั้งเพิ่มเติม

โฆษกฯ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองและยืนยันว่าพบการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ส่งผลให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนตามปกติได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นสูญเสียขา พร้อมทั้งฝ่ายไทยยังได้เชิญคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่เมื่อวานนี้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง สำหรับคำถามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับความคาดหวังของไทย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่าไทยยึดมั่นในสันติภาพ แต่กัมพูชาต้องยอมรับข้อเท็จจริง แสดงความรับผิดชอบ และมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกัมพูชาต้องเปิดพื้นที่ 13 จุดตามที่เคยหารือกัน เพื่อให้ไทยเข้าดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับฟังด้วยความเข้าใจ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ และมาเลเซียพร้อมสนับสนุนเพื่อให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อ แต่ไม่ประสงค์แทรกแซงกลไกทวิภาคีระหว่างไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นจุดยืนสำคัญของไทย

ประเด็นที่สอง การหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังการสนทนากับผู้นำสหรัฐฯ เพื่อประสานและแบ่งปันข้อมูลที่ได้หารือ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้แสดงความเข้าใจและพร้อมสนับสนุนในฐานะประธานอาเซียน โดยคำนึงถึงข้อเสนอของไทยที่ระบุว่า “การเก็บกู้ทุ่นระเบิด” คือหัวใจสำคัญของข้อตกลงตามปฏิญญาร่วม ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และมาเลเซียต่างรับทราบจุดยืนนี้ของไทยแล้ว

สำหรับประเด็นสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ขอ “ระงับชั่วคราว” การเจรจากรอบความตกลงภาษีต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ โดยจะกลับมาหารือได้อีกครั้งเมื่อไทยให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตาม Joint Declaration อย่างเคร่งครัด

ในประเด็นนี้ รัฐบาลไทยมีความผิดหวังต่อท่าทีดังกล่าว เพราะประเทศไทยยืนยันมาโดยตลอดว่า ประเด็นด้านความมั่นคงกับกัมพูชาเป็นเรื่องทวิภาคีที่ต้องพิจารณาแยกจากเรื่องการค้า ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมไทย–สหรัฐฯ ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ เองยังได้ย้ำในการหารือกับนายกรัฐมนตรีว่า “สหรัฐฯ ไม่ประสงค์แทรกแซงปัญหาไทย–กัมพูชา” ตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

รัฐบาลยินดีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับฟังด้วยความเข้าใจ และหวังว่า ท่าทีของสหรัฐฯ ในประเด็นการค้าและภาษี สามารถหารือและเจรจาต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อกรอบความร่วมมือสำคัญในด้านอื่นๆ ที่ทั้งสองประเทศมีมาอย่างแน่นแฟ้นและยาวนาน

“รัฐบาลขอย้ำว่าประเทศไทยจะยืนหยัดบนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญพร้อมทั้งรักษาจุดยืนด้านความมั่นคงและอธิปไตยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไทยยังพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในประเด็นความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่อไป” นายสิริพงศ์ กล่าว

Advertisement

โฆษกรัฐบาลย้ำ ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็น “ทุ่นระเบิดใหม่!” มาเลเซียข้อมูลคลาดเคลื่อน ขอให้ระมัดระวังในการสื่อสาร

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568) เวลา 10.45 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีสำนักข่าว Bernama ของมาเลเซีย รายงานคำกล่าวของ ดาโตะ เซอรี อูตามา ฮาจี โมฮามัด บิน ฮาจี ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย คลาดเคลื่อนจากภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นภาษามลายู โดยระบุว่า ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) รายงานว่าทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบไม่ใช่ของใหม่ ซึ่งไม่ตรงกับคำกล่าวในภาษาต้นฉบับ และไม่ตรงกับหลักฐานความจริงซึ่งฝ่ายไทยตรวจสอบแล้วว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า สำนักข่าว Bernama ได้ตรวจสอบและยืนยันว่าเกิดความผิดพลาดในการแปลถ้อยแถลงจากภาษามลายูเป็นภาษาอังกฤษจริง และได้ทำการแก้ไขถ้อยคำในย่อหน้าที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องแล้ว โดยระบุว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนในประเทศไทยและกัมพูชา รายงานว่า “พบทุ่นระเบิดใหม่” ไม่ใช่ “ไม่พบทุ่นระเบิดใหม่” ดังที่แปลคลาดเคลื่อนก่อนหน้านี้

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไทยได้ตรวจสอบและพิสูจน์ทราบแล้วว่า ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นทุ่นระเบิดที่เกิดจากการลอบวางใหม่จากฝ่ายกัมพูชา โดยจากการพิสูจน์ทราบพบชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN-2 ในหลุมระเบิดและพื้นที่ใกล้เครื่อง และพบอีก 3 ทุ่น บริเวณรอบ ๆ หลุมระเบิด ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางลาดตระเวนเดิมของไทย ซึ่งทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง จึงสรุปได้ว่า ฝ่ายกัมพูชาลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำพร้อมขอความร่วมมือว่า เรื่องนี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขอความระมัดระวังในการเผยแพร่ เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดทำให้ไทยเสียประโยชน์ รัฐบาลไทยต้องต่อสู้ถึงที่สุด

Advertisement

นายกฯ สั่ง กลาโหม-กต. ประท้วง เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ขณะลาดตระเวนชายแดน ไปยัง IOT

นายกฯ สั่ง กลาโหม-กต. ประท้วง เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ขณะลาดตระเวนชายแดน ไปยัง IOT กำชับดำเนินการให้ถึงที่สุด สั่งเร่งช่วยเหลือ และรายงานความคืบหน้าต่อเนื่อง

วันนี้ (10 พฤศจิกายน 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานเหตุการณ์จากกองทัพบกกรณีมีทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย และได้ดำเนินการส่งตัวเข้าทำการรักษาเรียบร้อยแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีมีความไม่สบายใจอย่างยิ่ง และได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหมพิจารณาประท้วงไปยังคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) โดยจะดำเนินการให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับให้กองทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลรักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ และขอส่งกำลังใจให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บริเวณชายแดน พร้อมขอให้รายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องด้วย

Advertisement

โฆษกรัฐบาลตอกกลับข่าวสำนักโฆษกกัมพูชาให้ข่าวไม่สร้างสรรค์ ย้ำไทยยึดกรอบ JD (Joint Declaration)

7 พ.ย.2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย เป็นกังวลหลังสำนักโฆษกกัมพูชาสื่อสารข้อกล่าวหาที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ในประเด็นเรื่องการที่ไทยจะใช้กำลัง และการทวงถามเรื่องการปล่อยทหาร กัมพูชา ที่ถูกจับกุมทั้ง 18 ราย จึงขอชี้แจงว่า รัฐบาลไทย ทุกหน่วยงานทั้งด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เดินหน้าโดยยึดตามถ้อยแถลงร่วม ฯ และทุกอย่างอยู่ในกระบวนการ โดยนายกรัฐมนตรียังดำริให้จัดตั้ง คณะกรรมการ เพื่อติดตามการดำเนินการต่าง ๆ  ตามข้อแถลงการณ์ร่วมด้วย

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงร่วม ฯ ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ยืนยันชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายมีเจตนารมณ์เดียวกันที่จะรักษาสันติภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยอ้างอิงเจตนารมณ์เดิมที่ประกาศไว้ ณ เมืองปุตราจายา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โฆษกรัฐบาลยืนยันว่า  หน่วยงานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ร่วมแถลงข่าว เมื่อวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา มีความชัดเจนว่า ไทยได้ยึดมั่นปฏิบัติตามสาระสำคัญของถ้อยแถลงร่วม ที่ระบุให้ทั้งสองประเทศละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาททางพรมแดน ยึดมั่นในหลักสันติวิธี เคารพต่อเขตแดนและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค ซึ่งไทยได้ยึดมั่นและปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดมาโดยตลอด และขอให้ฝั่งกัมพูชาได้ดำเนินการตามข้อตกลง โดยเฉพาะเรื่อง หลักทั้ง 4 ข้อ อย่างเคร่งครัด

Advertisement

นายกฯ อนุทิน เตรียมเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ 7 พ.ย. 68 นี้ ฉลอง 60 ปีมิตรภาพไทย–สิงคโปร์

พร้อมผลักดันความร่วมมือเศรษฐกิจ–ดิจิทัล–สาธารณสุข สร้างพลังขับเคลื่อนใหม่ให้ภูมิภาค

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2568) เวลา 08.26 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นี้ ตามคำเชิญของนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศ รวมทั้งเข้าร่วมงาน SET Government Roadshow 2025

การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งที่ 4 ของนายกรัฐมนตรี โดยมีความสำคัญเป็นพิเศษในโอกาส ครบรอบ 60 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ และเป็นการตอบแทนการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผยถึงกำหนดการสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ ในช่วงเช้าวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วย พิธี VIP Orchid Naming Ceremony ณ Singapore Botanic Gardens พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ การหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ พิธีแลกเปลี่ยนความตกลง โดยมีนายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ร่วมเป็นสักขีพยาน และการแถลงข่าวร่วม

ขณะที่ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสิงคโปร์ และเข้าร่วมงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อกล่าวปาฐกถาพิเศษและพบปะนักลงทุนชั้นนำ พร้อมพบปะชุมชนไทย แรงงานไทย และนักศึกษาไทยในสิงคโปร์ ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำวันเดียวกัน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนครั้งนี้ มุ่งรักษาพลวัตความร่วมมือเชิงบวก ระหว่างไทยและสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีจะต่อยอดจากการหารือทวิภาคีในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะมีการหารือในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ การส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ความร่วมมือด้านสาธารณสุขและการดูแลผู้สูงอายุ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ online scams

นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีการลงนามเอกสารความร่วมมือ 2 ฉบับ เพื่อขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุข ได้แก่1. บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ (MOC on Rice Trade) เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร และ 2. บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมการแพทย์และ Singapore Health Services (MOU on Healthcare Leadership in Urban Ageing Care) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในมิติของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

“นายกรัฐมนตรีพร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การแพทย์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งยังเป็นโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ และเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกันอย่างยั่งยืน” นายสิริพงศ์กล่าว

Advertisement

ครม. เห็นชอบร่างสนธิสัญญาอาเซียนว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ร่างสนธิสัญญาฯ มีวัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระและหลักเกณฑ์ในการให้ความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนภายในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาในเรื่องเดียวกันที่ประเทศไทยได้จัดทำกับประเทศต่าง ๆ โดยได้กำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนในบทบัญญัติ รวม 29 ข้อ

4 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบร่างสนธิสัญญาอาเซียนว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ร่างสนธิสัญญาฯ)
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงนามในสนธิสัญญาฯ
  3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนาม ตามข้อ 2
  4. ให้ ยธ. และ กต. ดำเนินการให้สนธิสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ในโอกาสอันเหมาะสมตามแต่ที่จะตกลงไว้ในสนธิสัญญาฯ โดยหลังจากที่รัฐสมาชิกอาเซียนลงนามสนธิสัญญาฯ แล้ว ยธ. และ กต. จะดำเนินการแจ้งสำนักเลขาธิการอาเซียนว่า ฝ่ายไทยได้เสร็จสิ้นการดำเนินการตามกระบวนของกฎหมายภายในเพื่อให้สนธิสัญญาฯ มีผลใช้บังคับแล้ว โดยสนธิสัญญาฯ จะมีผลใช้บังคับ 30 วัน นับจากวันที่รัฐสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 6 รัฐ ได้แจ้งสำนักเลขาธิการอาเซียนว่ามีผลใช้บังคับแล้ว ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อ 29 วรรค 2 ของสนธิสัญญาฯ
  5. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างสนธิสัญญาฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนมีการลงนาม ให้ ยธ. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านกฎหมาย (ALAWMM) ครั้งที่ 13 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การแสดงวิสัยทัศน์ของประธานรัฐมนตรีอาเซียนด้านกฎหมาย การกล่าวถ้อยแถลงของรัฐมนตรีอาเซียนด้านกฎหมายประเทศสมาชิกอาเซียน การกล่าวต้อนรับสมาชิกใหม่ของที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านกฎหมาย (สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต) การรับรองแผนงานสำคัญของที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านกฎหมาย เช่น การดำเนินงานหลังการลงนามสนธิสัญญาฯ การพัฒนาความสอดคล้องของกฎหมายการค้า การพัฒนาการจัดตั้งคณะทำงานเชิงเทคนิคเพื่อจัดทำอนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยการโอนตัวนักโทษ การรับรองการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยสำหรับการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านกฎหมาย ครั้งที่ 25 นอกจากนี้ ในห้วงการประชุมดังกล่าวจะมีการลงนามสนธิสัญญาฯ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนภายในของแต่ละประเทศต่อไป

ร่างสนธิสัญญาฯ มีวัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระและหลักเกณฑ์ในการให้ความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนภายในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาในเรื่องเดียวกันที่ประเทศไทยได้จัดทำกับประเทศต่าง ๆ โดยได้กำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนในบทบัญญัติ รวม 29 ข้อ

สนธิสัญญาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา รวมทั้งความร่วมมือด้านการยุติธรรมและการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศภาคี ซึ่งเมื่อมีผลใช้บังคับระหว่างรัฐสมาชิกอาเซียนแล้วจะนำไปสู่ดำเนินความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมภายในภูมิภาคอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของความเคารพอธิปไตย ความเท่าเทียม และผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

Advertisement

Verified by ExactMetrics